Archive for สิงหาคม, 2008

ลื่น ‘ไถล’ ทางเพศ?

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 30-31 สิงหาคม 2008

ผมรู้จักกับ “เจเจ” มาสักสามปีแล้วล่ะครับ เพื่อนรุ่นน้องคนนี้เป็นนักฝึกอบรมมืออาชีพที่เป็นเกย์ รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็เหมือนชายทั่วไป ไม่ได้มีอาการกระตุ้งกระติ้งให้ใครบางคนเกิดอาการตากระตุก หรืออักเสบทางอารมณ์

บางครั้งหนุ่มตัวเล็กคนนี้ก็ไว้หนวดหรอมแหรม ดูไม่ค่อยพิถีพิถัน แต่ก็แอบน่ารักอยู่ในบุคลิกว่องไวชองเขา เขาเป็นพูดเร็ว เสียงดัง ที่สำคัญอารมณ์ดีอยู่เสมอ

งานของเขาทุกวันนี้คือ เดินทางไปทั่วประเทศ และนอกประเทศ เราสองคนจะเจอกันก็เฉพาะตามงานและภารกิจกิจกรรมสาธารณะต่างๆ เราไม่เคยไปไหนมาไหน ไม่เคยเฮฮาปาร์ตี้ด้วยกัน ความใกล้ชิดจึงมีขอบเขตเพียงแค่คนรู้จัก

กระทั่งวันหนึ่ง ผมก็ได้พบตัวจริงๆ ของเขา ทำเอาอึ้งเลยล่ะครับ

“เมื่อก่อน ผมคิดว่า ผมเป็นกะเทย” เจเจเล่า “พี่เชื่อมั๊ย ผมชอบไว้ผมยาว ถักเปียสองข้าง รักสวยรักงาม ตอนเด็กๆ ผมคิดว่า ผมเป็นผู้หญิง ผมเกิดมาเพื่อเป็นผู้หญิง ที่ชอบมากคือ ซื้อกางเกงในผู้หญิง แล้วก็ใส่ยกทรง ใครจะว่าอะไร ไม่สน”

ผมนิ่งฟัง พยายามนึกภาพตาม นึกไม่ออกเลยล่ะคุณ….ไอ้หมอนี่เนี่ยนะ สาวประเภทสอง?

เขาเล่าต่อว่า พ่อพยายามเปลี่ยนแปลงเขา ให้ซ้อมมวย ให้เล่นกีฬา จะบังคับฝืนใจแค่ไหน เด็กชายเจเจ ก็อยากเป็นเด็กหญิงอยู่ดี

“พ่ออยากให้เป็นนักกีฬา ผมก็ทำตามนะ ผมเล่นกีฬาจนเป็นตัวแทนโรงเรียน ครั้งสุดท้ายที่จำได้ พ่อตี จับผมแก้ผ้า แล้วตีๆ ๆๆๆ เลย ผมเข้าใจ ผมเป็นลูกคนโต ครอบครัวผมเป็นคนจีน

ยังไงๆ ผมก็อยากเป็นเด็กผู้หญิง สิ่งที่ตอนเด็กลำบากอีกเรื่องก็คือ ต้องพูดคำว่า ‘ครับ’ มันกล้ำกลืนฝืนทน อึดอัด ทรมาน พูดยากจริงๆ เลย คำๆ นี้ ผมต้องใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะพูดคำว่า ‘ครับ’ ได้เต็มปาก”

เจเจ รู้สักตัวเองว่าคงเป็นกะเทย จนกระทั่งอายุ 20 ถึงเวลาไปเกณฑ์ทหาร

ตอนนั้นเขาเก็บออมเงินสะสมไว้พร้อม และพร้อมที่สุดที่จะมี “นม” เป็นของตัวเอง ไม่ต้องใส่เสื้อชั้นในดันทรง

“ตอนนั้น ผมบอกตัวเองว่า ต้องเป็นผู้หญิงให้ได้ กำเงินไว้แล้วล่ะ หกหมื่นห้า ถ้าไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร ผมจะเอาเงินไปทำนม สุดท้ายแล้ว ผมก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร”

แต่เจเจก็ไม่ได้ไปทำนม

“มันสองจิตสองใจน่ะครับ ในที่สุด คิดๆ ดูอีกที ตกลงเราเป็นอะไรกันแน่ แล้วถ้าทำนมไปแล้ว ชีวิตผมจะเป็นยังไง ไม่แน่ใจ จริงๆ ผมก็ยังพอใจของๆ ผมอยู่ ต่อไปจะให้ผ่าตัดแปลงเพศเลย ก็เอ…ก็ไม่รู้สึกอย่างนั้นนะ ตอนนั้นแค่อยากสวย อยากมีนมเป็นของตัวเอง เท่านั้น”

ได้ฟังเรื่องของเจเจแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึง บรรดาน้องๆ “กะเทยหัวโปก” ทั้งหลาย ไม่ต้องหาที่ไหนอื่นไกล ลองไปเดินสยามฯ ดู จะเห็นพวกเขา ในวัยใสมัธยมต้น ผมสั้นถึงผมเกรียน เดินกันเป็นกลุ่มๆ แต่ตัวกันมันส์สุดๆ บางครั้งก็เน้นความเซ็กซี่ที่ดูแล้วยากจะมี เมื่ออยู่ในชุดนักเรียน การแสดงออกและการพูดจาของพวกเขาทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ คน ขัดเคืองนัยน์ตาอย่างหาที่สุดไม่ได้

คุณรู้สึก หรือเคยรู้สึกอย่างนี้ใช่มั๊ยเวลาเห็นพวกเขา?

เฮ้อ…เกิดมาเป็นผู้ชายดีๆ ไม่ชอบ เฮ้อ…พวกเบี่ยงเบน เฮ้อ…ทำไมนะโลกนี้ต้องมีคนพวกนี้ด้วย? เฮ้อ…หน้าตา ผมเผ้าก็ไม่ให้ พยายามจะทำสวย แต่งหน้าทาปากเข้าไป สวยตายล่ะ

ผมก็เคยรู้สึกและคิดอย่างเดียวกันนั่นแหละ แต่พอตั้งสติค่อยๆ คิดดู ไม่เอาอคติส่านตัวมาปน ผมคิดว่า พวกเขาก็คงไม่อยากเกิดมาให้ถูกดูถูกดูแคลนหรอก แต่คงเป็นเพราะวัย บวกกับความไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง เลยต้องแต่งหน้าทาปาก เขียนคิ้วโก่ง

ลองคิดดูนะครับ ถ้าเยาวชน “หัวโปก” โตขึ้น แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นล่ะ?

พวกเขาอาจจะแค่ “พวกมากลากไป” แต่งตัวและออกอาการแบบนั้นเพราะความสนุก? หรือไม่ก็ขาดความเข้าใจ?

อย่างวันนั้น ถ้าเงินที่กำไว้ แปรสภาพไปเป็นนม? หรือต่อมา เจเจตัดสินใจแปลงเพศ เปลี่ยนจู๋เป็นจิ๋ม แทน แต่มารู้ทีหลังว่า ตัวเองไม่ได้เป็นกะเทย แต่เป็นเกย์? ชีวิตเขาคงเปลี่ยนไป?

สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ความลื่นไหลทางเพศ หรือเปล่า?

คำๆ นี้ชาวบ้านยังไม่ค่อยได้ยินหรอกครับ เพียงแค่รณรงค์ว่า เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับการ “เบี่ยงเบน” ก็ยากมากๆ อยู่แล้ว เพราะทัศนคติคนต้องค่อยๆ ปรับกัน ปรับไปให้มองทะลุมิติภาพลักษณ์ภายนอก ส่องให้เห็นถึงภายใน หนีจากกรอบสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่หล่อหลอมให้คุณยึดติดกับทางความคิด จนกระทั่ง คุณมองออกว่า เขา หรือเธอก็เป็นเช่นนั้นเอง ไม่ได้เบี่ยงหรือเบนจากอะไรไปเป็นอะไรทั้งสิ้น

แต่กรณีของเจเจ คุณผู้อ่านบางคน อาจจะตั้งคำถามไปไกลกว่านั้น ถึงที่ว่า

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เกย์ก็เปลี่ยนไปเป็นผู้ชายรักผู้หญิงได้สิ! ดูอย่างเจเจ ยังเปลี่ยนจากกะเทยหัวโปกในวัยเด็ก มาเป็นเกย์ได้เลย ถ้าอย่างนั้น…เพื่อนร่วมงานคนนั้น ที่ฉันแอบรักอยู่ ก็มีสิทธิ์ “เลิก” เป็นเกย์ แล้วหันมาชอบฉันได้ ใช่มั๊ย?

ช้าก่อน คือผมไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังนะครับ ผมคิดว่า การลื่นไหล หรือน่าจะเป็น “ลื่นไถล” ดังกรณีของเจเจ เนี่ย น่าจะเกิดเป็นกรณีไป แต่จะให้เจเจ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากผู้ชายรักผู้ชาย ไปเป็นผู้ชายรักผู้หญิงเนี่ย ผมว่า ไม่น่านะ

“ความลื่นไถล” ในสภาพความเป็นจริง และตามที่รับรู้มาจากกรณีอื่นๆ ผมคิดว่า ก็เป็นการลื่นไถลไปมาอยู่ในวงโคจรของมัน

จากความรู้สึกของเจเจ (ที่อาจเป็นความเข้าใจผิด) ที่ว่า ตัวเองเป็นกะเทย ก็ไม่ได้เป็นกะเทย แต่เป็นเกย์
กรณีอย่างเจเจคงเคยเกิดขึ้นกับอีกหลายๆ คน แต่ผมว่า จะให้เปลี่ยนไปเป็นชายทั่วไปที่รักผู้หญิง เลย คงจะยาก และ ไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าไม่งั้นบรรดาโครงการ “conversion therapy” ทั้งหลาย ที่ประกาศปาวๆ ว่า เปลี่ยนเกย์ได้ ก็น่าจะร่ำรวยผิดปกติ

คุณว่างั้นมั๊ย?

แชะ! แชะ! ไม่มีเทศกาลหนังใดจะปฏิเสธหนังเกี่ยวกับเกย์/เลสเบี้ยน/กะเทย แม้กระทั่งเทศกาลหนังสั้นประจำปีของไทย หรือ “เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 12” เริ่มศุกร์ที่ 29 ส.ค. ถึง วันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. ยาวนานกว่า 16 วัน ฉายที่ห้อง Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามตึก MBK และ Siam Discovery) รับบัตรเข้าชมหน้าห้องฉายได้ล่วงหน้าก่อนรอบฉาย 1 ชั่วโมง ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ กระซิบนิดนึง หนังเกย์ เลสฯ ไปดูวันพฤหัสที่ 4 ก.ย. รายละเอียดได้ที่ thaishortfilmfestival@gmail.com หรือ http://www.thaishortfilmfestival.com แชะ! แชะ! แสดงความยินดีย้อนหลังให้เกย์นักกระโดดน้ำด้วยครับที่คว้าเหรียญทองได้สำเร็จ น้องแม็ธ “Matthew Mitcham” ด้วยวัยเพียงยี่สิบ รับรองหนุ่มน้อยจากแดนจิงโจ้คนนี้ ยังกระโดดลงน้ำได้อีกหลายตูม แชะ! แชะ!

8 comments 0 สิงหาคม 31, 2008

หนังสั้นดูฟรีๆ 29 ส.ค.-14 ก.ย. 16 วัน!!

ลื่นไหล และ หลากหลาย
Fluidity and Variety

หากคุณกำลังมองว่าความหลากหลายและความเลื่อนไหลของอัตลักษณ์ของ
มนุษย์ เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 12 ภูมิใจนำเสนอ โปรแกรมนี้เพื่อเฉลิมฉลอง
ความหลากหลายและความเลื่อนไหลของเพศสภาพ และ เพศวิถี
 

If you are looking for the variety and fluidity of human identity, The
12th Thai Short Film and Video Festival proudly presents the program
for celebrating the variety and fluidity of gender and sexuality
 
International Queer Shorts : Fluidity
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน รอบ 18.30 น. 
Thursday 4th September 6.30 pm.

No Bikini / 2007 / 9 min / Canada
Dir. Claudia Morgado Escanilla
Robin takes us back to that glorious time when she was seven years
old and how it defined her spirit for the rest of her life.
โรบินนำเราย้อนไปในช่วงที่เธออายุ 7 ขวบ ช่วงเวลาที่กำหนดความเป็นตัวเธอ
ตลอดทั้งชีวิต

Butterfly from Ural / 2007 / 27 min /  Finland
Dir. Katariina Lillqvist
On his expedition in Kirghizia , a mythical uhlan meets a beautiful
young man. The master and servant make a lovely journey together
until their ways part at the bonfires of the Finnish civil war. A drama
triangle in which on once seems to come out a winner.

อัศวินในตำนานได้พบกับหนุ่มรูปงามระหว่างการเดินทางผจญภัยในกิจีเซีย เจ้า
นายและผู้ติดตามคู่นี้ได้เดินทางด้วยกันอย่างมีความสุข จนกระทั่งทั้งสองต้อง
แยกจากกันเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในฟินแลนด์ขึ้น สงครามที่ไม่ได้ทำให้
ใครเป็นผู้ชนะ    

You, Me and Him / 2007 / 18.10 / Brazil 
Dir. Daniel Ribeiro
A homosexual couple, Danilo and Marcos, has to change their plan for
he future when the former has to take care of his younger brother
after the death of their parents
ดานิโลและมาร์คอส คู่รักเกย์จำต้องเปลี่ยนแผนการร่วมชีวิตกันเสียใหม่ เนื่อง
จากมาร์คอสต้องดูแลน้องชายของตัวเองหลังจากที่พ่อของพวกเขาเสียชีวิตลง
 
1977 / 2007 / 8.15 min / United Kingdom
Dir. Peque Varela
A small town, a growing knot and a girl searching for her identity
ณ เมืองเล็กๆ จุดที่เริ่มขยาย และเด็กหญิงที่ค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเอง

Katong Fugue / 2007 / 10 min / Singapore
Dir. Boo Junfeng
A film adaptation of a short play about a boy with a hidden life and a
mother desperately trying to reach out.

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทละครสั้นที่ว่าตัวเด็กหนุ่มที่มีความลับต้อง
ปิดซ่อน และแม่ผู้พยายามจะสืบค้นความลับนั้น
 
Wunderlich Privat / 2006 / 9.11 min / Germany
Dir. Aline Chukwuedo
Mr.Wunderlich is living of state funding and he has the secret passion
of wearing sexy female clothes. One day the Hartz IV police shows up
at his door. This becomes his doom.

นายวูนเดอร์ลิชใช้ชีวิตอยู่ด้วยเงินสวัสดิการของรัฐ ความลับของเขาที่ชอบสวม
ใส่เสื้อผ้าเซ็กซี่ของผู้หญิงกำลังจะถูกเปิดเผย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจ
อพาร์ตเมนท์ของเขา

Wrestling / 2007 / 21 min / Iceland
Dir. Grimur Hakonarson
A love story about two homosexual wrestlers living in rural Iceland .
They have to keep their relationship secret, and meet while practising
wrestling, the national sport of Iceland .
ความรักของนักมวยปล้ำเกย์ที่อาศัยอยู่ในชนบทของไอซ์แลนด์ต้องถูกเก็บ
เป็นความลับ เขาทั้งคู่จะเจอกันก็ต่อเมื่อต้องมาซ้อมมวยปล้ำ กีฬายอดนิยม
ของไอซ์แลนด์

________________________________
Thai Queer Film : Fluidity
เมีย  (Wife)
Thailand / 1997 / 30 min
Director  ฮาเมอร์ ซาวาลา  Hamer Salwala

ภาพยนตร์ เรื่อง เมีย นำเสนอคำนิยามของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน,
การแสวงหาความรัก, ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน, ความรับผิดชอบ, เซ็กซ์ และ
อำนาจ ระหว่างคู่รัก ในภาพยนตร์ ตัวละคร “เมีย” สงสัยว่า “สามี” ของตัวเอง
กำลังมีชู้ แต่ในไม่ช้า เธอกลับพบว่า เขากำลังมีความสัมพันธ์อยู่กับผู้ชายอีก
คนต่างหาก

The film is an attempt to define a relationship between two people,
looking at love, interdependence, responsibility, sex and power
between couples. In the film, the wife suspects the husband of
committing adultery but soon finds out that he is in fact involved with a
man.

ภาพยนตร์เรื่อง เมีย เป็นภาพยนตร์สั้นที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากที่ฮาเมอร์ได้เข้า
ร่วมการเวิร์กชอปการสร้างภาพยนตร์ ที่จัดขึ้นโดยสถาบัน Goethe และได้รับ
เชิญไปฉายที่งานเทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์ครั้งที่ 11 สำหรับในเทศกาลครั้งนี้
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกฉายร่วมกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของฮาเมอร์ ใน ฮาเมอร์
ซาวาลา Showcase วันศุกร์ที่ 5 ก.ย. รอบ 18.30 น.

Wife was made after Hamer joined the 2nd Workshop on Experimental
Film Production organized by Goethe. It got official selected to screen
in the 11th Singapore International Film Festival. In this festival, Wife
will be screened with other Hamer’s works in Hamer Salwala Showcase
Program on Friday 5th September at 6.30 pm.
_____________________________________

Queer Documentary : Variety

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน รอบ 18.30 น.
Thursday 11th September 6.30 pm.

Suddenly, Last Winter
(Improvvisamente L’Inverno Scorso)

Italy / 2008 / 80 min
Director  Gustav Hofer และ Luca Ragazzi
Gustav และ Luca เป็นคู่รักชายรักชายมากว่า 8 ปี แต่เมื่อ “หน้าหนาวของปีที่
แล้ว” ชีวิตของทั้งคู่กลับต้องปั่นป่วนเมื่อกฎหมายรับรองคู่ครองเพศเดียวกันที่
กำลังจะถูกประกาศใช้ ถูกต่อต้านอย่างหนักทั้งจากนักการเมืองและกลุ่ม
ฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือ กลุ่มศาสนจักร ทั้งคู่จึงตัดสินใจทำสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมา
เพื่อตีแพร่ให้เห็นความรังเกียจกลุ่มคนรักเพศเดียวกันในประเทศอิตาลี แต่ด้วย
อารมณ์ขันและการมองโลกในแง่ดีของทั้งคู่ ทำให้สารคดีเนื้อหาหนักเรื่องนี้
เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสน่ห์
 
Gustav and Luca have been a male couple for eight years. Then,
“suddenly, last winter” their private life was turned upside down. The
new legislation regarding the registration of domestic partnerships
including same-sex partnerships was dramatically opposed by the

Conservative and religious associations. Therefore, they decided to set
their journey to make this documentary in order to explore the
homophobia in Italy . Despite its controversial subject, however, the
directors use their sense of humor and positive thinking to make the
film cheerful and daring.

Suddenly, Last Winter ถูกฉายครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์กรุงเบอร์ลิน
และสามารถคว้ารางวัล Special Mention จากสาย Panorama หลังจากนั้น
หนังก็ถูกเชิญไปฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ที่โดดเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล
หนังสารคดี Hot Doc ที่โตรอนโต แคนาดา, เทศกาลภาพยนตร์กรุงซิดนีย์
ออสเตรเลีย, เทศกาลภาพยนตร์กรุงดับลิน ไอร์แลนด์ และเทศกาลภาพยนตร์
เกย์เลสเบี้ยนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ โตเกียว แวนคูเวอร์ และ เทเอวีฟ

Suddenly, Last Winter was premiered at the latest Berlin Film Festival
and got awarded Special Mention from Panorama section. After that,
the film has got invited to many film festivals, the biggest Hot Docs in
Toronto, the 55th Sydney Film Festival, Dublin Film Festival and the
gay and lesbian film festivals in Tokyo, Vancouver, Tel Aviv and etc.  

เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 12 นี้ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม ถึง วันอาทิตย์ที่
14 กันยายน ศกนี้ ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ
มหานคร (สี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามตึก MBK และ สยามดิสคอฟเวอร์รี่) สามารถ
รับบัตรเข้าชมหน้าห้องฉายได้ล่วงหน้าก่อนรอบฉาย 1 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้
จ่ายใดๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่ thaishortfilmfestival@gmail.com หรือ

http://www.thaishortfilmfestival.com  
The 12th Thai Short Film and Video Festival will be taken place on
Friday 29th August until Sunday 14th September at the Auditorium 5th
Floor at Bangkok Art and Culture Centre (Pathumwan Junction, the
opposite of MBK and Siam Discovery). No admission fee. Please
receive the ticket one hour prior to the screening at the information
desk in front of the Auditorium. For more detail, please contact us

thaishortfilmfestival@gmail.com or http://www.thaishortfilmfestival.com

2 comments 0 สิงหาคม 25, 2008

เกย์ดับ กะเทยรุ่งที่นครสวรรค์

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 23-24 สิงหาคม, 2008

ยังอดดีใจไม่ได้อยู่เลยครับกับชาวจังหวัดนครสวรรค์ที่มีลูกสาวยอดกตัญญู อดทน เก่ง และสวย ช่วยทำให้กีฬายกน้ำหนักดูเซ็กซี่และเท่สำหรับหญิงไทยขึ้นมาชั่วข้ามคืน

แต่วันนี้ ผมคงไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับน้องเก๋ “ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล” หรอก เพราะป่านนี้แล้ว คุณผู้อ่านคงรู้จักเธอแทบจะทุกซอกทุกมุม ผมอยากจะเขียนถึงนครสวรรค์บ้านเกิดของเธอ เพราะเพิ่งไปมาครับ

ประตู่สู่ภาคเหนือ หรือจังหวัดที่หลายๆ คนนั่งรถ นั่งเครื่องบินข้ามไปข้ามมาบ่อยๆ ไม่ค่อยได้แวะหรอก แต่ที่นี่น่าสนใจมากๆ นะครับ ผมก็คนหนึ่งล่ะ ไม่เคยนึกถึงจังหวัดนี้มาก่อน ไม่เคยได้ค้างอ้างแรมที่นี่มาก่อน พูดให้ชัดๆ ไปเลยดีกว่า คือ ไม่เคยไปน่ะ (แหะ แหะ)

จนกระทั่งได้ไปเป็นแขกเกย์รับเชิญบนเวทีให้กับสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ถึงพอจะรู้อะไรๆ มากๆขึ้นบ้าง

ทางวิทยาลัยจัดพูดคุยให้กับนักศึกษาเรื่องเกย์ กะเทย และผู้หญิง โดยมีจังหวัด เทศบาล และสาธารณสุขสนับสนุน แรกๆ ก็แปลกใจอยู่ที่ทางราชการเป็นผู้เลือกหัวข้อนี้ขึ้นมาเอง แต่ถึงว่านะครับ ยุคสมัยนี้ เกย์ เลสฯ กะเทย และบรรดาเพศที่หลากหลายอื่น ๆ เป็นเรื่องที่สังคมต้องศึกษา และทำความเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องที่มองว่าเป็นปัญหา แล้วเอาแต่ตั้งแง่รังเกียจ หรืออยากเข้ามาจัดการจัดระเบียบ อย่างนี้แล้ว เราถึงไม่รู้จักกันซักที จริงมั๊ย?

งานนี้ ผมไม่ได้โดดเดี่ยวบนเวที ทางผู้จัดเชิญอาจารย์หญิงท่านหนึ่งจากเชียงใหม่ให้มาช่วยพูดคุย เธอมีบ้านอยู่นครสวรรค์

ต้องบอกว่า ดีใจมากๆ ที่ได้เธอมาร่วมด้วยช่วยพูด เพราะเรื่องยากๆ ที่พูดกันลำบาก หรือเรื่องที่พูดแล้วจะดูเหมือนชี้โพรงให้กระรอกอย่างที่นักการศึกษาและท่านผู้ใหญ่บางสำนักกลัวๆ กัน เธอก็ช่วยให้ผมผ่านพ้นไปได้ ผมพูดอะไรๆ ได้เต็มๆ ไม่ต้องเกรงใจใคร และอีกอย่าง ผู้ฟังน่ารักมากๆ เธอกับผมพูดกันอย่างเมามัน แถมมีกิจกรรมสาธิตการใช้ถุงยางอนามัยให้นักศึกษาดูอีก

มีนักศึกษามาฟังห้าสิบกว่าคนเห็นจะได้ มองไปมองมา มีแต่ผู้หญิง และ “น้องเตย” ดูคร่าวๆ แล้วมี 15-20 คน ผมต้องบอกเลยว่า น้องบางคนสวยขนาดประกวดได้ และต้องบอกอีกว่า น้องทุกคนแต่งหน้าเหมือนๆ กันหมด คงเป็นเทรนด์มั้ง หน้าขาวๆ ปากแดงๆ ในห้องประชุม จะเห็นเป็นกลุ่มผู้ฟังสองฝั่งแยกจากกันชัดเจน ฟากหนึ่งเป็นน้องผู้หญิง อีกฟากคือน้องสาวปากแดง ที่นี่ อาจารย์บอกมาว่า ผู้ชายไมค่อยมาเรียนกัน

จบการสนทนาบนเวทีประมาณสี่โมงกว่าๆ ด้วยความหฤหรรษ์ แทบ ไม่เหนื่อยเลยครับ แล้วก็ถึงเวลาเขาส่งผมกลับกทม. แต่ตอนนี้เริ่มหิวซะแล้ว มีคนแนะว่า ไปหาอะไรอร่อยๆ รับประทานกันดีกว่า ผมกับผู้ร่วมทางอีกสาม ก็เริ่มตระเวนไปรอบๆ เมืองกัน

ต้องบอกว่า บ้านเมืองเป็นระเบียบ สะอาดตา ผู้คนหน้าตายิ้มแย้ม ถึงตอนนี้ เลยเกิดอาการคันอยากจะร่อนให้มากกว่านี้สิ ตัดสินใจด่วนจี๋เลย เอ้า อยู่ต่อสักคืน เดี๋ยวไปหาโรงแรมทีหลัง เสื้อผ้าก็ไม่ได้เตรียมมา ไม่เป็นไร มี 7-Eleven

หลังจากส่งอาจารย์สาวฝีปากคม ขึ้นรถกลับเชียงใหม่แล้ว ผมกับเพื่อนรุ่นน้องสองคน รวมกันแล้วก็เป็นสามเกย์ไปเที่ยวรอบเมืองกัน

“พี่กำลังมองหาอะไรอยู่ อยากดูอะไร? ไปเที่ยวไหนบอกผมมาเลย” “น้องบอย” หนุ่มนครสวรรค์ เจ้าบ้านย้ำอีกครั้ง

“ได้ยินมาว่า ที่นี่มีกะเทยเยอะ เห็นที่โรงเรียน แล้วก็เชื่ออยู่นะ แต่พี่ว่า น้องๆ บางคน คงไม่ได้เป็นสาวประเภทสองหรอก คงเป็นเกย์สาวซะมากกว่า แต่คบกับเพื่อน เลยเฮๆ กันไป เอางี้ พาพี่ไปดูสาวประเภทสองตัวจริง น่าจะดี ไปไหนดีล่ะ?” ผมหันหน้าไปทางคนขับรถ

“น้องที” หนุ่มขอนแก่น แต่มาทำงานที่นครสวรรค์ พูดขึ้นว่า “ไปนี่เล้ย”

อีกเกือบครึ่งชั่วโมงจากตัวเมืองนครสวรรค์ เราก็ตะบึงมุ่งหน้าสู่ “อ. โกรกพระ” ตรงไปยัง โรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่ง “ที่นี่ไงครับ ที่ผมเคยบอกพี่น่ะ เค้าชอบเล่นวอลเล่ย์บอลกัน พอเล่นเสร็จ สาวประเภทสองบางคนก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปหาหนุ่มหล่อๆ ต่อ”
ไม่น่าเชื่อ แต่รู้มั๊ยครับคุณผู้อ่าน เกิดอะไรขึ้น? พอผมเปิดประตูก้าวลงจากรถเท่านั้นแหละ ผมก็ได้ยินเสียงของผู้ชายแปร่งๆ แล่นเข้าหูแทบจะทันที เสียงนั้นลั่นทั่วสนาม

“นี่แก……..เมื่อวานผู้ชายขับรถมารับชั้นถึงนี่เลยนะ แกรู้เปล่า” ผมมองหน้าของที แทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง อีกใจหนึ่งก็คิด เอ๊ะ…หรือมันจัดฉากเพื่อจะสนับสนุนคำพูดมัน? บ้าแน่ๆ ดูๆ ไปก็ไม่น่าใช่นะ อะไรจะเหมาะเจาะโป๊ะเชะขนาดนี้ ถ้าใช่ ก็ต้องบอกว่า Acting หล่อนคนนั้น ดีมากๆ

“สาวประเภทสองที่อำเภอนี้ เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ของคนที่นี่นะพี่ และอีกอย่างเพศสัมพันธ์กับสาวประเภทสองเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ของผู้ชายที่นี่ เค้าอยู่ร่วมกันดี บางที ผมยังนึกว่า สาวประเภทสองเป็นบุคคล VIP ด้วยซ้ำ เป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับชุมชนแห่งนี้” ทีเล่า

ผมฟังประโยคนี้แล้วหูผึ่ง ถ้าอย่างนั้น ที่อำเภอนี้ก็น่าจะเป็น “นครสวรรค์” บนดินของเหล่าสาวประเภทสองล่ะสิ?

จากข้อมูลของเจ้าภาพทั้งสอง ทีกับบอย ยืนยันว่า นอกจากนครสวรรค์จะมี White House อาคารเทศบาลเมืองนครสววรรค์ที่สร้างได้อลังฯ มากๆ แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ในนั้นมีอยู่ไม่กี่คน เพราะลงเงินทุนมโหฬาร จนโดนวิพากษ์วิจารณ์หนักมาพักหนึ่ง จังหวัดนี้ ก็ยังมีสนามกีฬามากมายหลาย แห่งให้ประชาชน ดูเหมือนชาวนครสวรรค์จะรักสุขภาพกันถ้วนหน้า

เราลองแวะไปเยี่ยมอีกสองสามสนาม ผมรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่ง ทำไมหนุ่มๆ นครสวรรค์ตั้งแต่เด็ก ยันผู้ใหญ่

“หาหล่อๆ ไม่ค่อยมีเลย”

“อ้าว พี่เพิ่งสังเกตเหรอ ผู้ชายนครสวรรค์น่ะ ไม่ค่อยหล่อหรอก เพราะอยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ที่หล่อๆ น่ะ แล้วก็เป็นชาวเราน่ะ ไม่ค่อยอยู่ที่นี่กันหรอก ไปทำงาน ไปเรียนที่อื่นกัน”

และแน่นอนผับเกย์ย่อมหาไม่ได้ คืนนั้น น้องสองคนพาผมไปผับใหญ่และเก่าแก่ที่สุดชื่อ ดีแอนด์ดี ต้องบอกว่า มันใหญ่มากๆ อยู่ในบริเวณด้านหลังโรงแรมพิมาน แถวท่ารถทัวร์นั่นแหละ และในนั้น มองไปมองมา มองไปทั่วๆ แล้ว ก็พอจะเห็นว่าใครน่าจะเป็นชาวเรา แต่ต้องบอกว่า มีน้อยมาก และส่วนใหญ่ หน้าตาธรรมดามาก
เราอยู่กันสักพัก แล้วผมก็กลับมายังโรงแรม ขอเปิดห้อง ยังไม่ง่วงเต็มที่ ด้วยความอยากรู้ เลยจัดการสวมวิญญาณนักแชท ดีนะ เดี๋ยวนี้ที่ไหนๆ ก็มีไวร์เลส เพียงไม่กี่คลิกผมก็มีคนมาคุยด้วย เป็นหนุ่มนครสวรรค์ 3-4 คน ดูจากรูปแล้วต้องบอกว่า

ไม่หล่อซ้ากคน และที่สำคัญ ทุกคนบอกผมว่า ตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ

แชะ! แชะ! ใครชอบแอบดู Playgirl นิตยสารโป๊เบาๆ ที่เก่าแก่ขึ้นชื่อ ต้องบอกว่า เขาบอกศาลาแท่นพิมพ์เสียแล้ว ต่อไปนี้ จะนำเสนอเฉพาะเวอร์ชั่นออนไลน์อย่างเดียว พิมพ์แล้วสู้เว็บไซต์ไม่ได้ แชะ! แชะ! ผู้ประกาศ “เกรก จาเรตต์” คุย คุ้ย ข่าวจนเพลิน กับคู่หูชื่อเอียน ดรู บก. นิตยสารดัง US Weekly พาดพิงถึงสาวประเภทสองนางหนึ่งซึ่งเป็นผู้เข้าประกวดเรียลลิตี้ดัง America’s Next Top Model คงพูดจากระแนะกระแหนไปนิด สองคนแซวว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อรายการเป็น American Next Top Tranny มากกว่า (ประกวดสุดยอดนางแบบกะเทยแห่งอเมริกา) เลยโดนองค์กรดูแลสื่อของเกย์ขอให้แสดงความรับผิดชอบสิ่งที่เม้าธ์ไป สองหนุ่มทำตามโดยดี บอก ไม่ได้ตั้งใจๆ แชะ! แชะ! Mama Mia! หนังเพลงเรื่องใหม่ ท่าจะมาแรง มีตัวละครเกย์ด้วยล่ะ แชะ! แชะ!

18 comments 0 สิงหาคม 25, 2008

รับชมทางเว็บได้แล้ว ต๊อบ ชัยวัฒน์ กับความฝันของเขา

ทีมงานทำเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ version web รายการ
สัมภาษณ์ ต๊อบ ชัยวัฒน์ หนุ่มน่ารัก + ทะเล้น (จริงๆ)
ดูได้แล้ว พร้อม English Subtitles และ Episodes
ย้อนหลังของรายการ Passport For Men (PP for men)
ที่อีแมวขอกันมา ที่ www.ppformen.com

ช่วยแนะนำ หรือส่ง Link: www.ppformen.com
ต่อๆ กันด้วยนะ ขอบคุณครับ

พี่วิทยา

1 comment 0 สิงหาคม 21, 2008

ณ โอลิมปิก 2008 นักกีฬาคนไหนเป็นเกย์/เลสเบี้ยนมั่ง?

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 16-17 สิงหาคม, 2008

จากจำนวนนักกีฬาทั้งหมด 10,708 คน ถ้านำมาคำนวณด้วย “หลักประชาเกย์ศาสตร์” โดยคูณอัตราร้อยละ 8 หรือ 10 ของประชากรรวม ในทัพนักกีฬาทั่วโลกของโอลิมปิก 2008 ก็น่าจะมีราว 800-1,000 คนที่เป็นเกย์/เลสเบี้ยน

โลกเปลี่ยนไปแล้วในหลายประเทศ เกย์/เลสฯ ที่เสียภาษีเหมือนๆ กับชาวบ้านก็เริ่มจะมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าหรือเกือบจะเทียบเทียมประชากรชายหญิงทั่วไป แต่ก็ยังมีอีกเยอะที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวกันได้ ดังนั้น พอลองนับๆ ดูในโอลิมปิก…

ก็เลยมีแค่ 11 คน…โหย น้อยไปมั้ง?

เอาเถอะ รายงานจาก www.outsports.com แจ้งว่า ดาวเด่นทั้ง 11 คนคือ นักกีฬาที่ไม่ได้ปิดบังตัวเอง พวกเขาคือ คนที่ไม่หลอกตัวเองว่า ไม่ได้เป็นโฮโมเซ็กช่วล และไม่ลำบากใจอะไรที่ใครจะรู้ เดิมที กองบก. ของเว็บดัง ลิสต์มาได้ 4-5 คน แต่พอข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ก็ต้องแก้ไขเป็นพัลวัน เพราะท่านผู้อ่านที่แสนดีทั้งหลายในแต่ละประเทศช่วยกันส่งรายชื่อมาเสริม ลิสต์เลยยาวขึ้นเป็น 11

น่าจับตามองที่สุด เป็นใครไม่ได้ นอกจากหนุ่มน้อยหน้าใสนักกระโดดน้ำจากแดนจิงโจ้ “Matthew Mitcham” (20: 67:174 – หมายถึงอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง)

คนนี้เพิ่งเปิดเผยตัวมาสดๆ ซิงๆ ไม่กี่เดือนมานี่เองก่อนโอลิมปิกเริ่ม

จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะเปิดอะไรหรอก แต่ก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรเหมือนกัน เพียงแต่วันนั้น เขาให้สัมภาษณ์แบบ “ตามน้ำ” ไป

“น้องแม็ธ” เล่าว่า ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง (The Herald) ถาม ตอนนี้พักอยู่กะใครคะ?

เขาตอบว่า “กับพาร์ทเนอร์ของผม ชื่อ Lachlan” ซึ่งเป็นที่เข้าใจกัน หล่อนพูดขึ้นว่า “ช่างดีจริงๆ” แล้วข่าวนี้ก็ตีพิมพ์และเผยแพร่ต่อๆ กันไปว่า น้องแม็ธเปิดเผยตัวแล้ว!

ประวัติของหนุ่มคนนี้น่าสนใจไม่น้อย ด้วยวัยเพียง 20 ต้องบอกว่าโชคดีที่สุด เขามีแฟนที่รักเขา เข้าใจ และคอยอยู่เคียงข้างเสมอ เขาเล่าว่า เคยเป็นโรคซึมเศร้า ต้องพึ่งหมอ ต้องไปหาที่ปรึกษาด้านสภาพจิตใจ ปีที่แล้วทั้งปี เขาเลยตัดสินใจ พักจากการฝึกซ้อม แล้วก็ทำตัว “เละเทะ” ไม่ดูแลสุขภาพและร่างกาย เอาแต่เที่ยวหัวราน้ำ แต่ในช่วงเวลาตกต่ำของชีวิตนั้นเอง เขากลับเริ่มมีเวลาได้ไตร่ตรองดูว่า ตัวเองต้องการอะไรกันแน่ ในที่สุดเขาเริ่มกลับมาฝึกกระโดดน้ำอีกครั้ง

เร็วๆ นี้ เมื่อต้นปี ในการแข่งขันกระโดดน้ำโลกที่อเมริกา แม็ทธิวก็คว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ เอาชนะนักกีฬาสองคนจากประเทศจีน กลายเป็นฮีโร่ของประเทศ

ก่อนหน้านี้ ถ้าใครติดตามกีฬากระโดดน้ำ คงได้ยินชื่อนักกระโดดน้ำสุดหล่ออีกคน ผมล่ะแอบหลงรักเขาตั้งแต่แรกเห็น

Greg Louganis หนุ่มหล่อวัยไม่ถึงยี่สิบที่คว้าเหรียญเงินกระโดดน้ำได้ และกลายเป็นคนแรกที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกกระโดดน้ำสองสมัยติดๆ กัน

ผมเคยดูถ่ายทอดการแข่งขันของเขาครั้งหนึ่ง คิดว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพนี้ เป็นปีที่สำคัญกับชีวิตเขาอย่างมากเลยล่ะครับ คือในปี 1988 โอลิมปิกที่กรุงโซล

เกรกพร้อมจะกระโดดสปริงบอร์ดในระดับความสูงสามเมตร กะว่าจะทำท่าตีลังกาสองรอบครึ่งหล่นปุ๊ลงน้ำ แต่แล้ว สิ่งที่ช็อคโลกก็คือ เขากระโดดไม่พ้น หัวฟาดกับขอบบอร์ดอย่างแรง พาตัวหล่นตู้มลงไปในน้ำ เลือดอาบ (เย็บห้าเข็ม) แต่อีกไม่กี่วันต่อมา เขาก็สามารถคว้าเหรียญทองได้ท่ามกลางความไม่เชื่อของผู้เข้าแข่งขันและผู้เข้าชม

ไม่มีใครรู้หรอกว่า ตอนนั้น เกรกรู้ตัวมาตั้งนานแล้วว่า เขาติดเชื้อเอชไอวี

เขาเพิ่งเปิดเผยเรื่องนี้ในปี 1995 ตอนที่เขาออกหนังสืออัตชีวประวัติของเขา (Breaking The Surface แปลไทยโดยสำนักพิมพ์เรือนบุญ) เขาเล่าว่า ตอนนั้นเขากลัวจนขวัญผวา (เข้าใจผิดไปเอง) ว่า เจ้าหน้าที่ที่มาช่วยปฐมพยาบาลเขาอาจจะได้รับเชื้อ เขากลัวมาก ไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน

ใครที่อ่านประวัติของเกรกจะต้องยกนิ้วให้เขาเลยล่ะครับ เขาเป็นเด็กกำพร้า เคยโดนคนรักข่มขืน และต้องทนอยู่กับแฟนที่ชอบทำร้ายร่างกายเขา ในวัย 45 ปี ตอนนี้ เกรกก็ยังคงแข็งแรงดี และยังหล่อเหมือนเดิม เขากลายเป็นตัวแทนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และทำงานกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ มากมาย

จะว่าไป น้องแม็ธธิว โชคดีกว่าเยอะ เขาเปิดเผยตัว แล้วก็ไม่มีผลอะไรในการเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่ก่อนไปโอลิมปิกนี่สิ เวลาสองอาทิตย์ที่ต้องห่างจากแฟน ทำให้เขาต้องดิ้นรน หาทุนให้แฟนบินไปอยู่เป็นกำลังใจให้ได้ และรู้หรือไม่ว่า คนที่ช่วยลงขันออกค่าใช้จ่ายให้น่ะ ส่วนหนึ่งก็กลุ่มเกย์และเลสเบี้ยน “ผมดีใจมากครับ และภูมิใจกับสิ่งที่ผมเป็น” เขาบอก

รอดูผลงานของเขาในกีฬาโอลิมปิกได้ และรวมถึงผลงานของเกย์และเลสเบี้ยนคนอื่นๆ ดังนี้ ขอให้ได้เหรียญกันทุกคน!

Vicky Galindo (USA, softball), Judith Arndt (Germany, cycling), Imke Duplitzer (Germany, fencing), Gro Hammerseng and Katja Nyberg (Norway, handball สองคนนี้เป็นแฟนกัน), Natasha Kai (US, soccer), Lauren Lappin (US, softball), Victoria “Vickan” Svensson (Sweden, soccer); Rennae Stubbs (Australia, tennis) and Linda Bresonik (Germany, soccer).

แชะ! แชะ! เจ้าชายแห่งอินเดีย Manvendra Singh Gohil กลายเป็นขวัญใจงานพาเหรดแห่งยุโรปไปแล้วเรียบร้อย เพราะท่านทรงเสน่ห์และกล้าหาญ สองปีก่อนท่านเปิดเผยตัวต่อชาวโลก ไปออกรายการของโอปรา วินฟรีย์ เล่นหนัง (Emotionally Yours) แล้วก็ตั้งองค์กรการกุศลบรรเทาทุกข์ให้คนติดเชื้อเอช ไอ วี ทั้งดีทั้งน่ารัก แชะ! แชะ! ตำรวจของอังกฤษหวังโปรโมทหน่วยงานใหม่ที่ทำงานด้านควบคุมการใช้อาวุธปืนในใบปลิว แต่เจ้าหน้าที่ดันพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ให้ผู้คนไปเปิดอีกเว็บแทน เพราะชื่อเจ้ากรรมคำว่า “sex” แท้ๆ แทนที่จะพิมพ์ลงในใบปลิวว่า www.sussex.police.uk ก็พิมพ์ว่า www.sussexpolice.co.uk ซ้า…ชาวบ้านชาวช่องเปิดไป ก็เจ๊อะคลิปวิดีโอตำรวจกำลังถอดเครื่องแบบและงัดอาวุธประจำกายมาโชว์เข้าให้ ข่าวบอกว่าเป็นเว็บโป๊แถวๆ รัสเซีย แชะ! แชะ!

13 comments 0 สิงหาคม 17, 2008

ทฤษฎี “เกย์ 6 ขั้น” มองเกย์ให้ทะลุ

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com สิงหาคม 9-10, 2008

“แอบจิต” “สว่างจิต” “สลัวจิต” เป็นคำเรียกที่ “อาจารย์เสรี” ใช้จัดระดับการยอมรับ หรือเปิดเผยตัวเองในหมู่มนุษย์สีรุ้ง ใครแอ๊บมากๆ ก็จะถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมและโดนตราหน้าอีกทีว่า “อีแอบ” แปลก…คำนี้มักใช้กับชายเกย์ แต่ไม่ค่อยใช้สำหรับหญิงเลสเบี้ยนที่ยังต้องแอบ ซึ่งก็มีอยู่จำนวนมไม่น้อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงไม่มีใครชอบใจหรือยืดอกยิ้มรับหรอก หากโดนจิกแล้วเรียกเป็นอ้าย-อี จริงมั๊ย? แต่ถ้าใครยังเพลิดเพลินกับการเล่นซ่อนแอบอยู่ตามซอกหลืบ หรือในใจเค้าเอง ก็คงต้องปล่อยเค้าไป สำหรับคุณผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์นี้อยู่ ผมเชื่อว่า คงไม่เพลินแล้วล่ะ….ใช้ชีวิตในมุมมืดน่ะ มันเหงานะคุณ

เมื่อหลายปีมาแล้ว นักจิตวิทยาและนักบำบัดด้านเพศคนดังท่านหนึ่งชื่อ Dr. Vivienne Cass ได้สร้างแบบ “จำลองหกขั้น” ขึ้นมา ผู้คนเรียกสั้นๆ ว่า “Cass Model” เพื่อใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการของคนๆ หนึ่งในการ “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธตัวเอง” ว่า ฉันเป็นคนรักเพศเดียวกัน

โมเดลนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในปัจจุบันพอสมควรว่า เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ของโลกยุคนี้ หรือเปล่าหนอ?

อ่านๆ ดูแล้ว ผมก็ไม่เห็นมันจะโบราณสักเท่าไหร่ ยิ่งลองเอาโมเดลนี้มาย้อนดูตัวเอง เทียบกับผู้คนรอบข้างที่พบเจอ ผมว่า มันก็น่าจะจริงอยู่หลายประเด็น ที่สำคัญคือ อาจเป็นประโยชน์ เวลาสำรวจการปรับตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างถ่องแท้ รวมถึงตัวคุณเองด้วย และมันน่าจะดีนะ สำหรับคุณผู้หญิงที่พยายาม “เข้าใจเค้าคนนั้น” ที่คุณแอบมีใจให้ รับรอง แนวความคิดนี้จะสามารถอธิบายอะไรๆ เพิ่มเติมได้จาก แอบจิต สว่างจิต สลัวจิตที่คุ้นกัน

ในเว็บหลายเว็บ มีคนเกย์ใจดีได้แปล 6 ลำดับขั้นตอนของ “Cass Model” ไว้อย่างสวยทีเดียว ผมขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อและขยายความตามความเข้าใจและตามประสบการณ์ชีวิตเกย์ของผมเองก็แล้วกัน อ้อ! นิดหนึ่ง จากขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ จะเห็นว่า บางคนก็ย่ำอยู่กับที่ บางคนก็ก้าวไปขั้นหนึ่งแล้ว แต่ก็มีเหตุให้ย้อนกลับมายืนอยู่ตรงที่เดิม และเพื่อความรื่นไหลในการอ่าน ขออุปโลกน์ตัวละครชื่อ “เอก” ก็แล้วกัน พอดีสำรวจดูคร่าวๆ หลายปีแล้ว ชื่อเอก เป็นชื่อยอดนิยม ไม่เชื่อลองกดมือถือ แล้วนับดูสิ

1. ขั้น “สับสน” หรือ Identity Confusion“เราเป็นอะไร แปลกๆ หวิวๆ เวลาอยู่ใกล้ไอ้พล มันก็แค่นักบอลโรงเรียน?” “ไม่มีทางหรอก ผมเป็นเกย์ไม่ได้หรอก ก็ยังชอบดูผู้หญิงสวยๆ หุ่นดีๆ อยู่นี่นา” “หรือว่า ผมเป็นไบ?” เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างคำถามในขั้นสับสนของเอก แต่เหล่าเกย์ก็เคยถามตัวเองมาแล้วทั้งนั้น แต่พอถามไปถามมา บางท่านก็หยุดคิด หยุดสำรวจไปเลย สุดท้ายปิดประตูแน่นหนา ประกาศก้องข้าไม่ข้องแวะหรือยุ่งเกี่ยวอะไรๆ ที่เกี่ยวกับเกย์ทั้งสิ้น ส่วนในคนที่รู้สึกสับสนรุนแรงเอามากๆ ไม่ใช่แค่ปิดประตูตายอย่างเดียวนะคุณ เค้าจะออกอาการต่อต้านรุนแรงอีกตะหาก พบเห็นอาการนี้ได้ทั่วไปในเว็บบอร์ด

2. ขั้น “อยากเปรียบเทียบ” หรือ Identity Comparison
ในขั้นนี้ เอกเริ่มอยากสำรวจตัวเองมากขึ้น เพราะความรู้สึกอึดอัดมารุมเร้าบั่นทอนคุณภาพชีวิต อย่างนี้ล่ะ เรียกว่า Survivor ตัวจริง เขาจะถามตัวเองบ่อยขึ้น ถามอย่างเดียวไม่พอนะ ยังคอยสอดส่ายสายตาไปรอบๆ ลองเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ เอกเริ่มลองชั่งน้ำหนักด้วยว่า การเป็นเกย์ของตนจะทำให้ “ได้” หรือ “เสีย” อะไรไปบ้าง (เอ…แต่ผมว่า น่าจะมีแต่ได้-ได้ล่ะไม่ว่า)

ในบางกรณี เอกก็นึกอยากจะ “ลอง” เพื่อให้รู้ว่า ตัวเองชอบเพศเดียวกันหรือไม่ อันนี้ ไม่รวมถึงอยากจะรู้ว่า ฉันชอบ “รับ” หรือ “รุก” มากกว่ากัน บุคคลใดที่ตกอยู่ในขั้นนี้มักพบว่า ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับความจริงของตัวเองอยู่ดี แม้เซ็กซ์ที่ผ่านไปเมื่อคืนมันชุ่มฉ่ำหนำใจสักเท่าไร เขาก็ยังเลือกเฉไฉไปว่า คงเป็นชั่ววูบ อารมณ์เปลี่ยวพาไป หรือไม่ก็โทษสุรายาเมานั่นแหละ

3. ขั้น “พอรับได้” หรือ Identity Toleranceนานวันเข้า เอกเริ่มปรับตัว เพราะความสนใจส่วนตัวที่มีมากขึ้น และอาจมีแรงผลักดันมาจาก “เซ็กซ์” หวานครั้งนั้นที่อยากได้อีกสักครั้ง ซึ่งถือว่า สิ่งเหล่านี้เป็นแรงขับด้านบวกนะครับ บัดนี้ปุ่ม “Alert” ของเขาเริ่มทำงานแล้ว เขาเริ่มไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว เขาอยากคุยกับคนอื่นมากขึ้น จากที่คอยหลบซ่อนตาม URL หรือล็อกอินผ่าน MSN ตอนนี้เอกเริ่มอยากไปสีลม ไปเจอเกย์คนอื่นๆ อยากรู้ว่า เขาใช้ชีวิตกันยังไง เอกเริ่มกังวลน้อยลงว่า ตัวเองจะเสียหรือได้อะไร

4. ขั้น “ยอมรับได้” หรือ Identity Acceptanceเอาล่ะ หลังจากเกิดปฏิสัมพันธ์กับใครบางคนแล้ว เอกเริ่มรู้สึกตัวว่า การเป็นเกย์ไม่ได้เสียหายอะไร เขาเปิดและขยายโลกทัศน์ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เริ่มเบาใจ กังวลใจน้อยลง เพราะได้เห็นเกย์คนอื่นๆ ที่ดูก้อ “ปกติ” ดีนี่นา เขาออกไปเที่ยวบ่อยขึ้น ไปเจอคนที่เป็นเกย์มากขึ้น โจทย์ใหญ่ของเขาตอนนี้ก็คือ เขาจะเอา “โลกเดิม” ในหน้ากากของการเป็นชายรักหญิง มาผนวกกับ ”โลกใหม่” ที่น่าตื่นเต้นของเขาได้ยังไง? เอกเริ่มเปิดเผยความลับกับเพื่อนสนิท และในที่สุดกับเพื่อนบางคนที่ทำงาน แต่กับที่บ้านเรอะ? คงยากส์ หรือไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ๆ เกย์หลายคนวนเวียนอยู่ในขั้นนี้ และพอใจที่จะหยุดอยู่แค่จุดนี้ เกย์เอเชียรวมทั้งไทย อยู่ขึ้นนี้กันเยอะ

5. ขั้นยืดอก (Identity Pride)ถ้าเอก เริ่มขยายกลุ่มเพื่อนของเขาออกไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนไปเรื่อยๆ เริ่มคิดว่า อะไรคือสิทธิ์ และอะไรคือเสียสิทธิ์? เขาจะเริ่มเกิดความรู้สึกเหมือนถูกกระทำ อยากจะต่อสู้ปกป้องตัวเอง ตอนนี้แหละ เขาไม่สนแล้วล่ะว่า โลกใบเดิมที่มีเพื่อนเป็นชายหญิงทั่วไปจะคิดยังไง เขาแคร์อย่างเดียวว่าโลกใหม่ของเขาหรือโลกของเกย์ของเขาจะคิดยังไง คนทั่วไปเลยคิดว่า เกย์ช่างหงุดหงิดกับเรื่องสิทธิ์ และชอบเรียกร้องอะไรนักหนา ก็เพราะเขารู้สึกอย่างเอก นี่แหละ

6. ขั้นอยู่ตัวแล้ว (Identity Synthesis)
การค้นหาคำตอบของเอกยังคงดำเนินต่อไป แต่เขาก็ “เติบโต” ทางความคิดมากขึ้น เขารู้สึกว่า เขาไม่จำเป็นต้องแบ่งโลกออกเป็น โลกเกย์ และโลกไม่เกย์ แล้วต้องคอยเลือกว่าจะบริหารจัดการโลกทั้งสองอย่างไร หรือทำอย่างไรให้โลกทั้งสองอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข ภายในตัวของเขา เขาไม่แบ่งแยกอีกต่อไป ทุกอณูของชีวิตเขากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นเกย์ หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขา ต้องบอกว่า มันก็แค่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขาที่เขารับมันไว้อย่างเต็มความสุข…เท่านั้นเอง มีคนเรียกว่า เข้าขั้นเทพ…โอ้ว

ต่อไปนี้เวลาคุณคุยกะใคร ลองทบทวนดูว่า เขาอยู่ขั้นไหนกัน คงต้องสื่อสารกันคนละแบบ ที่คุณพบเจอ แล้วปรากฏว่า คุยอะไรก็ไม่รู้เรื่อง เพราะรู้สึกอีกฝ่ายปกปิด ซ่อนเร้น อำพราง ก็เพราะงี้แหละ เข้าใจกันนะ

แชะ! แชะ! คุณผู้อ่านลองสำรวจตัวเองดู ตามนั้น ว่างๆ ส่งอีเมลหรือแวะเข้าไปโพสต์ในบล็อกของผมได้ที่ www.vitayas.wordpress.com แชะ! แชะ! วันก่อนดูรายการ “เปิดปม ตีแผ่เรื่องจริง” ช่อง ThaiPBS จับประเด็นเรื่องสิทธิ์กะเทย ต้องปรบมือดังๆ ครับว่า ไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแง่บวกแบบนี้มานานแล้ว แชะ! แชะ! สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเพิ่งสรุป “เพศที่สาม” ไม่ใช่ปัญหาหลังสำรวจมหาวิทยาลัย 61 แห่งพบมีสาวประเภทสอง 2,847 คน แปลงเพศแล้ว 22 คน น่านสิปัญหาน่าจะเป็นที่ทั่นรมช. ศึกษาคนนั้นมากกว่าที่สั่งการให้สำรวจด้วยวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน แชะ! แชะ! หนุ่มสิงคโปร์ชอบโดนหนุ่มไทยนวดเขียนเตือนในเว็บ fridae.com ว่า ใครที่ชอบนวดแล้วนาบ พึงระวังเพราะน้ำมันนวดเปื้อนมือแล้วไปจับถุงยาง อาจทำให้ถุงยางรั่วหรือชำรุดได้ สารหล่อลื่นต้องเป็นชนิดน้ำเท่านั้น อะไรมีส่วนผสมน้ำมัน อย่าใช้ ปรากฏมีคนโพสต์ท้ายบทความบอก…เพิ่งรู้เรื่องถุงยางรั่วได้…อ้ะ คงต้องรณรงค์กันต่อไป เชื่อแล้วครับ ยังมีคนไม่รู้เรื่องเซ็กซ์ที่ปลอดภัยอีกแยะ แชะ! แชะ!

20 comments 0 สิงหาคม 11, 2008

ต๊อบกับเรื่องใหญ่-ใหญ่

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com สิงหาคม 2-3, 2008

สองสามปีที่แล้ว ตอนที่ “ต๊อบ” ชัยวัฒน์ ทองแสง เริ่มถ่ายหนังเรื่อง เพื่อนกูรักมึงว่ะ เขาเป็นเด็กมัธยมปลายวัย 17-18 และสูง 180 กว่าๆ ทั้งความสูงและสิ่งที่เขาทำ เกินกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน

เขาเลยแลดูเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ ไม่ว่าเขาจะทำอะไร

ผมเจอเขาอีกครั้งเมื่อสองเดือนที่แล้ว และเพิ่งได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวก็เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง ด้วยวัยยี่สิบต้นๆ นักแสดง-นายแบบหนุ่มไทยๆ ผิวเข้มๆ หน้าตาน่าเอ็นดู (ยามไร้หนวด) ผู้นี้มีส่วนสูงพุ่งไปอยู่ที่เลข 190 เรียบร้อย

ต๊อบเล่าว่า หลังจากงานหนังเรื่องเพื่อนฯ จบ เขาก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย และเมื่อมองย้อนกลับไป ถ้าเขาไม่ได้แสดงหนังเกี่ยวกับเกย์เรื่องนี้ เขาก็คงไม่ได้มายืนอยู่จุดนี้ จุดที่ใครๆ ก็รู้จักชื่อของเขา

ต๊อบยังคงรักงานแสดง และงานเดินแบบแฟชั่นทั้งบนแคทวอร์ค และงานภาพนิ่งบนกระดาษอาบน้ำมันของบรรดานิตยสารชื่อดัง แต่ถ้าไม่ต้องทำงานสองอย่างนี้ สิ่งที่เขาอยากทำ และอยากมากที่สุดในชีวิตก็คือ

เป็นนักเพาะกาย!

“ความฝันของผมตั้งแต่เด็กๆ แล้วล่ะครับ ผมเห็นนายแบบ ดาราที่เขาหุ่นดีๆ อย่างอาร์โนล์ด ชวาซเนกเกอร์ ซึ่งตอนนี้เป็นนักการเมือง แต่ก่อนนี้ เป็นดาราดัง เป็นที่นิยม ผมก็อยากเป็นนักแสดงเหมือนเขา หุ่นเหมือนเขา คิดอย่างนี้ ก็รู้สึกฮึด อยากออกกำลังยิ่งขึ้น”

ถึงแม้ตอนนี้ เขาจะเพาะกล้ามจนใหญ่ยักษ์แบบอาร์โนล์ดไม่ได้ เพราะคงไม่มีใครจ้างไปเดินแบบ หรือถ่ายแฟชั่นเสื้อผ้า เขาก็กำลังทำตามความฝันของเขาด้วยการเข้าโปรแกรมออกกำลังกายอย่างจริงจัง เขาอยากเห็นกล้ามของเขาใหญ่ และใหญ่กว่านี้อีก

“เคยไปรับงานเดินแบบเสื้อผ้างานนึงครับ ประมาณปลายปีที่แล้ว ผ่าน Fitting แล้ว เรียบร้อย วันงาน พี่สไตลิสต์ ไม่เอ่ยชื่อนะครับ ก็มาพูดใส่ผมเลยว่า ผมอ้วน หุ่นไม่ดี ไม่สมควรมาเดิน นางแบบบางคนก็โดนพี่เค้าว่า วิจารณ์รูปร่างตรงๆ แต่ตัวคนว่าน่ะ ก็ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่า พุงใหญ่ซะขนาดนั้น ผมเกิดอยากพิสูจน์ให้ดู เลยบอกว่า ซักวันหนึ่งผมจะตัวใหญ่ล่ำบึ้กให้เค้าดู

เขาเป็นคนห่วงรูปร่างมากชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่ค่อยเหมือนใคร เขาเป็นคนหนึ่งที่ตื่นนอน แล้วทำไม่เหมือนคนอื่น

“อย่างเวลาผมนอน ผมก็ใส่กางเกงบ๊อกเซอร์นอน ไม่ใส่เสื้อใช่มั๊ยครับ อย่างแรกเลยที่ผมทำก็คือ ลุกขึ้นมาดูกระจก ไม่ได้ส่องกระจกดูหน้าดูตาหรอก แต่ดูหุ่น แล้วบอกตัวเองว่า มันต้องใหญ่ ใหญ่กว่านี้อีก”

วันที่เราไปถ่ายรายการและสัมภาษณ์ต๊อบนั้น ผมก็ว่า เค้าก็ตัวใหญ่กว่าเดิมมากแล้วนะ หน้าอกเริ่มชัดขึ้น แขนก็ขยายใหญ่ขึ้น ส่วนหน้าท้อง เขามีกล้ามท้องมาตั้งนานแล้ว

เขาบอกว่า ส่วนที่ดูแลได้ยากที่สุดของเขาคือ หน้าอก

ตอนนี้กำลังทำน้ำหนักอยู่รอแข่ง ยังไม่เห็นลายกล้ามเนื้อชัดเจน เรียกช่วงนี้ว่า “Off Season” ซึ่งเป็นช่วงที่นักกีฬาเก็บตัว กิน กิน กิน ฝึก ฝึก ฝึก เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้เกินปกติสัก 10 กิโล พอใกล้แข่ง ก็จะลดน้ำหนักลง รีดกล้ามเนื้อจนไม่เหลือไขมัน

ตอนนั้นแหละความสวยงามของกล้ามเนื้อจะปรากฏให้เห็น ซึ่งเป็นนิยามความสวยของคนในวงการเพาะกาย แต่คนทั่วๆ คงมองไปอีกแบบ ด้วยนิยามความสวยของแต่ละคน

เมื่อเทียบกับรูปเก่า ๆ ที่เคยถ่ายแบบ แล้วก็ฟังสิ่งที่เขาพูด ทำให้ผมนึกถึง ผู้หญิงบางคนที่เข้าห้องผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำอีก วิงวอนหมอ ให้ช่วยผ่าตัด เพิ่มขนาดหน้าอกไปอีก ทั้งๆ ที่ของเดิม ขอโทษนะครับ ไม่ได้ดูหมิ่นเพศแม่ ของเดิมของเธอ…ก็ใหญ่โต อลังการคล้ายภูเขาไฟอยู่แล้ว

สำหรับต๊อบ เขายังคงต้องขยายตัวให้ใหญ่ไปกว่านี้อีก
โรงยิมพาวเวอร์โซน ย่านห้วยขวางเลยกลายเป็นบ้านหลังที่สองของต๊อบไปแล้ว เขาจะเข้ามาที่นี่ เพื่อเพาะกล้ามเตรียมลงแข่ง เป้าหมายของเขาคือ เข้าร่วมแข่งขันเพาะกายระดับชาติในรุ่นที่เรียกว่า Body Classic

คุณสิทธิ เจริญฤทธิ์ นักกีฬาเพาะกายทีมชาติที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยการติดอันดับท็อฟไฟว์ของนักกีฬาเพาะกายทั่วโลก อธิบายว่า รุ่นนี้ จะไม่เน้นกล้ามเนื้อใหญ่โต แต่จะเน้นความสวย ความสมส่วนของรูปร่าง

เขาเล่าอีกว่า ต๊อบเป็นนักแสดงไม่กี่คนที่มีสัดส่วนความสูง และมีความเข้าใจเรื่องการออกกำลังกายเป็นอย่างดี แถมยังมีความตั้งใจจริงที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้

“คนส่วนใหญ่เห็นดารา นักร้อง นักแสดงที่ดูพอมีกล้าม ตัวหนา ก็คิดว่า นั่นคือ รูปร่างที่ดีแล้ว แต่จริงๆ มีนักแสดงหลายๆ คนที่ออกกำลังกายเฉพาะหน้าอกให้ดูนูนใหญ่ แต่ไม่สนใจส่วนอื่นๆ อย่างนี้ไม่เรียกว่า รูปร่างดี หรือหุ่นดีจริงๆ ผมอยากจะฝึกให้ต๊อบเป็นตัวอย่างของนักแสดงงรุ่นใหม่
ที่ดูหล่อล่ำ แข็งแรง และดูดีอย่างแท้จริง” สิทธิ์ หรือ “พี่เอก” ผู้บริหารโรงยิมฯ เล่าให้ฟัง

กีฬาเพาะกายเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความอดทน แรงใจ และสถานะทางเศรษฐกิจ เพราะนักกีฬาต้องกินมากเพื่อสร้างกล้ามนื้อ และอีกอย่าง ต้องไม่มีคนใกล้ชิดขัดขวาง อีกประหนึ่งก็คือ ต้องไม่กลัว ถ้าไม่มีแฟน เพราะผู้หญิงบางคน ขอบอกเลิกกับแฟน เพราะไม่อยากให้แฟนตัวใหญ่ พี่เอกเล่า

แต่สำหรับต๊อบ การเป็นนักกีฬาเพาะกาย คงไม่ทำให้น้องหนูหน้าสวยคนนั้นบอกเลิกหรอก เห็นตามกันแจ ตัวติดกันซะขนาดนั้น…

แชะ! แชะ! ติดตามบทสัมภาษณ์เจาะลึก พร้อมชมโปรแกรมการเล่นเวทของต๊อบเพื่อเข้าแข่งทีมชาติได้ที่ช่อง ทรูวิชั่น 102 (MCOT 2) วันพฤหัสบดีที่ 7 และภาค 2 วันที่ 14 สิงหาคมนี้ เวลา 22.30 แชะ! แชะ! หญิงแปลงเพศเป็นชาย หรือเรียกว่า F to M (female to male) และตกเป็นข่าวดังทั่วโลก เพราะเธออยากมีลูก ก็ได้คลอดบุตรสมใจแล้วล่ะครับ ชาวบ้านถามว่า ไม่กลัวลูกงงเหรอ ใครเป็นแม่ ใครเป็นพ่อ ผมว่า ลูกคงไม่งงหรอก เว้นแต่ ชาวบ้านร้านตลาดทำตัวให้งงเอง แชะ! แชะ!

5 comments 0 สิงหาคม 4, 2008


คลังเก็บ

 

สิงหาคม 2008
อา พฤ
« ก.ค.   ก.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

หน้า

เรื่องล่าสุด

Links

Blog Stats

Top Clicks