Archive for กุมภาพันธ์, 2008
เซ็กซ์ไวๆ เสียวนิดๆ คุยนานๆ
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 23- 24 ก.พ. 2008
สองอาทิตย์กว่าที่ผ่านมา ผมอยากรู้มากว่า คนบนโลกไซเบอร์ ไปถึงไหนกันแล้ว ยิ่งในช่วงวาเลนไทน์ จะมีคน “หื่น” มากมั๊ย จะมีคน “โหย” (หาความรัก) แค่ไหน แล้วจะมีใครอยากจะคุยกับผมหรือเปล่า? ผมก็เลยเสวนากับคนไปทั่วด้วยจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ต่างๆ กัน
หมดภารกิจประจำวัน ผมก็ออนไลน์ “แอด” คนโน้น คนนี้จากข้อความสารพัดรูปแบบที่โพสต์ตามเว็บต่างๆ ด้วยระบบแชทผ่าน เอ็มเอสเอ็น เครื่องมือสื่อสารแห่งยุค ที่ช่วยทำให้คนเราประหยัดเวลาได้อย่างเหลือเชื่อ ถ้าต้องการหา “อะไร” บางอย่าง ใครคือใคร อยากรู้จักคนไหน ก็ถามไปเลย ชอบอะไร อย่างไหน อยากทำเมื่อไหร่ ถามๆ ไป มันช่างรวดเร็ว ฉาบฉวย และตื่นเต้นดีแท้
“อย นน สส” และคำว่า “แบบไหน” โผล่มาแล้ว ผมพิมพ์ตอบพวกเขาไปบ่อยครั้งจนเริ่มเมื่อยมือ
ผมพบว่ามีข้อความหาเซ็กซ์แบบตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมอ้อมแอ้ม ขณะเดียวกัน บางคนก็ใช้คำพูดว่า “เหงา หาเพื่อนคุย” หรือ “หาแฟน หาคนจริงใจ” คนที่ผมขอแอดไป เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาก็แอดกลับมาอย่างเร็ว…คนเหงาบนโลกไซเบอร์ แล้วผมล่ะ คนแบบไหน?
ผมว่า คนท่อง MSN จะรู้ว่า มันเป็นการสื่อสารที่ต่างจากการไปเที่ยวซาวน่าก็ตรงที่ ในซาวน่า คนเที่ยวไม่ต้องไต่ถามวัตถุประสงค์กัน เพราะใครๆ ก็แวะมาเพื่อ “ระบายออก” กันทั้งนั้น คงไม่มีใครคิดว่า จะได้ “แฟน” จากซาวน่าหรอก แต่ในโลกไซเบอร์ ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเซ็กซ์ ในนั้นจึงมีความแตกต่างหลากหลายในความต้องการอย่างน่าทึ่ง
แล้วผมก็ค่อยๆ ทำตัวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ MSN กับการเสาะแสวงหาที่ไม่มีสิ้นสุดและเหลือล้น ผมอยากรับรู้อารมณ์นั้นๆ ผมอยากจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาเป็น และทำ
หลังจากผมตอบ “กร” ไปว่า “อย นน สส” และ “แบบไหน” เขาก็ขอให้ผมเปิดรูปให้เขาดู ผมไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะกรไม่ใช่คนแรกที่พูดแบบนั้น ผมต้องพร้อมที่จะเสี่ยง ถ้าอยากจะค้นหา
“หุ่นฟิตดีนะครับ” คือคำตอบที่พิมพ์กลับมา ผมตอบกลับไปว่า “ไม่หรอกครับ รูปมันหลอกตาน่ะ” แล้วผมก็ขอให้เขาส่งรูปให้ดูมั่งต่างตอบแทน ผมคะยั้นคะยอเขาเหมือนเด็กอยากเปิดถุงขนม
“แล้วผมจะได้รู้ว่า คนที่คุยด้วยหน้าตาเป็นยังไง น่ารักเปล่า” ผมหยอกเขาไป เขาอายุน้อยกว่าผมสักสามสี่ปี ดูเป็นคนสุภาพ และคุยสนุก ทำให้ผมเพลินไปพักหนึ่ง ผมชักจะชอบอารมณ์ขันของเขาเข้าแล้ว เราเลยคุยกันอีกสองสามครั้งถัดมาเวลาออนไลน์ แต่เขาก็ยังไม่ให้ผมดูรูปอยู่ดี เขาบอกว่า ถ้าอยากเจอ ให้นัดกันไปเลย ผมจะ “ไม่ผิดหวังในตัวเขา” แล้วเขาให้เบอร์ผมมา
ความอยากรู้ของผมทำให้ผมแลกเบอร์กับเค้า แล้วเค้าก็โทรมา น้ำเสียงของเขาน่าฟัง และมีหลายครั้งที่เขาเสนอแนะว่า เราควรจะเจอกันซะที และมีอะไรกันได้แล้ว …ถ้าผมต้องการ ผมไม่มีเวลานัดตรงกับเวลาว่างของเขา เราคุยกันไปเรื่อยๆ เรื่องตลกบ้าง จีบๆ กันเล่นๆ บ้าง ยิ่งทำให้ความอยากรู้ผมทวีคูณ เขาเป็นใครกันแน่?
ผมยังคุยกับคนอื่นๆ อีกเยอะ และด้วยความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นจนพีคสุดๆ ในเย็นวันหนึ่ง ผมขอแอดคนที่ประกาศว่า “ไม่ได้หาแฟน อยากมากตอนนี้”
หลังจากที่เขา “แอด” ผมมา ผมก็เห็นรูปของเขาแทบจะทันที “ขจร” เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมบอกรายละเอียดส่วนตัวแบบเดิมๆ ตามมาตรฐานการแชท ผมว่า ผมน่าจะพิมพ์ตัวเลข อายุ ส่วนสูง และน้ำหนัก บนรูปซะเลย จะได้ไม่ต้องพิมพ์บ่อยๆ หรือไม่ก็ใส่ไว้ตรงชื่อหน้าจอเลย ให้ตายสิ
แต่นั่น…จะทำให้ผมดู “หื่น” เกินกว่าเขามั๊ย?
แล้วผมก็เห็นหนุ่มหน้าไทยๆ คนที่บอกว่า “อยากมาก” เขามีกล้องซะด้วย ในกล้องที่เขาเปิดขึ้นในเวลาต่อมา เขาน่ารักกว่าในรูปที่โชว์ก่อนหน้าหลายสิบเท่า ริมฝีปากของเขา…น่าจูบที่สุด
พอจับจังหวะและอารมณ์ในการสนทนาแล้ว ผมรู้ตัวว่า ถ้าผมเชื่องช้า เขาจะหายไปในทันที เพราะอารมร์ “หื่น” ของเขากำลังเต็มพิกัดจวนทะลัก และไม่ก็ปิดบังว่า เขาหื่นมากๆ ตอนนี้ ผมเลยจูนอาการหื่นของผมขึ้นไปอีก เพื่อให้เขาตัดสินใจ และแล้ว เพียงในเวลา 15 นาที นับจากที่เราคุยกัน ผมก็ได้เบอร์ และโทรไปหาเขา และในอีก 30 นาทีต่อมา เราก็ได้เจอกันในตอนเย็นของวันนั้น เขาพกเจล “KY” มาด้วยหนึ่งหลอดในกระเป๋ากางเกงยีนส์ มันถูกใช้ไปบ้างแล้ว ดูจากรอยยับย่น แต่เขาไม่ได้พกถุงยาง
“เดี๋ยวผมต้องไปธุระต่อนะครับ” เขาบอกผมเป็นนัยๆ ว่า เขากำลังรีบ และไม่อยากรอ
ผมมองดูร่างกายของเขา ผมอยากกลับไปวัยรุ่นจัง และมีหุ่นแบบเขา และซ่าส์เหมือนเขา?
ถึงช่วงวันหยุดประจำสัปดาห์แล้ว ผมเพิ่มจำนวนคนคุยได้มากกว่าเดิมอย่างเหลือเชื่อ จำนวนที่ยังคุย และจำนวนคนที่ผม block ปิดตาย ไม่คุยแล้ว ก็เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ นั่นสิ ใครว่า เกย์มีน้อย ไม่นานแล้วผมก็ได้เจอ “คิก” ในตอนสายๆ มันบังเอิญมาก เขาอยู่ใกล้ๆ กับผมตรงนี้เอง หนุ่มวัยสามสิบต้นๆ คุยแบบอายๆ ดูเขาจะสนใจผมมาก และผมก็รู้ว่า จะทำยังไงให้เขาอยากเจอผม ในที่สุด เขาก็บอกผมว่า
“งั้น ผมขอไปนั่งคุยได้มั๊ย”
เขาโผล่มาช้ามาก จนผมเริ่มหมดความอดทนและอยากไปนอนต่อสักงีบ ในที่สุด เขามือถือผมก็ดัง และได้ยินคำว่า ผมมาถึงแล้วนะ
ครั้งแรกที่ผมเห็นตัวจริงของเขา เขาต่างจากในรูปไปหลายขุม บนศีรษะของเขา บางกว่าที่เห็น ใช่สิ ก็ในรูป เขาสวมหมวกตลอดนี่นะ แต่หุ่นของเขาสิครับ มันเฟิร์ม และ“ไร้ไขมัน” ทุกอณู เขามีไรขนเข้มๆ โผล่มาจากคอเสื้อ มันทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ผมอยากจะเห็นยิ่งไปกว่านั้น
แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่ตัวจริงของเขา เหมือนกับสิ่งที่แสดงบนเน็ต เขาเป็นหนุ่มขี้อายของจริง ผมชอบคนขี้อายอยู่เป็นทุนเดิม มือเขาเย็นจนบอกไม่ถูก เขาดูหงาดๆ เวลาผมเข้าใกล้ แล้วเหตุการณ์ต่อมาก็คือ เขาไม่ได้แค่นั่งคุยกับผม
“เจ็ง” เป็นหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับผม ผมเจอเค้าออนไลน์ในเย็นวันหนึ่ง เขาบอกว่า ผมเป็นหนุ่มเข้มนะ เราใช้เวลาพิมพ์ข้อความล้อเล่นกันอย่างขำๆ นานพักใหญ่ ผมเกิดความรู้สึกดีๆ บางอย่างอย่างช่วยไม่ได้ เขาดูเหมือนเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่มีลูกเล่น หรืออ้อมค้อม ผมบอกให้เขาโชว์รูปให้ดู เขาปฏิเสธทุกครั้ง และผมก็เลิกตื้อ
เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นคนตัวเล็ก แต่ “ของใหญ่” เขาไม่ได้บอกผมเพื่อให้ผมไปหาเขา หรือเขาอยากจะมาหาผม เขาแค่บอกว่า มันทำให้เขาสับสน เพราะหลายๆ คนอยากให้เขารุก แต่เขาไม่ชอบแบบนั้น และเพราะเขาเป็นตัวเล็ก บางคนก็เลยอยากให้เขารับ แต่เขาอยากนอนกอดกันมากกว่า หรือมีอะไรเพียงภายนอก ก็แค่นั้น เรายังคุยเล่นไปเรื่อยๆ ผมเจอเขาบนเน็ตวันเว้นวัน วันหลังๆ เขาเรียกผมว่า “ที่รัก” แต่เขาไม่คิดอยากจะมีอะไรกับผม แต่ผมกลับผมรู้สึกดีเหลือล้น เวลาเขาพิมพ์คำนั้น มันอบอุ่นแบบแปลกๆ ยามที่อยู่คนเดียว
หรือผมกลายเป็นคนเหงาในโลกไซเบอร์ไปแล้ว?
“กร” หนุ่มออนไลน์คนแรกที่ผมไม่เคยเห็นหน้า โทรมาหาผมในเย็นวันหนึ่ง เขากระตือรือร้นกว่าเดิมที่จะเจอผมให้ได้ ผมยังคงทำงานไม่เป็นเวลาในช่วงอาทิตย์นั้น และแล้ว เขาก็บอกอย่างเด็ดขาดว่า จะให้ผมไปเจอมั๊ย ผมรู้สึกถึงความอดทนของเขาที่เขารอ “ก็ได้ครับ” ผมบอกอย่างไม่ค่อยมั่นใจ หน้าตา ก็ไม่เคยเห็น จะให้ไปเจอ…
แล้วเขาก็ปรากฏกายขึ้นมาในวันหนึ่ง ผมรู้สึกตกใจไม่น้อย เขาเป็นหนุ่มร่างท้วม ตัวเตี้ย ตัดผมสั้นเกรียน ผมพยายามมองหาเสน่ห์จากรูปลักษณ์ของเขา แต่ไม่พบอะไรเลย แต่ผมก็ไม่อยากให้เขารู้สึกเสียใจ เลยซ่อนผิดหวังเอาไว้
ไหนบอกว่า… ถ้าได้เจอเขา แล้วจะ “ไม่ผิดหวัง” เขาเคยบอกทางโทรศัพท์หนหนึ่ง ผมไม่ได้บอกเขาออกไปหรอกครับว่าผมรู้สึกยังไงตอนนี้ ผมเองสิ อดรู้สึกไม่ได้ว่าโดนหลอก แต่ก็อดขำไม่ได้นะครับ เรื่องแบบนี้ ผมก็รู้อยู่แก่ใจว่า มันเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว กับคนที่เราไม่เคยเห็นหน้า แต่พูดจาถูกคอกันดี และมีความหวังบางอย่าง
เขากำลังนั่งอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้ เราคุยกันเรื่องสัพเพเหระ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แล้วเขาก็เข้ามาใกล้ผมมากขึ้น แขนของเราชนกัน เขามองผมนิดหนึ่ง แล้วค่อยๆ ซบใบหน้าอ้วนๆ ของเขาลงบนต้นแขนผม มือของเขาค่อยๆ เข้าอ้อมมาสวมกอดผมไว้ มันแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วเขาก็เริ่มลูบไล้แขนของผม เลาะเรื่อยมาตรงหน้าอกของผมช้าๆ มันไม่ได้ทำให้ผมเคลิบเคลิ้มแต่อย่างใด ผมไม่ขัดขืนอะไร และในทันใด เขาก็ประทับรอยจูบลงบนแก้มผมอย่างเร็วๆ แล้วผุดลุกยืนขึ้น ผมจ้องหน้าเขา
“ขอบคุณนะครับ” เขาพูด ยิ้มน้อยๆ
ก่อนเราจะลาจากกันเพราะดึกมากแล้วหลังจากคุยกันพักใหญ่ ผมสวดกอดเขาไว้ทีหนึ่ง ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยวเหงาผ่านจากสัมผัสของคนๆ นี้ มันส่งมีกระแสความหมายบางอย่างที่คนเราเข้าถึงกันได้
วันนั้น ผมอยากจะบอกเขาแค่ว่า ไม่ต้องคิดอะไรมากนะ แล้วมันก็จะผ่านไป
-end-
12 comments 0 กุมภาพันธ์ 24, 2008
25 ปีที่เรารักกัน
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 16 -17 ก.พ. 2008
“ตอนแรกๆ พี่ปีเตอร์ เค้ามีแฟนเป็นผู้หญิง แต่พี่ไม่ได้แย่งมานะ เค้าเป็นแฟนกันเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรกัน ความรู้สึกของเขาก็คือ ผู้หญิง มันไม่ใช่ไง!” พี่ปุ๋ยเริ่มเล่าให้ผมกับเพื่อนอีกสองคนฟังผ่านรายการวิทยุในค่ำวันหนึ่ง
ต้องบอกคุณผู้อ่านเลยล่ะครับว่า เป็นบทสัมภาษณ์ที่สนุกมากๆ ทั้งสองคนสลับกันเล่าเรื่อง เหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งทุกข์ สุข ก็เรื่องเดียวกันแหละ แต่คนละเวอร์ชั่น!
เริ่มเปิดรายการสัมภาษณ์ พี่ปุ๋ยยึดหูโทรศัพท์มาก่อน
พี่ปุ๋ยกับพี่ปีเตอร์ อายุสี่สิบกว่าๆ ทั้งสองรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กัน อย่างไม่น่าเชื่อ พบกันที่ “โรม” ไม่ใช่กรุงโรมนะครับ สมัยก่อนโน้น โรมเป็นสถานที่เที่ยวชั้นนำ เหล่าไฮโซ และนักเรียนนอกชอบไปกัน อยู่สีลมซอยสี่ ปัจจุบัน เปลี่ยนเจ้าของ เปลี่ยนชื่อไปแล้วหลายรอบ โรมเลยกลายเป็นตำนาน
พอพบกัน ก็ปิ๊งกัน แต่พี่ปุ๋ย ก็ยืนยันว่า ยังไม่ได้ “ได้” กันในทันทีทันใด
“ไม่ใช่สายฟ้าแลบนะ คนเราคิดจะคบกัน ก็ต้องคุยกัน ศึกษากันนิดหนึ่ง ถึงเราจะไม่ได้เป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ทำอะไรง่ายๆ กันไป อะไรๆ ก็จะง่ายๆ ไปซะหมด”
ผมนึกถึงนางเอกแสนดีคนหนึ่ง เหมือนผ้าที่พับไว้ และมีคุณแม่เพาะบ่มนิสัยให้เป็นกุลสตรี อ้อ ใช่แม่พลอยหรือเปล่า?
พอคบหากันไปสักพัก “แม่พลอย” ของเราก็สนิทกับเพื่อนของอีกฝ่าย และเพื่อนทั้งสองฝ่ายก็เริ่มรู้ว่า ผู้ชายสองคนนี้เป็นแฟนกัน
“เราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ไปเป็นคู่ จนได้ฉายาว่า คู่แฝดมหัศจรรย์ คือ หน้าตา บุคลิกจะคล้ายๆ กัน ดื่มก็คล้ายกัน ชอบเที่ยวก็คล้ายกัน เทสต์ก็คล้ายกัน เพื่อนฝูงก็สังเกตว่า ทำไมคนนี้มาด้วยกันบ่อยๆ เพื่อนๆ เค้าก็ยอมรับ เค้าเลยบอกว่า คนนี้แหละคือแฟน” พี่ปุ๋ยพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจยิ่ง
แต่เราก็ไม่ได้ถามว่า แล้วตกลง ไปได้กันตอนไหนเล่า ถึงแม้อยากจะรู้มาก เอาเป็นว่า ทั้งสองคบหา และศึกษากันและกัน จนเวลาผ่านไปหนึ่งปี พี่ปุ๋ยจึงรู้สึกจริงๆ แล้วว่า รักคนๆ นี้แล้วล่ะ
หากคุณผู้อ่านคิดว่า สมัยนั้น คนเราคบกันได้ยาวนานกว่าสมัยนี้ อาจเป็นเพราะตัวเลือกมีน้อย พี่ปุ๋ยบอกว่า ไม่จริงเลย เพราะสมัยนั้นมีเกย์เยอะแยะ เป็นตัวเลือกเช่นกัน
“25 ปีก่อนโน้น ไม่น้อยนะ เดินสยามกันให้ควั่กเลย วินาทีนึงก็ต้องเจอ! ถ้าใครบอกว่า ประเทศไทยมีเกย์น้อย ไม่เชื่อ มีเยอะมาก”
ผมก็ว่า จะมาพูดว่า สมัยนี้ ทำไม่มีเกย์เยอะจัง ก็คงไม่ถูกล่ะครับ
แรกๆ พี่ปุ๋ยก็ไม่รู้หรอกว่า พี่ปีเตอร์เป็นคนเจ้าชู้ “มากกกกกกกกกกก” พี่ปุ๋ยลากเสียงยาวผ่านมาทางโทรศํพท์ ตอนให้สัมภาษณ์
“ตอนแรกไม่รู้ พอตอนสาม ตอนสี่ ตอนห้า เจอกัน ก็ค่อยๆ ศึกษากัน คนเรา เวลาไปเที่ยวสีลม ก็ต้องดูบุคลิกเค้าสิว่า เค้าเป็นคนยังไง ดูสายตาเค้า เป็นคนยังไง ก็ต้องรู้”
เรื่องนี้เองที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกแตกต่างกัน พี่ปีเตอร์เป็นคนมีเสน่ห์ ใครๆ ก็อยากเข้าหา ส่วนพี่ปุ๋ย ก็ขี้หึง และหวงคนของเขาตลอดเวลา พี่ปุ๋ยเล่าว่า ต้องใช้ความอดทนมากมายมหาศาล เพื่อจะยอมรับ “สิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งเป็น”
“ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเลยนะ ใช้เวลามาก ต้องมีความอดทนสูงมากๆ จนเค้าเกรงใจเรา เพราะเราไม่ได้คิดจะคบกันแป๊บๆ ถ้าเราคิดจะเป็นแฟน ก็ต้องศึกษาเรียนรู้ ยอมรับข้อแตกต่าง เค้าได้มั๊ย รับได้แค่ไหน เราไปเปลี่ยนตัวเค้า ปุ๊บปั๊บ ก็เป็นไปไม่ได้”
แล้วเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตทั้งสองก็เกิดขึ้น เมื่อความสัมพันธ์สั่นคลอน หลังจากคบหา ฝ่าฟัน และอดทนกันและกันมา 17-18 ปี พี่ปีเตอร์ ก็เริ่มตีตัวออกห่าง เพราะไปพบผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ถูกใจและมีพี่ปุ๋ยเรียกคนๆ นั้นว่า นางยั่ว
“คือคนนี้น่ะ นางยั่วบวกนางร้ายเลยล่ะ บุคลิกภายนอก ก็ดูเป็นผู้ชายทุกอย่าง แต่พอกินเหล้าเข้าไป แก้วที่สาม รู้แล้ว คนนี้ยั่วแล้ว พอดีตัวเองเป็นคนช่างสังเกต ต้องจำให้ได้ว่า คนๆ นี้ เป็นใคร ยังไง ตอนนั้น เราย้ายมาอยู่ด้วยกันแล้วด้วย คือ พี่ปีเตอร์ โดยธรรมชาติของเขาเป็นคนเจ้าชู้ พอได้เจอคนนี้ ก็ผลีผลาม ทำเป็นรักกันปานใจจะจาด ส่วนนางร้าย ก็ใช้มารยาสุดชีวิต แต่ในที่สุด ก็นางร้ายก็เห็นความดี เห็นว่า เรารักกันจริงๆ ตัวนางร้ายเอง ก็เป็นฝ่ายเข้ามาดีด้วย”
นี่เป็นเวอร์ชั่นของพี่ปุ๋ยนะครับ สักพัก ตอนให้สัมภาษณ์อยู่ จู่ๆ พี่ปีเตอร์ก็โผล่มาแทน แล้วเอาหูโทรศัพท์ไปพูด
“ตอนนั้น พี่ปุ๋ย เค้าจ้างนักสืบน่ะครับ”
พวกเราอดขำกร๊ากใหญ่ไม่ได้ ตกลงไม่ใช่แม่พลอยแล้ว ใช่มั๊ย?
เรื่องของเรื่องก็คือ “พี่ปุ๋ยเธอ ก็จ้างนักสืบ เรื่องนี้เพื่อนสนิทจะทราบ ตอนนี้กลายเป็นเรื่องโจ๊กไปแล้ว นักสืบก็ไปสืบว่า ผมอยู่ตรงไหน บ้านคนนั้นอยู่ตรงไหน คือ ต้องบอกว่า ตอนนั้นได้หนีไป (อยู่กับผู้ชายคนนี้) แต่นักสืบก็ไม่ถึงขนาดถ่ายรูปไว้ แต่นักสืบรู้ว่า เวลานี้ ผมอยู่ไหน ทำอะไรอยู่ ไม่รู้ตัวเลยว่า โดนตามอยู่”
ต้องเรียกว่า กำลังหลงระเริงล่ะครับท่านผู้อ่าน ถึงแม้จะรู้จักกับมือที่สามมาแค่สองเดือน พี่ปีเตอร์ ก็แทบจะย้ายข้าวของไปอยู่กับคนใหม่แล้ว
“แล้วพี่ปุ๋ยก็ปรากฏกายเลยแถวนั้น โทรศัพท์เข้ามา ผมคิดว่า เค้าพูดเล่น นึกว่า เค้าอำเรา พอเค้าบอกที่อยู่ บอกซอย ก็รู้ตัวแล้วว่า ไม่ใช่แล้ว ตอนนั้นอยู่ในห้องนอน นอนดูทีวี ก็ไม่อยากออกไป เพราะรู้ว่า ต้องเป็นเรื่องใหญ่ คงไม่ดีแน่ เดี๋ยวมีเรื่องกัน ตอนนั้นก็ตกใจ ไม่คิดว่า เค้าจะเป็นถึงขนาดนี้”
พอพี่ปุ๋ยโดนปฏิเสธไม่ให้พบ วินาทีนั้น พี่ปุ๋ยเล่าว่า (น่าจะเป็นเรื่องจริง)
“ชีวิตนางเอกอ่ะนะ ตอนนั้น ก็เข้าใจ แต่เราก็โกรธแล้ว ต้องเลิกกันแล้ว ตอนนั้น เลยตัดใจออกไปเลย ไม่เสียดายเงินค่าจ้างนักสืบหรอก เราอยากจะรู้ ยอมเท่าไหร่ ก็ยอมเสีย”
แล้วพี่ปุ๋ยก็บอกตัวเองว่า ต้องเลิกกับคนๆ นี้ “พ่อแม่ ก็เข้าใจอยู่แล้วว่า เราอยู่ด้วยกัน เราเสียใจ เราก็บอกเค้า มันเกิดเรื่องนี้ได้”
ในที่สุด ก็มีเหตุการณ์ให้พี่ปุ๋ย กับพี่ปีเตอร์ มาคุยกันอีกจนได้ นอกจากพี่ปุ๋ยจะเคย “เข้าหาผู้ใหญ่แล้ว” คือ ทั้งสองครอบครัวรู้จักกัน รู้ว่าลูกชายเป็นแฟนกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พี่ปุ๋ยเล่าว่า ตอนนั้นพี่ปีเตอร์เปลี่ยนงาน งานใหม่ก็หนักหนาสาหัส เป็นบริษัทบริหารแบบครอบครัว สิ่งที่ได้ก็ไม่คุ้ม พี่ปุ๋ยก็ให้กำลังใจ และบอกให้กลับไปทำงานที่เดิมจะดีกว่า แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พี่ปุ๋ยยังคอยเป็นห่วง และเป็นที่พึ่งทางใจให้ (กลับมาเป็นนางเอกอีกครั้ง)
ทั้งสองเลยได้คบหากันต่อมา บทสัมภาษณ์ยังไม่จบหรอกครับ แต่เราหมดเวลาเสียก่อน แต่ก่อนจะจบรายการ พี่ปุ๋ยอดไม่ได้ที่แสดงทัศนะการใช้ชีวิตคู่ที่น่าฟังทีเดียว
“ชาวเกย์หรืออะไรก็แล้วแต่ ในเมื่อเรารักกัน เราเข้าใจกัน ตอนนั้น ก็ยอมรับเลยว่า ตัวเองเป็นคนขี้หึง รักเดียวใจเดียว บอกว่า ชั้นจะไม่ยุ่งกับใคร ชั้นจะมีเธอคนเดียว เสร็จปุ๊บมาตอนหลัง เรามีความรู้สึกว่า เราปลง เราเลิกหึงหวงได้ เราเลิกตอแยกับเค้าได้ เราเลิกหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เรา คาดหวังในตัวเขา บางทีเค้าอยากใช้ชีวิตเค้า เราก็อยากใช้ชีวิตเรา บางทีเราไปตั้งกฎเกณฑ์ปุ๊บ มันก็ไม่ได้ ตอนนี้ มีความสุขมากที่เราไม่ต้องไปหึงหวงเค้า ไม่ต้องไปตอแย เค้าก็เป็นห่วงเราเอง
มันกลับกลายเป็นผลดีกับตัวเรา ซึ่งต่อไปนี้ เราไม่ต้องเป็นห่วงเค้าเลย เค้าเป็นห่วงเราเองต่างหาก”
วาเลนไทน์ที่ผ่านมา คุณมีใครคอยเป็นห่วงบ้างหรือยัง?
-end-
5 comments 0 กุมภาพันธ์ 18, 2008
วันเลนไทน์ สบายๆ นะ

มีรูปมาฝากครับ ดูแล้วขำๆ น่ารักดี มีบางคำย่อ พี่วิทย์ก็เกาหัว
แกร็กๆ เหมือนกัน ใครทายคำไหนได้ เขียนบอกที ส่วนใครอยากฝาก
ข้อความรัก คติ คำคม คารม อารมณ์คิดดดดถึง ก็เขียนไว้ที่
comments ได้เลยนะ
เพิ่งฟังช่อง Mets 105 ดีเจ อ่านข้อความ SMS
ผมอยากมีแฟนเป็นผู้หญิง
แต่ความจริงผมทำไม่ได้
เพราะผมรักผู้ชายน่ะครับ
แล้วดีเจสาว ก็หัวเราะชอบใจใหญ่…
(ชอบ STR 8 ACT G จัง)
5 comments 0 กุมภาพันธ์ 14, 2008
อะไรที่ทำให้เราผูกพันกัน?
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 9-10 ก.พ. 2008
อ๊อฟกับเก่ง
“อ๊อฟ” กับ “เก่ง” เลิกเป็นแฟนกันตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว หกเดือนก่อนหน้า พวกเขาเคยเลิกกันมาแล้วหนหนึ่ง และในครั้งนี้ ครั้งล่าสุด อ๊อฟสัญญากับตัวเองและเพื่อนๆ ว่า จะไม่หวนกลับไปหาเก่งอีก ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม
ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ครอบครัวและบ้านของทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้ว่า เขาทั้งสองคบหากัน ต่างฝ่ายต่างเอ็นดูหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ กับยี่สิบกลางๆ ที่ใช้เวลาด้วยกันอยู่บ่อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจึงไม่ต้องเป็นไปในแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนกับอีกหลายๆ คู่ ที่ต้องกระเสือกกระสนหลบหลีกเพื่อหาเวลาที่ลงตัวเพื่ออยู่ด้วยกัน
สำหรับอ๊อฟและเก่งแล้ว ในมุมมองของคนทั่วไปที่รู้จักทั้งคู่ ต่างก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า มี “ปัจจัย” เสริมขนาดนี้แล้ว ยังเลิก!
ในใจลึกๆ อ๊อฟเคยคิดว่า เขาน่าจะลองคบกับเก่งอีกสักครั้ง เก่งคือคนแรก “จริงๆ” ที่เขาเรียกว่า แฟน เพราะที่ผ่านมา ก็เรียกว่า คนที่ผ่านมา
แต่…ถ้าเขากลับไปอีก แล้วมันไปไม่รอด คราวนี้เขาคงไม่รู้จะไปคร่ำครวญ หรือร้องไห้กับใคร เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสองครั้ง กับผองเพื่อนๆ เขาฟูมฟายจะเป็นจะตาย เหมือนโลกนี้กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ จนบรรดาเพื่อนๆ เห็นอาการแล้วรู้สึกเครียดแทน และอดชิงชังเก่งไม่ได้ที่ทำกับอ๊อฟได้ขนาดนี้ อ๊อฟเองบางที ก็งงๆ ว่า เพื่อนเว่อร์ไปหรือเปล่า
แต่เขาคิดแล้ว หลายตลบแล้วล่ะว่า เขาไม่ควร “ขอลองอีกที” เก่งก็คงเป็นเก่งวันยังค่ำ ยามที่มีปัญหาอ๊อฟจะเป็นคนแรกที่เก่งโทรฯ ถึง ยามที่เขามีความสุข ในโทรศัพท์ของอ๊อฟจะไม่มีเบอร์เก่ง แล้วคราวนี้ล่ะ? หลังจากไม่ได้เห็นหน้ากันมาหลายเดือน จนอ๊อฟเริ่มลดดีกรีความโศกลงลได้แล้ว แต่แล้ว ก็มีเหตุให้อ๊อฟ ต้องพบกับเก่ง
เก่งกำลังจะมาพักค้างคืนที่บ้านของเขา
เล็กกับนก
“เล็ก” (นามสมมุติเช่นกัน*) มักจะบ่นกับตัวเองว่า ทำไมนะ จะคบกับใครที ต้องเจอแต่คนมีเจ้าของ? “ในชีวิตผม เหมือนโดนคำสาบให้ไม่ได้เจอคนโสด” แล้วอีกอย่าง ทำไมคนมีเจ้าของ ถึงต้องมาแอบชอบเล็กล่ะ? เขายืนยันแล้วว่า พยายามเลี่ยงแล้ว อย่างเวลาออกเดทกับใคร ก็จะต้องถามให้แน่ใจก่อนว่า มีแฟนแล้วหรือยัง? เขาไม่อยากเป็นมือที่สาม แต่แล้ว เขาก็หนีไม่พ้น เป็นจนได้ บางกรณีก็รู้ทีหลัง บางกรณีก็ “ทั้งๆ ที่รู้”
“เล็กก็รู้อยู่แล้วว่า นกเค้ามีแฟนแล้ว เล็กก็เลยคบกับเขาในฐานะเพื่อน กินข้าว ดูหนัง ปกติก็เป็นคนที่มีเพื่อนเยอะๆ อยู่แล้ว แต่แล้วความเหงาก็เข้ามา บางที พออยู่ด้วยกันสองคน มองตา ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาน่ะครับ” เขาเล่า
สองเดือนผ่านไป มิตรภาพก็เริ่มขยายขอบเขต อาการขนลุกน่าจะมีมากขึ้น “อย่างเล็กยังไม่มีแฟน นี่ครับ พอมีปัญหา เล็กก็โทรเค้านั่นแหละเป็นคนแรก พอเค้าคุยกับเราบ่อยขึ้น บางครั้ง คำพูดเค้าก็หลุดมาแปลกๆ แบบว่า หวงเป็นห่วงนะ”
จนในที่สุดมันก็เกิดขึ้น และเล็กก็รู้สึกดีด้วยที่มันเกิดขึ้นกับนก แต่ในใจก็รู้ว่า ไม่สมควร นกมีแฟนแล้ว และดูเหมือนตอนนั้นปัจจัยรอบตัวจะเป็นใจ เล็กอ้างว่า ไม่เคยเจอหน้าแฟนของนกเลยตั้งแต่รู้จักกับนกมาสองเดือน และหลังจากมีอะไรกันไปแล้ว แม้จะปลื้มที่ผ่านประสบการณ์นั้นมาด้วยกัน ในที่สุด เล็กกลับคิดหนักขึ้นเรื่อยๆ
วัฒน์กับชิต
“วัฒน์” กำลังคิดว่า เขาควรจะเลิกกับ “ชิต” ดีมั๊ย? นี่จะเข้าเดือนที่ห้าแล้ว ที่ชิตกลายมาเป็น “คนพิเศษ” ของวัฒน์ ชิตเป็นแฟนกับวัฒน์ไม่ได้ เพราะตรงนั้นมันไม่ว่าง ก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน ชิตเป็นฝ่ายบอกเลิกวัฒน์ในที่สุด เพราะรู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ ที่วัฒน์จะเลือกชิตเข้ามาแทนที่แฟนของเขาที่อยู่ด้วยกันมานาน
แต่แล้ว ด้วยอะไรก็ไม่รู้ วัฒน์กลับไปหาชิตอีก แล้วทั้งสองก็ยังคงรู้สึกดีๆ ต่อกัน ชิตเคยเสนอว่า เป็นแฟนสามคนได้มั๊ย วัฒน์คิดว่า มันคงแปลกไปหน่อย และตัวของเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์ยังไง หากต้องบอกแฟนว่า ขอมีแฟนอีกคน
“ทำไงดีล่ะครับ ไม่อยากทำให้ใครเจ็บน่ะครับ” วัฒน์ยอมรับว่าตัวเองสับสนมากตอนนี้
เพื่อนของผมอีกคน ขออนุญาต เล่าเรื่องของเธอด้วย เธอไม่ได้เป็นเกย์ แต่เรื่องของเธอตรงกับหัวข้อที่ตั้งไว้วันนี้
ฝ้ายกับผู้ชายคนนั้น
“ฝ้าย” หญิงสาว หน้าตาและรูปร่างสวยบาดใจ กดโทรศัพท์เป็นครั้งที่ยี่สิบแล้วมั้งต่อหน้าผม “ทำไมเค้าไม่รับโทรศัพท์ชั้น ทำไมล่ะ ชั้นจะโทรไปทั้งคืนนี่แหละ ให้มันรู้ไป”
คนที่ฝ้ายโทรหาอยู่นั้นอายุเกือบห้าสิบแล้ว เป็นหนุ่มโสด ที่ฝ้ายยืนยันว่า ไม่ได้เป็นเกย์แน่นอน แม้จะยังไม่เคยแต่งงานมาก่อน และฝ้ายก็ยืนยันอีกด้วยว่า “ชั้นไม่เคยมีอะไรกับเค้านะ แค่จับมือ แค่หอมแก้ม”
น่าเชื่อมั๊ยล่ะครับ? เพื่อนๆ ที่ได้ฟังต่างลงความเห็นว่า แปลก เพราะผู้ชายคนไหน ได้อยู่กับเธอ คงไม่อยากทำแค่ จับมือกับหอมแก้มหรอก
ผมมารู้อีกทีว่า ชีวิตครอบครัวของเธอไม่มีความสุข สามีกับเธอนั้น ไม่ได้มีสัมพันธ์ทางเพศกันมานานแล้ว และเธอก็ไม่รู้ว่า ทำไม
“เค้าเป็นเกย์หรือเปล่า” นั่น ประเด็นเดิมจากเพื่อนอีกคนผมก็ว่า ไม่แปลกหรอกที่จะถามอย่างนั้น แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันใช่มั๊ยว่า การที่คนเราอยู่ด้วยกันมานานๆ เลยชาชิน และ “Romance” ก็ค่อยๆ มอดไหม้ไป เหลือเพียงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน เราเลยไม่รู้สึกอยากจะมีอะไรกันอีก? นี่ยังคงเป็นอีกคำถามหนึ่งที่ผมได้รับอยู่เป็นประจำ และไม่รู้ว่าจะตอบยังไง
แต่เรากลับมาที่คำถามของสัปดาห์นี้ก่อน…อะไรที่ทำให้คนเราผูกพันกัน?
อ๊อฟ กลับมาเล่าให้ผมทีหลังอย่างน่าสนใจว่า พี่ครับ ผมรู้แล้วล่ะว่า ทำไมเขาถึงรู้สึก “ลืมไม่ลง” ทั้งๆ ที่ เก่งก็ไม่เคยบอกรักอ๊อฟเลย
“เซ็กซ์ละมั้งพี่ มันต้องเป็นเซ็กซ์แน่ๆ ผมเพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้เองว่า เวลามีอะไรกับเก่งแล้ว ผมรู้สึกเติมเต็ม รู้สึกมีความสุข กับคนอื่นๆ ที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้สึกเท่านี้มาก่อน”
ผมก็ได้แต่ อือๆ ออๆ ไปละครับ ไม่สามารถตอบอะไรได้ เพราะตอนที่เขามีอะไรกัน ผมไม่ได้เป็นพยาน
แล้วอ๊อฟก็เล่าว่า วันที่ให้เก่งมานอนค้างที่บ้านด้วย เพราะความจำเป็น เขาอดใจไม่ได้ จนต้องเข้าหาเก่ง หลังจากจับมือกันมาในรถพักหนึ่งแล้ว “ผมอยากมีอะไรกับเขาให้ได้น่ะครับพี่ แต่เขาก็ปฏิเสธผม” ถึงตอนนี้ น้ำเสียงเขาเริ่มจะเครือๆ แล้ว อ้ะ…อย่านะ เอาอีกแล้วเหรอ จะร้องไห้ ชัวร์
ผมเลยบอกเขาไปว่า หากจำเป็นต้องเจอหน้า แฟนเก่า หรือคนที่เคยชอบ ผมขอเสนอทางออกง่ายๆ ว่า “จงช่วยตัวเองก่อนออกจากบ้าน”
อ้ะ คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งหัวเราะ นี่เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งนะครับที่ทำให้เราไม่ “อยาก” จนเกินไป เว้นแต่ว่า ปกติ คุณต้องช่วยตัวเองสองครั้งต่อวัน ถึงจะหมดฤทธิ์ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก้อ…เอาสิครับ ทำเลย!
ส่วนเล็ก เขาเลือกยุติความผูกพันกับนก ด้วยการตั้งสติ ในวันพักผ่อนต่างจังหวัดที่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัดวันหนึ่ง พอเขาได้อยู่กับตัวเอง และเริ่มคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาเล่าว่า ตัดสินใจส่ง SMS ไปหานก “เรากลับมาเป็นเพื่อนกันเถอะ”
เล็กเข้าใจแล้วว่า คนทุกคนมีความเหงาเกิดขึ้นได้ แต่ความเหงาไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์เข้ามาเป็นคำตอบ เพราะสิ่งที่ทำไป แฟนของเขาคงทุกข์ แต่ตัวนกเองก็คงไม่ทุกข์มากมายอะไรนัก ถ้าเรายังคงเป็นเพื่อนกันอยู่ และเราก็เข้าใจกัน และ “ตอนนี้ ก็ยังคบหาเป็นเพื่อนกันได้อยู่ครับ”
ส่วนวัฒน์ หลังจากหันกลับมาคุยกับชิตอีกครั้งหนึ่ง วัฒน์รู้สึกตัวดีกว่าเดิมว่า ตัวเองควรยืนอยู่ตรงไหน เขาไม่อยากอยู่ตรงกลางอีกต่อไปแล้ว แล้วเขาก็ยอมรับแล้วว่า อะไรที่ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับชิต มันไม่ใช่เซ็กซ์ มันไม่ใช่หน้าตาของชิต แต่เป็นสิ่งที่วัฒน์ไม่เคยมี “ความรู้สึกผูกพันกับใครบางคนที่อธิบายไม่ได้”
“มันเหมือนความลึกลับที่ไม่มีคำตอบ และขณะเดียวกัน มันมีเสน่ห์ดึงดูดให้เราวิ่งเข้ากัน ผมอธิบายยังไม่ได้หรอกครับ แต่ผมจะยอมรับมันว่า ผมเกิดรู้สึกผูกพันกับเค้าแล้ว และผมจะต้องทำตัวยังไง” วัฒน์เล่า
ฝ้าย…ผมไม่รู้ว่า ป่านนี้ผู้ชายรุ่นพี่คนนั้นโทรกลัยมาหาฝ้ายแล้วหรือยัง แต่ผมก็บอกฝ้ายไปว่า ถ้าเธอค้นหา หรือไตร่ตรองดีๆ อย่างมีสติแล้วว่า อะไรที่ทำให้เธอผูกพันกับผู้ชายคนนั้น เธออาจจะไม่ต้องเหนื่อย และเลิกตามตื้อเขาก็ได้ ผมเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป ทุกๆ คนน่าจะมีคำตอบอะไรบางอย่างให้กับสิ่งนั้นๆ ที่เรียกว่า ความผูกพัน
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกผูกพันกับคนๆ นั้น?
*ฟังตัวจริงเสียงจริงของเล็กที่เล่าถึงเรื่องมือที่สามได้ที่บล็อค www.vitayas.wordpress.com คลิก ฟังคลิปวิทยุ
-end-
12 comments 0 กุมภาพันธ์ 10, 2008
ฮีธ เลดเจอร์…Forever
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 19-20 ม.ค. 2008
รู้สึกเศร้าๆ มาตลอดสัปดาห์เลยล่ะครับ ตั้งแต่เขาคนนี้จากไป เขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้สนิท เขาเป็นคนที่ผมไม่ได้รู้จักส่วนตัว เป็นคนที่ผมไม่ได้คลั่งไคล้ความเป็นดารา ผมไม่ใช่แฟนคลับเอาซะเลย แต่กลับรู้สึกบูชากับสิ่งที่นายคนนี้คิด และสิ่งที่นายคนนี้ทำ
“ฮีธคลิฟฟ์ แอนดรูว์ เลดเจอร์” หนุ่มจากเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นตำนานอีกหน้าหนึ่งที่ชาวออสซี่รู้สึกภาคภูมิใจ ใครที่ไปโด่งดังไกลถึงฮอลลีวู้ด ก็เหมือนสร้างชื่อเสียงให้คนในเมืองนั้น ประเทศนั้น เขาเหมือนฮีโร่คนหนึ่ง
ข่าวคราวการเสียชีวิตของเขาดังไปทั่วโลก ที่น่าสะเทือนใจมากอีกเรื่องก็คือ ครอบครัวของเขาที่เพิร์ธ รู้ข่าวนี้ทีหลัง และรู้มาจากสื่อมวลชน
คอลัมน์นี้ควรเกิดขึ้นสัปดาห์ที่แล้ว แต่เพราะต้นฉบับปิดล่วงหน้าก่อนวันเขาเสียชีวิต ผมเลยต้องอดทนรอ รอที่จะเขียนถึงเขาอย่างอดใจไม่อยู่
ฮีธใช้ชีวิตบนความท้าทายเสมอ กับบทบาทการแสดงที่เขาเลือกอย่างถี่ถ้วน หนังบางเรื่องดัง บางเรื่องไม่เห็นเคยได้ยิน แต่ทุกๆ บทบาทที่เขาแสดง เขาทุ่มเทอย่างเต็มที่ ได้ยินได้ฟังเรื่องของเขาแล้ว เหล่ามนุษย์สีรุ้งอย่างผมรู้สึกเหมือน…เหมือน.เรามีอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กัน
ฮีธจึงไม่ใช่แค่นักแสดงคนหนึ่งที่รับบทเกย์ แล้วดูหล่อน่ารัก หรือแสดงแล้วดูน่าสงสาร จนต้องยอมเทใจให้
สำหรับเขาแล้ว เขาเป็นคนสวนกระแสอย่างแท้จริง
ขณะที่โลกทั้งโลกตะโกนบอกเขาว่า นายต้องทำอย่างนี้สิ นายต้องทำอย่างนั้นสิ ฮีธกลับคิดว่า ฉันควรทำอะไร อย่างไร ในแบบของฉัน โดยไม่ต้องแคร์ว่า ใครจะคิดยังไง อย่างตอนที่เขาตัดสินใจรับบท “Ennis del Mar” ใน Brokeback Mountain (2005 ฉายบ้านเราเดือนกุมภาพันธ์ 2006) ผู้หลักผู้ใหญ่ คนใกล้ตัว รวมถึงนักวิจารณ์ พากันชี้ว่า เขาจะฆ่าตัวตายทางอาชีพการแสดง ในฐานะนักแสดงหนุ่มที่เพิ่งเริ่มมีชื่อเสียง เขาไม่ควรเสี่ยงแบบนั้น เขาลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่แล้ว เขาก็ฟังเสียงที่อยู่ภายใน
ความจริง เขาเคยรับบทนักปั่นจักรยานที่เป็นเกย์ในทีวีซีรี่ย์ของออสเตรเลียเรื่อง Sweat (1996) มาแล้ว เรื่องเกย์ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเรื่องน่ากลัว หรือเรื่องน่าตื่นเต้นชวนหวาดเสียวในชีวิตเขา
ฮีธให้สัมภาษณ์ด้วยว่า บทบาทคาวบอยทำนาทำไรขี่ม้า เลี้ยงสัตว์ และเป็นเกย์ใน Brokeback Mountain ที่เขาได้รับนั้น ท้าทายตัวเขาอย่างมาก และช่วงนั้น (2005-2006) เขามีหนังออกมาหลายๆ เรื่องติดกัน และเป็นช่วงชีวิตที่เขาบอกว่า มีความสุขที่ได้เจอบทดีๆ และบทหนึ่งในนั้นคือ เอนนิส เดล มาร์ ใน Brokeback Mountain นั่นเอง ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักนักแสดงหนุ่มคนนี้ มันไม่ใช่บทนักเล่านิทาน (Brothers Grimm -2005) ไม่ใช่บทคนติดยา (Candy- 2006) ไม่ใช่บทนักรักวิ่งเข้าวิ่งออกห้องนางชี (Casanova -2005) เขาแสดงเป็นเกย์เก็บกดและอดทน จนได้รับคำชมเลอเลิศมากมาย แต่เขาก็ยังเป็นนักแสดงติดดินเหมือนเดิม
“I understand people found it risky,” he acknowledges. “But I hate when they call it daring and brave. Fuck. Firefighters are daring and brave. I’m acting. I’m safe. I’m not wounded by this experience.” (ผมเข้าใจว่า ใครๆ ก็คิดว่า มันเสี่ยง แต่ผมไม่ชอบใจเลย เวลาที่ เขาบอกว่า มันเป็นบทที่ท้าทาย และเป็นสิ่งกล้าหาญที่ทำ ให้ตายสิ พนักงานดับเพลิงสิท้าทายและกล้าหาญ ผมแค่แสดงหนัง ผมไม่ได้เสี่ยงอะไร ไม่ได้เจ็บตัวอะไรกับสิ่งที่ทำ)
ในตอนนั้น ส่วนหนึ่งที่ฮีธ ตัดสินใจรับเล่นบทนี้ ก็เพราะญาติคนหนึ่งที่เขาสนิทมากเป็นเกย์ และเขาไม่รู้สึกอายที่จะบอกใครๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
เขาเล่าว่า “My uncle is gay.” สมัยก่อนนั้น ปู่ของฮีธซึ่งเป็นคนหัวโบราณ ไล่ลูกคนนี้ออกจากบ้านตอนอายุ 20 ปู่สงสัยมานานแล้ว และในที่สุดก็ถามตรงๆ พอได้รับความจริงตรงๆ สองอาทิตย์ให้หลัง ปู่ก็ประกาศตรงๆ ว่า “แกมันป่วย ฉันอยากให้แกไปโรงพยาบาลแล้วก็รักษาซะ ถ้าแกไม่ไป ฉันอยากให้แกไสหัวออกจากบ้านไปเลย”
คุณผู้อ่านลองคิดดู อนาคตของเด็กคนหนึ่งจะเป็นยังไง โดนไล่ออกจากบ้านเพราะเป็นเกย์? เรื่องนี้เป็นความลับของครอบครัว แต่น่าแปลก เกิดกับหลายครอบครัวทั่วโลก ฮีธมารู้ภายหลัง แต่มันกลับเป็นแรงบันดาลใจให้เขาตั้งใจทำงานกับบทบาทการแสดงเป็นเกย์
ตอนที่หนังเข้า เขายังให้สัมภาษณ์ อีกด้วยว่า เขาไม่สนใจหรอกว่า หากต่อไปนี้ จะไม่มีใครมาจ้างให้เขาแสดงหนัง เพียงเพราะเขารับบทเกย์ใน Brokeback Mountain
แต่คุณผู้อ่านก็รู้นี่ครับว่า คุณจะได้ดูหนังที่เขาเล่นอีกเรื่องปี 2008 นี้ ในบท Joker จาก Bat Man – The Dark Night และในหนังเรื่อง “I’m Not There” (เรื่องนี้ มีนักแสดงหกคนเล่นเป็น Bob Dylan เขาเป็นหนึ่งในนั้น)
คุณผู้อ่านครับ ตอนนี้ คุณเชื่อหรือยังว่า การที่ใครคนหนึ่งเลิกแอบ จะมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างยังไง? และนี่คือ พลัง พลังที่มองไม่เห็น พลังที่ไม่ต้องอาศัยหยาดเหงื่อแรงงานออกไปเดินประท้วง พลังที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับตัวตนของตัวเอง การที่คุณเลิกแอบ คุณกำลังช่วยอีกหลายๆ ชีวิตให้หลุดพ้นจากพันธนาการอคติทางสังคมโดยที่คุณไม่รู้ตัว
ผมยังรู้สึกเสียดายไม่หายที่ Brokeback Mountain ไม่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และฮีธชวดรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมไปเช่นกัน แต่ ณ บัดนี้ คุณคงมีดาราชายคนหนึ่งที่จะอยู่ในใจคุณ และเป็นคนที่คุณอาจจะรู้สึกมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เขาได้ทำ หลังจากที่รู้สึกเสียดายกับการจากไปก่อนวัยอันควรของเขา
ตอนที่เขียนส่งต้นฉบับนี้ ผมพยายามอ่านข่าวอยู่ทุกๆ วัน อยากจะว่า สรุปว่ายังไง เขาตายเพราะอะไร ผมภาวนาว่า อย่าให้เป็นการฆ่าตัวตาย หรือใช้สารเสพติดเกินขนาด หรือเขาติดยาอะไร ระหว่างนั้นเอง ผมอดนึกถึงเอนนิสขึ้นมา อีกไม่ได้
ในหนัง Brokeback Mountain แฟนของเขา “แจ็ค” จากไปอย่างกะทันหัน และยังคงเป็นปริศนาสำหรับเอนนิสอยู่ว่า แจ็คตายเพราะอะไรกันแน่? สำหรับฮีธ แล้ว ผมควรจะเลิกสนใจแล้วล่ะว่า เขาตายเพราะอะไร แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ต่างหากที่สำคัญ
-end-
ย้อนรอยไขความลับ Brokeback Mountain
ตกลง Jack ใน Brokeback Mountain ตายเพราะอะไร?
ผมจำได้ดีว่า คุณผู้ชมตั้งคำถามนี้กันเยอะ และเคยเฉลยกันไปแล้วหนหนึ่ง ขอเล่าอีกครั้งนะครับ คุณDiana Ossana ผู้ร่วมเขียนบทและโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่อง Brokeback Mountain โดนคำถามนี้จากนักข่าวบ่อยๆ จนในที่สุด เธอเฉลยว่า “คุณก็ลองคิดดูเอาสิว่า คนรักของคุณ อยู่ๆ มาตายจากไป คุณเพิ่งรู้ แถมคุณยังไม่รู้อีกว่า ตกลงเขาตายเพราะอะไรกันแน่ แล้วมันจะสะเทือนใจแค่ไหน?”
แล้ว Jack กับ Ennis เป็นเกย์ หรือไม่ พวกเขารักภรรยาหรือเปล่า?
สำหรับบทเอนนิส ฮีธ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า Ennis ก็รู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำในฐานะสามี และเหมือนถูกกำหนดให้ทำ และไม่ใช่รักแท้ (With his wife, his love is slightly manufactured. It’s more traditional and it’s him conforming.)…แต่กับแจ็ค มันคือรักแท้ที่เต็มไปด้วยความเสน่หา (…His love for Jack is true in a passionate love…)
-end-
5 comments 0 กุมภาพันธ์ 3, 2008



