Archive for พฤษภาคม, 2008
วันส้มหล่น

วิทยา แสงอรุณ vitayamail.@gmail.com 24-25 พ.ค. 2008 เมโทรไลฟ์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์
เช้าวันหยุดอย่างนี้ “สิทธา” ตั้งใจไว้เป็นพิเศษว่าต้องทำให้สำเร็จ เขาไม่มีเซ็กซ์มาเกือบเดือนแล้ว และนี่เป็นวันหยุดในรอบกี่ปีของเขาก็ไม่รู้ที่เขาจะได้หยุดจริงๆ และมีเวลาทำอะไรเพื่อตัวของตัวเอง
เขายอมรับว่า เขาไม่ได้เป็นคน “ผื่นขึ้น” บ่อยๆ แต่เวลามันขึ้นที เขาก็ “คัน” เหมือนตกดงหมามุ่ย แต่เขาก็เป็นคนช่างเลือกนะ และนี่กระมัง คงเป็นเหตุผลที่เขาไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน
พอแล้วล่ะ สำหรับคำแก้ตัว แล้วผมก็บอกให้เขา รีบๆ เล่า เข้าเรื่องเสียที
วันนั้น เขาแชทไปประมาณ 7-8 คน ไม่น่าเชื่อว่า เวลาเก้าโมงเช้า จะมีคนแวะมาคุยเยอะแยะขนาดนี้ แต่ที่เขาทึ่งเสมอก็คือ ประเทศไทย มีเกย์เยอะมากๆ ผมไม่รู้ว่า เขาพูดประโยคนี้ด้วยวัตถุประสงค์อะไร แต่เราก็ได้ยินคำพูดแบบนี้บ่อยๆ พอๆ กับที่ว่า สมัยนี้ ทำไมเกย์เยอะจัง (เยอะแล้วทำไม?)
น่าเสียดายนะครับ คุณผู้อ่าน ประเทศไทย ก็มีคนที่ยังไม่เลิกแอบน่ะ เยอะเหมือนกัน
หลังจากเวลาผ่านไปสามชั่วโมง เขาเริ่มเบื่อหน่ายกับคนที่แวะเวียนมา แล้วก็บล็อกเขาไป หรือไม่เขาก็เป็นคนบล็อกเสียเอง แต่มีคนหนึ่ง ที่ยังไม่ยอมบล็อกเขา ทั้งๆ ที่เขาก็อยากจะบล็อกเต็มทน
“ก็รูปที่ส่งมามันมัวน่ะครับ กล้องก็ไม่มี แล้วผมจะรู้ได้ไงว่า เขาหน้าตาโดนหรือเปล่า? แต่ก็คุยโออยู่นะ” เขาเล่า
พี่ว่างถึงกี่โมง ให้ผมแวะไปหามั๊ย อยู่ใกล้ๆ กันนิดเดียว เดี๋ยวผมนั่งรถไปเลย อีกฝ่ายเร่งเร้าเขา สิทธามองดูนาฬิกา พร้อมใจที่หวั่นๆ
ถ้าน้อง “หน้าตามองไม่เห็นชัด” แวะมาหาเขาที่บ้าน แล้วหน้าตาไม่โอเลย เขาจะทำยังไง ไล่น้องกลับบ้าน? ชวนคุยพอเป็นพิธี แล้วขอตัวไปทำธุระ? หรือกระโดดขึ้นเตียง หลับตา ไม่ต้องเลือกมาก?
“ถึงผมจะหื่น แต่ผมก็มีสติอยู่นี่ครับ” สิทธาบอก แล้วสรุปว่า เขาไม่เลือกข้อใดเลย เพราะว่า เขาติดธุระตอนบ่าย ถ้าใครแวะมาหา ก็น่าจะมีเวลาให้สักสองสามชั่วโมง ไม่ควรรีบ แต่เพราะลูกตื้อของน้องชายหน้าไม่ชัด เขาเลยใจอ่อน ให้เบอร์โทรไปในที่สุด พร้อมนัดแนะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน ไปดูหนังกันแล้วกัน
“น้องชาย” log off ไปแล้ว เขามีนัดแล้วนะ มันน่าจะดีใจ แต่เขากลับไม่รู้สึกพอใจ?
ในเวลาไม่กี่อึดใจ “บดินทร์” ก็เขามาคุยกับเขา สิทธาแจ้งไปว่า เขายังไม่ได้ต้องการมีแฟน แต่ต้องการหาคนอยู่เป็นเพื่อน มีอะไรกันได้ ไว้ใจกัน ไปเดินกัน เที่ยวด้วยกัน เขายังไม่พร้อมจะมีแฟนตอนนี้แน่ๆ
“พี่ ผมคุยกับบดินทร์ สนุกมากๆ เขาไม่ว่าอะไรถ้าเรามีเซ็กซ์กันเฉยๆ แล้วไม่ผูกพัน สงสัย คงเป็นเพราะเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม ส่วนน้องชายที่คุยก่อนหน้าน่ะ อายุ 21 เอง แล้วดูเหมือนจะเอาแต่ใจตัวเองน่ะครับ ตื้อเก่งจริงๆ อยากจะมาเจอให้ได้เดี๋ยวนั้น ผมก็เกร็งๆ น่ะครับ กลัวจะเจอคนแรงๆ”
คุยกับบดินทร์ไปได้อีกเพลินใหญ่ จนเขาก็ลืมไปว่า ได้นัดกับ “น้องชาย” ไปแล้ว มารู้ตัวอีกที ก็ตอนวางโทรศัพท์ แลกรูปกับบดินทร์ไปแล้วนั่นแหละ “ชิบ…เวรเอ๊ย ดันนัดเวลาเดียวกันด้วย ทำไปได้ไง…เรา”
เขารีบหมุนเบอร์ก่อนหน้าที่โทรมา แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ติดต่อ “น้องชาย” ไม่ได้
“คือปกติ ผมจะไม่ชั่วขนาดนี้นะครับพี่ นัดซ้อนสองคน เวลาเดียวกัน ถ้าอีกคนรู้ เขาคงไม่อยากเจอผม คิดว่าผมเป็นนักล่าไร้จรรยาบรรณ” เขาพูดปนหัวเราะ
แล้วเขาก็คิดอะไรบางอย่างได้ ในเมื่อน้องชายติดต่อกลับไปไม่ได้ เขาก็น่าจะเลื่อนนัดบดินทร์ซะสิ แต่…เขารู้สึกชอบบดินทร์มากกว่า เพราะไม่ตื้อ และดูเหมือนจะตามใจเขาทุกอย่าง งั้น…คงต้องพูดความจริง เขาเล่า
หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บดินทร์ฟัง ดูเหมือนบดินทร์จะรับฟัง และไม่อยากจะเชื่อว่าบดินทร์จะบอกว่า
“ทำไมนายไม่นัดน้องคนนั้น มาเจอกันซะเลย แล้วบอกไปว่า เราเป็นกิ๊กนาย มาจากต่างจังหวัดแลยมาเยี่ยมล่ะ” ฟังดูเข้าท่า สิทธาเริ่มรู้สึกดีๆ กับบดินทร์ขึ้นไปอีกที่เข้าใจและช่วยเหลือเขา ทั้งๆ ที่ยังไม่เจอหน้ากัน
วันนัดมาถึง และเวลาสำคัญมาถึง
“น้องชาย” ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว สิทธามองเห็นชายหนุ่มร่างสูง ผิวสองสี หน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา และที่สำคัญ “ฟันของเขาสวยมากๆ” พอเห็นใกล้ๆ แค่เขายิ้ม สิทธารู้สึกอยากจะอุ้มเขากลับบ้านไปเลย แต่เดี๋ยวก่อนยังมี บดินทร์ อีก!…เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นยังไม่ทันจะนึกจบ บดินทร์ก็เดินมาในชุดเสื้อยืดสีขาวลายทางขนาดพอดีตัว เขาเป็นชายหนุ่มร่างสันทัด หน้าอกกำลังสวย เขายิ้มให้สิทธาทันที และสิ่งที่สิทธาอยากทำตอนนี้มากที่สุดก็คือ เอาหัวโขกเสาซะ
“แล้วจะทำไงดีล่ะตู หล่อทั้งสองคน!!!”
สิทธาบอกตัวเองว่า พูดความจริงเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด
“น้องครับ น้องว่าพี่ชายคนนั้น ที่ใส่เสื้อลายๆ ยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ หล่อมั๊ย” น้องชายมองไป พยักหน้าหงึกๆ แล้วบอกว่า “ก็หล่อดีครับ” สิทธาบอกให้น้องยืนรอ แล้วไปถามคำถามเดียวกันกับบดินทร์ คำตอบที่ได้มาทำให้เขาเริ่มเบาใจ
“ผมรู้สึกโล่งอกที่สุดครับพี่ ถึงเขาสองคนจะไม่ได้ชอบกันมากมาย แต่เขาก็ชอบผม แล้วผมก็ชอบเขาทั้งสองคน”
คุณผู้อ่านอาจจะชอบใจ หรือจะหมั่นไส้สิทธา ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น วันนั้น เขาพาทั้งสองหนุ่มไปบ้าน และเป็นครั้งแรกของทั้งสามคนที่มีเซ็กซ์แบบ threesome สิทธานึกถึงแผ่นหนังโป๊ที่เขาเคยดู เขารู้สึกเหมือนคนๆ หนึ่งในนั้น
“สุดยอดครับพี่ ดูวุ่นวาย แขนขาพันกันไปหน่อย แต่ผมมีความสุขมากๆ”
-end-
17 comments 0 พฤษภาคม 25, 2008
‘รุก’ เมิน ‘รับ’ หันมา “กินกันเอง”
วิทยา แสงอรุณ 17-18 May 2008 เมโทรไลฟ์ vitayamail@gmail.com
“รุก” กับ “รับ” น่าจะเป็นของคู่กันตามวิถีของความสัมพันธ์ในหมู่ชายรักชาย แต่ในความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผมเองก็คิดว่า คงไม่ได้เป็นเทรนด์อะไรใหม่หรอกที่หนุ่มรุกจะเมินหนุ่มรับ แล้วหันมากินกันเอง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หนุ่ม “รุก” กำลังคิดอะไรอยู่? พวกเขามีเงื่อนไขอะไรในการปฏิเสธหนุ่ม “รับ” อย่างไม่มีเยื่อใย?
ในยุคสมัยหนึ่ง คุณผู้อ่านคงได้ยินคำว่า “เกย์คิง” กับ “เกย์ควีน” อยู่บ่อยๆ มันใช้บ่งบอกตัวตน ความพึงพอใจและมีไว้ใช้สำหรับสื่อสารกันบนเตียงว่า ใครจะรับเล่นบทไหน เป็นฝ่ายกระทำ หรือเป็นฝ่ายรับการกระทำ
บางคนมีความเป็น “คิง” ตายตัว คือรับบทบาทผู้ชาย เป็นผู้ปกป้อง และเป็นผู้นำ ไม่วอกแวกแอบแตกสาว ส่วนบางคนก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนความเป็น “ควีน” ในตัวเขา สาวแตกได้ยามเผลอ และพวกเขาก็พากันยึดเอาตัวตนนี้มากำหนดบทบาทเชิงความสัมพันธ์ในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็นการออกเดท การไปเที่ยวกัน หรือการตัดสินใจ เหล่าควีนที่ภูมิใจความเป็นควีนของตนจะนิยมการปกป้อง ห่วงใย เอาใจใส่จากหนุ่มคิง มันเป็นธรรมชาติของพวกเขา
ในทิศทางนี้ บทบาทของ “เกย์ควีน” ในความสัมพันธ์ของคนสองคน จึงไม่ต่างอะไรนักกับบทบาทของผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชาย ผมคิดว่างั้น แล้วคุณผู้อ่านที่เป็นชายหญิงทั่วไปเคยนึกสงสัยมั๊ยครับว่า แล้วทำไมเกย์ ไม่ “เอา” ผู้หญิงซะเลยล่ะ ในเมื่อ เกย์ควีน ก็ “ทำตัว” ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง?
ในยุคสมัยใหม่ การกำหนดบทบาท คิง-ควีน อย่างชัดเจนตายตัวเริ่มกลายเป็นภาพเบลอๆ การ “cross-over” หรือเปลี่ยนแปลงสถานะกำลังกลายเป็นสิ่งที่สร้างความงุนงง แม้จะสับสน แต่บางคนก็กำลังตั้งคำถามวงในว่า สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่า “พัฒนาการ” ได้หรือเปล่า?
คุณผู้อ่านคงได้ยินคำว่า “เกย์ควิง” ใช่มั๊ย? ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ในหมู่เกย์ ไม่ค่อยใช้คำนี้กันหรอก คนที่มีบทบาทเป็น “เกย์ควิง” หมายถึงฉันจะรุก หรือสอดใส่ หรือจะเป็นฝ่ายรับก็ได้ แล้วแต่ฉัน และฉันก็ไม่จำเป็นต้อง “ออกสาว” หรือต้องทำตัว “แมนจ๋า”
แต่ดูเหมือนคำๆ นี้ จะถูกจำกัดในเรื่องความสัมพันธ์บนเตียงเท่านั้น ครั้นพอลุกออกจากเตียง คงไม่มีใครจะมาเรียกตัวเองว่า ฉันเป็น “เกย์ควิง”
แต่เกย์ไทยช่างเก่งกาจนะครับ สามารถประดิษฐ์คำใหม่มาใช้อย่างหรู นั่นคือ คำว่า “โบ้ท” (Both) น่าจะไม่มีใครในโลกนี้ใช้มาก่อน มันหมายถึง ฉันทำได้ทั้งสองแบบ คือจะให้ฉันรุก หรือให้ฉันรับก็ยินดี แต่ไม่ได้หมายถึง ฉันต้องออกสาว หรือต้องแมนจ๋านะ คำว่า คิง และควีน สำหรับเกย์วัยรุ่นยุคนี้ จึงไม่ค่อยได้ยินกันเท่าไหร่
ถ้าคุณสังเกตดีๆ เกย์โบ้ท “แท้ๆ” จะมีส่วนผสมของสองบุคลิกอย่างกลมกลืน มีซับเซ็ทของโบ้ทด้วยนะครับ
คำว่า โบ้ท ในบางกรณี จึงกลายเป็นคำที่ใช้เป็นทางออกและข้ออ้างให้กับเกย์บางคนที่ยังไม่รู้สึกภาคภูมิใน “ความเป็นรับ” ของตัวเอง และคิดว่า คำนี้จะไม่ค่อยสร้างความหงุดหงิดเท่าไหร่ และดู “มีค่า” เหนือชั้นกว่าจะบอกใครๆ ไปโต้งๆ ว่า ฉันน่ะชอบรับ
มาระยะหลังๆ เราจึงมีคำเพิ่มขึ้นอีก คือคำว่า “โบ้ทรับ” และ “โบ้ทรุก” นั่นถือว่า เป็นพัฒนาการหรือเปล่า? ซึ่งจากการสอบถามความเห็นในวงกว้าง หมายถึง ฉันเป็นรุก หรือรับก็ได้ หากฉันพอใจ แต่ฉันถนัดด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า หรือในอีกแง่หนึ่ง คนที่ใช้คำๆนี้ ต้องถือว่า เปิดโอกาสให้กับตัวเองเพื่อที่จะได้เจอคนถูกใจได้มากขึ้น ซะงั้น?
ประสบการณ์สองหนุ่มรุก
“บดินทร์” เป็นหนุ่มรุกคนหนึ่งที่นิยมมีอะไรกับรุกด้วยกัน และไม่ค่อยสนใจ “กิน” หนุ่มรับ เท่าใด ด้วยความสัตย์จริง
“ไม่รู้สิครับพี่ ไม่ชอบคนเป็นรับ เจอทีไร ก็มีแต่ ‘สาวๆ’ คนเป็นรับที่เป็นแมนๆ หายไปไหนหมด?”
เขาเล่าว่า จากประสบการณ์ของเขา หนุ่มรับมักจะนิยมทำตัวไม่ต่างอะไรกับผู้หญิง และเวลาที่เขาเจอใครที่มาดแมน แต่พอถึงบนเตียง มีอากัปกิริยาไม่ต่างอะไรกับสาวน้อยคนหนึ่ง เขาก็จะหมดอารมณ์ในทันที เขาเลยตัดสินใจ “คบแต่หนุ่มรุก”
คุณผู้อ่านที่เคยอ่านบอร์ดประกาศหาคู่ หาแฟน หาคนมาเล่นเสียวทั้งหลาย คงเคยพบประกาศทำนองว่า “รุกคุยกับรุก” “รุกหาเพื่อน” ในความเป็นจริง หลายๆ คนไม่ได้สนใจจะหาเพื่อนจริงๆ หรือจะหาเอาแต่คุยหรอก แต่กำลังหาคนเป็นรุก ที่ “ใจตรงกัน”
ผมถามบดินทร์ต่อไปว่า แล้วเวลามีอะไรกับรุกด้วยกัน มันไม่น่าเบื่อเหรอ เพราะทั้งสองฝ่ายคงไม่มีใครยอมให้ใคร “บุก” แน่นอน และในเมื่อเป็นรุกด้วยกัน สุดท้ายก็ต้องใช้วิธี “โลกสวยด้วยมือเรา”
“ผมไม่คิดอะไรมากหรอก ถ้าผมเจอรุกที่ถูกใจ เล้าโล้ม หยอกล้อ จูบกัน ปล้ำกัน กอดกัน ผมก็พอใจแล้ว ผมไม่คิดว่า การมีอะไรกันทางประตูหลังคือคำตอบของการมีเซ็กซ์ ถ้าเป็นเพื่อนกินข้าว ดูหนัง แล้วคุยถูกคอกัน ไม่ออกสาว ผมว่าเพียงพอแล้วครับ”
“วิชา” เป็นหนุ่มรุกอีกคน ที่เมินหนุ่มรับมานาน เขาจะ “MSN” คุยกับหนุ่มรุกด้วยกันเท่านั้น หากรับคนไหนแอดเข้ามา เขาจะไม่สน เหตุผลของเขาก็คล้ายๆ กับบดินทร์
“ผมชอบเอารุก มันดีตรงที่เขาจะไม่สาวไง”
ในบรรดากิ๊ก “สี่คน” ของเขา (น่าจะเรียกว่า sex buddy มากกว่า) ทุกคนเป็นรุกหมด และทุกคนก็พึงพอใจที่จะมีอะไรกับเขา และหากวิชา อยากจะ “รุก” ประตูหลัง เขาเล่า “ทุกคนก็โดนผมเอานะครับ”
“แล้วพี่จะให้ผมเอาหรือเปล่า”
ผมรีบตัดบทไปถามเขาเรื่องอื่นแทน แต่ไม่วาย สังเกตจากหน้าตาและรูปร่างแล้ว ผมค่อนข้างจะเชื่อว่า ใครที่กำลังมีอะไรกับเขา คงต้องใจอ่อนแน่ๆ และในที่สุด คงยินยอมให้ “โดนเอา” แม้จะเป็นรุกด้วยกันก็ตาม
สุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ของหนุ่มรุกกับหนุ่มรุกจะพัฒนาไปได้แค่ไหน เป็นแค่ “กิ๊ก” หรือเป็นแค่ “sex buddy” หรือจะได้แต่…ยามเหงาเรามาเอากัน
จะมีหนุ่มรุกสองคนเป็นแฟนกันอย่างมีความสุขมั๊ย ถ้าไม่มีใครในนั้นยอมเป็นฝ่ายรับเลย ? และถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะมีคำว่า รุกกับรับ คิงกับควีน ไปทำไม?
แชะ! แชะ! ใครสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ห้ามพลาด อังคารที่ 20 พ.ค. เวลา 08.30-17.00 น. ห้องประชุม 101 ชั้น 1 สนง. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับการประชุม “สัมมนาเชิงปฎิบัติการโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ด้านความหลากหลายทางเพศตามหลักการยอกยาการ์ตา (The Yogyakarta Principles)” มีผู้เชี่ยวชาญมากมายมาแลกเปลี่ยนความเห็น และเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิ์ของมนุษย์ที่มีความหลากหลายทางเพศ สนใจติดต่อ คุณเมี้ยว 08-1355-0696 หรือคุณกอล์ฟ 08-6805-4803 แชะ! แชะ! เพลย์บอย หันมาจับตลาดเกย์ เดือนหน้าเริ่มให้บริการหนัง “โป๊ซอฟท์ๆ” คือ ไม่มีภาพการร่วมเพศ แต่ภาพอวัยวะแข็งตัว หรือยังอ่อนคงยังมีให้เห็นเป็นปกติ เหมือนหนังโป๊ซอฟท์ๆ ที่จับตลาดหญิงชาย ข่าวอ้างว่า รายได้ตลาดหลักตก เลยต้องหาตลาดใหม่มาเสริม แชะ! แชะ! เอากะเค้าซี้ เจ้าของบาร์แห่งหนึ่งในอริโซน่า เพิ่งจะรู้พลังอำนาจของตลาดเกย์ หลังจากมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ดังกระฉ่อนตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อลูกค้าหญิงร้องทุกข์ว่า บรรดากะเทย เกย์แต่งหญิง มาแย่งเข้าห้องน้ำ หลังจากเจรจาความกัน ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ปิ๊งไอเดียว่า เปลี่ยนมันซะเลย จึงเป็นที่มา “Forbidden” ตอนนี้ลูกค้ามากันล้นทะลัก แชะ! แชะ!
-end-
16 comments 0 พฤษภาคม 18, 2008
ผมไม่ได้ชอบเขา ผมชอบเงินของเขา

วิทยา แสงอรุณ 10-11 May 2008 เมโทรไลฟ์ vitayamail@gmail.com
ชายหนุ่มคิ้วเข้ม ผิวขาว วัย 24 กำลังมองมาที่ผม ผมกำลังมองดูใบหน้าที่มีเคราเขียวๆ ขึ้นบางๆ และดวงตาคมๆ คู่นั้น เหมือนเขากำลังจะบอกว่า “มีอะไร จะถามอะไรอีกมั๊ยเพ่?”
ผมนั่งเงียบไปพักหนึ่งแล้ว ซึ่งปกติไม่ค่อยจะเกิดขึ้นหรอก เวลาที่ผมอยากจะรู้อะไร ก้อกำลังตกอยู่ในภวังค์ล่ะครับ ไม่ใช่เพราะใบหน้าของเขา แต่เพราะสิ่งที่เขาเล่าเมื่อครู่ตะหาก ผมวาดภาพ…ตามแทบไม่ทัน
“แน็ค” เป็นชื่อเล่น ที่เขาตั้งขึ้นมาแบบกะทันหัน เขาบอก “พี่อย่ารู้ชื่อผมเลย ผมตั้งชื่อเล่นไปเรื่อยๆ จะได้จำได้ว่า ผมเจอคนๆ นั้นเมื่อไหร่ ในช่วงเวลาไหนของชีวิตผม”
ฮั่นแน่ มีลีลาวาจาพริ้ว…เราพบกันโดยบังเอิญล่ะครับ ขณะที่ผมกำลังอยากได้นักแสดงหล่อๆ สักคนมารับบทแรงๆ ผมคิดว่า เขาน่าจะเหมาะ จากรูปที่เขาส่งมา พร้อมส่วนสัด เขาเป็นนายแบบได้สบายๆ ยกเว้นแค่ความสูงกับน้ำหนักเท่านั้น เขาดูผอมไปนิด แต่ถ้าเขาเข้ายิม เล่นฟิตเนส ตัวหนากว่านี้หน่อย เขาคงขึ้น “ค่าตัว” ได้ไม่ยาก
ตอนกลางวัน เขามีอาชีพประจำที่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขาทำ จากที่เขาบอก เขาจะใช้เวลานั้น “เรียนปริญญาโท” ไปด้วย เพื่อนผมคนหนึ่งก็เคยเล่าว่า “เด็กนวด” ที่เขาไปเจอมาหลายๆ คนก็บอกเหมือนกันว่า “กำลังเรียนป. โทอยู่”
ส่วนหลังเลิกงาน แน็คจะสวมอีกวิญญาณหนึ่ง เขามีวิญญาณที่เขาเลือกเอง และดูเหมือนเขาจะพอใจกับมันอย่างยิ่ง
สามวันที่แล้ว เขาเพิ่งไปพบลูกค้าของเขามา ช่วงเย็น ช่วงค่ำ และช่วงดึก “ไม่เหนื่อยเหรอ แล้วทำยังไงให้อึด?”
“คนแรก ผมก็ทำๆ ไปให้เขาเสร็จ ผมก็แกล้งว่า เสร็จแล้วเหมือนกัน คนที่สอง ผมก็ยังไม่เสร็จหรอก แค่ให้เขารู้สึกพอใจ ให้เขาเรียบร้อยไปซะ พอไปถึงคนที่สาม ผมก็ปล่อยออกมาจนหมดเกลี้ยง แล้วก็กลับบ้านนอน”
“ค่าตัว” ของเขา ขึ้นอยู่กับระยะทางบวกค่าโทรศัพท์
“บางคนโทรคุยกันแล้ว ผมรู้สึกไม่ไว้ใจ ผมก็ไม่รับงาน แต่บางคนคุยดี แต่พอไปถึงที่ผมก็งงเลยเพราะพาเพื่อนมาอีกสามคน ให้ผมเอาให้ครบสี่ ถ้าผมเอาไม่ครบ เขาก็จะไม่จ่าย”
แน็คเล่าว่า เขาไม่รู้สึกลำบากใจอะไรเวลามีอะไรกับผู้ชาย
“ก็แค่ตกลงกันก่อน ผู้ชายแข็งแรงกว่า ไม่ต้องระวังมาก เพียงแต่ ผมไม่ยอมให้เสียบผมหรอกนะ ส่วนผู้หญิง ก็ต้องเอาใจเยอะหน่อย ใช้เวลามากหน่อย ผมว่า ผมเอากับผู้หญิงเหนื่อยกว่า”
ตอนอายุ 22 เขาทำเพื่อนผู้หญิงท้องไปคน เขาบอกว่า ไม่ได้ตั้งใจ ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่า ไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นพ่อคน “พอดี เค้าไปเจอคนใหม่ ไปอยู่กับคนใหม่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าท้องกับผม เด็กคนนั้นน่ะ ลูกผม”
เขาเล่าว่า ชีวิตวัยเด็กของเขาไม่น่าจดจำเท่าไหร่ ถ้าเขามีเงินมากๆ เขาก็จะทำอะไรก็ได้ “ตอนกลางวัน ผมก็ทำงานของผมไป ตอนกลางคืน ผมก็ขายตัว ผมรู้ตัวผม ผมไม่ไปอยู่บาร์นวด บาร์อะโกโก้หรอกครับ โดนหักเปอร์เซ็นต์ ผมทำงานอิสระของผมดีกว่า
เวลาผมไปบริการลูกค้า ผมต้องให้เขาพอใจ ถ้าเจอคนที่ไม่ถูกใจ ก็ทำไป ก็ทั้งนั้นแหละ คนหน้าตาดีๆ ใครจะมาใช้เงินซื้อ ผมเจอแต่ละคน ก็อยากไม่เหมือนกันหรอก ถ้าผมคุยดู ลูกค้าเป็นประเภทเงียบๆ ผมก็จะไม่พูดมาก ถ้าลูกค้าดูเหมือนจะชอบคนเถื่อนๆ ผมก็จะเถื่อนๆ ให้”
แล้วเคยเจอลูกค้าดีๆ ประเภทว่าประทับใจมั่งมั๊ย?
“ผมบริการเต็มที่ทุกคนแหละครับ เพราะเขาเป็นผู้มีพระคุณ ผมไม่ได้ชอบพวกเขา ใครอยากจะมาผูกพันกันกับผม? ผมแค่ชอบเงินของเขา” แน็คภูมิใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ดูเหมือน เขาสะใจ
บรรดาลูกค้าของแน็คที่ผ่านมา มีสารพัดแบบ ไม่ว่าจะเป็น สามีที่อยากเอาใจภรรยา หรือเพราะเธอมีความต้องการมาก จนสามีไม่ไหว เขาบอก เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าทำไม “คนนั้นเค้าก็ขับรถเอาเมียมาทิ้งไว้ที่ผม แล้วให้ผมทำให้ เขาก็ไปทำธุระ แล้วก็มารับเมียเค้ากลับ บางคนก็ให้ผมทำๆ ไป แล้วเขาก็นั่งดู”
แล้วลูกค้าที่เป็นผู้หญิงล่ะ ที่ติดต่อมาเอง ไม่ใช่สามีมาติดต่อให้ มีมั๊ย ผู้หญิงก็มีความต้องการเหมือนกันนี่?
“ทำไมจะไม่มีล่ะครับ ผมเคยไปบริการบ้านหนึ่ง เป็นสองแม่ลูก ลูกสาวนะ ไม่ใช่ลูกชาย แม่ให้ผมเอาลูกสาวก่อน แล้วค่อยมาเอาแม่ เขาบอกว่า อยากให้ลูกสาวทำเป็นเรื่องบนเตียง”
“เออ…แปลกดี!” ผมอุทาน พร้อมทำหน้าไม่เชื่อสิ่งที่เขาเพิ่งเล่า
“อย่างพี่ก็คงมองว่า แปลกดิ!” เขาสวนขึ้นมาทันควันด้วยน้ำเสียงแข็งๆ อารมณ์กรุ้มกริ่มขี้เล่นเมื่อครู่หายไปในทันที
“มันไม่แปลกหรอก พี่ไม่ใช่พวกเขา พี่ไม่ได้เป็นตัวเขา พี่ไม่ได้รู้สึกเหมือนเขา พี่จะก็คิดว่า คนอื่นแปลก”
และในบรรดาลูกค้าที่เขาไปให้บริการ ก็มี “คนในผ้าเหลือง” อีกต่างหาก
คุณผู้อ่านครับ ผมรู้สึกลังเลที่จะถามต่อ เพราะถ้าผมถามต่อ ผมคงต้องเขียน และสิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้ คุณผู้อ่านโปรดมีใจยุติธรรม ไม่ใช่พระที่เป็นเกย์ทุกคน มาบวชเรียนแล้วจะทำตัวอย่างที่จะกำลังจะเล่านะครับ
“ตอนคุยกัน ผมก็รู้ว่า เขาเป็นพระ วัดดังซะด้วย เขาไม่ปิด พระเนี่ย จะไม่โพสต์ข้อความหาคนหรอก แต่จะขอแอด MSN แรกๆ ผมก็ลังเล แต่ผมอยากได้ตังค์ ผมอยากจะรู้ว่าเป็นยังไง ผมก็ไป ตอนดึกๆ ผมเล่าไป พี่คงไม่เชื่อ ไม่ใช่พระเล็กๆ นะครับ ระดับเจ้าอาวาส”
แล้วเรามีไรกะพระในผ้าเหลือง?
“ผมก็บอกว่า ถอดผ้าเหลืองออกดีกว่า เขาบอกว่าไงรู้มั๊ย…ไม่ต้องถอดหรอก อยากถลกขึ้นมา แล้วโดนเอา จะได้เหมือนโดนข่มขืน แล้วเขาก็ถลกขึ้นมา เอามาพันๆ รอบคอ รอบๆ ไหล่ แล้วให้ผมเอา”
ผมกลืนน้ำลายหนึ่งอึก ก่อนเขาจะเล่าต่อ
“พอเสร็จกิจ ก็เอาผ้าเหลืองนั่นแหละเช็ด! แล้วก็ลุกขึ้นไปเปิดตู้ แล้วหยิบซองกฐินออกมา แล้วยื่นเงินมาให้ผม”
ผมกลืนน้ำลายอีกหนึ่งอึก “แล้วมีพระเยอะมั๊ย ที่เรียกใช้บริการเราน่ะ”
“ก็มีล่ะครับ ผมจะเจอส่วนใหญ่ เป็นพระที่บวชมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วไม่ยอมสึก พี่รู้เปล่า เขาเล่าให้ผมฟัง พระบางรูปน่ะ พอเจอก๊วนเดียวกัน เพิ่งไปสวดทำบุญบ้านชาวบ้านมา พอได้ขึ้นรถตู้ ก็กรี๊ดใส่กันในรถ”
ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าวัดไหน แต่เขาไม่ยอมบอก
แน็คดูดน้ำจนหมดแก้ว เขาคงคอแห้งมาก เขาเทน้ำอัดลมไปอีกหนึ่งขวด แล้วเปิดกระเป๋า หยิบซองยาขึ้นมา
“เป็นอะไรน่ะครับ”
“หนองใน”
เขาบอกว่า เขาเป็นๆ หายๆ แต่ไม่ได้ร้ายแรงหรือกังวล “พี่คงคิดว่า ผมไม่รักษาตัวล่ะสิ บางที ลูกค้าบางคนก็รุนแรง มันเลยอักเสบ เดี๋ยวผมกินยา ก็คงหาย”
ก่อนอาหารมื้อเย็นนั่นจบลง ผมถามเขาว่า เขาจะประกอบอาชีพขายตัวแบบนี้ไปอีกนานมั๊ย?
“ผมไม่คิดอะไรมากหรอก มันก็เหมือนคนบ้าแฟชั่นน่ะครับ ตอนนี้ผมชอบสิ่งที่ผมทำอยู่ มันเหมือนแฟชั่นละมั้ง เดี๋ยวมันคงเลิกไปเอง ผมรู้ ผมอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ ผมอยากได้ตังค์เยอะๆ ผมไม่อยากลำบาก ไม่อยากยืมเงินใคร เวลาใครเอาเงินไปเที่ยวกลางคืน ชวนผมไปด้วย ผมไม่ไปหรอก ผมหวงเงินของผม”
ในหัวผมพยายามประมวลสิ่งที่เขาเพิ่งเล่าจบ แต่เขาก็พูดขึ้นมาว่า
“ผมรู้น่ะ ผมคงไม่ได้เล่นหนังของพี่หรอก ใช่มั๊ย?”

แชะ! แชะ! ว่างๆ อย่าลืมไปดู “No Regret” หัวใจให้นายคนดียว หนังดราม่าจากเกาหลี หนุ่มน้อยฐานะยากจน กับหนุ่มลูกเศรษฐีที่มีปูมหลังของเรื่องเต็มไปด้วยความโกรธ ความอยุติธรรม และความเกลียดชัง แต่ผสมไว้ด้วยความรัก กับคำโฆษณา “น้ำตา หรือจะเยียวยาความรัก” คนไปดูมาแล้วบอกว่า เล่นได้สมบทบาทเสียเหลือเกิน ไม่กลัวเปลืองตัว แชะ! แชะ! รอชม “Sex and the City: The Movie อีกเรื่อง มิแรนด้าผจญกับเรื่องรักลวง ซาแมนต้ากับเรื่องราวสุดขั้ว ชาร์ล็อตกำลังจะเป็นคุณแม่ ส่วนแครี่อาจจะได้แต่งงาน แชะ! แชะ!
15 comments 0 พฤษภาคม 12, 2008
สิ่งที่เป็นอยู่ข้างใน บอกอะไร?
วิทยา แสงอรุณ 3-4 May 2008 เมโทรไลฟ์ vitayamail@gmail.com
“อ้ะ ถอดเสื้อครับ” แล้วเสียงกดชัทเตอร์ก็ดังขึ้น “หันด้านข้างครับ” แล้วเสียงชัทเตอร์ก็ดังขึ้นอีก “เอ้า คราวนี้หันหลัง” โหย…เด็กผู้ชายสิวขึ้นแผ่นหลังกันหลายคนนะ
ผมนึกในใจขณะควานหานักแสดงมาร่วมงานโปรเจกต์ถ่ายหนังเรื่องใหม่ คราวนี้เป็นหนังสั้นครับ ความยาว 25 นาที เริ่มถ่ายทำเดือนพฤษภานี้ คงจะได้ให้ชมกันประมาณกลางเดือนมิถุนา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนเกย์วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งและประสบการณ์ทางเพศที่หลากหลายเกินบรรยาย
ไป “casting” นักแสดงมารอบนี้ ผมมีผู้ช่วยเยอะ ทั้งผู้กำกับ ผู้ช่วยประสานงาน Acting Coach และผู้ช่วยแคสติ้ง ซึ่งน้องคนนี้อาสาสมัครมาทำงานอย่างยินยอมพร้อมใจยิ่ง หน้าที่รับผิดชอบก็หนักสาหัสมากเพราะต้อง “Stand-in” ลองบทกับผู้สมัครเกือบสามสิบคน แต่ดูเขาไม่เหนื่อยเลย
จากการสัมภาษณ์ผู้สมัครเกือบสามสิบคน ผมค้นพบ และเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง
“ถ้าออกอากาศ หรือเผยแพร่ออกไป จะมีปัญหากับทางบ้านมั๊ย?” Acting Coach ถามขึ้น หลังจากผู้สมัครคนหนึ่งใส่เสื้อเสร็จ เราถามคำถามนี้กับทุกคนแหละครับ เพื่อให้แน่ใจ
ปรากฏว่ามีหลายคนทีเดียวที่บอกว่า “พ่อแม่รู้แล้ว” หรือ “รู้ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเค้าน่าจะรู้อยู่แล้ว” มีคนหนึ่งบอกอย่างมั่นใจว่า “ผมทำงานหาเลี้ยงตัวเองครับ พ่อแม่คงว่าอะไรผมไม่ได้” และอีกคนก็บอกว่า “เค้าเลี้ยงผมมา น่าจะรู้นะ” พอได้ยินคำตอบเหล่านี้ ผู้กำกับก็หันหน้ามามองที่ผมอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“บอกพี่มาเลยตรงๆ เดี๋ยวถ้าเกิดบ้านแตกเพราะรู้จากงานนี้ พี่ๆ ช่วยรับผิดชอบไม่ได้นะ” เราถามย้ำไปอีกครั้งเพื่อยืนยัน
“ครับ” คือคำตอบสุดท้ายของแทบทุกคน
“ดีจัง เด็กสมัยนี้เค้าเปิดเผยกันเยอะดีนะ” ผู้กำกับกระซิบกับผมอีกครั้ง หลังจากได้ยินคำยืนยันจากคนถัดๆ มาในแบบเดียวกัน
ความจริง ตอนแคสติ้ง เราก็ถามผู้สมัครไปก่อนหน้าแล้วล่ะเพื่อความแน่ใจว่า ทราบใช่มั๊ยครับว่า โครงการนี้เกี่ยวกับเกย์ ทุกคนเลยได้รับคำถามนี้หมด “เราเป็นเกย์หรือเปล่า?”
ผมว่า ในแง่หนึ่งมันดีครับที่เราถามอย่างนี้ตรงไปตรงมาตั้งแต่แรก เพราะอะไร? ถ้าไม่ชัดเจนกันตั้งแต่แรกเริ่ม เราคงทำงานกันลำบาก จากประสบการณ์หนังเรื่องที่ผ่านมา ความคลุมเครือทำให้สื่อสารกันได้ยาก อีกอย่างเรื่องนี้มีทั้งบทจูบ บทจีบ และบท love scene ซึ่งต้องถอดเสื้อผ้า (แต่ถอดไม่หมดน่ะ)
หากผู้สมัครไม่สามารถรับเงื่อนไขนี้ เราจะได้รู้ตั้งแต่ต้น และไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย ก็เหมือนคนเราจีบกันล่ะมั้ง ยิ่งรู้ข้อมูลก่อน ยิ่งตัดสินใจได้ง่าย น่าแปลกครับ ทั้งๆ ที่เราประกาศไปรวมทั้งฝากเพื่อนฝูงช่วยกันประกาศหานักแสดง เราก็บอกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยแล้วว่า หนังของเราเกี่ยวกับเกย์
แต่ก็ยังมี “ผู้ชายทั่วไป” มาสมัครกันหลายราย อย่างรายนี้เป็นต้น เขาเห็นประกาศของเราในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง และโชว์เดี่ยวมาในวันนั้น น่าปลื้ม ไม่ต้องหนีบเพื่อนมาด้วย
“ผมไม่ได้เป็นเกย์ครับ แต่พี่และน้องชายผมเป็น” หนุ่มหน้าคม นัยน์ตาแขก พูดไปยิ้มไป เขาเป็นคนมีเสน่ห์มาก ตัดผมสั้นเกรียน และไม่อิงเทรนด์ทรงผมตั้งชี้แหลมแนวเกาหลี ซึ่งทำให้ตอนนี้ วัยรุ่นไทยหน้าตาเหมือนกันหมดทุ้กคน หาคนแตกต่างไม่เจอ
“แล้วถ้ามีบท love scene ต้องจูบ ต้องกอดกับผู้ชายล่ะ ทำได้หรือเปล่า?”
“อืม ไม่น่ามีปัญหานะครับ ถ้าเป็นแค่การแสดง ว่าแต่ว่า ต้องแลกลิ้นด้วยเปล่า” เขาพูดไปหัวเราะไป
“ถ้าทำได้จะให้ทำ” เราหัวเราะกลับ
ตอนแรกผมคิดว่า เราไม่น่ารับนักแสดงที่เป็นผู้ชาย เพราะกลัวมีปัญหาตีความบท แต่ตอนนี้ ผมคิดว่า หนุ่มคนนี้พูดถูกนะ มันก็เป็นแค่การแสดง ใครที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถ อยากท้าทาย แสดงได้ มีแวว ก็น่าจะให้โอกาสเขา และอีกอย่าง ถ้าผมไม่รับนักแสดงผู้ชายที่เป็นผู้ชายเลย ผมจะถูกหาว่า “กีดกันทางเพศ” หรือเปล่า?
“พี่ว่าอะไรนะ?” หนุ่มหน้าใสอินโนเซ้นท์ในวัยยี่สิบเอ็ดคนหนึ่งทำหน้าเหวอๆ ตอนเราบอกว่าจะให้ลองรับบทเกย์เจ้าชู้และลองจีบเกย์ดู คนนี้เขาบอกมาก่อนแล้วว่า ไม่ได้เป็นเกย์
“เอ่อ พี่ครับ ผมนึกไม่ออกอ้ะครับว่า เกย์เจ้าชู้เป็นยังไง” หน้าของเขายิ่งดูอินโนเซ้นท์ขึ้นไปอีก
พวกเราอึ้งไปพักหนึ่ง แล้ว Acting Coach ก็พูดขึ้นทันที “เอ่อ ขอโทษครับน้อง มันก็เหมือนผู้ชายเจ้าชู้นั่นแหละ เราเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอ”
เราหวังว่า น้องหน้าใสคงนึกออกซะทีว่าการจีบใครบางคน ทำยังไง แต่หลังจากนิ่งไปพักหนึ่ง เขาก็พูดอายๆ ออกมาพร้อมหน้าที่แดงเรื่อๆ ขึ้นว่า “คือ ผมไม่เคยจีบผู้หญิงอ้ะครับ”
“อ้าว ก็ไหนบอกว่ามีแฟนแล้ว เป็นผู้หญิง แล้วไม่เคยจีบแฟนคนนี้เหรอ แล้วไหงมาเป็นแฟนกันได้” เราหน้างงกันทั้งคณะ
“คือ เค้ามาจีบผมครับ”
ผมคิดว่ายิ่งแคสติ้ง ผมก็ยิ่งมีประสบการณ์ “การดูคน” มากขึ้น ชักรู้สึกเก่งขึ้นมาแล้วสะ ผมยังจำได้ดีว่า หนังเรื่องแรกสุดเลยที่เราทำ เราไม่กล้าแม้จะถามนักแสดงถึง “sexual orientation” หรือ วิถีทางเพศของพวกเขา ยกเว้นเขาบอกเอง แต่มาเรื่องนี้ เราถามทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา ผมคิดว่ายุคสมัยเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ดูคนตอบก็ไม่อายที่จะบอก เราเลยถามด้วยอีกว่า เป็นรุก หรือรับ บอกมาตรงๆ
ในแง่มุมหนึ่งมันค่อนข้างจะก้าวก่าย “privacy” ของผู้สมัครเสียเหลือเกิน แม้เพื่อนสนิทกันบางทีก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ไอ้เพื่อนเรา มันรุก รับ ไบ หรือโบท คือได้ทั้งสองบทบาท แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง มันทำให้เรา “เข้าถึง” การคัดเลือกนักแสดง และพิจารณาบทบาทที่เขาจะได้รับได้อย่างดียิ่งขึ้น
“ผมรับบท ‘เกย์รับ’ ก็ได้ครับ” น้องหน้าเข้ม ผมตั้งชี้อินเทรนด์ตอบแบบเขินๆ หลังจากเราให้เขาเลือกว่า อยากเล่นเป็นเกย์รุกที่หล่อและเจ้าชู้ หรือเกย์รับที่ยังไม่อยากมีเซ็กซ์ แค่อยากมีคนกอด เราก็หวังว่าเขาคงเลือกอันหลัง เพราะดูจากรูปลักษณ์ภายนอกและกิริยาอาการ “สาวๆ” ของเขาแล้ว เขาน่าจะเล่นได้ แล้วพอเล่นไป เราก็พบว่า เขาเล่นไม่ได้เลย
“ทำไมน้องเล่นดูแข็งๆ จัง ไม่ค่อยเข้าใจโจทย์หรือเปล่า”
“เอ่อ เปล่าหรอกครับ คือปกติ ผมเป็นรุกน่ะครับ ผมชอบคนออกสาวนิดๆ”
แชะ! แชะ! คอนเสิร์ต “RedioActive” ของหนุ่มเจ เจตรินครั้งล่าที่ผ่านมา มีแขกรับเชิญเป็นหนุ่มเก่งออฟ-ปองศักดิ์ ซึ่งเพิ่งออกอัลบั้มใหม่ “Together” พร้อมเพื่อนซี้เสียงดี เป๊ก ผลิตโชค และไอซ์ ศรันยู โดนเจแซว “สมัยนี้เค้าไม่มีสาว สาว สาวแล้วนะ” เอ้าแซวปาย… เก่งซะอย่าง ไม่ต้องกลัวนะออฟ แชะ! แชะ! คนนี้ก็เคยโดนแซวมาก่อน “แลนซ์ เบส” แห่งวง N’Sync หลังจาก “เลิกแอบ” ในปี 2006 หนุ่มแลนซ์ก็ดูมีความสุขขึ้นเป็นกอง ล่าสุดรับเป็นพรีเซนเตอร์โครงการลดความรุนแรงต่อเกย์ เขาเล่าว่ามีนักเรียนเยอะแยะมากมายที่โดนแซว โดนว่า จิตตก และบางรายถึงโดนฆ่า เพราะเป็นเกย์ จะมีนักร้องคนไหนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างนี้ได้บ้างนะ เมืองไทย? แชะ! แชะ!
15 comments 0 พฤษภาคม 3, 2008


