Archive for กันยายน, 2007

The Witnesses: มิตรภาพ…เซ็กซ์…ความตาย

เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 29-30 ก.ย. 2007 เซคชั่น Metro Life นสพ. ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์
witnesses.jpg
ใครที่ชอบดูหนังที่ไม่จำเป็นต้องรู้สึก “อิน” ไปกับภาพ เพลง หรือองค์ประกอบศิลป์ แต่กลับรู้สึกถึงระยะห่างที่เหมาะเจาะเพียงพอที่ทำให้ได้ “คิด” เกี่ยวกับสิ่งที่นำเสนออยู่บนจอ ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ “The Witnesses” (Les témoins) ใช้ชื่อภาษาไทยฟังฉงนว่า “ซ่อนรักไว้ข้างหลัง”

ความจริงตัวละครก็ไม่ค่อยได้ซ่อนอะไรเท่าไหร่หรอกครับ เพราะเห็นเดี๋ยวถอด เดี๋ยวถอด ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย บนเตียงบ้าง ในห้องน้ำบ้าง หนังยุโรปน่าดูก็ตรงนี้แหละ…จริงใจดี

พอดีไม่ได้อ่านเรื่องย่อทั้งหมดก่อนไปดู ผมเลยนึกเอาเองว่า เนื้อเรื่องคงจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวละครเอกทั้งห้า และความวุ่นวายที่เกิดขึ้น พอผ่านไปได้ประมาณครึ่งเรื่อง ถึงรู้ว่า เรื่องนี้มีตัวละครสำคัญอีกตัวคือ โรคเอดส์

อ้ะ! อย่าเพิ่งทำหน้าเบื่อครับ หนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดา เพราะสามารถนำจุดเริ่มต้นของโรคร้ายนี้มาขับเคลื่อนดำเนินเรื่องให้สอดคล้องไปกับชะตาชีวิตตัวละครได้อย่างลงตัว และอีกอย่าง ในวงการหนัง ต้องขอบอกว่า มีหนังเพียงไม่กี่เรื่องหรอกที่จะทำให้คุณเข้าถึงแก่นของคำว่า การมีชีวิตอยู่ผ่านเรื่องราวความจริงที่เกี่ยวกับเอดส์

“มานู” หนุ่มหล่อวัยรุ่นเพิ่งย้ายเข้ากรุงปารีสเพื่อมาอยู่กับพี่สาว “จูลี่” ผู้กำลังไต่เต้าเพื่อเป็นนักร้องโอเปร่า หนุ่มบ้านนอกก็ได้รู้จักกับนายแพทย์ “เอเดรียง” ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ คุณหมอวัยห้าสิบตกหลุมรักหนุ่มคนนี้อย่างหมดใจ

คุณหมอเอเดรียงมีเพื่อนสนิทเป็นนักเขียนหญิงคนหนึ่งชื่อ “ซาร่าห์” ซึ่งแต่งงานกับตำรวจผิวสี “เมห์ดี้” (หน้าตาคล้ายแดนเซล วอชิงตันมาก) และมีลูกที่เพิ่งคลอดหนึ่งคน

ในช่วงวันหยุดอันแสนสุข เอเดรียงพามานูไปพักผ่อนชายทะเลกับครอบครัวของซาร่าห์ ความสัมพันธ์ของมานู กับตำรวจหนุ่มเริ่มต้นในเวลาต่อมา ทั้งสองคนกลายเป็นคู่รักลับๆ ที่เอเดรียงและซาร่าห์ไม่เคยรู้มาก่อน

อันที่จริงซาร่าห์กับเมห์ดี้ เป็นคู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันแบบ “Open Relationship” คนดูอาจจะงง แต่มันก็มีจริงในสังคมนะครับ ทั้งสองคนไปมีอะไรกับใครก็ได้ รวมถึงกับคนเพศเดียวกัน ตัวเมห์ดี้นั้นเป็นไบเซ็กช่วล เขาจึงไม่ปฏิเสธ เมื่อมานูสุดหล่อเข้าหาเขาในตอนที่ทั้งสองท่องไปในทุ่งหญ้าอันร้างไร้ผู้คน มานูตกหลุมรักเมห์ดี้สุดหัวใจ

ในช่วง 1980 หรือเกือบสามสิบปีที่แล้ว เป็นช่วงที่โรคเอดส์เริ่มแพร่ระบาด ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น วุ่นวายปั่นป่วนไปกันทั้งโลก เพราะอยู่ดีๆ ก็มีคนเจ็บป่วยด้วยอาการใกล้เคียงกัน แพทย์ชั้นนำจากหลายประเทศต่างจับมือกัน องค์กรต่างๆ รีบเร่งหาเงินมาสนับสนุนงานวิจัย เอเดรียงคือแพทย์คนหนึ่งที่มุ่งมั่นค้นหาคำตอบ เพราะหนึ่งในผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของโรคร้ายนี้คือ มานู

หนังเรื่องนี้ทำให้คนดูอย่างผม คิดไปถึงเรื่องที่ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์สัมพันธ์กัน กับมานู เอเดรียงไม่เคยมีเซ็กซ์ด้วยกันเลย แต่เขากลับทุ่มเทความรัก ความห่วงใยทั้งชีวิตให้เด็กหนุ่มคนนี้จนถึงวาระสุดท้าย ส่วนความสัมพันธ์ของมานูกับเมห์ดี้ เต็มไปด้วยความเร่าร้อนของเพศชายที่วิ่งใส่กันได้ทุกขณะเมื่อเห็นหน้ากัน ขณะที่เมห์ดี้กับซาร่าห์ภรรยาแสนสวยของเขา ก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องเรื่องบนเตียง แต่ทั้งสองก็ขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน

หนังที่ว่าด้วยโรคเอดส์เป็นองค์ประกอบ ไม่จำเป็นต้องทำภาพผู้ติดเชื้อให้น่ากลัว สยดสยอง เพราะคนส่วนใหญ่ก็กลัวภาพเหล่านั้นอยู่แล้ว ในเรื่องนี้ คุณจะได้เห็นเรือนร่างอันสวยงามของมานู และภาพใบหน้าของเขาที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อ

มีสองฉากครับที่อยากปรบมือให้กับหนังเรื่องนี้ในเรื่องการให้ความรู้ผู้ชม ฉากหนึ่งคือ ตอนที่เอเดรียงคว้าเอาขวดน้ำตรงหน้ามานูมากรอกปากดื่มพรวดๆ ลงไป และอีกฉากคือฉากที่มานูบอกกับซาร่าห์ว่า “จูบผมหน่อยสิ” แล้วซาร่าห์ก็บรรจงจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากของมานูตอนที่เขาป่วย

ผลงานกำกับของผู้กำกับชื่อดัง อังเดร เทซีน เขาสามารถทำให้คนดูทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหนังอย่างห่างๆ ได้อย่างแยบยลราว เฝ้ามองชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์และความตายของผู้คนทั้งห้าอย่างใจจดใจจ่อ เหมือนคุณเป็น The Witness อีกคน (ฉายที่ลิโด้ 4 ต.ค. นี้ ความยาว 112 เผื่อเวลาไว้คุยกับเพื่อนด้วยตอนออกจากโรงนะครับ อีกเรื่องน่าดูนะครับ Eternal Summer เข้าแล้ว ที่ House Rama, RCA)

แชะ! แชะ!
วันก่อนได้รับโทรศัพท์จาก tele-sales เป็นบริษัทประกันต่างประเทศที่ขึ้นต้นด้วยตัว “P”

“สวัสดีคะ ดิฉันสุนิสานะคะ จำได้มั๊ยคะ วันก่อนโทรมาทีนึง ตอนที่คุณไปต่างจังหวัด เราเลยไม่ได้คุยกัน สุนิสาขอเวลานิดนึงนะคะ เรื่องการออมเงินผ่านบัตรเครดิตน่ะค่ะ ลองฟังผลประโยชน์ซักนิดนะคะ” ครับ…ได้ครับ

แล้วคุณสุนิสาเสียงหวานไพเราะก้องกังวานก็ร่ายยาวผลประโยชน์การออกผ่านบัตรเครดิตที่เรียกได้ว่า น่าสนใจสมัครจริงๆ ครับ อีกอย่างเธอเป็นเซลล์ที่เก่งมากๆ

“เป็นไงคะ โครงการนี้ ที่จริงปิดไปแล้วนะคะ แต่สุนิสาเห็นว่าคุณเป็นลูกค้าที่ดีของบัตร… เลยอยากจะให้พิจารณาน่ะค่ะ อ๋อ…ในส่วนผู้รับผลประโยชน์เหรอคะ? ก็เป็นบุคคลในครอบครัวที่ใช้นามสกุลเดียวกันน่ะคะ เอ๊ะ! ขอโทษนะคะคุณแต่งงานรึยังคะ มอบให้ภรรยาก็ได้นะคะ”

ความจริงฟังเรื่องผลประโยชน์และการออมเงิน ผมก็สนใจอยู่ แต่รู้สึกเซ็งเล็กน้อยตอนได้ยินเรื่องผู้รับผลประโยชน์ ผมเลยบอกว่า “คืองี้ครับ เผอิญแฟนผมเป็นผู้ชายน่ะครับ แล้วเราก็ไม่ได้แต่งงานกัน ผมจะมอบสิทธิประโยชน์กรณีผมเสียชีวิตให้กับแฟนผมได้มั๊ยครับ?” (เธออึ้งไปนิดหนึ่ง)

“อ๋อ สุนิสามีเพื่อนแนวนี้เยอะเลยค่ะ คือตามกรมธรรม์คงไม่ได้หรอกค่ะ แต่ผลประโยชน์ที่ได้ในแต่ละช่วงปี ก็เอาไปแบ่งกับแฟนก็ได้นี่คะ” (เก่งมั๊ยละคุณ)

ผมตอบเธอไปว่า “คุณสุนิสาเป็นพนักงานขายที่เก่งมากๆ นะครับ ตอบคำถามได้ฉะฉาน ไม่ทราบว่าอยู่ที่นี่มานานยังครับ?”

“อ๋อ ค่ะ…อยู่มาห้าปีแล้วค่ะ ทำไมเหรอคะ?”

“ก็ผมคิดว่า ถ้าอยู่มานานอย่างนี้ คงอยู่ต่อไปอีกนาน หากว่า คุณสุนิสาได้ก้าวหน้าไปเป็นผู้บริหาร ซึ่งผมว่า คุณทำได้นะ ผมขอฝากให้พิจารณาเรื่องสิทธิประโยชน์ของคนแบบผมด้วยที่รักคนเพศเดียวกัน จะดีมากนะครับ รับรองคุณจะได้ลูกค้าอีกเป็นพันๆ เท่านี้นะครับ โชคดีนะครับ”

แชะ! แชะ!

16 comments 0 กันยายน 30, 2007

หนังเข้าใหม่ : The Witnesses (ลิโด้)

พี่วิทยาเพิ่งไปดูรอบสื่อฯ มาน่ะครับ เมื่อวันจันทร์ ต้องบอกว่า หนังฝรั่งเศสเรื่องนี้ สร้างความรู้สึกใหม่ๆ ในการดูหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์ ตอนนี้เอาตัวอย่างหนังมาฝากก่อน ภาพในตัวอย่างหนังอาจจะดูเก่าๆ แต่ก็เป็นเพราะเป็นหนังย้อนยุคไปราวปี 1984 น่ะครับ ใครยังไม่เกิดเอ่ย? Review สำหรับหนังเรื่องนี้จะตีพิมพ์ใน Metro Life ฉบับวันเสาร์ที่ 29 นี้ครับ คอหนังยุโรปไม่ควรพลาด ฉายลิโด้วันที่ 4 นี้ ส่วน Eternal Summer ยังฉายอยู่ อย่าลืมไปอุดหนุนกันนะครับ ค่ายหนังเมืองไทยจะได้เอาหนังแนวนี้มาให้ชมกันบ่อยๆ

http://www.youtube.com/watch?v=NNNeqCJrPoM

4 comments 0 กันยายน 27, 2007

จะขอเลิก/รักคุณอีกสักครั้ง

asian guy
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 22-23 ก.ย. 2007 เซคชั่น Metro Life นสพ. ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์

เคยมั๊ยที่คุณรักใครคนหนึ่งมากมาย แต่กลับอยากบอกเลิกเป็นรายชั่วโมง?

เขาคนนี้คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาไม่ใช่เด็กอ่อนหัด เขาไม่ใช่คนอ่อนโลก แต่เขาเป็นคนที่เห็นเงาสะท้อนของตัวเองอย่างชัดเจน และเขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า “ได้พยายามประคับประคองมันแล้ว”

หลายปีก่อน ด้วย “เหตุบังเอิญ” “คุณหมี” ได้พบกับ “หนุ่มเข้ม” วันนั้นหลังจากเขียนข้อความและกระหยิ่มยิ้มย่องว่าสิ่งที่เขาเขียนจะนำใครบางคนเข้ามาให้เขาได้สนุก “อีกครั้ง” เขากดปุ่มโพสต์ข้อความนั้นโดยไม่ทันคิดว่า โพสต์ผิดบอร์ดไปแล้ว มันเป็นบอร์ดสำหรับคุยเรื่องทั่วไป แต่สิ่งที่เขาเพิ่งส่งไปเป็นเรื่องเรตเอ็กซ์

แต่คงมีบางสิ่งบางอย่างที่พลิกผัน “หนุ่มเข้ม” อีเมลกลับมาหาเขา และชวนคุย ทั้งสองโต้ตอบกันไปมา แลกรูปกันในที่สุด แล้วคุณหมีก็พบว่า ภาพที่เขาได้รับนั้นไม่ธรรมดา หน้าตาและรูปร่างของหนุ่มเข้ม “ดีเกิน” อย่างไม่คาดฝัน พอได้นัดกันและพบตัวเป็นๆ หนุ่มหมีก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจกับเดทครั้งนี้

“ใบหน้าของเขาเหมือนถูกวาดโดยมือพระเจ้า” คุณหมีเล่า และยอมรับว่า ตอนที่เห็นตัวจริงของหนุ่มเข้ม เขาเองก็ยังไม่เลิกนิสัยเดิม “คือจริงๆ ผมก็หวังจะฟันเขาแหละนะที่เจอ” แต่พอเขาได้คุยไปเรื่อยๆ เสน่ห์บางอย่างในตัวเดทใหม่ทำให้คุณหมีรู้สึกว่า ได้พบสิ่งที่แตกต่างจากเดทครั้งก่อนๆ

“มันเหมือนความรู้สึก (อยากฟัน) ของผมมันหายไปเลยครับ เหมือนโดนปิดกั้นไปเลย เป็นความรู้สึกอยากโรแมนติกเข้ามาแทน เพื่อนๆ ผมก็ยังงงๆ เพราะปกติอย่างผม เจอกันไม่ถึงชั่วโมง ผมก็ไปไหนถึงไหนแล้ว”

ทั้งสองคบกว่าสามอาทิตย์ ก่อนที่เปลี่ยนสถานะกันเป็นแฟน ครั้งนั้น ทั้งสองไปเที่ยวกัน ใครๆ ชอบไปทะเล แต่เขากลับพาเดทของเขาไปเที่ยวเขาสามร้อยยอดแทน ที่นั่นหนุ่มเข้มซึ่งเป็นนักผจญภัยและรักการออกกำลังกายประกาศว่า ถ้ารักเขาจริง คุณหมีต้องปีนขึ้นภูเขาและมุดลงถ้ำไปกับเขา วันนั้นคุณหมี “พิสูจน์ความรัก” ของเขาจนหมดแรง เลยอด “ฟัน” หนุ่มเข้มตามที่วางแผนไว้ “ในคืนแรก”

แต่เอาเถอะครับ เขายังมีคืนที่สองอีก และตกลงเป็นแฟนกันในที่สุด

คุณหมีเล่าว่า เขาเริ่มปรับตัวเพราะคิดว่าได้พบคนที่ใช่แล้ว หนุ่มเข้มเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเขาแทบทั้งสิ้น “เขาเป็นคน Perfectionist” แต่ผม “เป็นคนกะล่อน” ด้วยอาชีพการงานด้านมาร์เก็ตติ้งจึงยิ่งส่งเสริม “ความลื่นไหล” ของเขาไปอย่างช่วยไม่ได้ บางครั้งเขาไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังพูดสิ่งที่ขัดแย้งกัน และคนฟังกำลังได้ยินคำโกหก แทนที่จะเป็นคำอธิบาย

“แต่ผมก็ไม่ได้ไปมีอะไรกับใครนะครับ ผมมีเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่เชื่อ เพราะผมเป็นคนมีอดีต บางครั้งอดีตก็ตามมาก่อกวนจนทำให้เขาไม่พอใจ ผมอยากจะให้เขาสบายใจ แต่กลายเป็นว่า เราเป็นคนชอบโกหก”

ทั้งสองทะเลาะกันบ่อยขึ้น จากเคยบอกเลิกกัน “รายวัน” หลังทะเลาะ กลายเป็นบอกเลิกกัน “รายชั่วโมง”

“ความไว้ใจกันมันน้อยลงไปเรื่อยๆ เขาก็หวังว่า วันหนึ่ง มันคงจะดี แต่บางทีคนเราก็ทำอะไรไม่ได้”

เวลามีปากมีเสียงกันทุกครั้ง คุณหมีเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายง้อ แต่ในที่สุดแล้ว เขาก็ยื้อต่อไม่สำเร็จ หลังจากคบกันได้พักหนึ่ง พอแล้วล่ะ…

เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วสินะที่เลิกรากันไป คุณหมีบอกตัวเอง เขากลับไปที่เว็บเดิมอีกครั้ง และไปโพสต์ข้อควมเอ็กซ์ๆ อย่างเคยๆ และแล้วเขาก็ได้รับเมล์จากคนคุ้นเคย เป็นอีเมลของหนุ่มเข้ม เนื้อความด่าทอเขาที่ทำตัวเหมือนเดิม คุณหมีเล่าว่า ในนั้นเขารู้สึกถึงเยื่อใยที่มีให้กับเขาอยู่ “เหมือนเขากำลังประชดผมทั้งน้ำตาน่ะครับ”

พอทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง ความรู้สึกโหยหาก็ดิ่งเข้าตรงกลางหัวใจ เขาเล่าขำๆ ว่า ตอนนั้น ต่างคนต่างน้ำหนักตัวลด และต่างคนต่างเอาเอายารักษาโรคกระเพราะเป็นแผงๆ มาอวดกัน

ปีกว่าๆ แล้วสินะที่เราคบกัน เขาคิด แล้วเรื่องเดิมๆ ก็ยังวนเวียนกลับมา

“คบกันอีกหน เรากลับเอาเรื่องในอดีตมาห้ำหั่นกันอีก ปัญหาจุกจิกมีมาเรื่อยๆ เหมือนเรือที่รั่ว พอผมหมั่นไส้ขึ้นมา ผมก็เอามีดเจาะรูให้น้ำทะลักเข้าหลังเรือ แล้วก็เอาเท้าเหยียบไว้ พอเขาหมั่นไส้ขึ้นมา เขาก็เอามีดจิ้มรูเหมือนกัน แล้วเอาเท้าเหยียบไว้ สุดท้าย เราไม่มีมือ ไม่มีเท้าจะช่วยกันอุดรูต่างๆ เรากลับไม่คิดว่า ถ้าเราช่วยกันอุดรู เราจะผ่านไปได้”

รักเของเขากับหนุ่มเข้มล่มอีกครั้ง คุณหมีเล่าต่อว่า เขาเคยพยายามอีกครั้งที่จะกลับไปรักกันอีกเป็นหนที่สาม แต่แล้วเขาเลือกที่จะ “ถอดใจ” 

“ผมรู้สึกผิดนะครับ ผิดที่ไม่น่าทำให้คนๆ หนึ่งมาเจอคนอย่างเรา เหมือนเขาเป็นบทเรียนสำคัญ ผมอาจมองโลกในแง่ร้าย แต่ผมคิดว่าความรักของผู้ชายกับผู้ชายเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เราไม่มีโซ่ทอง ไม่มีใบสมรส ไม่มีอะไรที่ทำหรือสร้างมาด้วยกัน จริงอยู่มีคนที่อยู่ด้วยกันได้ แต่เพราะเขามีอะไรที่สร้างมาด้วยกัน สุดท้าย ผู้ชายกับผู้ชายก็กลายเป็นเพื่อนกันมากกว่า”

-end-
………………………………………………………………………….
แชะ! แชะ!

วันก่อนได้มีโอกาสไปแนะนำหนังสือ “เลิกแอบเสียที” ที่สถานีเคเบิลช่องหนึ่ง ได้รับคำถามน่าสนใจทั้งนั้นเลยครับ แชะ! แชะ! หญิงสาวรายหนึ่งโทรฯ มาเล่าว่า “แฟนหนู เวลาเมา เค้าแปลกๆ เค้าบอกให้หนูหาผู้ชายให้หน่อย หนูก็ไม่รู้ทำไงค่ะ ตกลงเขาเป็นเกย์หรือเปล่า?” ยังไม่ทันได้ตอบ หญิงสาวก็เผยต่อ “เขาเคยขอ…(ประตูหลัง) หนูด้วยล่ะค่ะ” แชะ! แชะ!  อีกราย เป็นชายหนุ่มเสียงเศร้าๆ เขาเล่า “ผมรู้จักกับคนหนึ่ง คบกันมาเกือบสองปีแล้ว ไม่รู้ว่าเขารักผมหรือเปล่า?” พิธีกรสาวสองคนถามขึ้นว่า แล้วมีอะไรกันหรือยัง? เขาบอกว่ายัง “แต่คนที่ผมคบด้วยมักบอกผมเสมอว่า ผมเป็นคนดีเกินไป” (นั่นแหละคำตอบ) แชะ! แชะ! โทรศัพท์อีกรายมาเล่าว่า หนหนึ่งขณะอยู่ในห้องสุขาส่วนตัว ก็มีมือกำเงินยื่นมา แล้วมีเสียงพูดขึ้น จะให้สามพัน ถ้ายอมอมนกเขาของเขา หนุ่มผู้เล่ารีบออกจากห้องน้ำไป (โธ่! เป็นผม จะคว้าเงิน แล้วชิ่งเลย อ้อ ไม่ลืมกดชักโครก 1 ที)  แชะ! แชะ!

-end-

15 comments 0 กันยายน 23, 2007

Eternal Summer เข้าแล้วนะจ๊ะ วันนี้ 20 Sept

ฟังและชม MV เพราะๆ

เข้าแล้ววันนี้ที่ House ใครไปดูมาแล้ว มาแชร์กันต่อได้นะ ตอนนี้มากันหลายเรื่องเหลือเกิน หวังว่า คนรักหนังจะไม่พลาด พี่วิทยาคิดว่า หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาลุ่มลึกกินใจดีครับ และภาพก็สวยงามทั้งเรื่อง หนังจะดูช้าๆ ไปหน่อย แต่ต้องดูแบบ ละเลียดดู ใจเย็นๆ ล่ะครับ นางเอกไม่สวย แต่มีบุคลิกโดดเด่นด้วยหน้าตาเอ๋อ แต่ดูฉลาด อ้ะ แปลกมั๊ยล่ะ ส่วนสองพระเอก…น่าร้ากกใช้ได้ ไม่ใช่หนังใหม่หรอกครับ แต่น่าจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจของหลายๆ คน เช็ครอบ www.houserama.com

14 comments 0 กันยายน 20, 2007

วาไรตี้โชว์: The Exclusive Night 2

talk_show_banner.gif

(ใครแพลนจะไปดูมั่งครับ?)
รายละเอียดจากผู้จัด

ศึกดวลไมค์ดวลสาก หลังจากกระแสตอบรับที่ดีของการแสดงโชว์สุดอลังการงานสร้าง
The Exclusive Night I “คืนพิเศษ.. ที่ไม่มีใครเหมือน” เมื่อครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา…

ด้วยรูปแบบที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ที่เน้นความสนุก-มันส์-ฮา ตามสไตล์ร้อง-เล่น-เต้น-ทอล์กโชว์ พาผู้ชมสนุกไปตลอดเกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม โดยไม่มีเบื่อ จนเกิดกระแสเรียกร้องจากผู้ชม และผู้ที่พลาดชม การแสดงในครั้งนั้นเรียกร้อง ให้ทางคณะผู้จัด โดย วิน วีรชัย เจ้าเดิม นำการแสดงกลับมาให้ผู้ชมที่พลาดไปได้สนุก สนุก-ฮาแบบนันสต๊อป (Non-Stop) อีกครั้ง

ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2550 เวลา 19.00 น. 1 รอบเท่านั้น…

ซื้อบัตรได้ที่ Thaiticketmaster.com 

ความชุลมุนเกิดขึ้น เมื่อจับนักชิมฝีปากเอกอย่างอ.ยิ่งศักดิ์ vs ชลิต เฟื่องอารมณ์
นักแสดงมากความสามารถต้องกลายมาเป็น “นางโชว์” และนักร้องประกวด ปะทะกับ
คู่กัดตลอดกาลอย่างโจแอนและเดย์ฟรีแมน แถมครั้งนี้ยังได้ อ้อม-นิสาลักษณ์
มาร่วมก๊วนป่วนฮาด้วย เป็นภาระอันหนักสำหรับกูรูคู่หูคู่มันส์อย่าง สุดา – ฉันทนา
จะตัดสินใจอย่างไร

Add comment 0 กันยายน 19, 2007

คอลัมน์ : ผมไม่ได้รักคุณ คุณไม่ได้รักผม เรามาแต่งงานกันเถอะ

main_pix1.jpg
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ
15-16  ก.ย. 2007  เซคชั่น Metro Life นสพ. ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์

หลังจากคบกับผู้หญิงอยู่พักหนึ่ง เขาก็หันไปควงผู้ชายแทน และจากนั้นมา เขาก็รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเขาไปเดินเล่นสีลมบ้าง-บางครั้ง ไปเริงร่าที่เซาน่า-อาจจะหลายครั้งอยู่สักหน่อย เขาชอบพบปะผู้คน เป็นหนุ่มมีน้ำใจเอื้ออารี กระทั่งเลี้ยงต้อยนักศึกษาคนหนึ่งก็กำลังทำอยู่“เฮียตั้ว” เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผม แต่ด้วยเหตุที่เขาแก่กว่าพวกเรา เพราะไปเรียนซ้ำชั้นตอนอยู่ต่างแดนในสมัยมัธยม ผนวกกับความเป็นเลิศของหัวสมองของเขาในห้องเรียน (จนได้เกียรตินิยม) ผมเลยยกให้เขาเป็น “พี่ใหญ่” ผมรู้สึกภาคภูมิใจตัวเขา และดีใจที่มีเพื่อนเก่งอย่างนี้

เรามีโอกาสมาพบกันอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ พอได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวช่วงที่ห่างกันไปในหลายๆ เรื่อง รวมถึงวีรกรรมความเจ้าชู้ของเขาทั้งในและนอกประเทศ เขาเล่าจนหมดเปลือก ผมฟังอย่างเพลิดเพลิน และมีเรื่องหนึ่งที่ผมอดขำไม่ได้
 
“สมัยเรียน ถ้าเฮียรู้ว่าเอ็งเป็น เอ็งเสร็จเฮียแน่ๆ” เขาพูดพร้อมหัวเราะเสียงดัง

แต่ลึกๆ ภายในใจแล้ว เขามีเรื่องๆ หนึ่งที่ครุ่นคิดมานาน ถึงแม้เขาจะโชกโชนช่ำชองกับผู้ชายและยอมรับตัวเองได้แล้ว เขาบอกว่า เขากำลังอยากแต่งงานกับผู้หญิง!

ผมอึ้งไปพักหนึ่งที่รู้ความในใจเรื่องนี้

ผมไม่รู้ว่า การเป็นลูกคนจีน เป็นลูกคนโต แถมเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลจะสร้างความกดดันได้ถึงเพียงนี้ ไม่เป็นตัวเราเอง คงไม่รู้สึก

เขาบอกด้วยว่า เขายินดีจะบอกความจริงกับผู้หญิงคนนั้นว่าเขาเป็นอะไร และที่อยากให้เธอมาแต่งงานด้วยก็เพื่อจะมี “ลูกสืบสกุล” ก็เท่านั้น แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับระหว่าง “เราสองคน” เพราะที่บ้านไม่มีใครรู้ว่าเฮียเป็นเกย์

“เป็นลูกชายต้องแต่งงานและมีลูกสืบสกุล” น่าจะเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้วในยุคอินเตอร์เน็ต แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันยังไม่หมดไปหรอก เหมือนผู้คนที่บ้าหวยและนิยมเครื่องรางของขลังเวอร์ชั่นต่างๆ กระมัง

เมื่อเร็วๆ นี้ เอง เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า แฟนของเขากำลังจะไปงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่งสมัยเรียน เพื่อนคนที่ว่านี้ เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านที่มีนามสกุลดัง พ่อแม่ก็คาดหวังไว้ตลอดว่า ลูกชายต้องแต่งงาน

แต่กรณีนี้ต่างจากเรื่องเฮียตั้วตรงที่ว่า ที่ตระกูลนี้ บุพการีทั้งสอง “รับรู้” ว่า ลูกชายเป็นอะไร และว่าที่ลูกสะใภ้ ก็รับรู้ด้วยว่า คุณ “ว่าที่สามี” เป็นอะไร แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็อยากจะเห็นงานแต่งงานนี้เกิดขึ้น

ตกลงแล้ว คนเราจะแต่งงานกัน ไม่ใช่เพราะรักกันหรอกเหรอ?

จริงอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล และเรื่องภายในครอบครัว แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับเชิญไปงานแต่งงานของทั้งสองคู่นี้ และคุณรับรู้ด้วยว่า การแต่งงานของเขา “เป็นไป” เพื่อวัตถุประสงค์อะไร คุณจะไปร่วมเป็น “สักขีพยาน” พิธีแต่งงานของพวกเขามั๊ย?

ถ้าผมเกิดต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมอาจจะมองไปที่เจ้าบ่าว แล้วเห็น “ผู้พ่ายแพ้” หรือ “คนลวงโลก” คนหนึ่ง พอหันหน้าไปอีกทาง ผมก็คงไม่สามารถเห็นเจ้าสาว นอกจาก “วัวแม่พันธุ์”

ส่วนคนที่เหลือ น่าจะเป็นแก๊งค์มาเฟียและบรรดาสมุนที่สมรู้ร่วมคิดแผนการลวงโลกครั้งใหญ่

พวกเขาทั้งหลายที่อยู่ในกระบวนการนี้ อาจมีผลประโยชน์ร่วมกันก็ได้ ถึงไม่รู้อะไรกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำ ผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นคนๆ หนึ่งที่ไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นแค่วัวแม่พันธุ์ เธออาจจะกลายเป็นราชินีเลอเลิศด้วยทรัพย์สมบัติมโหฬาร และได้ขึ้นทำเนียบคนดังคนต่อไปเพราะนามสกุลสามี

สามีทั้งสองคงหลุดพ้นจากภาวะกดดันจากการเป็นลูกคนโต หรือลูกเดียว ไม่ต้องคอยระวังตัวเวลาผู้คนสงสัยว่า ทำไมยังไม่แต่งงาน เพราะบัดนี้มีเมียเป็นเกราะกำบังช่วยปกปิดสิ่งที่ตัวเองเป็น เขาไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้ แต่เป็นผู้ชนะต่างหาก?

ผมกับเฮียตั้วเริ่มห่างๆ กันไป เราไม่ได้คุยเรื่องแต่งงานอีก ผมรู้สึกว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่ผมรู้จักอีกต่อไป และวันหนึ่ง หากมีการ์ดแต่งงานส่งมาให้ ผมคง…ส่งคืนเขาไป

-end-

คอลัมน์เสริม “แชะ! แชะ! :
คุณผู้อ่านที่รักครับ ใกล้จะครบรอบสี่ปีของคอลัมน์ “เลิกแอบเสียที” แล้วนะครับ คอลัมน์นี้เกิดมาพร้อมกับ Metro Life ฉบับแรก ผมรู้สึกถึงความเมตตาของท่านผู้อ่านเสมอมาครับที่ให้คำแนะนำ และกองบก. ผู้จัดการที่ให้โอกาสโดยตลอด…ที่ผ่านมาในแต่ละสัปดาห์ ผมต้องเลือกเรื่องที่จะเขียนเพียงเรื่องเดียว รู้สึกรักพี่เสียดายน้องมาก (เพราะหล่อทั้งคู่) มีหลายเรื่องต้องพับไป ด้วยพื้นที่จำกัด นับแต่ฉบับนี้ไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีก หวังว่าท่านผู้อ่านคงเพลิดเพลินกับคอลัมน์ใหม่นี้ เหมือนได้คุยกันในบล็อคล่ะครับ

คลอดเสียที! พ็อคเก็ตบุ๊ครวมบทความจากคอลัมน์นี้ เป็นเล่มที่สามต่อจาก รุกรุกรับรับ…ครับผม (2547) และ ใช่แล้วครับ ผมเป็น ‘Gray’ (2548) เล่มนี้เนื้อหาเข้มข้นมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะผู้เขียน “กร้านโลก” ขึ้น ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ “mars” ที่กล้าหาญใช้ชื่อหนังสือว่า “เลิกแอบเสียที” และออกแบบหน้าปกได้โดนใจผู้เขียนอย่างยิ่งด้วยสีสันสายรุ้งสดใส เหมือนกับบอกว่า ชีวิตเกย์ ไม่ต้องอยู่ในสีม่วงสีเดียว หรืออยู่ในสีดำอำพรางตัว ถ้าคุณได้อ่านครบทั้งสามเล่ม แล้วยังแอบอยู่ ผู้เขียนคงเสียยยยใจมากกๆ เลยล่ะครับ แชะ! แชะ!

วันก่อนได้ไปงานสัมมนาของบริษัทนาโน รีเสิร์ช เรื่อง Newcomer New Revenue เกี่ยวกับการทำตลาดกับกลุ่มชายรักชายที่อาคารฐานเศรษฐกิจ อาจารย์หนุ่ม ภูสิต เพ็ญศิริ เจ้าของโปรเจกต์ย้ำว่า ถึงแม้เศรษฐกิจจะซบ แต่ตลาดชาวสีรุ้งไม่มีวันซบ บรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์ฟังไว้นะครับ อย่ามองข้ามศักยภาพของตลาดนี้ ฟังแล้วบรรดาชาวสีรุ้งคงรู้สึกชื่นใจ อยากจะซบไหล่ท่านจริงๆ ใครที่สนใจ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nanosearch.co.th/files/index.php แต่ถ้าใครอยากได้เบอร์มือถือของอาจารย์ ขอได้ที่ผม แต่จะโทรกลับหรือเปล่าไม่รู้นะ  แชะ! แชะ!

ข่าวต่างประเทศบ้าง หนุ่มห้าวฌอน เพนน์  นักแสดงมากฝีมือตกลงรับบทเป็น “ฮาร์วี่ มิลค์” นักการเมืองคนสำคัญของซานฟรานซิสโกที่ไม่ปิดบังตัวเองว่าเป็นเกย์และทำคุณูประการให้ประชาชนมากมาย คุณฮาร์วี่ถูกลอบสังหารในปี 1978 หนังใหม่เรื่องนี้กำกับโดยผกก. ชื่อดัง คุณกัส แวงท์ แซงท์ ข่าวแว่วๆ มาว่ามีคุณแมทท์ เดมอนมาเล่นด้วย แชะ! แชะ!
-end-

23 comments 0 กันยายน 16, 2007

Freestyle: หนังที่ดูมา เพื่อนกูรักมึงว่ะ

friend_poster_pot_arnond.jpg

สำหรับคนที่ไปดูมาแล้วนะครับ จะได้เขียนได้สุดๆ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ไปดู น่าจะไปดูมาก่อนนะ หนังดี ไม่ดี แต่เป็นหนังเพื่อแสดงตัวตนของ “ชาวเรา” อย่างแท้จริง ใครจะ comments ภาพรวม หรือเป็นจุดๆ ไปก็ได้ครับ อยากให้เป็นเวทีคุยกันสนุกๆ และได้สาระกันด้วย โดยไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงเรื่องเบสิคเกี่ยวกับเกย์กับเหล่าคนเกลียดเกย์ หรือ “พวกไม่รู้แล้วพูดมาก” เหมือนในเว็บบอร์ดทั่วๆ ไป

เพื่อนพี่วิทยาไปดูมาเมื่อวาน 7-8 คน แต่ละคนก็คิดเห็นต่างกันไป บางคนต่าง “สุดขั้ว” เชียวแหละ ไหนมาดูสิว่า มีใครไปดูมาแล้วมั่ง หรือกำลังจะไปดู หรือไม่อยากดูเลยก็มาเขียนได้นะครับ มีสองสามท่านบอกว่า จะไม่ไปดู แต่ถ้าไม่ไปดู ก็จะไม่รู้ว่าเป็นยังไงนา…

19 comments 0 กันยายน 14, 2007

Freestyle: หนังที่ดูมา Chuck & Larry

c&L 
บางคนดูหนังแล้วเห็นอย่างหนึ่ง อีกคนเห็นอีกอย่างหนึ่ง บางคนไม่เห็นอะไรเลย บางคนดูแล้วไม่เข้าใจ หากอยากจะคุย ตอนนี้ พีวิทยาเห็นหลายๆ คนดู Chuck & Larry แล้ว ก็เลยอยากมาชวนคุยประเด็นโน้น ประเด็นนี้แบบกันเอง เพื่อให้เกิดมุมมองหลากหลาย และเหมือนเวทีน้ำชากาแฟ ที่มีคนมานั่งคุยกันสบายๆ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู และจะไปดู ถ้าคิดว่า อ่านแล้วจะรู้เยอะไป ก็หลีกเลี่ยงไปก่อนได้ครับ อยากให้เขียนกันแบบ spoiler กันสุดๆ เพราะจะได้มีเรื่องคุยกันเยอะๆ

เริ่มจากคำถามก่อนหน้าที่ สาวอิสาน ถามว่า ขยะที่บ้าน เกย์หรือเปล่า แล้วสาวอิสาน ก็ลองดูขยะของตัวเอง แล้วพบว่า มีมาม่ากะปลากระป๋อง พี่วิทยา ก็ลองไปดูเหมือนกัน มีแต่ถุง…อ้ะ… ล้อเล่น

คือเรื่อง คุ้ยขยะเนี่ย เรื่องจริงเลยนะ เพราะเคยอ่านเจอ คู่ที่แต่งงานข้ามชาติ จะโดนตรวจสอบอย่างนี้เหมือนกันว่า แต่งกันและอยู่กันจริงๆ หรือเปล่า มีการสอบถามกระทั่งเรื่องบนเตียงแบบว่าได้อายไปเลยข้างหนึ่ง ตอนนี้อยากรู้ว่า แล้วขยะของคนอื่นๆ ล่ะ เกย์มั๊ย?

มีอยู่ฉากหนึ่งที่ชอบมาก ตอนเขาไปแต่งงานที่แคนาดา แล้วมีบทที่กัดประเทศอเมริกาว่า ไอ้ประเทศเสรีที่อยู่ข้างใต้เนี่ยน่ะ ยังไม่อนุญาตให้เกย์แต่งงานกันเล้ย ฟังแล้วแสบๆ คันๆ ดี เอ้า คนไหนมีฉากไหนประทับใจ หรือไม่ชอบใจ หรือไม่เข้าใจ ลองเขียนๆ มานะครับ จะรออ่าน อยากรู้จักว่ามีอะไรอยู่ในใจใครมั๊ย? เผื่อจะตรงใจกัน

3 comments 0 กันยายน 11, 2007

อะไรที่ทำให้คุณหัวเราะและร้องไห้?

Bangkok Love Story 
เลิกแอบเสียที  วิทยา แสงอรุณ 1-2  ก.ย. 2007 เซคชั่น MetroLife จาก นสพ. ผู้จัดการรายวัน วันเสาร์
 
มีหนังสองเรื่องที่ผมอยากให้คุณผู้อ่านไปชมกันนะครับ เรื่องแรกเริ่มฉายไปแล้วคือ “I Now Pronounce You Chuck & Larry” ชื่อไทยว่า “คู่เก๊วิวาห์ป่าเดียวกัน” และเรื่องที่สองจะเข้าวันที่ 13 ก.ย. นี้ “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Bangkok Love Story”

บางคนที่ไม่ได้เป็นเกย์อาจมองว่า หนังทั้งสองเรื่อง “เป็นหนังเกย์” และ “เป็นหนังเฉพาะกลุ่ม” ฉันจะไม่ไปดู แต่ละคนก็ต่างมีเหตุผลของตน เช่น “ไม่อยากรับรู้” “ไม่อยู่ในความสนใจ” “รับไม่ได้” “ไม่แน่ใจว่าจะดูรู้เรื่อง” หรือ “กลัวจะโดนมองว่าเป็นเกย์”

เหตุผลประการหลังอาจฟังดูไร้สาระและเบาหวิวไปหน่อย แต่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะกับคุณผู้ชายที่คิดไปว่า ถ้าเดินเข้าโรงไปดูหนังเกี่ยวกับเกย์ ก็จะโดนมองว่าเป็นเกย์ (ความมั่นใจของคุณหายไปไหน?) แต่ก็ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เลือกจะไม่ไปดูครับ เหมือนกับอีกหลายๆ คนที่เลือกจะไม่ไปดูหนังบางเรื่อง

แต่ผมก็เชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้หนังทั้งสองเรื่องจะดูน่าสนใจ เป็นที่กล่าวขานถึง ก็มีคนอีกเป็นจำนวนมากจะไม่ไปดู และในจำนวนหลายๆ คนนั้นอาจเป็นคุณเพราะคุณกลัว…กลัวที่จะเห็นภาพผู้ชายสองคนรักกัน จูบปากกัน หรือมีเซ็กซ์กัน คุณไม่อยากรู้สึกขัดนัยน์ตาและขื่นในอารมณ์

ถ้าคนที่รู้สึกอย่างนั้นเป็นเพื่อนผม ผมจะบอกเขาว่า ไปดูเถอะ ถ้าเห็นบ่อยๆ “แล้วจะเริ่มชินและเข้าใจไปเอง” และผมขอยืนยันว่า ถ้าคุณผ่านจุดนี้ไปได้ โลกทัศน์ของคุณต่อสรรพสิ่งบนโลกและต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะเปลี่ยนไป จริงๆ นะครับ

ผมมีโอกาสไปดูมาแล้วครับทั้งสองเรื่อง และอดไม่ได้ที่จะมาเปรียบเทียบกัน ทั้งๆ ที่ไม่น่าเปรียบเทียบกัน เพราะเปรียบหนังไทย แล้วดันเชียร์หนังฮอลลีวู้ด ก็กลายเป็นไม่รักชาติไป เอาเป็นว่า ตัดเรื่องสัญชาติไปก่อนละกัน

หลังจากดูจบ ผมเกิดความสงสัยว่า ทำไมหนังเรื่องหนึ่งที่เป็นหนังตลก กลับทำให้ผมเศร้าสะเทือนใจได้ ขณะที่หนังอีกเรื่องหนึ่งเป็นหนังดราม่าหนักๆ ที่ตัวละครทุกตัว ขอเน้น “ทุกตัว” ประสบโศกนาฎกรรมขั้นรุนแรงแสนสาหัสในชีวิต ผมกลับไม่เศร้าหรือสะเทือนใจ?

“คู่เก๊วิวาห์ป่าเดียวกัน” ต้องเรียกว่าเป็นหนังแนว “Adam Sandler” อีกแล้ว เรื่องนี้เขาเล่นเองและเป็นโปรดิวเซอร์ คนที่เคยดูหนังเรื่องก่อนหน้าของเขาไม่ว่าจะเป็น “Wedding Singer” “Little Nicky” หรือ “Click” ก็จะจับสไตล์การทำหนังตลกที่ฝากรอยประทับใจของเขาได้ แต่บางคนถึงขั้นเกลียดหนังของเขา และจะสังเกตเห็นว่า มุขตลกแนวถนัดของเขาอย่างหนึ่งที่พบบ่อยๆ ก็คือ มุขตลกเกี่ยวกับเกย์

ในเรื่องนี้ เขาเล่นมุขตลกเกย์อย่างเมามัน

คุณอดัมรับบทเป็น “ชัค” และมีเพื่อนซี้ร่างยักษ์ คือ “ลาร์รี่” ลาร์รี่เป็นพ่อม่ายที่กำลังแก้ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ เขาเป็นห่วงว่า หากเขาต้องตายวันตายพรุ่งไปเพราะอาชีพนักผจญเพลิงสุดเสี่ยง แล้วลูกสองคนของเขาจะเป็นยังไง เขาเลยขอให้เพื่อนซี้มาจดทะเบียน “domestic partnership” กัน หรือ “หุ้นส่วนชีวิต” ในฐานะคู่รัก ทั้งสองคนต้องปรับตัวเข้าหากัน เมื่อต้องใช้ชีวิตร่วมชายคาและกระทั่งร่วมเตียง ชีวิตคู่ในฐานะคนรัก (แม้จะปลอมก็เถอะ) กับชีวิตทำงานร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายย่อมมีอะไรที่แตกต่างกันและ “รับไม่ได้”

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือ การนำความรู้สึกระหว่าง ผู้ชายกับผู้ชายที่ไม่ได้เป็นเกย์มาผสมผสานกับความสัมพันธ์ของผู้ชายกับผู้ชายที่เป็นเกย์ จนบางครั้ง ผมก็มาตั้งคำถามว่า male-bonding ของผู้ชายที่ต้องทำงานเอาชีวิตเข้าเสี่ยง เช่นอาชีพนักผจญเพลิง ก็ลึกซึ้งและผูกพันกันจนน่าอิจฉา เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีเรื่องเซ็กซ์มาผูกโยงเข้าด้วยกัน

ใครที่ไปดูเรื่องนี้ ก็จะได้ข้อมูลอัพเดทเรื่อง “การใช้ชีวิตคู่” และสิทธิ์ของคนรักเพศเดียวกันที่ต่างประเทศกำลังพัฒนากันอยู่ ต้องบอกว่า ที่หยิบยกมาพูดในหนังนั้น เป็นเรื่องใหม่ของสังคมยุคใหม่แทบทั้งสิ้น ความยากส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ จึงอยู่ที่ ทำยังไงให้คนทั่วไปเข้าใจเรื่องเหล่านี้ และติดตามได้อย่างสนุกสนาน ไม่ “pro” เกย์ จนเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่ “anti” เกย์ จนเอียง    

ส่วน “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ” เป็นหนังของคุณพจน์ อานนท์ ผู้กำกับดังที่ทำหนังแนว “กะเทย” ออกมาหลายต่อหลายเรื่อง จนคนคิดว่า เขาทำหนังอย่างอื่นไม่เป็น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาก็ทำหนังแนวดราม่าหนักๆ มาก่อน และตัวเขาเองบอกว่า แนวที่ถนัดจริงๆ คือ แนวดราม่า

ก่อนหนังเรื่องนี้จะฉาย ผู้คนก็เริ่มด่าทอเขาเรื่อยมา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีตัวอย่างให้เห็นด้วยซ้ำ เพราะความแรงเหล่านี้ทำให้หนังดังไปแล้วเรียบร้อย เขาเป็นผู้กำกับคนหนึ่งที่เจอแรงเสียดทานมากที่สุด และยังยืนหยัดอยู่ได้

“เมฆ” (รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์) เป็นมือปืนรับจ้าง งานชิ้นล่าสุดของเขาคือ ฆ่าชายหนุ่มคนหนึ่ง “อิฐ” (ชัยวัฒน์ ทองแสง) แต่เขากลับเลือกที่จะไม่ฆ่า ทั้งสองหลบหนีการไล่ล่า และมีความสัมพันธ์กันโดยที่เมฆ ปฏิเสธตลอดว่า การมีคนที่รักเขาสักคนคือสิ่งที่หัวใจเขาเรียกร้อง ขณะที่อิฐ ซึ่งมีแฟนสาวใกล้จะแต่งงานกันอยู่แล้ว กลับพบว่าเขารักเมฆจนหมดหัวใจ

ในหนังของคุณอดัม ผมหัวเราะไปกับมุขตลกแสบๆ คันๆ ขณะเดียวกัน ก็ไม่รู้สึกตัวว่า กำลังน้ำตาซึมๆ ในฉากหลายฉากที่เพื่อนรักสองคนพูดถึงกันและเสียสละเพื่อกันและกัน รวมทั้งบทที่เพื่อนนักผจญเพลิงผิวหมึกคนหนึ่งออกมาเปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์

ส่วนหนังของคุณพจน์ ทำให้เพื่อนบางคนของผม “ร้องไห้เป็นเผาเต่า” แต่ผมกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ผมรู้สึกหดหู่มากกว่า ผมบอกเพื่อนคนนั้นไปว่า คงเป็นเพราะผมไม่เชื่อว่า ผู้ชายสองคนในเรื่องนั้นรักกัน อาจจะเป็นเพราะตัวละครและเนื้อหาขาด “น้ำหนักของที่มาที่ไป” ในหลายๆ จุด และเป็นหนัง “Super Melo-Drama” ที่จงใจบีบคั้นอารมณ์คนดูให้ต้องหลั่งน้ำตาแทบทุกจังหวะ ไม่ว่าด้วยเพลงประกอบที่ตอกย้ำหรือโศกนาฏกรรมถี่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง แต่ต้องบอกว่า เรื่องนี้ถ่ายภาพได้สวยมากนะครับ

เพื่อนคนนั้นบอกผมว่า บางครั้งความรักของคนสองคนไม่ต้องมีเหตุผลหรอก และคนเราก็ดูหนังและพบความสะเทือนใจจากจุดที่ต่างกัน

แล้วคุณละครับ คิดว่ายังไง? อยากให้ไปชมทั้งสองเรื่องเลยนะครับ ถ้ามีโอกาส 

-end-

8 comments 0 กันยายน 9, 2007

สัมมนาฟรี การตลาดชรช. “Newcomer New Revenue”

Beach Boy

ใครสนใจการตลาดสีรุ้ง ไปฟังกัน งานนี้จัดโดย นาโนเสริช์ มีงานวิจัยเกี่ยวกับตลาดนี้ โดยใช้ชื่องานว่า “Newcomer New Revenue”  9 ก.ย. 2550 เวลา 13.00–16.30 น. ณ  ห้องฆ้องทอง  อาคารฐานเศรษฐกิจ สำรองที่นั่งเข้าร่วมฟังการสัมมนา ติดต่อที่ บริษัท นาโนเสริช์ จำกัด โทร. 02-691-8828-9  โทรสาร 02-691-8827 สัมนนาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ลาแล้ว คุณปู่ลาร์รี่

เมื่อวันเสาร์ วุฒิสมาชิก ลาร์รี่ เครก ประกาศลาออกจากตำแหน่ง มีผลสิ้นเดือนกันยา ปิดฉากการขุดคุ้ยเรื่องราวแต่หนหลังของเขา และเขาจะกลายเป็นตำนาน “ฉาว” ในประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องเพศของสหรัฐอีกนานเท่านาน

ในวัย 62 คงถึงเวลาแล้วที่จะเกษียณ และด้วยแรงกดดันของสมาชิกพรรครีพับลิกัน ผนวกกับข่าวลบที่ออกมาเรื่อยๆ การลาออกเพื่อ “หนี” ทุกสิ่งทุกอย่าง คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้

ในการแถลงข่าวประกาศลาออก ภรรยาของเขายืนอยู่ข้างๆ และมีลูกที่ติดมาจากภรรยาคนปัจจุบันจากการแต่งงานก่อนหน้ามายืนให้กำลังใจกัน มันเป็นภาพของครอบครัวที่รักและสามัคคี แต่อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ การเมืองมะกันก็เห็นภาพเหล่านี้มาก่อนแล้ว เมื่อผู้ว่าการรัฐหนุ่มสุดหล่อ เจมส์ แม็คกรีฟฟี่ประกาศตัวต่อหน้าสาธารณชน ก่อนจะถูก “แฉ” จากลูกน้องคนเก่าที่เขาเคยพยายามเข้าหา ภรรยาคุณเจมส์ก็มายืนให้กำลังใจเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาและเธอก็หย่ากัน และเธอก็เพิ่งปริปากถึงความเจ็บแค้นและทรมานกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น สองคนนี้มีลูกสาวเล็กๆ ด้วยกันหนึ่งคน

กรณีคุณปู่เครก หลายๆ คนก็มองได้หลายมุม จึงเป็นเรื่องน่าสนใจมาก ถ้าคิดดูนะ สังคมไม่มีอคติ คุณปู่เครก คงไม่มาพบจุดจบเสื่อมเสียเกียรติยศอดสูเช่นนี้ กระนั้นคุณปู่เอง ยังมีหน้ามาบอกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเกย์ ทั้งที่ คาหนัง-คาเขา ขนาดนั้น (อ่านเรื่องเดิมได้ข้างล่างนี้)

ก็คงเป็นเช่นนั้นแหละที่ออกมาพูดอย่างนั้น เพราะแม้ตัวเอง ยังไม่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเลย แต่อย่างว่าแหล่ะครับ homophobia นี่เป็นโรคร้ายแรง และคุณปู่คงเป็นโรคนี้จนเยียวยาไม่ได้ เลยยังคงปากแข็งอยู่ว่า ตนไม่ได้เป็นเกย์

หากมองมุม… กรรมใด ใครก่อ ก็คงอธิบายได้ว่า สิ่งที่เขากระทำต่อเกย์ ด้วยการเป็นหัวหอกต่อต้านสิทธิอันเท่าเทียมของเกย์ตลอดอาชีพการทำงานของเขา เขาต้องชดใช้แล้ว ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจเขานะครับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

วิดีโอข้างล่างนี้ ช่องเคเบิ้ล MSNBC นำมาถ่ายทอด  จำลองเหตุการณ์ในห้องน้ำที่เขาถูกตำรวจจับที่สนามบิน

ตอนต้น พิธีกรจะพูดอธิบายถึงวิธีการนำเสนอวิดิโอชิ้นนี้ โดยเสนอแบบทีวีสมัยเก่า ภาพจะดูเก่าๆ ไปนิด
http://www.youtube.com/v/PZKKAqM-q-k

1 comment 0 กันยายน 4, 2007

Previous Posts


คลังเก็บ

 

กันยายน 2007
อา พฤ
« ส.ค.   ต.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

หน้า

เรื่องล่าสุด

Links

Blog Stats

Top Clicks