Archive for มกราคม, 2008
เส้นแบ่งแห่งความรู้สึก

เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 26-27 ม.ค. 2008
อาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกอดแปลกใจไม่ได้ มีหลายคนมาบอก มาเล่า มาเม้าธ์เกี่ยวกับตัวเองบ้าง พาดพิงถึงเพื่อนอีกคนบ้างว่า เป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง กับผู้หญิงก็เคยมาแล้ว แต่ตอนนี้ สนใจอยากจะลองมีอะไรกับผู้ชาย
คนที่มาเล่าไม่ได้ติดต่อผมมา เพราะอยากชวนให้ผมไปลองด้วยหรอกนะครับ เป็นแค่เรื่องเล่าให้ฟัง และมันก็คงไม่ใช่เทรนด์เซ็กซ์แฟชั่นของปี 2008 หรือปีถัดๆ ไป ชัวร์ น่าจะเป็นแค่เหตุบังเอิญ หรือเป็นเพราะผมอยู่ตรงนี้ งงๆ กับเรื่องเพศวิถี เพศสภาพ และเพศสัมพันธ์อยู่เรื่อย รวมถึงอยากรู้เรื่องชาวบ้านออกบ่อยๆ (บ่อยๆ แต่ไม่ประจำ) ก็เลยมีเรื่องแนวนี้แวะเวียนเข้ารูหู?
“เป็นไบฯ ละมั๊ง?”
“เป็นเกย์ล่ะสิไม่ว่า แอ๊บแมนอยู่หรือเปล่า หรือเพิ่งรู้ตัวจริงๆ?”
“ชอบล้อเล่นน่า พูดเล่นๆ ไปให้ได้เฮ ก็เท่านั้น”
ผมได้ฟังความเห็นต่างๆ นานา ก็อดสงสัยต่อไปอีกไม่ได้ หรือว่า มีคนอย่างนี้จริงๆ ในสังคม? คนที่ไม่ได้เป็นไบฯ คนที่ไม่ได้เป็นเกย์? แต่แค่อยากลองเพราะสนใจอยากรู้?
แต่เป็นเพราะ “พวกเรา” ต่างหากที่ปฏิเสธตัวตน และความต้องการของ “พวกเค้า” เหมือนกับที่หลายๆ คนพูดหนักแน่นและมั่นใจสุดๆ กับใครต่อใครว่า ในโลกนี้ ไม่มีไบเซ็กช่วลหรอก ไม่มี๊…
แล้วคุณผู้อ่าน คิดยังไงครับ?
ผมทิ้งๆ ขว้างๆ กับความคิดนี้ไปพอสมควร เพราะยังหาคำตอบไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง…เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความง่วง
“ว่างมั๊ย มากินข้าวกับพี่หน่อยสิ” เสียงเข้มๆ เจื้อยๆ เลื้อยออกมาจากหูโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดี
ผมไม่ได้ยินเสียงนี้มานานหลายปีแล้วล่ะครับ แต่ยังจำได้แม่น ตราตรึงเลยแหละ
ผมพยายามค้นหาความหมายในน้ำเสียงของเจ้าของ ก็ดีใจนะครับ ที่เขาโทรฯ มาทักทาย แต่ขณะเดียวกันก็น่าสงสัยในท่าที และความำต้องการ
เมื่อหลายปีก่อนนู้น ผมกับพี่ชายคนนี้ “เกือบ” จะมีอะไรกันไปแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ผมจะเลิกแอบเสียอีก หรือคุณจะเรียกว่า เราสองคนมีอะไรกันไปแล้วก็สุดแล้ว มันจะเหมือนตอนคลินตันจุ๊กจิ๊กกับน้องโลวินสกี้แล้วปาวๆ บอกใครๆ ว่า ไม่ได้มีเซ็กซ์กะหล่อน? เอางี้ คุณๆ อ่านต่อไปแล้วจะเรียกยังไงก็แล้วแต่ แต่สำหรับผม มันเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่อีหลักอีเหลื่อสวนทางกับความรู้สึกลึกๆ เอามากๆ
เขาดีกับผมในฐานะรุ่นพี่มาโดยตลอด คอยช่วยเหลือ และเป็นธุระให้ไม่เคยบ่น เขาเป็นหนุ่มนักกีฬา รูปร่างสันทัด ไม่อ้วน ไม่ผอม ผมไม่รู้ว่า เขามาติดใจอะไรผม แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ได้รู้สึกอย่างเดียวกับเขา หลายๆ ครั้ง ได้ยินได้ฟัง สิ่งที่เขาพูด ก็รู้สึกหมั่นไส้ซะด้วยซ้ำ
หากมีโอกาส ผมอยากจะอยู่ห่างๆ เขา แต่ก็มีเรื่องจนได้ ที่ผมต้องไปอยู่ใกล้ๆ
วันหนึ่งเขาหาเรื่องมาพักห้องเดียวกับผมในที่สุด ตอนเราไปงานสัมมนาต่างจังหวัดเป็นคณะใหญ่ ผมยังดีใจอยู่ ที่โรงแรมแห่งนั้นจัดห้องเตียงคู่ให้ และผมไม่เคยคิดจะเมาหลังงานเสร็จเหมือนเพื่อนหลายๆ คนที่ใจจดใจจ่อกับการเมาเพื่อการเฉลิมฉลอง ส่วนพี่คนนี้ เขากลับคิดและทำตรงกันข้ามกับผมโดยสิ้นเชิง
เขาบ่นอุบแต่แรกเลยว่า อยากได้เตียงใหญ่พอรู้ว่าเราได้ห้องเตียงแยก
ดึกแล้ว เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงของเขา ด้วยอาการเมา ส่วนผมก็อยู่บนเตียงของผม ผมง่วงเต็มที ส่วนเขาเหมือนกำลังรออะไรอยู่ ในบรรยากาศที่ทุกอย่างเป็นส่วนตัว ในเวลาที่คนเราห่างไกลบ้าน และสายตาผู้คนคอยจะสงสัย และไม่ต้องกังวลเรื่องงาน พร้อมกับวัยอยากรู้อยากลองของผมเอง ผมบอกตัวเองว่า ผมคงไม่เริ่มอะไรก่อน แต่ว่า…ถ้าเขาเริ่มก่อนล่ะ?
“มานั่งข้างๆ พี่หน่อยสิ” แน่ะ ในที่สุด เขาก็โพล่งขึ้น หลังจากความเงียบมานาน
ผมบอกไปว่า “พี่นอนเถอะ ผมง่วงแล้ว”
แต่เขายังยื้อไม่เลิก เขาร้องขอให้ผมเข้าไปใกล้ๆ เขา บอกซ้ำๆ ว่า ผมรังเกียจเค้า ไม่อยากอยู่ใกล้เค้า และบอกว่าจะไม่นอนจนกว่า ผมจะลุกไปหา ผมตัดสินใจเลิกผ้าห่ม แล้วลุกขึ้นไปนั่งข้างเตียงเขา กลิ่นเหล้าโชยแตะจมูกชัดกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้ ผมมองหน้าเมาๆ ของเขา แล้วจู่ๆ เขาก็โผขึ้นมากอดผมไว้ จมูกและริมฝีปากเริ่มเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของมัน
แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลย จะเป็นเพราะเหล้าเหม็นๆ ที่มาจากลมหายใจของเขาปนกับกลิ่นบุหรี่ตุๆ หรือเป็นเพราะ ผมไม่เคยรู้สึกคึกคักกับคนๆ นี้เลย ก็อาจจะใช่ ผมปล่อยให้เขาก้าวหน้าต่อไป ในใจก็อยากรู้ว่า มันจะไปได้ไกลแค่ไหน
เขาจับหัวไหล่ แล้วกดตัวผมให้นอนลง แล้วเขาก็เริ่มถอดเสื้อตัวเองออก ซุกไซร้ไปตามซอกคอผม หลายครั้งที่เขาต้องการใช้ริมฝีปากเข้ามาประกบ แต่ผมต้องสะบัดหน้าหนีอย่างรับไม่ได้ ถ้าตอนนั้นมีกล้องวิดีโอ คุณจะเห็นภาพ คนๆ หนึ่งหายใจหอบ รุกรี้รุกรน วุ่นวาย หวังจะมุ่งหน้าต่อไปไม่หยุดหย่อน แต่มีอีกคนหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้
นึกแล้วยังอดขำตัวเองไม่ได้เลยครับว่า ผมช่างทำไปได้ นอนเฉยๆ ให้คนเมามาตะกาย
ความรู้สึกตอนนั้นก็คือ พูดตรงๆ เลยล่ะครับ สะใจ สะใจที่ได้รู้ว่า พี่ชายคนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเขาเองสร้างภาพมาตลอด
ที่ผ่านมา ยิ่งตอนกลางวันของวันนั้น เขาชอบพูดเปรยๆ ให้คนอื่นๆ ได้ยินเข้าหูอยู่บ่อยๆ ว่า มีแฟนแล้ว และรอแต่งงานกับสาวคนนี้อยู่อย่างมุ่งมั่น ทั้งๆ ที่คนฟังต่างไม่เคยมีใครรู้จักเธอผู้นี้ ไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้า “แฟนสาว” ที่อยู่ในประโยคบอกเล่าลอยๆ ของเขา
แต่ตอนนี้ เขากำลังวุ่นวายอยู่บนตัวผม และผมก็ยังคงแน่นิ่งเป็นท่อนไม้อยู่อย่างนั้น เขาคงเหนื่อยได้ที่แล้ว ส่วนผม…รู้สึกแปลกๆ เหมือนตัวร้ายในหนัง เพราะผมรับรู้ความจริงที่คนอื่นไม่รู้แล้วในตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมมีอำนาจอะไรบางอย่างเหนือเขา ตอนนี้ ผมกำความลับของเขาไว้ (รับรองไม่ได้กำอย่างอื่นของเขาสักนิด)
“ที่แท้ ก็เกย์เหมือนกรูนั่นแหละ ทำเป็นเก๊ก ปัดโธ่” ผมนึกในใจอย่างสะใจเหลือล้น หลังจากคว้ากระดาษทิชชู่ให้เขาทำความสะอาดตัวเอง
ผมค่อยๆ ลุกขึ้น กลับมาที่เตียงของผม ในใจหนึ่ง ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่กรูทำอะไรไป (วะ) อย่างนี้จะเรียกว่า มีเซ็กซ์กันแล้ว รึเปล่า? แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเขาเลยนี่ครับ ผมแค่นอนนิ่งๆ แต่อีกใจก็บอกว่า ดีนะ ที่เขาไม่ใช่คนที่ผมคลั่งไคล้เหมือนพี่ชายหลายๆ คนที่อายุแก่กว่าผมก่อนหน้า หากมีใครที่ผมหลงเอามากๆ แล้วคนนั้นอยากให้ผมไปแชร์เตียงด้วย เป็นคุณ ก็คงไม่นอนนิ่งๆ แล้วให้มันจบไปเร็วๆ อย่างนั้นหรอก
ผมไม่ได้ “ได้” หรือ “เสีย” อะไรไปกับเหตุการณ์คืนนั้น ตอนนี้ ผมรู้เต็มอกแล้วว่า พี่ขี้เมาคนนี้ชอบผู้ชาย และผมก็มั่นใจอย่างเต็มที่ว่า ผมไม่ได้ชอบเขา ลึกๆ ผมกลับรู้สึกต่อต้านกับคนอย่างเขาที่ “เอาแน่ เอานอนอะไรไม่ได้” ชอบผู้ชาย ก็อ้างว่าชอบผู้หญิง ไม่รู้ว่า กำลังหลอกผู้ชายด้วยกัน หลอกผู้หญิง หรือหลอกตัวเอง?
เรารับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เขายังดูหื่นๆ เหมือนหลายปีก่อนหน้านั้น
แล้วเขาก็ถามว่า จะทำอะไรต่อ พอผมบอกไปว่า กลับเข้าบ้าน นั่งทำงานต่อ เขาก็บอกว่า อยากแวะไปอยู่เป็นเพื่อน พอผมปฏิเสธไป เขาก็บอกว่า ตอนเย็น เลิกงานแล้ว อยากให้ผมแวะไปหาเขาที่บ้าน
“ไม่หรอกครับ” ตอนนี้ ผมไม่ได้อยากรู้ หรืออยากจะเอาชนะอะไรเหมือนตอนนั้นอีกแล้ว ผมรู้สึก ไม่อยากเจอคนๆ นี้อีก ยิ่งตอนนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ด้วยกัน เขาหยิบรูปหนึ่งขึ้นมา ในนั้นมีเขายืนอยู่ข้างๆ ผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า “นี่ เมียพี่”
ผมรู้สึกฉุนเล็กๆ ที่เขาช่างหน้า…หลอกผู้หญิง แต่ผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า แต่เอ๊ะ ผมรู้ได้ยังไงว่า เขาหลอกผู้หญิง ผู้หญิงคนนั้นอาจจะรู้ว่า เขามีอะไรกับทั้งผู้ชาย และกับผู้หญิง ผู้หญิงคนนั้นอาจไม่แคร์ และที่สำคัญ ตัวเขาเองก็คงไม่แคร์ หรือต้องมีเส้นแบ่งอะไรในการที่จะมีอะไรกับผู้ชาย และผู้หญิง
แล้วผมจะรู้สึกรังเกียจคนอย่างเขาไปทำไม?
ขณะที่โลกและสังคมต้องการแบ่งแยกจัดแจงหมวดหมู่เพื่อการจัดการอย่างชัดเจน แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นความสำคัญกับการแบ่งแยกอย่างนั้น มันจะใช่มั๊ย? ถ้าเรารณรงค์และบอกปาวๆ ว่า ให้ผู้ชายรักกับผู้ชายได้ ผู้หญิงรักกับผู้หญิงได้ ทำไมเราจึงต่อต้าน หากใครคนหนึ่งรักกับผู้หญิงก็ได้ รักกับผู้ชายก็ได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกว่า ตัวเองเป็นอะไร?
ผมไม่ได้ถามเขาว่า เขารักเมียเขาไหม ผมมองสำรวจหน้าเขาทีหนึ่งก่อนเปิดประตูรถ แล้วก้าวออกไป ก็ดูเขาเป็นคนที่มีความสุขดี
แชะ! แชะ! ถล่มทลาย จนเครื่องคอมฯ จองตั๋วพังไปหลายรอบ โทรศัพท์ไม่ว่าง เจ้าหน้าที่เกือบขอลาป่วย เมื่อภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม ฉบับ Director’s Cut” เปิดจองเมื่อสองอาทิตย์ก่อน (ปิดต้นฉบับล่วงหน้า ผมเลยเม้าธ์ไม่ทัน แต่ขอบันทึกเอาไว้ละกัน) ผู้อยู่ในเหตุการณ์เผยว่า ประชาชนล้นหลาม หลั่งไหล แห่ตั้งแถวยาวเหยียดเป็นอนาคอนด้าจากชั้นสามของโรงหนัง Houserama ไหลเรื่อยจนมาถึงชั้นสอง และส่วนใหญ่ผู้อยู่ในแถวเป็นชาย ตอนนี้ใครสงสัยเรื่อง Gay Power คงเคลียร์ แชะ! แชะ! เสื้อยืด DVD ของที่ระลึก และการจองตั๋ว รวมถึงรอบไหนยังพอมีที่ว่างอยู่ โปรดแวะที่เว็บ www.houserama.com หรือ โทร 02-641-5177-8 (อดทนกดหน่อย สายแน่น) Congratulations นะครับ มะเดี่ยว สุดยอด! แชะ! แชะ!
13 comments 0 มกราคม 27, 2008
เขาจะอยู่ในใจพวกเราตลอดไป Heath

เขาจากไปแล้ว ตั้งแต่อายุ 28 ใครอยากเขียนไว้อาลัยเชิญเลยครับ
ภาพสุดท้ายของเขา

……………………………………………………………………………………………………………..
“ฮีธ เลดเจอร์” นักแสดงชาวออสเตรเลียวัย 28 ปี ผู้ที่โด่งดังจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากบทบาทคาวบอยเกย์หนุ่มในเรื่อง Brokeback Mountain ถูกพบเป็นศพในห้องพักในแมนฮัตตัน เมื่อตอนบ่ายของวันอังคารที่ผ่านมา
การเสียชีวิตของนักแสดงดังวัย 28 ได้รับการเปิดเผยจากโฆษกของเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองนิวยอร์ก ที่เปิดเผยว่านักแสดงหนุ่มคนดังมีนัดกับหมอนวดหญิงในตอนบ่ายของวันอังคารที่ผ่านมา ที่อพาร์ตเมนต์ในย่านโซโหของแมนฮัตตัน โดยเชื่อว่าการใช้ยาเป็นส่วนหนึ่งของการเสียชีวิตของนักแสดงวัยเพียง 28 ปีผู้นี้
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ New York Times ระบุว่า “เมื่อเวลา 15.26 นาฬิกาของวันที่ 22 ม.ค. พนักงานนวดหญิงได้ไปถึงอพาร์ตเมนต์เลขที่ 5A เพื่อนัดเจอกับมร.เลดเจอร์ โดยมีแม่บ้านเป็นผู้พาเธอไปยังห้องของนักแสดงหนุ่ม แต่หลังจากที่เคาะที่หน้าประตูห้องนอนของพระเอกคนดังอยู่หลายครั้ง ทั้งสองก็ได้เปิดประตูเข้าไปในห้องนอน แล้วพบร่างของมร.เลดเจอร์นอนไร้สติอยู่ พวกเขาเขย่าตัว แต่เขาไม่ตอบสนอง ทั้งสองจึงโทรเรียกเจ้าหน้าที่โดยด่วน ซึ่งทางตำรวจไม่พบข้อพิรุธในที่เกิดเหตุ นอกจากการพบเพียงแค่ยานอนหลับที่อยู่ข้างๆ ศพ”
จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ที่ไปถึงที่เกิดเหตุ ร่างไร้วิญญาณของ ฮีธ เลดเจอร์ นอนเปลือยกายคว่ำหน้าอยู่บนเตียงของเขา โดยมียานอนหลับจำนวนหนึ่งอยู่ใกล้กับตัวของเขา ซึ่งเขาถูกแจ้งอย่างเป็นทางการว่าเสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 15.45 ของวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งทางเจ้าหน้ายืนยันว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเสียชีวิตดังกล่าวเกิดจากอุบัติเหตุหรือการจงใจฆ่าตัวตายของดาราหนุ่มผู้นี้กันแน่
รายงานของ New York Times ก่อนหน้านี้เผยว่าอพาร์ตเมนต์ที่นักแสดงหนุ่มไปพบจุดจบของชีวิตนั้นเป็นของนักแสดงสาวอีกคนอย่าง แมรี-เคท โอลเซน โดยเผยว่า แมรี-เคท โอลเซน เป็นผู้ให้ดาราหนุ่มเช่าห้องพักดังกล่าวอีกที
”มันเป็นอพาร์ตเมนต์ของแมรี-เคท ซึ่งมันเป็นข่าวที่ร้ายสุดๆ การที่ใครซักคนมาเสียชีวิตเพราะการใช้ยาในห้องของคุณมันเป็นเรื่องแย่สุดๆ” แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแมรี-เคทเปิดใจต่อทางนิตยสาร PEOPLE
ตรงกันข้ามกับทางเว็บไซต์ TMZ ที่นำแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับทางเลดเจอร์และรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองนิวยอร์กที่ออกมายืนยันว่าอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับดาราสาวคนดังแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับตัวแทนของนักแสดงสาวที่ออกมาปฏิเสธรายงานก่อนหน้านี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฮีธ เลดเจอร์ มีชื่อเสียงอย่างมากหลังจากได้เสนอชื่อเข้าชิงออสการ์จากบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain ผลงานที่คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์เมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา
ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาได้แก่การเป็นหนึ่งในนักแสดงที่สวมบทบาทเป็นนักร้องดัง บ็อบ ดีแลน ในเรื่อง I’m Not There เช่นเดียวกับดาราสาว เคท แบลนเช็ตต์ ที่เพิ่งจะได้รับข่าวดีได้เสนอชื่อเข้าชิงออสการ์จากบทดังกล่าวไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้
ผลงานล่าสุดที่เขาฝากไว้ในวงการภาพยนตร์ได้แก่บทตัวร้าย โจ๊กเกอร์ ในหนังซัมเมอร์สุดฮิตประจำปีนี้อย่าง The Dark Night ภาคต่อของ Batman Begins หนังดังเมื่อปี 2005
ผลงานการแสดงเด่นๆ ของเขายังรวมไปถึง A Knight’s Tale, The Patriot และ Monster’s Ball ที่มีฉากที่เขาฆ่าตัวตายในเรื่องด้วย
ฮีธคลิฟ แอนดรูว์ เลดเจอร์ ใช้ชีวิตวัยเด็กที่เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย และเริ่มชีวิตนักแสดงสมัครเล่นในโรงละครเวทีตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่ซิดนีย์เมื่ออายุ 16 เพื่อไล่ล่าความฝันในการเป็นนักแสดง จนกระทั้งได้บทในหนังที่ฉายทางโทรทัศน์และดารารับเชิญในละครทีวี
หลังจากที่ได้บทในหนังเล็กๆ และมีผลงานในซีรีส์ของช่อง Fox TV เรื่อง Roar เขาก็ย้ายมาอยู่ที่ลอส แองเจลิส และร่วมแสดงในหนังวัยรุ่นสุดดังของปี 1999 อย่าง 10 Things I Hate About You จนเป็นที่รู้จักของแฟนหนังนับแต่นั้นเป็นต้นมา
จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ต่อมามีคนพยายามยื่นข้อเสนอให้เขากลับไปเล่นหนังวัยรุ่นอีกมากมาย แต่ในฐานะนักแสดงที่ชอบบทที่ท้าทาย เขาปฎิเสธข้อเสนอเหล่านั้นไปหมด โดยยอมที่จะไม่มีงานเข้าดีกว่าที่จะไปลงเอยกับโปรเจ็คท์ที่ตัวเขาไม่ชอบ
”มันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมเลย” เลดเจอร์ให้สัมภาษณ์ต่อทางเอพีเมื่อปี 2001 “แต่มันยากสำหรับผู้คนที่อยู่รอบตัวผมที่จะเข้าใจ ตัวแทนผมมักจะพูดว่า ‘คุณมันบ้า’ พ่อแม่มักบอกผมว่า ‘เอาหน่อยน่า ลูกยังต้องหากินน่ะ’ “
สำหรับชีวิตรักของนักแสดงหนุ่มผู้นี้ เคยเป็นข่าวโด่งดังด้วยการควงกับดาราสาวเซ็กซี่ เฮเธอร์ แกรมห์ ในช่วงปี 2000 ถึง 2001 ก่อนที่จะมาควงกับนักแสดงสาวรุ่นพี่บ้านเดียวกันอย่างดาราสาวหน้าหวาน นาโอมิ วัตต์ ที่เจอกันในกองถ่ายเรื่อง The Lords of Dogtown ซึ่งทั้งคู่คบหากันถึง 3 ปีระหว่างปี 2002-2004
และในผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain ศรรักก็ได้ปักอกเขาอย่างจังกับนักแสดงสาวรุ่นน้องที่คบหากันในกองถ่ายอย่าง มิเชล วิลเลียมส์ ที่จริงจังกันถึงขั้นหมั้นหมายและย้ายไปอยู่ด้วยกันที่บรู๊คลิน จนมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน แต่โชคร้ายที่ชีวิตคู่ของทั้งสองต้องยุติลงเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง
ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นเลดเจอร์ปรากฏตัวในที่สาธารณชนคือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาที่กรุงลอนดอน ตอนที่ดาราหนุ่มกำลังเข้าฉากในผลงานชิ้นใหม่ The Imaginarium of Doctor Parnassus ที่เปิดกล้องไปเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ผลงานกำกับของ เทอรี กิลเลียน ที่มีกำหนดออกฉายในปี 2009 นี้
จากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของดาราหนุ่มคนดัง ล่าสุดแฟนหนังบนโลกอินเตอร์เน็ตบางรายเริ่มสังเกตความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครสุดท้ายของเลดเจอร์อย่าง โจ๊กเกอร์ กับ อีริค ดราเวน ตัวเอกจากหนังดังเมื่อปี 1994 เรื่อง The Crow ซึ่งหลังจากรับบทบาทของผลงานเรื่องนั้นได้ไม่นาน ดารานำอย่าง แบรนดอน ลี ลูกชายแท้ๆ ของ บรู๊ส ลี ราชานักบู๊แห่งโลกภาพยนตร์ ก็ต้องมาเสียชีวิตเมื่อปี 1993 ก่อนที่ตัวหนังจะออกฉายเช่นกัน
ก่อนหน้านี้มีลางบอกเหตุบางอย่างจากการเปิดใจให้สัมภาษณ์ของเขาที่คลิฟแลนด์ ต่อทาง WJW FOX ที่เขากล่าวถึงลูกสาวมาทิลดาด้วยคำพูดว่า
”ตอนนี้ผมรู้สึกดีเกี่ยวกับการตาย เพราะว่าผมรู้สึกมีชีวิตผ่านตัวเธอนั่นเอง”
ผลงานภาพยนตร์ของฮีธ เลดเจอร์ (4 เม.ย.1979 – 22 ม.ค. 2008)
1992 Clowning Around
1997 Blackrock
1999 10 Things I Hate about You / Two Hands
2000 The Patriot
2001 Monster’s Ball / A Knight’s Tale
2002 The Four Feathers
2003 The Order / Ned Kelly
2005 Casanova / Brokeback Mountain / The Brothers Grimm / Lords of Dogtown
2006 Candy
2007 I’m Not There
2008 The Dark Knight (post-production)/ Tree of Life (pre-production)
2009 The Imaginarium of Dr. Parnassus (เสียชีวิตระหว่างถ่ายทำ)
จาก ผู้จัดการออนไลน์
4 comments 0 มกราคม 23, 2008
Wild Night (life?)
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 19-20 ม.ค. 2008
หลังจากหยุดพักไปนาน “นายบิ๊ค” ก็เริ่มเล่นเน็ตอีกครั้ง ความตั้งใจคราวนี้เหรอ? เขาตอบผมว่าไม่ได้หวังอะไรมากหรอก
“แต่..ลึกๆ แล้วนะพี่ ก็อยากหาแฟนแหล่ะ ตอนนี้ อะไรเข้ามาน่าสนใจ ก็ ‘อยากลอง’ ไปซะหมด”
ความอยากของเขาปลุกความสนใจของผมขึ้นมาทันที ปกติเพื่อนรุ่นน้องวัยเบญจเพสคนนี้อยากรู้อยากเห็นพอๆ กับผม (ผมไม่ได้แอบอ้างนะครับว่า ผมก็วัยเดียวกับเขา แต่บางครั้งก็รู้สึกคือๆ กัน) เราสนใจอะไรหลายๆ เรื่องคล้ายๆ กัน พอเขาโทรฯ มาทีไร เป็นต้องมีเรื่องอยากเล่า และเขาก็รู้ว่าผมก็อยากฟังซะทุกเรื่อง
ราวสองทุ่มเศษ นายบิ๊คตัดสินใจออกไปพบคู่เดททางเน็ตที่เชื้อเชิญเขาให้ไปพบกัน เขาไม่ได้กลับไปบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้า ไปทั้งชุดทำงานอย่างนั้นเลย สถานที่นัดพบครั้งนี้แปลกกว่าที่เคย
“นายเจมส์” คู่เดท บอกเขาให้มาหาที่บ้าน ย้ำ…บ้าน ไม่ใช่หอพัก อพาร์ตเม้นท์ หรือคอนโดฯ บ้านเป็นหลังๆ และที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ ที่บ้าน มี “แม่” อยู่ด้วย
บิ๊คไม่แน่ใจว่า จะมีกิจกรรมรับประทานข้าวเย็นพร้อมหน้ากันในครอบครัวหรือเปล่า แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว ไม่น่าจะใช่ และดูจากที่เจมส์สนทนากับมารดา และปล่อยให้เขานั่งรอแล้ว บ้านนี้คงเหมือนหลายๆ ครอบครัวละมัง เขาคิดที่พ่อแม่กับลูกระหองระแหงกัน ความสัมพันธ์ของครอบครัวจึงดูจะเป็น พ่อ-แม่-ลูกแต่เพียง “ในนาม”
ก่อนที่จะเขาจะคิดอะไรเกี่ยวกับเจ้าของบ้านไปไกลกว่านั้น เจมส์ก็พาบิ๊คขึ้นไปบนห้องส่วนตัว ปิดประตู แล้วบิ๊คก็พบว่า เขาไม่ได้อยู่สองต่อสองอย่างที่คิด แต่มีหนุ่มอีกคนหนึ่ง อายุไล่เลี่ยกัน นั่งสะลึมสะลือ ตื่นๆ หลับๆ อยู่ในห้อง
“นายต๊อด” เป็นเดทของเจมส์ ของอาทิตย์ที่แล้ว จะว่าไป เขาน่าจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ได้แล้วแต่กลับยังติดพันกับนายเจมส์อยู่ และตอนนี้ เขาแวะมาหา แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เอง นายต๊อดกับนายเจมส์ เพิ่งจะไปส่งผู้ชายอีกคนที่แวะมาที่นี่เหมือนกัน
นายเจมส์บอกว่า เป็นเพื่อนอีกคน บิ๊คเริ่มสับสน ไม่แน่ใจตำแหน่งของตัวเองว่าควรจะอยู่ตรงไหน เขาแค่ต้องการมาดับความอยาก แต่ตอนนี้เขาคิดหนักว่า เขาควรจะเป็นผู้ชายอีกคนที่อยู่ในห้อง หรือควรจะเป็นผู้ชายอีกคนที่เดินออกจากห้องนี้ไป และเป็นประวัติศาสตร์?
แต่ความอยากรู้อยากเห็นเหนี่ยวรั้งเขาให้อยู่ตรงนั้นต่อไป
“มันจะไปสิ้นสุดลงตรงที่ไหนนะ?” คุณผู้อ่านคงเป็นอย่างนี้เหมือนกันใช่ไหมครับ อยากรู้ว่าว่า อะไรๆ มันจะลงเอยไปยังไหน ตอนไหน
รออยู่นาน กิจกรรมที่บิ๊คคาดหวังก็ยังไม่เกิดซักที เขาสังเกตการณ์ไปเรื่อยๆ สักพัก เขาก็พบว่า ทั้งเจมส์และต๊อดทำกิจกรรมบางอย่างกันมาก่อนแล้ว และนี่เป็นวันที่สี่ที่ทั้งสองขลุกอยู่กับยาและสารเสพติด
ตอนนี้ เจมส์กำลังสนใจ “ยาไอซ์” มันทำให้เขากระปรี้กระเปร่า แต่ยาไอซ์ทำให้เจมส์ “ไม่แข็ง” ตอนนี้เขากำลังเล่นเน็ต เพื่อหา “ป๊อบเปอร์” มาเสริม เขาหวังว่าจะได้จากใครบางคน คืนนี้เจมส์ตั้งใจจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายรับ ป๊อบเปอร์จะช่วยให้เขา “รับเก่ง” ขึ้น
บิ๊คเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีเขาก็พบว่า การค้นหาของเจมส์บรรลุแล้ว เขาได้ป๊อบเปอร์มาพร้อมกับผู้ชายอีกคนตอนตีสาม หลังจากที่บิ๊คเล่นเน็ตไปเรื่อยๆ ตั้งแต่หัวค่ำ เขาฟังคนทั้งสอง (ต๊อดหลับไปนานแล้ว) คุยกันเรื่องราคายา และยาชนิดต่างๆ แม้จะชื่อเดียวกัน แต่ก็มีแบ่งแยกเป็นหลายแบบ รวมถึงสรรพคุณในการปลุกอารมณ์
บิ๊คโดนคะยั้นคะยอให้ลองยาที่มีอยู่ตรงหน้า แต่เขาแค่อยากรู้ แต่ไม่ได้อยากลอง
“ไม่รู้พี่จะเชื่อผมหรือเปล่า แต่ผมไม่ได้ใช้ยาเลยนะครับ นึกสภาพคนอดนอนแล้วก็เล่นยาดูสิครับ ผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น ผมแค่อยากมีเซ็กซ์อย่างเดียว”
เวลาผ่านไปถึงตีสี่กว่าแล้ว หลังจากเสพยากันเป็นที่เรียบร้อย และอาการเลื้อยของเจมส์ และหนุ่มป๊อบเปอร์ก็เกิดขึ้น กิจกรรมที่บิ๊ครอคอยกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว เจมส์ได้เป็นแซนด์วิชสมใจอยู่ตรงกลาง ทั้งเจมส์และหนุ่มป๊อบเปอร์หัวเราะเริงร่าสนุกสนาน บิ๊คเริ่มรู้สึกเต็มๆ แล้วว่า ตัวเองเป็นคนนอก และตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกมึนๆ หัว ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดมป๊อบเปอร์หรือสูดไอซ์ เขารู้สึกเป็นกังวล และเขารู้ตัวว่าพลาดเป้าหมายในการเป็น “ฝ่ายรุก” อยู่หลายครั้ง มันทำให้เขาอายมาก
“พอผมพลาด สองคนนั่นก็หัวเราะผมใหญ่เลย เสียเซ้วมากครับพี่ ตอนนั้นมันมึนๆ แปลก คงเป็นเพราะในห้องมีแต่ยามั้งครับ ไม่ได้กลิ่นแต่รู้สึกไม่เป็นปกติ”
ผมไม่เคยลองยาอะไรสักอย่าง เลยไม่รู้จะเล่ายังไงดี แต่ข้อมูลคร่าวๆ คือ ยาไอซ์ (ICE) เป็นผงสีขาวคล้ายผลึกน้ำแข็ง นำไปลนไฟในหลอด แล้วสูดไอระเหยเข้าไป ทำให้เกิดอาการตื่นตัว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เคลิ้มๆ เหมือนฝันๆ อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ กระตุ้นความต้องการทางเพศ
ส่วนป๊อบเปอร์ จะอยู่ในขวดสีน้ำตาลคล้ายยาแก้ไอ เวลาสูดเข้าไปก็เหมือนดมยาดม ออกฤทธิ์เร็ว เลือดจะสูบฉีดมาก หลายๆ คนไม่รู้ว่า ป๊อบเปอร์จะให้ผนังเส้นเลือดบางลง และแตกได้ง่าย คนที่ใช้ป๊อบเปอร์และเป็นฝ่ายรับ ถ้าไม่ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย จะมีความเสี่ยงหากคู่นอนมีเชื้อ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บิ๊คยังจำได้ก็คือ เขาใช้ถุงยางแน่นอนถึงแม้จะรู้สึกเพลียเต็มทน และแล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปตามแบบของมันจนสิ้นสุด
เขาแต่งตัวและออกมาจากบ้านหลังนั้นตอนหกโมงเช้า และต้องไปทำงานในชุดเดียวกันนั่นแหละ และแน่นอน เขาคงไม่ได้สวัสดีลาคุณแม่แต่อย่างใด
บิ๊คเล่าว่า แม่ของเจมส์ไม่ได้อยู่ประจำที่บ้านนี้ แต่แวะมาค้างเพื่อทำธุระ ส่วนเจมส์กำลังอยู่ในช่วงชีวิตตกต่ำ เขาผิดหวังหลายๆ เรื่อง ทั้งงานและเรื่องส่วนตัว เขาไม่รู้ว่า เจมส์เริ่มใช้ยาต่างๆ เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่
แล้วยังจะคบหากันไปอีกเหรอ? ผมสงสัย
บิ๊คบอกว่า “ผมว่า เป็นเพื่อนร่วมโลกกัน ถ้าผมช่วยอะไรเขาได้ ผมก็จะช่วย”
ต่อมา เจมส์โทรมาบอกว่า แม่เขาจะอยู่ที่บ้านอีกพักใหญ่ เขาไม่อยากอยู่บ้านนี้อีกแล้ว เขาอยากให้บิ๊คไปหาสักครั้ง เพราะเขานัดเดทได้อีกคน อยากให้บิ๊คไปร่วมกิจกรรมกันอีก บิ๊คบอกปฏิเสธเพราะอยากไปฟิตเนสมากกว่า บิ๊คมารู้อีกทีว่า เดทที่เจมส์นัดไป ฉวยโอกาสตอนเจมส์เข้าห้องน้ำฉกเงินไปสามพันพร้อมกับยาของเจมส์
แชะ! แชะ! เก็บตกจากงานเพศวิธีศึกษาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ลองเก็บไปคิดดูกันนะครับว่า จริงหรือไม่จริงอย่างไร สังคมไทยสอนให้ผู้ชายทำอะไรนอก “กรอบ” จึงเป็นชายชาตรี มีภรรยาหลายๆ คนคือยอดชาย ขณะที่สอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว และไร้เดียงสาเรื่องเพศ แชะ! แชะ! ผู้หญิงที่มีความรู้เรื่องเพศ คือผู้หญิงบริการเท่านั้น แชะ! แชะ! ทำไมเราถึงไม่ค่อยใส่ถุงยางอนามัยกัน? เพราะเซ็กซ์ครั้งแรก เราไม่ใส่ เลยไม่ชิน แต่น่าเสียดาย หลักสูตรเพศศึกษาที่ยังไม่ได้ปรับปรุง สอนแต่เรื่องอวัยวะสืบพันธุ์ แต่ไม่บอกว่า มีเพศสัมพันธ์กันยังไง แชะ! แชะ! คำว่า …วย กับคำว่า ห. สระ อี น่ะ คนต่างจังหวัดพูดกันเป็นคำชาวบ้าน แต่คนภาคกลางพูดไม่ได้ บอกว่าสกปรก หยาบคาย ห้ามพูด แชะ! แชะ! ตัวตนของมนุษย์ที่จริง ไม่มี เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องเพศ เรายังคงหลบๆ ซ่อนๆ สิ่งที่อยากพูดกันอยู่ แชะ! แชะ!
8 comments 0 มกราคม 20, 2008
เรื่องเพศ มุมมองสนุกในยุคใหม่
วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที เมโทรไลฟ์ 12-13 ม.ค. vitayamail@gmail.com
“หญิงสาวนางหนึ่งไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายในวัด แล้วจู่ๆ เจ้าอาวาสก็โผล่มา แล้วถามว่า ทำไมสีกาถึงทำเช่นนี้ สีกาตอบว่า มาแก้บน” หลังอาจารย์เล่าจบ ทั้งห้องประชุมสัมมนาหัวเราะกันครืนใหญ่
เรื่องเพศ ความชอบพอทางเพศ หรือปริศนาเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษย์ เป็นเรื่องน่าพิศวงสำหรับผมเสมอ ซึ่ง ในงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “เพศวิธีในสังคมไทย ครั้งที่ 1″ ที่ผมมีโอกาสไปฟังมานั้น ตอนแรกผู้จัดกะว่าจะใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ด้วยจำนวนผู้ลงทะเบียนจากทั่วประเทศ เลยต้องย้ายกันไปจัดที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน ประมาณคร่าวๆ น่าจะมีผู้คนที่พิศวงและสนใจเรื่องนี้เกือบ 500 คน งานจัดสองวัน 7-8 มกราคม
เสียดายมากครับ ต้องปิดคอลัมน์ในเย็นวันจันทร์ เลยอดเก็บเรื่องราวในวันอังคารมาเล่า หัวข้อที่จัดก็คละเคล้ากันไปในหลากหลายประเด็นทั้งที่เกี่ยวกับผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ กะเทย และเลสเบี้ยน เลือกเข้าห้องประชุมย่อยได้ตามอัธยาศัย สนุกสนานน่าติดตามทั้งนั้น
ในงานภาคเช้า มีการตั้งประเด็นคำถามที่น่าสนใจว่า “ตกลงสังคมไทยในปัจจุบันยังยึดติดกับจารีต ค่านิยมดั้งเดิมอยู่ หรือเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกันแน่?”
คุณผู้อ่านคิดว่ายังไง?
ผมว่า ที่แน่ๆ คือ รอบๆ ตัวเรา เรื่องที่เกี่ยวกับเพศ เป็นเรื่องที่เราพูดกันมากขึ้น และมี “การกระทำที่เกี่ยวกับเพศ” ที่ได้รับการพูดถึงกันมากขึ้น สื่อมวลชนรายงานเรื่องเพศในหลากหลายมิติมากขึ้น แต่ดูเหมือนเราจะยังใช้บรรทัดฐานเดิมๆ ในการตัดสินคนอยู่ดี ด้วยการบ่งบอกว่า เรื่องเพศ หรือเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสกปรก และไม่เคยมองเรื่องเพศในแง่ของสุขภาพทางเพศ แต่ไปอิจฉาความหฤหรรษ์ที่คนอื่นมี
อาจารย์ท่านหนึ่ง (อ. สุชาดา ทวีสิทธ์) ให้ความเห็นฟันธงไปเลยว่า
ความจริงสังคมไทยไม่ได้อยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หรืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอะไรหรอก เพราะเท่าที่ผ่านมา คนในสังคมยุคปัจจุบันมีพฤติกรรมและมีการปฏิบัติเกี่ยวกับเพศที่เปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว แต่สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรคือ “วิธีคิดในเรื่องเพศ” ต่างหาก และที่สำคัญผู้กำหนดทิศทาง หรือวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของคนอื่นส่วนใหญ่ ก็ถูกจำกัดอยู่ที่ชนชั้นกลาง และเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อความคิดเห็นของคนอื่นๆ แล้วชอบบอกว่า ความคิดเห็นของตนดีกว่าคนอื่นๆ
เรียกได้ว่า คนเสียงดัง มักได้เปรียบเสมอ
บางที ผมก็เคยนึกว่า ผมกำลังส่งเสียงดังกว่าคนอื่นอยู่หรือเปล่า เพราะตัวเองมีพื้นที่ให้ส่งเสียง บางครั้งก็เลยไม่แน่ใจเหมือนกันว่า คุณผู้อ่านคิดกันยังไง ยังไงๆ ก็ส่งเสียงกันมานะครับ
เสียงที่ผมอยากสนับสนุนเสียงหนึ่งก็คือ เสียงของคุณผู้อ่านที่เป็นหญิงรักหญิง ด้วยความรู้ที่จำกัด ผมเลยตั้งใจไปฟังหัวข้อเรื่อง “ทอมไทยและเทศ” ในจอและแผ่นกระดาษ : การวิพากษ์แนวคิดอัตลักษณ์ความเป็นชายขอบ” หัวข้อนี้นำเสนอโดย คุณวริตตา ศรีรัตนา
คำ “อัตลักษณ์” ในที่นี้ ขออนุญาตแปลง่ายๆ ว่า ตัวตน หรือความรับรู้ในตัวตน ส่วนคำว่า คนชายขอบ (marginal people) ก็หมายถึง คนที่อยู่นอกกรอบสังคมใหญ่ หรือกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการสนใจเหลียวแล ถูกทิ้งขว้าง พวกที่แปลกแยกจากชาวบ้าน (ใครที่ถูกแฟนทิ้ง หรือเพื่อนทิ้ง ไม่เกี่ยว)
ในหัวข้อนี้ ผู้นำเสนอใช้ สื่อภาพยนตร์ และวรรณกรรมมาเปรียบเทียบศึกษา อย่างหนังดังรางวัลออสการ์เรื่อง “Boys Don’t Cry” ที่มีคุณฮิลลารี แสวงค์ (Hillary Swank) รับบททอมที่โดนทารุณกรรมและฆาตกรรม หนังไทยเรื่อง “สยิว” ที่เล่าเรื่องสาวทอมวัยรุ่นนักเขียนเรื่องสยิวที่อยากมีประสบการณ์จริงทางเพศกับผู้ชาย แต่สุดท้าย ในเรื่อง เธอแต่งงานและมีลูก รวมไปถึงวรรณกรรมไทยเรื่อง “หม่อมเป็ดสวรรค์” ที่พูดถึงเรื่องการเล่นเพื่อนในสังคมไทย และนิยายอีกเรื่องที่คุณผู้หญิงน่าอ่าน คือ “Nightwood” แต่งโดยคุณจูน่า บาร์นส์ (Dyuna Barnes) นำเสนอเรื่องราวของหญิงคนหนึ่งที่แต่งงาน มีสามีและลูกแล้ว แต่กลับพบความสุขอย่างแท้จริงกับผู้หญิงด้วยกัน โดยมีคุณยายของเธอซึ่งเป็นทอมมาเข้าฝัน
หนังสือ และหนังที่หยิบยกมานั้น ผู้นำเสนอชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ความแปลกแยกแตกต่างสร้างความหวาดกลัวให้เกิดในสังคม
“อย่างเรื่อง Boys Don’t cry เราจะเห็นว่า ความเป็นทอม ทำให้คนส่วนใหญ่กลัวเกรง สร้างความกลัวในจิตใจคน ผู้ชายรู้สึกสั่นคลอนและไม่แน่ใจในความเป็นผู้ชายของตนที่ถูกกำหนดมานาน เพราะผู้หญิงก็สามารถแสดงบทบาทความเป็นผู้ชายได้ ผลลัพธ์ก็คือ ทีน่า แบรนดอน ตัวเอกของเรื่องต้องถูกข่มขืน และถูกฆ่าตาย”
อีกหัวข้อที่น่าสนใจ แต่ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาประเด็นก็คือ เรื่อง “กระบวนการหล่อหลอมในวิชาชีพแพทย์กับความเป็นชายที่รักเพศเดียวกัน : การต่อรอง เพศวิถีของนักศึกษาแพทย์ชายที่รักเพศเดียวกัน” นำเสนอโดยคุณธวัชชัย พาชื่น
น่าสนใจมั๊ยล่ะครับ?
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวงการ ทุกอาชีพล้วนมีเกย์ กะเทย เลสเบี้ยน และผู้มีวิถีทางเพศที่แตกต่างปะปนอยู่เสมอ แต่ในวิชาชีพแพทย์ที่ประชาชนให้ความเคารพ และเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ความเป็นเกย์ มีผลอย่างไรบ้าง ขัดกับอาชีพนี้หรือไม่ ซึ่งผู้นำเสนอ ยอมรับว่า การเก็บข้อมูลนั้นไม่ง่าย ทั้งๆ ที่รู้ว่า มีนักศึกษาแพทย์อยู่มากมายในประเทศนี้
อย่างที่แจ้งล่ะครับว่า หัวข้อนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ จึงยังไม่มีผลสรุปที่ชัดเจน แต่เท่าที่ผมรับรู้มานะครับ ประเทศไทย เคยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นกะเทยแปลงเพศมาแล้ว แต่เสียดาย ไม่ได้เป็นข่าว และตอนนี้เธอผู้นั้น ก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแล้ว เพราะมีแรงกดดันจากเพื่อนร่วมงาน
ผมค้นชื่อเธอไม่เจอ ขออภัย แต่จำได้คุ้นๆ ว่า ชื่อ “หมอปอ” ได้คุยกับเธอหนหนึ่ง ฟังเธอเล่าในวงสนทนาเรื่องปัญหาของสาวประเภทสอง เมื่อปีที่แล้ว ก็ได้รับรู้ว่า
ตอนเธอเป็นแพทย์ เธอยังไม่ได้แปลงเพศ แต่ความต้องการของเธอเรียกร้องให้เธอผ่าตัดแปลงเพศ และที่ทำงานเก่า ก็ให้การสนับสนุน โดยไม่ใช้คำนำหน้าว่า นายแพทย์ ด้วยความทุ่มเท เอาใจใส่คนไข้ เธอได้รับความรัก ความเคารพอย่างดี แต่กับเพื่อนร่วมงานบางคนที่ไม่พอใจ มักจะเรียกเธอลับหลังว่า อีหมอกะเทย บางครั้งเธอได้ยินก็อดรู้สึกกดดัน และรู้สึกหดหู่ไม่ได้
อีกหัวข้อหนึ่งที่ได้ไปร่วมฟัง และต้องบอกว่า ครึกครื้นเป็นพิเศษ ก็คือเรื่อง “บัณเฑาะก์ กะเทย เกย์ : ประเด็นปัญหาว่าด้วยการบวชในสังคมไทย” ในงานสัมมนานี้ ผู้นำเสนอห่มผ้าเหลืองอยู่รูปเดียว ท่านใช้ชื่อว่า “พระพุทธิสารโร”
เรื่องห้ามเกย์ กะเทยบวช ยังคงเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ในสังคมไทยล่ะครับ ขณะที่ยังไม่มีทางออก ท่านเสนอได้อย่างน่าสนใจว่า ทางแก้ใดๆ ก็ตามควรยึดหลักวิถีชาวพุทธ
“คำว่า วิธีชาวพุทธนี้ ก็คือ ต้องพิจารณาประเด็นใดก็ตามในแบบมีไมตรีจิต”
ท่านยกตัวอย่างว่า หลังจากปีที่ผ่านมา มีเรื่องกะเทยบวช อยู่ในผ้าเหลืองแล้วทำตัวไม่เหมาะสม ไม่ว่าในเรื่องการแต่งกาย และกิริยาต่างๆ มีรายการทีวีพูดเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง แล้วก็มีผู้คนส่วนใหญ่วิจารณ์ โดยเฉพาะบนเว็บ และบังเอิญพระบางรูปที่โดนถ่ายรูป ตกเป็นข่าว เป็นพระในวัดเดียวกับท่าน ท่าน ท่านบอกว่า อ่านคำวิจารณ์บนเว็บแล้วพบว่า ไม่ใช่วิถีพุทธ เพราะแต่ละคน นอกจากวิพากษ์วิจารณ์โดยขาดความรู้ ข้อมูลแล้ว ยังนิยมใช้ำ คำบริภาษเพราะความโกรธ ในการแสดงความคิดเห็น
เรื่องอื่นๆ ที่นำเสนอในวันอังคาร และน่าสนใจ ก็มี
“สื่อลามกกับความสุขทางเพศ” (อยากเติมเหลือเกินว่า สื่อลามกกับการริดรอนสิทธิของประชาชนที่เป็นผู้ใหญ่ในกาเลือกเสพสื่อ ให้ตายสิ) “หนังสือ ปกขาว” “แคมฟร็อกกับเพศวิถีของวัยรุ่นชายรักชาย : พื้นที่ไซเบอร์ของโครงสร้างอำนาจและอำนาจในตน” “ผู้ชายขายแรง กับเรื่องเล่าออนไลน์” “แม่รับได้ : การยอมรับของครอบครัวที่มีลูกเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ” “เชิงสังวาสของเพศเดียวกันในจิตรกรรมฝาผนังแบบแผนประเพณีไทย : สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-5″ “ศึกษาเพศวิธีของคนไทยจากบริการ sexphone” “การแพทย์ อำนาจ และการเปลี่ยนแปลงร่างกายจาก ชาย สู่ หญิง” “เพศวิถีและวัฒนธรรมในงานการปรึกษา และจิตบำบัด : เริ่มต้นศึกษากรณีประเทศไทย”
ใครที่สนใจหรืออยากติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมติดตามได้ที่ www.sexualityconferencethailand.net
(ขอขอบคุณผู้จัดงานสัมมนา : โครงการจัดตั้งมูลนิธิอัญจารี, มหาวิทยาลัยมหิดลโดยโครงการจัดตั้งสำนักงานศึกษานโยบายสาธารณสุข รวมไปถึงคณะสังคมศาสตร์ฯ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และสำนักสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา โครงการศึกษาศิลปศาสตร์ฯ, และ ภาคีความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง มี มูลนิธิฟอร์ด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และ กองแผนงานสุขภาวะทางเพศ เป็นหัวแรงใหญ่)
-end-
7 comments 0 มกราคม 13, 2008
ฝันให้ไกล อย่ายอมแพ้
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitadam2002@yahoo.com เมโทรไลฟ์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับ 5 ม.ค. 2008
เปิดศักราชใหม่แล้วนะครับ ผมขออวยพรให้ นับจากนี้ไป ท่านผู้อ่านพบสิ่งใหม่ๆ และสิ่งที่มีความหมายดีๆ เข้ามาในชีวิตทุกๆ คน คนเรา ถ้ายังคงมีความหวัง และมีความฝัน เราจะเห็นคุณค่าของชีวิต และคิดทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อตัวเราเองและอยากจะช่วยเหลือคนอื่นๆ
คนที่มีความฝันคนหนึ่ง และไม่ยอมแพ้ กำลังจุดประกายทอฝันให้อีกหลายๆ คน ก้าวไปสู่จุดหมายของโลกแห่งเสียงเพลง
“เคลวิน” (Kelvin) เป็นคนมาเลเซียที่รักเมืองไทย และอยากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นับตั้งแต่เรียนจบ เก้าปีแล้วล่ะครับที่เขาอยู่ที่นี่ และเร็วๆ นี้ เราจะได้พบอัลบั้มเพลงที่เขาและเพื่อนๆ ตั้งใจร่วมกันทำขึ้นมา
“P.L.U.” (People Like Us) ชื่ออาจจะยังฟังไม่คุ้นหู และไม่มีชื่อค่ายเพลงไหนสนับสนุน แต่นี่คืออิสระของคนอยากทำเพลง และทำเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสนับสนุน
คำว่า People Like Us นี่น่ะครับ เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวสีรุ้งย่านเอเชีย ถ้าจะแปลเป็นไทย ก็น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า “ชาวเรา” นั่นแหละ
“หนุ่มชาวเรา” หน้าใสๆ คนนี้กวาดรางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วนจากเวทีประกวดราวกับนางงามเดินสายรอวันพิสูจน์ฝีมือบนเวทีที่สำคัญยิ่งๆ ขึ้น
ถ้าใครชอบร้องเพลง หรือไปคาราโอเกะบ่อยๆ แถวสีลม หลังสวน หรือตามโรงแรม หรือเคยชมรายการทีวีตีสิบช่วงดันดารา ทางช่องสาม คงเคยคุ้นๆ กับหน้าตี๋ๆ ยิ้มๆ อารมณ์ดี เขาเป็นคนหนึ่งที่ชนะใจกรรมการทุกคนด้วยพรสวรรค์ในการร้องเพลงราวมืออาชีพ
ตอนเด็กๆ เคลวิน (หรือ Hee Wah Lu) ชอบฟังอุปรากรจีนเป็นชีวิตจิตใจ พอเรียนจบปริญญาตรีจากออสเตรเลีย เพื่อนคนหนึ่งก็ชวนให้เขาแวะมาเที่ยวเมืองไทย
“ตอนนั้นพักที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส มาถึงก็ชอบเมืองไทยเลย อยากอยู่ต่อไปนานๆ พอดีมีนักร้องฟิลิปปินส์ร้องเพลงอยู่ เพื่อนก็แกล้งขอเพลงให้ขึ้นไปร้อง โรงแรมเลยจ้างให้ร้องเพลงน่ะครับ” เคลวินพูดภาษาไทยช้าๆ
และจากนั้น เขาก็ไม่คิดจะจากเมืองไทยไปไหนอีกเลย เขาบอกทางบ้านด้วยแล้วว่า จะทำงานที่นี่และจะประสบความสำเร็จ พอมาอยู่เมืองไทยไม่นาน เขาก็ต้องช็อคเพราะแฟนหนุ่มที่รักกันมานาน ตัดสินใจขอเลิก เขาเลือกปลดปล่อยความสัมพันธ์นั้นไป เพื่อไล่ตามความฝัน
แต่หนทางของ “คนต่างด้าว” ที่เพิ่งเรียนจบป. ตรีในเมืองไทยไม่ง่าย ตอนนั้นเขายังพูดภาษาไทยไม่ได้ คนต่างชาติต้องมีใบอนุญาตทำงาน และมีบริษัทให้การรับรองเป็น “สปอนเซอร์” ทุกๆ เรื่อง
เคลวินเล่าว่า เขาต้องระหกระเหิน กระเสือกกระสนที่สุดเพื่ออยู่รอดให้ได้ หลายๆ ครั้งเขาคิดจะกลับบ้านและตั้งต้นใหม่ ทิ้งความฝันที่ดูเหมือนจะไม่เป็นจริงของเขา แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาอยู่ต่อ และมีความสุขทุกๆ ครั้ง นั่นคือ ร้องเพลง
แล้วการร้องเพลงด้วยใจรักตามบาร์คาราโอเกะ ตามผับ ตามโรงแรมเรื่อยเปื่อยของเขา ก็ทำให้เขาได้พบกับมิตรภาพใหม่ๆ จากเพื่อนฝูงที่คอยแนะนำ ช่วยเหลือ
“ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ ผมเป็นคนโชคดี เจอคนดีๆ นิสัยดีๆ และจริงใจตามคาราโอเกะ ผมได้เพื่อนดีๆ หลายคน”
จากใครๆ ที่เขารู้จักเพราะเสียงเพลงพามา เขาได้ทำงานที่บริษัทจิลเวอรี่แห่งหนึ่ง เคลวินเป็นพนักงานต่างชาติของที่นั่นมาสี่ปีแล้ว เขาบอกว่า มีความสุขกับงาน และรู้สึกโชคดีที่เจ้านาย (ผู้หญิง – คุณทรงกลด พยัคฆพล) สนับสนุนให้เขาทำสิ่งที่เขารัก และเขาไม่ต้องปิดบังตัวตนของเขา
เขายังคงตามหาความฝันของเขาต่อไป จากหลายๆ เวทีประกวด เวทีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา คือ Finland’s World Karaoke Championships เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา จัดขึ้นที่ประเทศไทย เคลวินชนะตำแหน่งนักร้องฝ่ายชาย ด้วยเพลง “I Want To Spend My Lifetime Loving You” เป็นเพลงร้องคู่ของ Marc Anthony และ Tina Areana (ในหนังเรื่อง The Mask of Zorro)
“ผมก็ร้องประกวดสองเสียงเลย เสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย กรรมการตกใจใหญ่” เขาหัวเราะ
ผู้เข้าประกวดมีมาจาก อเมริกา ฮังการี ยุโรป ออสเตรเลีย ด้วยความที่เขาถือพาสปอร์ตมาเลเซีย เขาเลยอดเป็นตัวแทนประเทศไทย ปีนี้ เขาจะบินไปร่วมงานประกวดประจำปี จะจัดขึ้นที่ฟินแลนด์
ในฐานะผู้ชนะปี 2007 และไปเป็นกรรมการด้วย
จากการตระเวนสถานที่ร้องเพลงไปเรื่อยของเขา เคลวินรู้จักกับ “โจโจ้” ผู้หญิงผู้รักการร้องเพลง (ตามบาร์เกย์) มาสองปีแล้ว ทั้งสองเลยตัดสินใจหาเพื่อนๆ มาร่วมงาน ทำอัลบั้มด้วยกัน
“สองสามปีแล้วล่ะค่ะที่รู้จักกัน ตอนนั้นไปร้องที่ร้าน Sphinx สีลม ซอย 4 ก็ไปบ่อย ทุกสุดสัปดาห์ ร้องแข่งกันสุดฤทธิ์อย่างเพลง I’ll Be There เลยเป็นเพื่อนกัน” โจโจ้ สาวออฟฟิศเสียงใส เล่าให้ฟัง
เคลวินเล่าความประทับใจตอนนั้นว่า “โจโจ้ร้องมาดอนน่า ตอนแรก ก็ร้อง Frozen แล้วก็เพลง Substitute for Love เค้าร้องเก่งมากๆ เลยนะครับ เหมือนมากๆ ก็เลยเดินเข้าไปคุยด้วย”
อัลบั้ม P.L.U. รวบรวมเพลงที่เพื่อนๆ และตัวเขาเองร่วมกันแต่ง มีทั้งเพลงไทย และเพลงสากล เร็วๆ นี้จะมีมิวสิควิดีโอ ตามมาด้วย เขาตั้งใจว่า เป็นอัลบั้มที่ฟังได้ทุกกลุ่ม และไม่จำกัดว่าเป็นใคร
“ผมอยากให้คนที่ชอบร้องเพลง มีความสามารถ แต่ยังขาดโอกาส มารวมตัวกัน มาทำเพลงด้วยกันน่ะครับ ผมเองก็เพลงที่แต่งเก็บๆ ไว้หลายๆ เพลงมาก อยากจะให้ฟังกัน”
ออกวางแผงแล้ว ติดตามได้ที่ร้าน DJ และ Do Re Mi สยามสแควร์ หรือสอบถามมาทางคอลัมน์นี้ได้เช่นกัน
Review: P.L.U. มีเพลงหวานๆ แบบผู้ใหญ่อย่างเพลง “สิ่งเดียวที่อยากจะขอ” ไม่จี๊ดจ๊าดแนววัยรุ่น เป็นเพลงร้องคู่ที่เคลวินและโจโจ้ ทำซึ้งใส่กัน แม้ความจริงจะแค่ซึ้งในมิตรภาพ มีเวอร์ชั่น ภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า “This is it” ที่ร้องได้ดีมากๆ เหลือเกิน เป็นเพลงที่คนรักต้องตัดสินใจบอกรักให้กัน แต่ผมชอบเพลง “ยังเหมือนเดิม” มากกว่า เนื้อหาตัดพ้อคนรักที่ยังไม่ลืมรักเก่า อีกเพลงที่ต้องบอกว่า บอกความเป็นตัวตนของเคลวินและเรื่องราวชีวิตของเขามากที่สุดคือ เพลง “Living To Sing” มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และเขาทำฝันให้เป็นจริงแล้ว…. “This is my dream! This is the moment I dreamt of…. This is the day that I’d die for….”
8 comments 0 มกราคม 9, 2008


