Archive for มีนาคม, 2008
พี่ชายอยากเลี้ยง น้องชายอยากเรียน
วิทยา แสงอรุณ เมโทรไลฟ์ ผู้จัดการ 29-30 March 2008 vitayamail@gmail.com
นายบอล – เห็นเด็กมหา’ลัยหน้าใสๆ ทีไร เป็นไม่ได้เลยครับ เกิดอาการ “หื่น” ขึ้นมาทันที ยิ่งถ้ามองๆ ไป แล้วเจอน้องวัยมัธยมปลาย คงไม่ต้องบรรยาย หากกระโดดเข้าใส่ได้ มันคงทำ แรกๆ ผมก็นึกขำๆ คิดว่าเป็นอาการตลกๆ ของเพื่อนคนนี้ แต่พอนานๆ ไป ชักไม่แน่ใจ…มันอยากจะเอาจริงนี่หว่า!
“อยากกินเด็กกกกกกกก” เขาร้องครวญครางขึ้นอีกครั้ง พลางพยักพเยิดไปที่กลุ่มเด็กผู้ชายที่เดินอยู่ข้างหน้า แล้วหัวเราะร่า
เอาดิ ถ้ากล้า เอาเลย ลุยเล้ย! ผมท้าทายไปอีกครั้งเช่นกัน ออกจะรำคาญๆ นิดๆ เพราะต้องคอยฟังมันพูดแบบนี้กรอกใส่หูอยู่บ่อยๆ ผมนึกว่า ทีหลังอย่าพากันมาเดินแถวสยามจะดีกว่า อันตราย เอ…หรือควรเอาผ้ามาผูกตา แล้วจูงๆ มันไป ให้ดมกลิ่นเด็กๆ ซะให้หายเข็ด?
คุณผู้อ่านที่เป็นเด็กวัยรุ่น ในช่วงยี่สิบต้นๆ คงมองเห็นคนอายุสามสิบกว่าๆ แล้วบอกว่า โหย…ช่างแก่จัง และช่าง..ห่างกับฉันเสียเหลือเกิน ตอนผมอยู่ในวัยนั้น หากไปเจอคนที่มีเส้นผมบนศีรษะเริ่มบางๆ หรือมีวี่แววแห่งความเถิกถลกขึ้น มีลูกบอลกลมๆ ตรงตรงหน้าท้อง แล้วก็อายุสามสิบกว่าๆ ผมก็จะรู้สึกไม่ต่างกัน…อือ…พี่เค้าเขาคงผ่านชีวิตมาเยอะนะ
แต่พอตัวเองเลยเลขสาม และอายุสามสิบกว่าๆ แล้ว ผมมองย้อนกลับไป ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า…อืม…เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริงๆ แต่ทำไมนะ ภาพตอนเรียนมหาวิทยาลัย ยังคงอยู่ในความทรงจำแทบทุกช็อตเลย คือ คุณผู้อ่านครับ ข้างในความรู้สึกผมน่ะ ไม่รู้สึกถึงอารมณ์ของคนอายุสามสิบกว่าๆ เอาซะเลย เอ้าจริงๆ เพราะผมรู้สึกเหมือนตัวเอง เพิ่งจะเริ่มต้น…เหมือนคนเพิ่งจบอะไรมาใหม่ๆ
หลายๆ ครั้ง ผมก็นึกนะครับ หรือชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้นจริงๆ ก็ตอนที่เราเลิกแอบนี่แหละ? คงเป็นเพราะเหตุนี้มั้ง ผมเลยรู้สึกว่า ช่วง 20-30 ของผม มันคงดำเนินอยู่ตอนนี้ มีชีวิตชีวา และมีอะไรให้ค้นหา มากกว่าตอนยังแอบๆ อยู่
เอ้า อย่าเพิ่งอ้วก คุณผู้อ่านที่รัก ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เว้นแต่ เวลาส่องกระจกเท่านั้นแหละ ยามที่เห็นเส้นผมบนศีรษะที่บางๆ ลงไป ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอย และดวงตาที่อิดโรยเพราะอดนอน ผมก็รู้สึกถึงความจริงของเลขสามสิบกว่าๆ ตามกายภาพที่ปรากฏ แต่ก็โชคดีอยู่นะ ยังไม่มีลูกบอลที่พุงเหมือนเพื่อนๆ หลายคนในวัยเดียวกัน (เฮ้อ รอดตัวไป) และไม่ได้คิดจะ “กินเด็ก”
มันทำให้ผมคิดถึงนายบอลอีกครั้ง ผมเริ่มเข้าใจเขามากขึ้น ใช่สินะ สามสิบกว่าๆ เหมือนกัน เขาคงโหยหาความรู้สึกวัยเยาว์ เขาคงอยากจะรับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างหากได้คบหา หรือ “มีอะไร” กับมัธยมปลาย หรือนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างที่เขาอยากนัก
นายบอย – น้องคนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กมัธยมหน้าใส หรือเด็กมหา’ลัย แล้ว แต่ด้วยหน้าตา รูปร่าง และอัธยาศัย เขาเป็นคนมีเสน่ห์คนหนึ่ง…แรงเสียด้วย ดวงตาซุกซนของเขา ความร่าเริงและอารมณ์ดี ทำให้เขาเข้ากับใครๆ ได้ดี บอยเพิ่งเรียนจบจากสถาบันมีชื่อแห่งหนึ่ง เขาทำงานมาได้หกเจ็ดเดือนแล้ว และชอบโทรมาหาผมบ่อยๆ เป็นคนคุยสนุกมาก
“พี่ เบื่อเจ้านายชะมัด พูดจาไร้เหตุผลสิ้นดี”
“ทำๆ ไปก่อนเถอะ เพิ่งจบมา ยังไม่มีประสบการณ์ หาประสบกาณ์ก่อน แล้วค่อยขยับขยาย”
“แต่ผมชักจะทนไม่ไหวแล้วนะครับ ความงี่เง่าทวีคูณขึ้นทุกวัน อยากลาออก”
“เออ …เอาเข้าไป อยากออกออกเลย ถ้ามีตังค์ใช้ตอนนี้”
แล้วบอยก็หายไปพักหนึ่ง พร้อมประกาศแผนการใหม่ของเขา “พี่ผมจะลาออกแล้วนะ ไปเรียน ป. โท ผมว่า ผมมีโอกาสได้งานดีๆ กว่านี้ เพราะ…. (สารพัดเหตุผลของเขา)” แล้วประโยคต่อมาก็คือ “พี่หาคนใจดี รับเลี้ยงผมหน่อยดิ”
เอาสิครับ น้องบอย…ให้พี่เปิดบริการรับจอง รับหาคนเลี้ยงเลยดีมะ?
คุณผู้อ่านคงเคยเห็นประกาศทำนองนี้บ่อยๆ “พี่ชายใจดี หาน้องน่ารัก” ผมคงประกาศซักวันล่ะนะ?
ผมว่า อย่างนายบอยคงหาไม่ยากหรอก ผมเลยบอกเขาไปว่า ประกาศซะเลย ลองดู แปลกดี เอาแบบนี้นะ…อยากเรียนป. โท แต่ขัดสน ขอคนช่วยอุปการะทุนการศึกษา ดีปะ
“ผมประกาศไปแล้วล่ะ” เขาบอกมาวันหนึ่ง แล้วเล่าต่อว่า มีคนเข้ามาคุยเยอะแยะเลย “ผมก็เลยบอกเขาไปตรงๆ ว่า ขอคนช่วยส่งค่าเทอม จนเรียนจบ ค่ากินอยู่ไม่ต้อง เพราะผมจะหางานพาร์ทไทม์ทำ แต่ค่าเทอมนี่สิ แพงชะมัด”
ในที่สุด ด้วยหน้าตาน่ารักน่าหยิกของเขา เขาก็ได้พบกับพี่ชายใจดีคนหนึ่ง ที่บอกว่า อยากรับอุปการะน้องๆ ให้จบการศึกษา
แล้วน้องบอยก็ไปเจอกับคนๆ นั้น บอยเล่าให้ผมฟังว่า พี่ชายคนนั้น เขาก็บอกมานะว่า เขาหน้าตาไม่หล่อ และไม่ได้ดูดีอะไร แล้วเราว่าไง ผมถาม
“ก็นัดเจอกันล่ะครับ เขาอยากเจอเลยวันนั้นแหละ ที่เริ่มคุย”
“แล้ว…?”
“พี่วิทย์ครับ พี่เค้าน่ะ ไม่ใช่หน้าตาไม่หล่อนะครับ แต่…ดูไม่ได้…เลยล่ะครับ” เขาพูดเรียบๆ “แต่ว่า พี่เค้าใจดีจริงๆ นะครับ ไม่เจ้ากี้เจ้าการ บอกผมว่า ถ้ารับเลี้ยงแล้ว ถ้าผมไม่ว่าง ก็นัดกันใหม่ เงินก็จะให้อยู่เหมือนเดิม แล้วแต่ว่า อยากได้เท่าไหร่ ผมก็บอกเขาไปว่า ขอแค่ 8,000 พอจ่ายค่าเทอม ค่ารถ กับค่าหนังสือ ที่เหลือ ผมจะทำงานเอง”
แล้วเราต้องเจอเขา แล้วมีอะไรกับเขากี่ครั้งต่อสัปดาห์? ได้ยินตัวเองถามอย่างนั้น ก็อดนึกถึงอารมณ์ของเสี่ยๆ ที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยไม่ได้ล่ะครับ คุณผู้อ่าน
“พี่เค้าบอกผมว่า พบกันแค่เดือนละหนสองหนก็ได้ จ่ายเงินให้เป็นเดือน จ่ายให้มากกว่านี้ก็ได้นะ แต่ผมบอกเขาว่า ผมพอใช้ แต่เค้าก็มีข้อแม้นะ คือ ห้ามโกหก หากต้องการอะไรให้บอกตรงๆ”
นายบอยหายไปพักใหญ่ โทรมาอีกที เขาบอกผมว่า ตกลง…เขาตัดสินใจ…ไม่ทำ เพราะถ้าถึงเวลาต้องมีอะไรกับพี่ชายคนนี้แล้ว
“ผมทำไม่ลงครับพี่ ผมล่ะนึกถึงพวกเด็กขายจริงๆ เวลาแขกที่อ๊อฟไป หน้าไม่ดี หุ่นไม่ดี ดูไม่ได้เนี่ย เขาผ่านจุดนั้นไปยังไง ที่ต้องบริการให้ดีๆ น่ะ”
ผมนึกถึงนายบอล…เพื่อนผมทันที (ขออภัยที่ตั้งชื่อให้สับสน..ตั้งใจน่ะ) หมอนี่ หน้าตาโอเลยทีเดียว การงานมั่นคง อารมณ์ดี น่าจะเหมาะ คุณผู้อ่านว่า ผมควรจะแนะนำนายบอล ให้เจอนายบอยมั๊ย? แล้วคอลัมน็นี้…จะกลายเป็นอะไรไปเนี่ย?
![]()
แชะ! แชะ!อำลาอาลัย คุณปู่นักเขียน อาร์เธอร์ ซี คลาค ใครเป็นแฟนฟิคชั้นไซไฟ ต้องคิดถึงท่านแน่นอน ท่านจากไปแล้วอย่างสงบ ทิ้งผลงานดังๆ ไว้อย่าง “2001: A Space Odyssey” และนิยายดังที่มีตัวละครเอกเป็นเกย์อย่าง “Firstborn” ท่านไม่ได้บอกตรงๆ ว่าท่านเองเป็นเกย์ (แต่ใครๆ ก็รู้แหละ) อีก 50 ปี เราคงได้รู้ความจริงกว่านี้ เพราะงานเขียนส่วนตัวของท่านจะถูกเปิดเผย รอกันไหวมั๊ยเนี่ย? แชะ! แชะ! หนังของผมกับเพื่อนๆ “Rainbow Boys THE MOVIE” ภายใต้ชื่อใหม่ “Right By Me” ได้เข้าฉายที่ ลอนดอนเกย์ฟิล์มเฟสฯ ล่ะครับ เลยมาแจ้งข่าวให้ทราบกัน บัตรล่วงหน้าเต็มไปแล้วทั้งสองอาทิตย์ก่อนหนังหลายๆ เรื่อง บอกแล้ว…อะไรๆ เกี่ยวกับเกย์ไทย ขายดี! แชะ! แชะ!
13 comments 0 มีนาคม 30, 2008
“All For Men” เน็ตเวิร์ค
วิทยา แสงอรุณ 22-23 March 2008
วันก่อน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “Entrepreneur” ท่านหนึ่งครับทางรายการวิทยุที่ออกอากาศอยู่ทุกวันเสาร์ ความจริงผมเคยคุยทางโทรศัพท์กับเขาคนนี้มาก่อนเมื่อสักสองปีที่แล้ว และรู้สึกประทับใจความคิดของเขา แต่แล้วอะไรบางอย่างทำให้เรา “พรากจากกัน”
ต้องขอบใจผู้ร่วมจัดรายการผู้น่ารักของผมล่ะครับ “คุณปิ่นปิ๊น” อยู่ๆ ก็ไปอ่านเจอท่านผู้นี้ในหน้าหนังสือพิพม์ แล้วเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันทีว่า น่าจะจับเขาผู้นี้มาสัมภาษณ์เพราะผลิตภัณฑ์ของท่านไม่ธรรมดา และต้องมาแรงอย่างแน่นอน เราก็เลยได้พบกันอีกครั้งผ่านคลื่นโทรศัพท์
ความจริง “คุณกฤตพล ลิมปิผลไพบูลย์” ทำธุรกิจนี้มาพักหนึ่งแล้วครับ เป็นธุรกิจส่วนตัว ที่งอกออกมาจากงานประจำ เขาจะใช้เวลาตอนเย็นหลังเลิกงาน และวันหยุดดูแลธุรกิจของเขา เขาไม่ได้มีทางบ้านมาแบ็คอัพ ไม่ได้มีนายทุนใหญ่ ผมเลยอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ ตอนเริ่มงานของตัวเองใหม่ๆ ตามลำพัง
ตอนนั้น เมื่อสองปีที่แล้ว เขายังไม่ได้บุกหนัก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ออกมาในช่วงเปิดตัว ก็ยังมีแค่แบบเดียว กลิ่นเดียว แต่ตอนนี้ เขาเจริญเติบโตขึ้น และตั้งใจว่า ปีนี้จะจริงจังกับการผลักดันให้ “บอนด์” เป็นที่รู้จักมากขึ้น
คุณผู้อ่านอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อผลิตภัณฑ์นี้ แต่ถ้าถามว่า คุณผู้หญิงมีผลิตภัณฑ์อะไรใช้ทำความสะอาด “ส่วนตัว” หลายๆ ท่านโดยเฉพาะคุณผู้หญิงเองคงจะตอบถูก ผลิตภัณฑ์บอนด์ก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน แต่ใช้กับผู้ชาย ไม่ว่าคุณเป็นชายรักชาย หรือชายรักหญิง ตราบใดที่ “น้องชาย” ของคุณยังไม่ไปไหน คุณคือกลุ่มเป้าหมายของเขาล่ะครับ
“ผมลองค้นดูแล้วนะครับ Bond น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์แรกในโลกที่ทำหน้าที่ปกป้อง ทำความสะอาด และสร้างเสน่ห์ให้กับจุดซ่อนเร้นของท่านชาย” คุณกฤตพลเล่า
คุณกฤตพล หรือ “บอนด์” ไม่ได้บอกว่า ทำไมถึงเอาชื่อเล่นตัวเองมาตั้งเป็นผลิตภัณฑ์ สำหรับผมแล้ว เกิดความรู้สึกว่า ให้ความเป็นกันเองดี ยิ่งเวลาหยิบผลิตภัณฑ์นี้มาใช้ คงอดนึกถึงหน้าเจ้าของผลิตภัณฑ์ไปด้วยไม่ได้ล่ะ?
เขาเล่าว่า คนส่วนใหญ่ มองข้ามความสำคัญของการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะที่แบบนี้ เพราะส่วนใหญ่ก็เคยชินกับการใช้สบู่ แต่สำหรับเขาแล้ว เขาเป็นคนหนึ่งที่เคยลองใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงในการทำความสะอาดความเป็นส่วนตัวมาแล้ว! แล้วก็รู้สึกกว่า “มันไม่ใช่อ้ะ”
“พอใช้เสร็จ มันมีกลิ่นดอกไม้ติดอยู่ด้วยน่ะครับ รู้สึกไม่เข้ากับตัวเองเลย มันแปลกๆ น่ะครับ”
เขาเลยลงทุนคิดค้น และจ้างบริษัทที่มีชื่อเสียงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าจะเหมาะกับผู้ชายมากกว่า เพื่อให้ใช้ แล้วรู้สึก “โดน”
“ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชายรักผู้ชาย หรือผู้ชายทั่วๆ ไป ก็ใช้ได้ และในปีนี้จะมีผลิตภัณฑ์ออกใหม่มาบุกตลาดอีก”
ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นล่ะครับ ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นเกย์ ผมรู้สึกว่า ผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างต้องการจับตลาดกลุ่มชายรักชาย แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ เรียกว่า ยังอยู่ในโลกใบเดิม คิดอะไรแบบเดิมๆ และที่สำคัญ กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว
ผมอยากจะย้ำตรงนี้นะครับว่า หากเราตัดสิ่งที่เขาเป็นออกซะ แล้วดูว่า เขาก็ต้องกิน ต้องอยู่ ต้องใช้ เหมือนปุถุชนนทั่วไปแหละ ก็ไม่เห็นว่าจะต้องไปกลัว หรือวิตกกังวลอะไร หลายๆ ครั้ง เจ้าของผลิตภัณฑ์มักจะกลัวไปก่อน เข้าทำนองตีตนไปก่อนไข้ว่า ลูกค้าทั่วไปจะไม่พอใจ แต่หลายๆ คนไม่เคยดูเลยว่า ที่ไม่พอใจ มีมากกว่าลูกค้าอื่นๆ ที่พอใจหรือเปล่า? แล้วพวกไม่ว่าอะไรเลยล่ะ มีเยอะหรือเปล่า? อย่างนี้เรียกว่า ฝ่อเกินไป และกำลังกระทำซ้ำอคติในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วนะครับกับบัตรเครดิต KTC I AM
อคติต่อเกย์นั่นแหละคือปัญหา แล้วยิ่งคุณเอาอคตินั้นมาปะปนกับการค้าขาย การให้บริการ การทำตลาด มันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูน่าหนักใจ ดูยากเย็นโดยไม่จำเป็น และเมื่อมองดูให้ดี มันไร้สาระเอามากๆ สิ่งนี้เองที่ทำให้สังคมผิดเพี้ยน ไม่ใช่ตัวเกย์ หรือเลสเบี้ยนอย่างที่เข้าใจผิดๆ กัน
คุณบอนด์เอง ไม่ได้เป็นชายรักชาย (เขายืนยัน) แล้วสนใจทำผลิตภัณฑ์นี้ แต่ที่อยากทำเพราะคิดว่า ยังไม่มีคนทำ ยังไม่มีใครบุกเบิก และอีกส่วนหนี่งที่เขาพูดไว้น่าประทับใจมากก็คือ
“ผมคิดว่า คนเรามีความเป็นผู้หญิงปนอยู่ และผมก็รู้สึกถึงสิ่งนั้น สิ่งที่ทำให้เรารับรู้อารมณ์ ความรู้สึกที่ทำให้อ่อนไหวได้”
ผมคิดว่า นี่แหละครับ spirit ของการเป็น entrepreneur อย่างแท้จริง อย่างนี้ต้องสนับสนุนกัน และคอลัมนี้จะทำหน้าที่เป็นผู้นำเสนอ ผลักดัน และสนับสนุนใครก็ตามที่ทำผลิตภัณฑ์ที่ดี มีประโยชน์และกล้าที่จะทำเสนอ โดยไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจกับคำพูดที่มาจากอคติทางเพศใดๆ
แชะ!แชะ! ใครมีผลิตภัณฑ์ บริการ กิจกรรมน่าสนใจที่สนับสนุนความเป็นไปในชีวิตของชายรักชาย หญิงรักหญิงและรวมถึงสาวประเภทสองและเพศที่แตกต่างอื่นๆ ติดต่อผ่านอีเมลได้ครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือเป็น freelancer เรากำลังจะพยายามสร้าง gay & gay-friendly business network กัน ตอนนี้ขอเรียกว่า All For Men Network ไปก่อน เพื่อช่วยให้คนที่ทำอะไรใหม่ๆ ไม่ต้องโดดเดี่ยว รู้สึกมีพรรคมีพวกให้คอยปรึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เป็นกลุ่มสนับสนุน แชร์กัน ผู้เขียนมีความยินดีจะเป็นศูนย์กลางให้โปรเจกต์นี้เป็นจริง แชะ!แชะ! รายการ Passport For Men ตอนที่สองจะออกอากาศอีกครั้งวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม ทางสถานี mvnews เคเบิ้ลช่อง 26 แต่ใครชอบดูออนไลน์ ตอนนี้ขึ้นเว็บแล้ว แวะไปที่ ppformen.com ฝากแนะนำรายการต่อๆ กันด้วยนะครับแชะ!แชะ!
-end-
2 comments 0 มีนาคม 23, 2008
เป็นเกย์ครับ…ไม่รับบริจาคค่ะ
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 15-16 มี.ค. 2008
เคยบริจาคเลือดอยู่เป็นประจำ แล้ววันหนึ่ง คุณสบายใจแล้วล่ะกับสิ่งที่คุณเป็น และไม่อยากจะปกปิด บิดเบือนใดๆ คุณก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ที่รับบริจาคเลือดไปตรงๆ ว่า ผมเป็นเกย์ แล้วคุณก็โดนปฏิเสธเปรี้ยงใส่หน้า
“คุณคะ ที่นี่เราไม่รับบริจาคเลือดจากเกย์”
……
อึ้งสิครับ มีหลายๆ คนต้องงงกับเหตุการณ์ทำนองนี้ ทั้งโกรธ ทั้งเสียหน้า และลึกๆ เสียใจเกินบรรยาย บางคนไปนั่งรอเข้าคิวเป็นร้อย คอยอยู่นานเป็นชั่วโมง แต่แล้วก็ต้องเดินจากไป เพียงเพราะพูดความจริง แหงล่ะครับ เราก็คงได้แต่ตั้งคำถามถามตัวเองว่า ทำไม…เลือดเกย์ผิดตรงไหน? ผมตั้งใจมาทำบุญแท้ๆ…แล้วเมื่อก่อนนี้ล่ะ ตอนที่ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเกย์ เขาก็ยังรับบริจาคเลือดผมอยู่เลย?
ในมุมมองหนึ่ง การพูดความจริง และการยอมรับตัวเอง เมื่อถูกปฏิบัติเช่นนี้ จึงหนึไม่พ้นที่ทำให้เรารู้สึกขาดความมั่นใจและตั้งคำถาม ซ้ำร้าย มันดูเหมือนบทลงโทษอย่างรุนแรง และที่สำคัญมาจากองค์กรระดับชาติที่ได้รับความเชื่อถือจากคนทั่วไป ถึงบรรทัดฐานบางอย่างที่ตั้งไว้ และเลือกปฏิบัติ
การตั้งกฎเกณฑ์ครอบจักรวาลว่า ใครเป็นเกย์แล้ว ย่อมมีความเสี่ยงแน่นอน กาชาดจะไม่รับบริจาคเลือด ก็หนีไม่พ้นนะครับ ถูกมองว่าเป็นการตีตราเหล่ามนุษย์สีรุ้งไปโดยปริยายว่า เป็นกลุ่มเสี่ยง ทั้งๆ ที่โลกกำลังเปลี่ยนไป และมุมมองใหม่ๆ ถูกเปิดขึ้น เพื่อเคารพความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นที่ไม่มีข้อยุติ และคงความเปราะบางหาที่สิ้นสุดไม่ได้
ในมุมมองของกาชาดเอง ความปลอดภัยคือข้อควรคำนึงสูงสุดในการรับบริจาคและแจกจ่ายเลือดต่อๆ ไป คุณเองก็คงเคยเห็นข่าวผู้ป่วยฟ้องศาล เพราะได้รับเลือดปนเปื้อนมาแล้วใช่ไหมครับ? และอีกอย่างใกล้ตัวเรานี่เอง อัตราการติดเชื้อของประชากรกลุ่มสีรุ้งก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย
จากตัวเลขสำรวจอัตราความชุกของการติดเชื้อของกลุ่มชายรักชาย (ไม่ใช่เฉพาะเกย์นะครับ แต่รวมถึง ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย เช่น ชายขายบริการ) สำรวจโดยกระทรวงสาธารณสุข ในเขตกทม. ปี 2548 อยู่ที่ร้อยละ 28.3 อีกสองปีต่อมา ตัวเลขเพิ่มเป็น 30.7
ประกอบกับตัวเลขภายในของกาชาดที่ยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ จึงทำให้กาชาด รู้สึกระแวดระวังเป็นพิเศษกับประชากรกลุ่มนี้ ถึงต้องปฏิเสธในทันที เมื่อพบว่า ผู้บริจาคเป็นชายรักชาย
ไม่ว่า ผู้นั้นจะ 1. มีเพศสัมพันธ์แบบไม่เสี่ยง (เช่นภายนอก ไม่มีการสอดใส่ ใช้ถุงยางอนามัยในทุกกิจกรรมไม่ว่าจะผ่านทางใดเสมอ) 2. มีคู่นอนเพียงคนเดียว หรือ 3. ยังเวอร์จิ้นอยู่
ทั้งๆ ที่ชาย หญิงทั่วไปที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็มี และเอชไอวี ไม่ได้เกิดกับเกย์เท่านั้น กาชาดท่านก็จะยังคงยืนยันที่จะไม่สนใจประเด็นเหล่านี้ เพราะด้วยความไม่ประมาท ใครเป็นเกย์ ฉันจะไม่รับบริจาคเลือด
นโยบายนี้ยังคงมีต่อไป ที่นี่ประเทศไทย แต่ล่าสุด จากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกย์การเมือง โดยคุณพี่นที ธีรโรจนพงษ์ เขาเล่าว่า กาชาดเริ่มหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น จากเดิมในแบบสอบถามก่อนการบริจาคเลือดที่ระบุว่า (ข้อ 11) ท่านหรือคู่ของท่านมีพฤติกรรมเสี่ยงกับผู้อื่น ใช่ หรือ ไม่
และในข้อถัดมา (ข้อ 12) ที่ถามว่า ท่านหรือคู่ของท่านมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงกับเพศเดียวกันหรือไม่?
ใครอ่านข้อนี้ ก็ต้องรู้สึกว่า กาชาดกำลังกีดกันและเลือกปฏิบัติ เพราะเพศสัมพันธ์กับใคร ไม่ว่า ชาย หรือหญิง กับเพศเดียวกัน หรือเพศตรงข้าม ถ้าเสี่ยง ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อได้เหมือนๆ กัน
“กาชาดบอกว่า ไม่สามารถตัดข้อ 12 ได้ ทั้งๆ ที่ข้อ 11 ก็ถามไปแล้วว่า มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่ ทางออกของเราก็คือ ขอให้มีข้อ 13 เพื่อความเท่าเทียมกัน โดยให้ถามว่า ท่านหรือคู่ของท่านมีพฤติกรรมเสี่ยงกับเพศตรงข้ามหรือไม่”
ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงด้วยการเพิ่มข้อความดังกล่าว จะไม่ได้ทำให้มนุษย์สีรุ้งบริจาคเลือดได้ แต่อย่างน้อย ก็ส่งสัญญาณบ่งบอกว่า ใครๆ ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงทั้งสิ้น หากมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย ไม่ว่ากับเพศเดียวกัน หรือเพศตรงข้าม ฟังดูสบายใจขึ้น?
“เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าหนักใจ แต่เราก็ต้องเข้าใจและเห็นใจกาชาดด้วย” พี่นทีเล่า
ที่น่าหนักใจอีกอย่างและยังไม่เป็นข่าวใหญ่ก็คือ มีเกย์บางกลุ่ม และบางคน เน้นครับ…บางกลุ่ม บางคน ที่อาศัยการบริจาคเลือดเพื่อไปตรวจว่า ตัวเองติดเชื้อเอช ไอ วี หรือไม่
มีบางคนที่เพิ่งไปเที่ยวมา หรือมีเพศสัมพันธ์มาและไม่แน่ใจ แต่อาศัยการบริจาคเลือดนี่แหละไว้คอยเช็ค
ผมอดนึกถึงหลายๆ คนไม่ได้นะครับ เวลาถามว่า “ถามหน่อยเหอะ เที่ยวเก่งอย่างนี้ ไปมีอะไรกับใครบ่อยๆ อย่างนี้ แล้วเคยตรวจเลือดมั่งมั๊ย”
ต้องยอมรับความจริงส่วนหนึ่งนะครับ ว่า พวกชรช หลายๆ คน กลัวการตรวจเลือดเป็นที่สุด และส่วนหนึ่งเลยนะครับก็จะตอบกลับมาว่า “ก็ผมไปบริจาคเลือดทุกสามเดือน ผมไม่เป็นไรหรอก”
ข่าวร้ายก็คือ ถ้าเพิ่งไปมีเพศสัมพันธ์และเสี่ยงมา แล้วไปบริจาคเลือด ภายในระยะเวลา 11 วันหลังมีเพศสัมพันธ์นั้น กาชาดก็ตรวจจับไม่ได้นะครับ เลือดปนเปื้อนก็มีสิทธิ์หลุดรอดไปสู่ผู้รับบริจาคได้ และเลือดของเรา จะแยกเป็น สี่ส่วน หมายถึงเลือดปนเปื้อนจาก 1 คน ก็ทำให้คนติดเชื้อได้ถึงสี่คน
ตรงนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งกาชาดรู้สึก หวาดผวาไม่อยากเสี่ยงใดๆ เลย เมื่อเทียบกับชาย หญิงทั่วไป กาชาดคงพบอะไรบางอย่างที่ไม่เท่าเทียมกันทางตัวเลข กาชาดยังคงจะรักษากฎเกณฑ์ ไม่ให้เกย์บริจาคเลือดต่อไป
ถ้าคุณมั่นใจว่า คุณปลอดภัย ไม่คิดว่า ตัวเองอยู่ในพฤติกรรมเสี่ยง ก็บริจาคเลือดต่อไป การบอกความจริงในสภาพแวดล้อมที่กีดกันแบบนี้ ขึ้นอยู่กับวิจารญาณของคุณล่ะครับว่า จะพูดความจริงหรือปกปิด
ส่วนท่านที่มีเพศสัมพันธ์เสี่ยง และไม่แน่ใจ โปรดอย่าใช้กาชาดเป็นที่วัดเลือดของคุณอีกต่อไปเลยนะครับ ไปตรวจเลือดที่คลินิก หรือโรงพยาบาลจะดีกว่า
เรื่องนี้ เราคงต้องรณรงค์กันต่อไป และอย่าท้อ เป็นเกย์ ไม่ผิด
**************************
ตรวจเลือดได้ที่ คลินิกนิรนาม (Anonymous Clinic) ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
พระราม 4 โทร. (662) 256-4107-9 มีค่าใช้จ่ายตามสมควร ไม่แพง อัตราขึ้นอยู่กับความต้องการรับรู้ผล แบบเร็วหรือช้า
หรือไม่ก็แวะไปที่ คลินิกชุมชนสีลม ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน สีลม เปิดทุกอังคาร- เสาร์
16.00 – 22.00 น. โทร 0-2634-2917 ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ คลินิกเฉพาะชายรักชายเท่านั้น
*************************
![]()
แชะ! แชะ! ฮือฮาไม่น้อยเมื่อหนูแหม่ม “สุริวิภา” ยกขบวนไปถ่ายทำ ‘ซิดนีย์ มาดิกราส์ ครบรอบ 30 ปี” ออกอากาศทางช่อง 9 ศุกร์ที่ 7 มี.ค. ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องราวชีวิตรักของคู่เกย์ไทยที่ไปดิบได้ดีที่นั่น “คุณบอยและคุณเผด็จ” รู้สึกรักหนูแหม่มและโมเดิร์นไนท์ทีวี ขึ้นมาอย่างจัง strong>แชะ! แชะ! ฝากติดตามรายการใหม่ Passport For Men พบกับสามพิธีกรมาดแมนพร้อมไลฟ์สไตล์คนเมือง ทุกวันอาทิตย์ ทางเคเบิล mvnews.net เวลาสองทุ่มครึ่ง หรือเปิดไปที่ www.ppformen.com ดูรายการย้อนหลัง เริ่มออกอากาศแล้วนะ แชะ! แชะ!
-end-
13 comments 0 มีนาคม 16, 2008
Edge of Innocence
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 8-9 มี.ค. 2008
“สวัสดีครับพี่ ผมชื่อเชนนะครับ มีเรื่องอยากจะเล่ามาก แต่ไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟัง หวังว่าพี่คงจะช่วยฟังได้นะครับ”
วิทยา: ฟังครับ
แล้วเขาก็เล่าเรื่องของเขาในจดหมายฉบับยาวเหยียด ผมตัดทอนเอาเฉพาะใจความสำคัญมานะครับ
เชนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่บอกผมว่า ไม่แน่ใจตัวเอง สงสัยตัวเองว่า น่าจะเป็นไบฯ เพราะมีอะไรกับหญิงและชายก็ได้ แต่…
“คืองี้ครับ ผม (คิดเอง) ว่า เป็นไบฯ แต่มักจะมี “กิจกรรม” กับผู้ชายด้วยกันมากกว่า ผู้หญิง เป็นสัมพันธ์ทางใจ ส่วนผู้ชาย เป็นสัมพันธ์ทางกายน่ะครับ”
วิทยา: คงหาผู้ชายทำ “กิจกรรม” ด้วย ง่ายกว่าละมั้ง? แต่พี่วิทยาว่านะ จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ ขอให้ดูแลตัวเองเป็นก็พอ
คุณผู้อ่านครับ ถึงเขาจะดูเหมือนสับสนในการนิยามตัวเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เชนรู้สึกจะชัดเจนดีทีเดียว
“ที่จริงผมก็ยังไม่อยากมีแฟนหรืออะไรหรอกครับ ยังไม่อยากจะดูแลใคร ครั้นถ้าจะให้เขามาดูแลเราฝ่ายเดียว เขาก็คงอึดอัดเปล่าๆ ผมเลยมักปฏิเสธการเริ่มความสัมพันธ์ไป”
แต่แล้ว ความสัมพันธ์บางอย่างของเขาก็เริ่มต้น….
เมื่อสองเดือนที่แล้ว เชนบังเอิญไปเจอ “พี่ชาย” คนหนึ่งที่ฟิตเนส ซึ่งมากับเพื่อนผู้ชายอีกคน และแล้วพี่ชายคนนั้น “ธรณ์” ก็แสดงทีท่าว่าสนใจ ไม่สนใจได้ยังไงล่ะครับ เดินเข้าหา ชวนคุยด้วยเลย ส่วนเชนเห็นว่า พี่ชายคนนี้น่ารักดี และคุยสนุก
“พออยู่ในห้องล็อกเกอร์ ไม่ค่อยมีคน พี่เขาก็มาแต๊ะอั๋ง จับนู่นจับนี่ จูบโน่นจูบนี่ (แต่ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยนะครับ ออกแนวเล่นๆ) พออาบน้ำเสร็จออกมา ก็มานั่งคุยกัน ผมเลยรู้ว่า เขาเพิ่งจะสมัคร และมาเล่นครั้งแรกวันนี้”
คงถูกใจได้ที่กันล่ะครับคุณผู้อ่าน นายธรณ์ก็ขอเบอร์ของนายเชน เชนก็รอธรณ์ให้เบอร์กลับมา แต่ก็เปล่า ธรณ์อ้างว่า โทรศัพท์เสีย เลยหันไปบอกเพื่อนที่มาด้วยกันช่วยเมมเบอร์ของเชนแทน ตอนเวลาจะกลับออกไปจากฟิตเนส พี่ธรณ์ก็ชวนน้องเชนไปกินข้าว
“แต่อยู่ดีๆ เขาก็บอกไม่ว่างซะแล้ว ติดธุระต้องไปกับเพื่อนเขาแทน แล้วผมก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลยล่ะครับ ระหว่างไม่เจอกัน เขาก็มีโทรมาหาผมสองครั้งด้วยเบอร์ที่ไม่ซ้ำกัน ประมาณว่า อยากให้ผมไปหา เพราะเขา…เหงา
แต่ผมก็ไม่ได้ไปนะครับพี่ แล้วก็ไม่ได้โทรฯ กลับไปด้วยครับ เพราะผมไม่รู้ว่า ตกลงพี่เขาใช้เบอร์ไหน และว่างเมื่อไหร่”
จนเมื่อเร็วๆ นี้เอง โชคชะตาก็พาเชนมาเจอกับบุรุษลึกลับคนนี้อีก ก็ที่ฟิตเนสที่เดิมนั่นแหละ คราวนี้
“เขามาคนเดียวครับ ท่าทางฟิตมาก เห็นกล้ามก็เริ่มชัดขึ้นแล้ว พอเล่นเสร็จ คราวนี้…ผมเลยลองเอ่ยปากชวนเขาทานข้าว เขาชวนไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวๆ หอพักของเพื่อนเขาที่สุทธิสาร เพื่อนที่ว่าก็คือเพื่อนที่มาด้วยกันในครั้งแรก พี่เขาบอกผมว่า เพื่อนไม่ค่อยอยู่ห้อง ตอนนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ ผมก็ได้รู้เพิ่มว่า ที่จริงพี่เขาก็มีบ้านอยู่ดอนเมือง แต่เวลาไม่อยากกลับบ้านก็จะมานอนที่ห้องเพื่อน”
พอสองหนุ่มไปถึง ว่าจะกินไปก๋วยเตี๋ยว แต่ก็ไม่ได้กินหรอก “กิน” กันเองล่ะครับ หลังจากทำความสะอาดเนื้อตัวเสร็จสรรพ ยังพอมีเวลา (ก๋วยเตี๋ยวรอก่อน) เขาทั้งสองเลยนอนคุยกัน ธรณ์ออกปาก ขอคบด้วย และสำทับว่า “ไม่ต้องเจอกันบ่อยก็ได้” ซึ่งเชนบอกว่า เขาเข้าใจว่า คงหมายถึง เจอกันบนเตียง เชนไม่ค่อยแน่ใจ เลยตอบว่า คบแบบเป็นพี่น้องเถอะ
“พี่เขาก็ว่าเป็นพี่น้องได้ ‘แบบแต๊ะอั๋งกันได้นะ’
พอตอนจะกลับ นายธรณ์ก็บอกว่า พรุ่งนี้คงไปฟิตเนสแต่เช้า จะไปไหม? ไปสายๆ บ่ายๆหน่อย ก็ได้ “พี่จะจะเล่นรอ”
เชนเริ่มรู้สึกดีๆ กับธรณ์อย่างบอกไม่ถูก เขาไปฟิตเนสในวันรุ่งขึ้นตามนัด แต่ไปถึงราวบ่ายสอง
“ผมก็เจอพี่เขาในห้องล็อกเกอร์ เขาบอกว่า ‘เพิ่งมาเหมือนกัน’ ผมก็บอก ‘อ้าว ไหนว่าจะมาแต่เช้า’ เขาก็ตอบว่า ตื่นสาย กว่าจะออกจากบ้านก็เที่ยง ผมก็ไม่คิดอะไรนะครับพี่ แต่ว่า อยู่ดีๆ พี่เขาก็หายไป เราแยกกันเล่นน่ะครับ
ผมเดินหาพี่เขาทั่วฟิตเนสเลย หาเท่าไหร่ไม่เจอ ก็เดินเข้าห้องล็อกเกอร์ ผลัดผ้าจะเข้าอบซาวน่าแทน ผมก็ไปเจอพี่เขานั่งคุยกับผู้ชายอีกคนครับ พอเขาเห็นผม เขาก็หันมาถามว่า ‘จะเลิกยังอ่ะ’ ผมก็แหย่ ‘โธ่ จะเลิกก็ไม่บอก’ พอออกมาอีกที ก็ไม่เจอแล้วครับ เขาหายไปแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกแย่มากๆครับ”
เชนสงสัยว่า
“ถึงผมจะประทับใจพี่เขามาก เพราะพี่เขาค่อนข้างเทคแคร์ผมดี เช่น คว้ากระเป๋าผมไปถือแทนให้ แต่ผมก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า พี่เขามีคนอื่นอยู่ รึเปล่า เขาอยากคบผมไว้ในฐานะหนึ่งในคอเล็กชั่น รึเปล่า เพราะท่าทางบางครั้งเขาก็ดูแปลกๆ อย่างเบอร์โทรฯ เหมือนไม่อยากให้ผม ขนาดผมยื่นโทรศัพท์ต่อหน้า เขาก็เฉไฉบอกใช้ไม่เป็น หรือเวลาเขาพูดถึงที่บ้าน ผมกลับรู้สึกว่า บ้านที่ว่า ไม่ ใช่ครอบครัวของเขา ผมก็อยากจะคุยให้รู้เรื่องเลยนะครับ แต่ผมไม่รูจะติดต่อยังไงเนี่ยสิ”
“สุดท้าย พี่ช่วยผมคิดหน่อยว่า ผมควรเก็บความสัมพันธ์กับคนนี้ไว้ หรือโยนทิ้งไป ถือเป็นแค่คนรู้จักดีครับ ขอโทษนะครับ ที่เขียนเสียยาวเลย พี่จะเอาเรื่องผมไปเล่าก็ได้ครับ”
คุณผู้อ่านคุ้นๆ กับพฤติกรรมแบบนี้ไหมครับ ผมอ่านเรื่องเขาจบ ผมนึกถึงซีรีย์ดังที่จบไป “Queer As Folk” ทันที
“จัสติน” เด็กหนุ่มหน้าใส วัยละอ่อน หนีแม่ไปเที่ยวกลางคืน แล้วพบกับเสือหิว “ไบรอัน” เขาก็ติดใจความหล่อ เท่ ของไบรอันทันที ทั้งสองมีอะไรกัน แล้วไบรอัน ก็บอกลาจัสติน ทำนอง “กลับไปเรียนหนังสือไป๊”
ในอีกหลายๆ ตอนถัดมา จัสติน ซึ่งโตขึ้นบ้างทางความคิด ไปเจอเพื่อนนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งยังแอบอยู่ ทั้งสองปิ๊งกัน และมีอะไรกันทันที อีกวันถัดมาเพื่อนนักเรียนคนนั้น ก็ตามติดจัสตินแจ ราวกับว่า เราสองคนมีอะไรกันแล้ว เราคงเป็นแฟนกัน และแล้ว จัสตินก็พูดในหน้าหนุ่มอีกคนนั้นว่า โตได้แล้ว…ที่เรามีอะไรกันไป ก็แค่เซ็กซ์ ก็เท่านั้น
น้องเชน คงได้คำตอบแล้วนะครับ
แชะ! แชะ! บารัค โอบามา คู่ชิงผิวหมึกจากพรรคเดโมแครต ขอเสียงสนับสนุนจากบรรดาเกย์และเลสเบี้ยนในรัฐโอไฮโอและเท็กซัสที่ฮิลลารี ครองใจมามนุษย์สีรุ้งมานาน ขนาดซื้อโฆษณานสพ. ท้องถิ่นเกย์หลายฉบับ ไม่พอ ออกแถลงการณ์สนับสนุนความเท่าเทียมกันในทุกรูปแบบ พลังโหวตสีรุ้งจะเป็นตัวเแปรการเมืองอเมริกันอีกครั้งหรือไม่? แชะ! แชะ! เก็บตกจากออสการ์ เป็นเรื่องเลยล่ะครับก็ตอน “สก็อต รูบิน” โปรดิวเซอร์คนดังแห่งวงการขึ้นรับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก No Country For Old Men ขอบคุณทุกคนเสร็จ ก็ปิดท้ายขอบคุณแฟนซะด้วย “…my partner, John Barlow. Without you, honey, this is just hardware.” แต่ภาพไม่ได้จับหน้านายจอห์น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้ากล้องจับหน้าทุกคนที่เขาเอ่ยถึง ใจร้ายจังบก. ตัดต่อภาพ แชะ! แชะ! นิตยสารญ.รักญ.ฉบับยักษ์ใหญ่ของยุโรป “DIVA” ขึ้นปกสาวสวยเปลือยกายสองคนกอดกันอยู่ สร้างความไม่พอใจกับหลายคน ฉบับนี้เขาบอกว่า ก็เป็นภาพถ่ายเลียนแบบจากปกดังของ Rolling Stone ตอนที่นำจอห์น เลนนอนแก้ผ้าล่อนจ้อนขึ้นปกนอนกับกับโยโกะ โอโนะในชุดเสื้อดำกางเกงยีนเชียวนะ แล้วก็ปกนั้นน่ะได้รางวัลไปหลาย อาร์ตจะตาย!! อ้อ…ตากล้องต้นฉบับน่ะ คุณแอนนี่ ลีโบวิช เชียวนะ เธอเป็นมือโปรและเป็นเลสฯ นะจ๊ะ แชะ! แชะ!
-end-
9 comments 0 มีนาคม 9, 2008
Passport For Men รายการใหม่ คลิก

เอามาให้ดูกันก่อนออกอากาศอย่างเป็นทางการ ขอคอมเม้นท์ด้วยนะ
Official website (www.ppformen.com) หรือสดๆ ทุกวันอาทิตย์ 20.30
MVnews.net (เคเบิ้ล ช่อง 26)
ตามลิงก์ข้างล่างนี่ไปเลยครับ หรือจะคลิกโดยตรงเข้า youtube ก็ได้
Episode 1, Part 1: http://www.youtube.com/watch?v=mdV16pmu7MA
Episode 1, Part 2: http://www.youtube.com/watch?v=501p2Gkeaso
Episode 1, Part 3: http://www.youtube.com/watch?v=7L7P8tpmpro
14 comments 0 มีนาคม 4, 2008
มือใหม่…แชทยังไง ไม่ เสีย ‘รมย์’
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 23- 24 ก.พ. 2008
ร้อยพ่อพันแม่ มีอยู่แน่ๆ ต้องเข้าใจความจริงข้อนี้นะครับบนโลกออนไลน์ มันทำให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนสารพัดแบบ เจอคนนิสัยดี…ก็ “เก๋กู้ด” ไปนะครับ แต่ถ้าไม่ พาลรมย์เสียได้ง่ายๆ แย่ไปกว่านั้น จะหาเรื่องโกรธคนทั้งโลก โทษโลกไซเบอร์ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำอะไรให้คุณ แต่เป็นสิ่งที่อยู่นั้นนั่นแหละ
เสียดายที่ไม่มีคู่มือมารยาทการแชทก่อนเข้าห้องสอบด้วยสิครับ เลยเป็นเรื่องยากที่เราจะรู้ว่าอะไรคือ Dos และอะไรคือ Don’ts ทำอะไรแล้วโอ ทำอะไรแล้ว…โอ้โห รีบไสหัวไปไกลๆ ยิ่งในยามเหงาๆ เร่งรีบ ร้อนจนอยากจะระบายให้เสร็จๆ หรือเพียงแค่อยากสนุก หาคนคุยชิลๆ แลกไมตรีจิต ส่วนต่อระยะยาว ไม่มีใครรู้
ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดถึงเรื่อง อย นน สส (อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก) และภาพรวมๆ ของการคุยออนไลน์ไปแล้ว ตอนนี้ ผมอยากจะประมวลภาพความคิดเห็นส่วนตัวจากอีกมุมมองหนึ่งน่ะครับ เพื่อไม่ให้ เหตุการณ์ “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” มันเกรี้ยวกราดใส่ความเปราะบางทางอารมณ์ในยามนั้นๆ ของคุณๆ จนเกินไป
คุณหาอะไร?
บนโลกไซเบอร์ ถ้าคุณไม่ได้ระบุในการโพสต์ว่า ‘หาอะไร’ เพื่อนคุย? แฟน? เซ็กซ์? ฯลฯ อีกฝ่ายก็คงไม่มีวันจะรู้หรอก เล่นเกมเดา 20 คำถาม (หรือมากกว่า) ไม่สนุกนะครับ พอไม่ตรงกัน แล้วมารู้ทีหลัง เสียเวลาหาใช่ที่ ดังนั้น ตรงไปตรงมา ดีที่สุด
บอกอีกฝ่ายว่า นาย…ตอนนี้ เรากำลังพูดตรงๆ นะว่า หาเพื่อนคุย หาคนถูกใจเผื่อเป็นแฟน หรือหาเซ็กซ์ บอกออกไปเลย ถ้าเกิดกำลังค้นหาคนละอย่างกัน ก็ “บาย” กันไป จบข่าว
หากคุณอายเกินไปที่จะบอกว่า “ผมอยากมากน่ะตอนนี้” ? คุณก็บอกเป็นนัยๆ ในแบบเบาๆ เช่น “หาคนมานอนกอดกัน” หรือ “หาคนมาอยู่เป็นเพื่อนตอนนี้” เท่านี้ คุณก็สื่อสารได้แล้วว่า คุณน่ะอยากอยู่ ค้นหาคำพูดในแบบของคุณที่ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความต้องการว่า คุณกำลังหาอะไรกันแน่
หากไม่ถูกใจ แล้วกดปุ่ม “block” ปุ๊บปั๊บ ลาจากทันที ก็ดูเหมือนคุณมีอำนาจในการเลือก แต่จริงๆ แล้ว มันทำร้ายความรู้สึกกันไปหน่อยนะผมว่านะ คุณจะรู้สึกยังไงหากเป็นคุณที่กำลังพิมพ์คำว่า “ขอบคุณครับที่คุยด้วย” หรือ “บาย” แล้วก็ส่งออกไปไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายบล็อกคุณไปซะแล้ว? คงคล้ายๆ กับ คนปิดประตูใส่หน้าคุณโครมเบ้อเริ่ม ตอนคุณกำลังส่งยิ้มให้ละมั้ง
จูน “Attitude” ของคุณให้ดี
หากคุณเป็น “ชายกลาง” แห่งบ้านทรายทอง ที่ไม่เคยได้ยินชาวบ้านพูดจาภาษาตลาดๆ กัน และพวกเขาอาจแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่คุณหญิงแม่คุณคงรับไม่ได้ในชาตินี้
ผมขอแนะนำว่า ต้องขยับใจของพวกคุณให้กว้างออกสักนิดครับ การที่พวกเขาพูดจาด้วยภาษาคนละ “ระดับ” กับคุณ ก็อย่าไปหาว่า พวกเขาต่ำ ไม่ต้องไปตีตรากันครับ แล้วยกเอาฐานะหรือการศึกษาของคุณไปวัดคน เขาก็คนเหมือนกัน และสิ่งที่เขาหากับสิ่งที่คุณต้องการ บางทีมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น หากคุณคัน ก็ไม่ต้องมีองค์ ทำตัวสุภาพได้ แต่คนเราไม่จำเป็นต้องเย่อหยิ่ง
เรื่องทัศนคตินี่สำคัญมากๆ ครับ ถ้าคุณกำลังอารมณ์เสียจากการงาน เจ้านายสั่งงานได้งี่เง่าสุดชีวิต ลูกค้าอยากได้โน่นนี่ไม่มีเหตุผล อย่าพกพาอารมณ์นั้นมาระบายในออนไลน์ ทำให้โลกหฤหรรษ์ส่วนตัวของคุณหมดสนุก และอีกอย่างประสบการณ์เลวร้ายจากครั้งที่แล้วที่ได้แชทกับใครบางคน ก็ไม่ต้องเอามาเหมารวมว่า ทุกๆ คนเป็นเหมือนกันหมด ทำใจให้กว้างเข้าไป แล้วรู้จักให้อภัย
ที่นี่ไม่ต้องการคุณครู
นายเอ รู้สึกพึงพอใจกับข้อมูลเบื้องต้นของนายบีอย่างมาก “วัยทำงาน เข้ม รุก ไม่เรื่องมาก” หลังจากเพลิดเพลินกับการแชท แชท แชทกันไป 15 นาที และแลกรูป แลกกล้องกันแล้ว นายเอเกิดนึกขึ้นมาได้ เลยถามไปว่า “เออ แล้วนายมีแฟนยัง” พอนายบีก็ตอบไปว่า “มีแล้ว” เท่านั้นแหละ นายเอ ก็เริ่มลงมือ พิมพ์ใบเตือน พร้อมใบสั่ง ร่ายคำสอนยาวเหยียดสามบรรทัด แล้วกดส่งไป พร้อมกด “block” ชื่อนายบีทันที อีกสองนาทีต่อมา นายเอยังคงทำปากขมุบขมิบก่นด่าอยู่ในใจอีกคำรบ
หากคุณตั้งมั่นอยู่ในหลักการว่า คนมีแฟนแล้ว ฉันไม่ยุ่ง คุณก็ไม่ยุ่งกับเขาน่ะดีแล้ว แต่คุณไม่จำเป็นต้องไปสั่งสอนใครเขาให้เสียเวลาเปล่า บอกไปตรงๆ ว่า “ขอโทษนะครับ ไม่คุยกะคนมีแฟน บายนะ” เท่านั้นแหละพอ เป็นอันเข้าใจทั้งสองฝ่าย
ผมคิดว่า คนในโลกไซเบอร์ไม่ต้องการให้ใครมาสั่งสอน และในสถานการณ์ออนไลน์ MSN กันอยู่ เพราะอะไร? ก็เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน การให้ “คุณค่า” ของคุณ กับสิ่งต่างๆ ก็ต่างกันกับของเขา มันไม่มีมาตรฐานเดียวที่จะใช้ได้กับทุกคน โปรดอย่าเป็นคุณครู
โกหกเว่อร์ๆ งดเหอะ
“ผมหล่อ รุก หุ่นดี ห้องว่างคืนนี้” “ผมตี๋ ขาว หมู่ได้ เดี่ยวได้ ยังไงก็ได้” อ่านดูแล้ว น่าแอดมากๆ ใช่มั๊ยครับ คนอะไรจะสุดประเสริฐเลิศล้ำ คนอะไร…อะไรๆ ก็ได้ขนาดนี้ (ตกลงมีสมองติดมาด้วยมั๊ย?) ผมว่า มันไม่มีหรอกนะครับอะไรๆ ที่ดีๆ ขั้นเทพ โปรดทำใจ
เรื่องอายุก็อีกอย่าง กรณีที่เกิดขึ้นมักจะเป็น บางคนนะครับ ไม่ได้ทุกคน เป็นเด็กมัธยมต้นยังไม่ 18 ก็บอกตัวเอง 18-19 คือน้องๆ เขาไปเจอมา หลายคนไม่อยากยุ่งกับเด็ก เจ้าตัวเลยทำตัวแก่ไว้ก่อน ส่วนท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย ถ้ามีอะไรกับเด็กต่ำกว่า 18 คุณอาจเจอคุกได้นะครับ ถ้าเขาตลบหลังคุณ อย่าคิดกินเด็ก จนลืมคิดข้อนี้ไป
ส่วนผู้ใหญ่บางท่านก็ 35 แล้ว แต่เขียนบอกชาวบ้านว่า 25 พอเปิดภาพออกมา คนละศตวรรษเลย อย่างนี้ต้องอย่าเว่อร์ ถ้าคุยกันดีๆ คุณก็สารภาพไปเถอะว่า อายุจริงคุณเท่าไหร่ ดูว่าแมทกับหน้าคุณจริงๆ มั๊ย เพราะถ้าเจอกันจริงๆ เขาอาจไล่คุณไปก็ได้
ภาพลวงๆ มันเป็นของตายอยู่แล้วในเวลาแชท ต้องยอมรับ เว้นแต่ว่า คุณจะตั้งกระทู้ไว้ล้อคนอื่นเล่นๆ เพราะมีเวลาล้อเล่นกับชาวบ้าน ไม่เสียดายเวลาของตัวคุณเอง อันนี้ว่ากันไม่ได้ คุณอาจเป็นคนมีความสุขกับการโกหกไปเรื่อยๆ?
เลือกคนให้เหมาะกัน
พูดไปอาจจะเจ็บใจกันไปใหญ่ แต่มันเป็นสัจธรรม หากคุณไปเจอคนหล่อ หรือคนหุ่นดี ส่วนคุณเป็นด้านตรงข้ามกับเขาแทบทุกประตู คุณว่า เขาจะเอาคุณมั๊ย? มันคือ เกมต่อรองอำนาจกันกลายๆ ขณะที่คุณ ซึ่งไม่ได้หล่อ ไม่ได้หุ่นดี และไม่ได้มีอะไรพิเศษใหญ่โตไปกว่าใคร คิดจะป้อหนุ่มหล่อ หุ่นเซ็กซี่ คุณกำลังเสียความเป็นตัวเองของคุณไป ขณะเดียวกันคุณก็กำลังส่งเสริมให้เขาผยองยิ่งขึ้น
คุณคิดว่า ถ้าใช้คารมหน่อย เดี๋ยวเขาก็ยอม แต่พอเขาไม่ยินยอม จะไปว่า เขาหยิ่งไม่ได้นะครับ เพราะในเกมแบบนี้ ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เลือก อีกฝ่าย อาจเลือกอะไรไม่ได้
ข้างต้นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่บทสรุปนะครับว่า คุณจะบรรลุวัตถุประสงค์ หาคู่ หาเพื่อนคุย หรือหาเซ็กซ์นะครับ แต่มันจะช่วยให้คุณ ไม่ ‘รมย์’ เสียโดยใช่เหตุกับโลกออนไลน์ที่จะคุณอาจเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พบปะผู้คนมากมาย รับฟังสิ่งที่เขาคิด แม้บางที มันขัดแย้งกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณเหลือเกิน ไม่แน่ คุณจะค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เมื่อคุณได้เข้าใจมัน…จริงๆ
แชะ! แชะ! คุณพ่อคนหนึ่งจากรัฐเทนเนสซี ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นเงินสี่ล้านเหรียญ เพราะวันหนึ่งลูกสาววัย 12 ไปเปิดตู้จดหมาย แล้ววิ่งโร่มาหาคุณพ่อ ร้องว่า คุณพ่อขานี่อะไรคะ หนูนึกว่าส่งมาจากดิสนีย์ บนซองเขียนไว้ว่า ฟรี ดีวีดี แต่ข้างในเป็นดีวีดีสยิวกิ้ว ส่งมาผิดที่ โดนฟ้องซะ แชะ! แชะ! ผู้จัดรายการละครภาคกลางวันเรื่อง “As The World Turns” เหนื่อยใจ เพราะโดนผู้ชมบ่นว่า ช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ตัวละครคู่รักชายหญิง ต่างมีบทรักดูดดื่ม แต่ทำไม๊ โนอาห์กับลุค ถึงไม่มีกะเค้ามั่ง แชะ! แชะ! คนละเรื่องกันเดียวกัน ทีวีข่าวภาคเช้าของไอร์แลนด์ช่องหนึ่ง มีภาพชายสองคนให้สัมภาษณ์พร้อมจับมือกันซะแน่น ผู้ชมหัวโบราณประท้วงใหญ่ คราวหน้า ผมว่านะ ให้จูบกันไปซะเลย จะได้ชินๆ แชะ! แชะ!
-end-
7 comments 0 มีนาคม 2, 2008




