Archive for กันยายน, 2008

แก่ๆ แล้ว ใครจะดูแล?

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 27-28 กันยายน 2008

หลานมั้ง?
รับเด็กมาเลี้ยงสิ!
เก็บตังค์ไว้ เข้าบ้านพักคนชรา
อ้าว ถ้างั้น แล้วเวลาเหงาๆ ใครจะมาเยี่ยม?
หลานคงแต่งงานมีลูก วุ่นอยู่กับการทำมาหากิน
เด็กที่รับมาเลี้ยง ก็คงมีหนทางชีวิตคล้ายๆ กับหลาน
โว้ย…อย่ามัวคิดมาก รีบๆ ทำงานหาเงิน เก็บไว้ใช้ตอนแก่
ก็ถ้าหากเอ็งเจ็บป่วยไป เดี๋ยวพวกเพื่อนๆ มันก็เยี่ยมเองแหละ
อ้าว แล้วถ้าเพื่อนก็ชราเหมือนกัน เจ็บป่วยเหมือนเราล่ะ ใครจะมา?

ใครมีคำตอบมั่งมั๊ยเนี่ย?

ตอนแรกว่าจะตั้งชื่อตอนว่า เกย์…แก่แล้วไปไหน? แต่ฟังหดหู่เหมือนวิญญาณเร่รอน ยังไงก็ไม่รู้ สำหรับผม เคยคิดเสมอว่า ถ้าเกิดเจ็บป่วย ก็ขอไม่ต้องทรมานมาก ตายไปเร็วๆ เลย ผมก็ว่า…โอแล้วนะ ชีวิตนี้

และถ้าชาติหน้า เกิดมาเป็นเกย์อีก…ก็ไม่ว่าไร

แต่เดี๋ยว เอาปัจจุบันก่อน ในชาตินี้ ถ้าแก่ๆ แล้ว ใครจะดูแล?

คนมีแฟนก็คงหวังลึกๆ แฟนคงจะดูแลเรา และเราก็จะดูแลกัน แต่ถ้าเกิดแฟนเจ็บป่วย แล้วต้องจากไป ก็ค่อยไปหาแฟนใหม่มาดูแลเรา งั้นเหรอ?

แล้วจะหาใครมาดูแล และอยู่ด้วยทันมั๊ยล่ะ กว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ดีๆ ขึ้นมาอีกรอบ? อีกคำถาม ฟังดูเจ็บปวด แต่มันก็เป็นความจริง…ก็แก่ขนาดนั้น ใครจะมาเอา?

เอ…หรือจะขอตายตามไปเลย ให้จบๆ?

คงไม่ใช่ทางออกที่น่าเป็นไปได้แน่ๆ

หนึ่งกับสอง (ตั้งชื่อง่ายๆ อย่างงี้แหละ) อยู่ด้วยกันมานานหลายปี ทั้งสองอายุห่างกัน 8 ปี พอพวกเขาเริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆ สองคนเรียนรู้ และอดทนกันและกันมาตลอด ผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการ แล้วก็ได้ตัดสินใจและสัญญาว่า จะไม่ทิ้งกันไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

หนึ่งเคยมีนอกลู่นอกทางอยู่บ้าง แต่สองก็ไม่ว่าอะไร เพราะรักเขาคนนี้สุดหัวใจ ความดีของสองทำให้หนึ่งรู้ดีว่า ใครคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตเขา (นี่ไม่ใช่เรื่องสมมุติ แต่เป็นเรื่องจริง)

อย่างนี้เรียกว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะมั่นคง

ต่อไปนี้เป็นเรื่องสมมุติ

วันหนึ่ง หนึ่งป่วยหนัก ปางตาย สองก็เฝ้าดูแลพยาบาล ไปเฝ้าไข้อยู่ตลอด เป็นธุระให้ทุกสิ่งทุกอย่าง หนึ่งเริ่มสังเกตเห็นผมสีขาวๆ บนศีรษะของคนรัก เขาเพิ่งเริ่มสังเกตจริงๆ จังๆ ว่า สองก็เริ่มอายุมากขึ้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกตหรอก เพราะเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน เลยไม่รู้ว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

ทั้งสองคนไม่คิดจะอุปการะหลาน ลูกของพี่ชาย ส่วนเรื่องรับเด็กมาเลี้ยง แทบจะไม่ต้องพูดถึง และก็ไม่คิดจะเลี้่ยงหมาเป็นลูก

หนึ่งหายดีขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ตาย แต่ประสบการณ์เฉียดตายทำให้หนึ่งคิดว่า ถ้าเขาจากไป ใครจะดูแลสอง?

คุณแม่ คุณพ่อของเหล่าเกย์ทั้งหลายคงคิดอย่างนี้กับลูกชายเกย์ ยิ่งถ้ารู้ว่า ลูกชายยังไม่มีแฟน แล้วจะไป “ฝากผีฝากไข้” กับใคร?

ผมเริ่มคิด แล้วถ้าคำตอบคือ เริ่มหาอีกคน ซะตอนนี้เลยล่ะ ตอนยังไม่แก่ มีแรง และมีสติดีอยู่?

Three Boyfriends ไม่ใช่เรื่องที่เคยเขียนไปแล้วนะครับ แต่เป็นคอนเซ็ปท์ประหลาดๆ ที่อยากจะแชร์กัน ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ เอาไว้คิดเล่นๆ ดูละกัน ส่วนคนยังไม่มีแฟน อย่าเพิ่งงอนไป เอ้า…ฟังก่อน ก็พอมีแฟนแล้ว ค่อยกลับมาอ่านอีกทีก็ได้ไง

หลังจากหนึ่งฟื้นคืนสภาพ มาแข็งแรงเหมือนเดิม หนึ่งกับสอง ก็เริ่มมองหาว่า ใครควรจะเป็น “สาม” ดี เพราะหากหนึ่งตายจากไปจริงๆ สองก็ยังมีสามอยู่ โดยที่หนึ่งก็สบายใจ เพราะรับรู้ก่อนตายว่า คนรักของเขาจะมีคนมาดูแล (อย่าลืมทำพินัยกรรม ไม่งั้น ญาติของหนึ่งโผล่มาแน่)

สองกับสามก็ดำเนินชีวิตต่อไป โดยเมื่อถึงเวลาแล้ว สองก็จะกลายเป็นหนึ่ง และสามก็จะกลายเป็นสอง ตอนนี้ เราอยู่ด้วยกันสองคน และเมื่อพร้อม สองคน ควรช่วยกัน มองหาสามต่อไป

ฟังดูประหลาดแท้ Three Boyfriends คุณๆ อาจเถียงว่า เขียนน่ะมันง่าย จะทำจริงได้
เหรอ ก็ไม่เถียงแหละครับ ผมถึงเขียนก่อนนี่ไง แต่รอคนทำให้ดูอยู่ แต่ตอนนี้ รอคุณๆ แชร์ความเห็นกันก่อน

ส่วนผมคิดว่า Three Boyfriends น่าจะเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ของโลกยุคใหม่ คิดดูสิ ก่อนหน้านี้ ใครๆ ก็คิดว่า หญิงหย่าสามี ต้องเลี้ยงลูกอยู่คนเดียวเป็น Single Mom คงทำให้ลูกโตขึ้นมาแล้วมีปัญหา ก็มีให้เห็นในหลายๆ ประเทศ อย่าไปมองตะวันตกเลย ประเทศไทยนี่แหละ ลองดูสิครับ คุณรู้จักใครที่เป็น Single Mom มั่งมั๊ย?

มนุษย์สีรุ้งคงคิดเรื่อง แก่ชราแล้วใครจะดูแล เพราะยังไง ผมเชื่อว่า เกย์ส่วนใหญ่ก็ไม่คิดว่า พอมีแฟนอยู่กินกัน แล้วจะไปหาเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก หรือไปรับหลานมาดูแล นั่นคงเป็นทางออกหนึ่ง และหวังว่า เด็กที่โตขึ้น คงจะดูแลเราตอนแก่ชรา เรื่องนี้ตัดสินใจไม่ได้ว่า ผิดหรือถูก ถ้าคุณได้หลานกตัญญู ก็ดีไป

ก็แทนที่จะหาเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก หรือไปรับดูแลหลานลูกของน้องสาว หรือพี่ชาย ทำไม ไม่สร้างครอบครัวของตัวเอง?

ทุกอย่าง มีข้อดีและข้อเสียอยู่แหละ จะเป็นยังไง ถ้าสาม ที่เข้ามาร่วมชีวิตกับสอง เกิดไม่ถูกกับหนึ่ง? จะทำยังไง ถ้าสาม เกิดถูกชะตากับหนึ่งมากกว่ากับสอง? จะทำยังไงถ้าสามอยากมีสี่ ขึ้นมา สารพัดจะคิดแนว what if…เนี่ยละครับ แต่ผมคิดว่า ชีวิตควรมีทางเลือก

หนึ่งกับสอง ควรไปรับสมัครหาสามด้วยกัน คุณเกิดมีคำถามว่า แล้ว สามคน ต้องมีเซ็กซ์กันด้วยหรือเปล่า?

ผมว่า ถ้ามี แล้วมันจะแปลกพิสดารนักเหรอ?

เซ็กซ์กับความสัมพันธ์เป็นเรื่องซับซ้อน

ส่วนตัวผมเชื่อว่า เซ็กซ์ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อยู่ที่ว่า เซ็กซ์นั้นมีความหมายกับคนๆ นั้นยังไงมากกว่า? เป็นแค่เครื่องมือบำบัดความใคร่ให้จบๆ ไป? (ต.ย. one-night stand ทั้งหลาย) เซ็กซ์เป็นเครื่องมือบอกรักแท้ (ต.ย. ชั้นจะไม่มีเซ็กซ์กับใครพร่ำเพรื่อ ชั้นจะมีเซ็กซ์กับคนที่ชั้นรักเท่านั้น) เซ็กซ์ทำให้เรารู้จักกันมากยิ่งขึ้น เซ็กซ์สนุก (ต.ย. เรามามีเซ็กซ์กันเถอะ มีอะไรกันแล้ว ไม่ชอบ ก็เป็นเพื่อน คุยกันได้นะ) หรือ เซ็กซ์ไม่ได้ช่วยอะไร ความเข้าใจกันต่างหาก (ต.ย. ข้ออ้างของคนที่อาจต้องพึ่งไวอากร้า)

ผมคิดว่า ความหมายของครอบครัว มันเปลี่ยนไปแล้ว ครอบครัวอาจจะแปลว่า ผู้ชายสามคนอยู่ด้วยกัน หรือผู้หญิงสามอยู่ด้วยกัน หนึ่งกับสอง เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่มีลูก ถ้าสามยังเรียนหนังสืออยู่ หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน หนึ่งกับสองก็คือที่ปรึกษา และผู้สนับสนุนชั้นดี

สังคมควรอยู่ด้วยการเกื้อกูลกัน

มีเกย์หลายคน ชอบรับบท “พี่ชายใจดี” ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคนอายุสามสิบกว่าๆ เพราะเริ่มอยู่ตัวเรื่องรายได้ และการทำมาหากิน เลยคิดแบ่งปัน รับเลี้ยง และดูแลน้องวัยทีน ที่เพิ่งเข้ามหา’ ลััย และขาดรายได้

ลึกๆ พวกเขาก็หวังว่า อาจได้เจอแจ็คพอต น้องเป็นเด็กกตัญญู ไม่ลืมบุญคุณที่คอยช่วยเหลือยามเขาเดือดร้อน ผมว่า นี่ก็เป็นรูปแบบความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง คนมีมาก ก็ควรเผื่อแผ่ จริงมั๊ยครับ แต่ถ้าคิดหวังสิ่งตอบแทนเกินไป ก็คงเป็นทุกข์ใจ

Three Boyfriends อาจเป็นคอนเซ็ปต์บ้าๆ บวมๆ แต่ถ้าคุณมีแฟน คุณรักแฟนของคุณ ห่วงแฟนของคุณ แล้วคุณต้องจากไปในอีกไม่กี่วัน ความคิดหนึ่งที่แวบเข้ามา ก็คงเป็น

ฉันน่าจะช่วยใครสักคนไว้ดูแลเขา ก่อนตายนะ ฉันจะได้สบายใจ

แชะ! แชะ!
ข่าวพีอาร์กระจายว่า จ๊อบ นิธิ สมุทรโคจร บอกถูกใจได้เล่นเป็นเกย์ในละครช่องสามเร่ือง สะใภ้ลูกทุ่ง “ตอนที่ได้รับการติดต่อให้มาเล่นเป็นเกย์ ก็รับทันที เพราะได้พลิกบทไปจากเดิมๆที่เคยเล่น…เพราะไม่ยึดติดกับบทพระเอกอยู่แล้ว ซึ่งพอเล่นแล้วก็สนุก บทจะเป็นเกย์แต่แอ๊บแมน แล้วก็จะหลงรักเอส-วรฤทธิ์ ยอมทำทุกอย่าง ขนาดยอมแต่งงานกับผู้หญิง เพื่อเอาเงินจากคุณย่ามาช่วยจ่ายหนี้ให้ บทจะมีสีสันมาก สีหน้าจะออกหมดเลย” อ่านแล้วรู้สึกชื่นชมจ๊อบนะครับ แต่ดูบทที่เขียนให้เล่นแล้ว ไม่รู้คนจะเข้าใจเกย์หรือมีอคติขึ้นกันแน่ แชะ! แชะ!รอฟังผลงานของสาวประเภทสองKim Petrasอายุแค่ 16 แปลงเพศตอนอายุ 12 เพลงของสาวเยอรมันคนนี้เริ่มจากคนฟังกลุ่มเล็กๆ แล้วบริษัทเพลงก็เพิ่งเซ็นสัญญาไป จะออกอัลบั้มเร็วๆ นี้ แวะไปเชียร์เธอกันหน่อย http://www.myspace.com/kimilinlein แชะ! แชะ!
ประมาณเดือนที่แล้ว เนเธอร์แลนด์ออกนิตยสารเกย์สุดเท่ winq ตั้งเป้าเป็นนิตยสารเกย์แห่งโลก gay global culture หาซื้อได้ที่บุ๊คกาซีน รูปเด็ดมาก น่าจะมีคนทำนิตยสารเกย์แห่งเอเชียซะทีนะแชะ! แชะ!

24 comments 0 กันยายน 28, 2008

อิตาลี วาติกัน เกย์หนุ่มคู่นั้น

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 20-21 กันยายน 2008

มีหนังอีกเรื่องมาเล่า สัปดาห์ที่แล้วเล่าไปเรื่องหนึ่ง ของไทย รอบนี้ เป็นของอิตาลี ตกลงคอลัมน์นี้จะกลายเป็นคอลัมน์รีวิวแต่หนังหรือเปล่าเนี่ย? คงไม่หรอกครับคุณผู้อ่านที่รัก แต่ไม่แน่ สัปดาห์หน้าอาจมีอีกเรื่อง

กุสตัฟและลูคาทำงานด้านสื่อสารมวลชนทั้งคู่ ชีวิตพวกเขาเรียบง่าย แต่แล้วหลายอย่างก็เปลี่ยนไป

เมื่อสองปีที่แล้ว ที่อิตาลี มีร่างกฎหมายใหม่กำลังนำขึ้นสู่สภา (มีชื่อย่อว่า DICO) จึงเป็นที่มาของสารคดีการผจญภัย กระเทาะสังคม “homophobia” ของอิตาลีที่สองหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ พากล้องวิดีโอหนึ่งตัวไปตามเก็บหลักฐานผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้คนบนท้องถนนแห่งกรุงโรม รวมถึงย่านที่อันตรายที่สุด ถ้าคุณเป็นเกย์

ที่จริงเขาสองคนนั่งอยู่เฉยๆ ทำงานที่ตัวเองรักไปวันๆ ก็ได้ ไม่เดือดร้อนอะไร แต่เผอิญ เขารู้สึกว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบเข้าอย่างจังกับสิ่งที่มีร่วมกัน นั่นคือ ชีวิตคู่

แปดปีที่อยู่ด้วยกัน แปดปีที่ดูแลกัน โดยไม่มีอะไรมารองรับ หากใครเกิดเป็นอะไรไป สิ่งที่หามา ทำมา คงพังทลายไป และในที่สุด จะต้องมีคนหนึ่งคนใดในนั้นตกเป็นเหยื่อของความไม่เท่าเทียมในสังคม และการกีดกันทางเพศอย่างรุนแรง แล้วจะเอาอะไรมาเรียกร้อง?

ประเด็นการรองรับชีวิตคู่คนเพศเดียวกันทางกฎหมาย ดูห่างไกลสุดเอื้อม และไม่น่ามีวี่แววจะเกิดขึ้นในบ้านเรา ใช่มั๊ย?

และอีกอย่าง หลายๆ คนยังคงบ่นว่า โธ่…พี่ แฟนยังหาไม่ได้เลย จะให้มาสนใจเรื่องพวกนี้ทำไม?

ก็จริง แต่ถามจริงๆ เหอะ อยากมีมั๊ยละแฟน คนที่จะกลายมาเป็น “คู่ชีวิต” น่ะ?

คนที่อิตาลี ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน พวกเขาไม่เคยคิดว่า เกย์ และเลสเบี้ยน คนรักเพศเดียวกัน ควรจะได้รับอะไร หรือมีสิทธิ์อะไร

ปีที่แล้วทั้งปี ตั้งแต่กุมภาฯ เรื่อยมา ประเด็นการรองรับชีวิตคู่คนเพศเดียวกันกลายเป็นประเด็นการเมืองขั้นรุนแรง ข่าวทีวี ข่าวหนังสือพิมพ์ การเดินขบวนประท้วง เนื้อหารายการทอล์คโชว์ทางทีวี ต่างก็หยิบยกเรื่องนี้มานำเสนออย่างเผ็ดร้อน อดนึกถึงทีวีบ้านเราไม่ได้ คงได้ดูอย่างนี้สักวัน…

สิ่งเหล่านี้แหละที่สองหนุ่มบันทึกไว้เป็นวิดีโอความยาวรวมกว่า 30 ชั่วโมง แล้วตัดออกมาเป็นสารคดี 80 นาที

สารคดีเรื่องนี้ ได้รับคำนิยมตามเทศกาลหนังต่างๆ ทั่วโลก เพราะความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ขัน และความกล้านำเสนอสิ่งทีี่ขัดกับเสียงคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งขัดกับความรู้สึกของตัวเอง

คงเป็นเพราะกรุงวาติกันอยู่ในย่านนั้นมั้ง คงเป็นเพราะคนอิตาเลียนให้คุณค่ากับสถาบันครอบครัวอย่างสูงสุดมั้ง และเวลาโป๊ปพูดอะไร พวกเขาไม่มีทาง ไม่เชื่อ พวกเขาจึงมองเห็นว่า DICO เป็นมหันตภัยคุกคามชีวิตและทรัพย์สินที่ควรจะต่อต้านอย่างหัวชนฝา

ทั้งๆ ที่ ความจริง เจ้า DICO ตัวนี้ ไม่ได้รองรับคู่เพศเดียวกันเท่านั้น แต่ยังให้สิทธิ์ใครก็ได้ที่อยู่ร่วมกัน และใช้ชีวิตคู่ อย่างน้อย 9 ปี (ได้สิทธิทางมรดก) และ 3 ปี (ได้สิทธิได้รับค่าเลี้ยงดู) แต่สำหรับคนอิตาเลียนหัวโบราณและเคร่งศาสนา (เพราะมีกรุงวาติกันอยู่ใกล้ๆ?) รับไม่ได้อย่างยิ่ง พวกเขาเลยออกมาต่อต้านกันยกใหญ่

ถ้าเป็นผู้สื่อข่าวคนอื่น ยื่นไมค์ถามคนเดินถนนหนทางคงเป็นสารคดีข่าวธรรมดา แต่นี่เป็นสองหนุ่มนักสื่อสารมวลชนและเป็นเกย์ เขาทำมากกว่านั้น

กุสตัฟ ไม่เพียงแต่ถามความเห็นคนเดินถนนว่า รู้สึกยังไงกับ DICO เขาเอาตัวเองกับแฟน เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาด้วย “แล้วอย่างผมกับแฟนล่ะ เราอยู่ด้วยกันมาแปดปีแล้วนะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเหรอ” กุสตัฟบอกคนโดนสัมภาษณ์อย่างนั้น อย่างไม่ปิดบัง ผมนึกถึงตัวเอง จะกล้าเหมือนเขามั๊ยเนี่ย?

ผมว่า การนำเสนอในจุดนี้น่าสนใจมากๆ ขณะที่คนถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ ยกเหตุผลว่า มันผิดธรรมชาติ มันผิดบาป มันทำลายสถาบันครอบครัว คนที่พูดสิ่งพวกนี้ออกมาก็บอกหรืออธิบายอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้

ตัวสารคดีนำเสนอความเห็นซ้ำๆ แบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน บางคนก็ออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง บ้างก็ทำหน้าขวยเขินที่รู้ว่า คนสัมภาษณ์กับคนอยู่หลังกล้องวิดีโอเป็นแฟนกัน

ผมว่า ผู้ชมคนอื่นๆ ในโรงคงรู้สึกเหมือนผม เหมือนกับว่า เรากำลังดูผู้คนที่เป็นหุ่นยนต์ถูกไฟฟ้าช็อต หรือตกมาจากที่สูง พูดจาซ้ำๆ ซากๆ วนไปวนมา

วันนั้น ผมไม่อยากได้ยินคำว่า “ครอบครัว” อีกเลย ดูมันเป็นคำที่ไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่แม้แต่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่คนส่วนใหญ่ในสารคดีนี้อ้างถึงมัน

ผู้คนในกรุงโรมยังมองเกย์ในมุมมองเดิมๆ ผมเพิ่งรู้สึกว่า อิตาลีล้าหลังกว่าหลายประเทศในยุโรป ก็ตอนนี้เอง

คุณผู้อ่านคงคิดว่า เป็นสารคดีสุดเครียด แต่ความจริงไม่ใช่ นี่เป็นฝีมือการผสมผสานอย่างลงตัว พวกเขาสอดแทรกอารมณ์ขัน ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ

ฉากหนึ่ง สองหนุ่มนอนอยู่บนเตียง กำลังจะเข้านอนแล้วล่ะ แต่ยังอดคุยกันเร่ื่องสิทธิ์ต่างๆ ไม่ได้ ถ้า DICO ไม่ผ่าน พวกเขาจะเป็นยังไง? เขาตั้งคำถามกันและกันอย่างเคร่งเครียด

หลังจากสาธยายผลลัพธ์อันน่าเศร้าไปแล้ว พวกเขาก็เฉลยให้คนดูรู้ว่า นี่เพิ่งพูดจบไปน่ะ อ่านตามบทอยู่นะ ไม่ได้พูดสดๆ เหมือนตอนเดินสัมภาษณ์คนบนท้องถนน มันเป็นฉากที่เขาสองคนตั้งใจ “เมก” ขึ้นมา แต่มันได้ผลนะครับ เพราะคนดูเข้าใจเรื่องสิทธิ์ที่เข้าใจยาก ได้ง่ายขึ้น

ตกลงแล้วอิตาลี ก็ไม่มีข้อยุติเรื่อง DICO แต่สองหนุ่มก็ยังคงใช้ชีวิตคู่ของพวกเขาต่อไป

ส่วนตัวผมเอง ผมไม่ได้เชื่อในเรื่องการแต่งงาน แต่ผมคิดว่า คนเราควรมีสิทธิ์เลือกว่าจะแต่งหรือจะจดทะเบียน หรือจะอยู่ด้วยกันเฉยๆ มันเป็นทางเลือก และทุกๆ ทางเลือกไม่ได้ดีทุกอย่างเสมอไป แต่ประชาชนทุกๆ คนควรได้สิทธิ์เสมอกันที่จะเลือก

หนังเรื่องนี้ชื่อ Suddenly, Last Winter (2007) ถ้า Suddenly Last Summer จะเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่ง

แชะ! แชะ!

ที่อังกฤษ สองหนุ่ม เจนนี่ หรือพอล และเอเอน หรืออาเลน วัยเกษียณแล้วทั้งคู่ เคยมีลูกแล้วทั้งคู่ ลูกก็โตแล้ว สองคนก็ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ตอนนี้ ตกลงมาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน สองคนมีความสุขดี รวมทั้งความสุขบนเตียงอีกต่างหาก ผมว่า เมืองไทยก็มีนะแบบนี้ เห็นบ่อยๆ หรือรับรู้บ่อยๆ ซะ เดี๋ยวคงชินกัน แชะ! แชะ!


อิตาลีเคยมีนักการเมืองเป็นสาวประเภทสองมาก่อน เธอชื่อว่า Vladimir Luxuria ถือเป็นนักการเมืองสาวประเภทสองคนที่สองของโลก แต่เป็นคนแรกของยุโรป ถัดจากก่อนหน้าที่เป็นชาวนิวซีแลนด์ คุณวลาดิเมีย เป็นนักแสดง พิธีกรรายการทีวี และเคยขายบริการทางเพศมาก่อนในอดีต เพราะขัดสนเงินทอง กว่าจะเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ขึ้นสู่อาชีพสูงสุดในชีีวิต เธอได้รับเลือกตั้งในปี 2006 ครั้งหนึ่งเธอเล่าว่า ไปเข้าห้องน้ำผู้หญิงในสถานที่ราชการนั่นแหละ เธอโดนนักการเมืองหญิงอาวุโสชื่อดังท่านหนึ่งโวยวาย บอกว่าเป็น sexual violation เรียกร้องให้เธอไปเข้าห้องน้ำผู้ชายแทน พร้อมเสนอให้มีการสร้างห้องนำ้เฉพาะของสาวประเภทสองแยกออกมาต่างหาก คุ้นๆ มั๊ย เรื่องแนวนี้?

12 comments 0 กันยายน 24, 2008

บริเวณไหนอยู่ภายใต้การกักกัน

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 13-14 กันยายน 2008

มีงานสารคดีชิ้นหนึ่งที่น่าดูมาก และเพิ่งฉายจบไป ผู้จัดบอกว่า ฉายมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ผมประมาณเอาเองว่า น่าจะมีคนดูคร่าวๆ ไม่เกิน 300-400 คน ไม่ใช่เพราะสถานที่เล็ก คับแคบ จัดรอบน้อย หรือไม่ได้ป่าวประกาศเชิญชวน

แต่เพราะเนื้อหาข้างในมัน…สุดบรรยาย ใครจะได้ดูต้องผ่านการ “คัดกรอง” เสียก่อน อยู่ๆ จะขึ้นบันไดเลื่อน เข้าแถว ตีตั๋ว เดินไปซื้อข้าวโพดคั่วน้ำอัดลม รับแก้วใหญ่เพิ่มห้าบาทมั๊ยยคะ?

…ไม่ได้นะคุณ

อยากจะดู ต้องโทรไปแจ้งชื่อเสียงเรียงนามให้ชัดๆ ส่วนจะได้ดูหรือไม่นั้น แล้วแต่ผู้จัด เผอิญผมโชคดี ออดอ้อนมาได้สองใบ

สถานที่ฉาย…ผู้ชมที่ไม่คุ้นคงลุ้นระทึกอยู่ไม่น้อย เพราะดูเหมือนจะมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ป้อมตำรวจตั้งตระหง่านอยู่บริเวณนั้น ข้างๆ ป้อมคือ สตูดิโอโรงละครเล็กๆ ที่กำลังฉายสิ่งที่คนดูหนังข้างในแสนจะ “เอ็นจอย” ไปกับภาพและเนื้อหาที่คนใส่ชุดสีกากีข้างนอกรู้เข้าคงต้องมาออกฤทธิ์กันแน่ๆ

“This Area Is Under Quarantine” (อ่าน ควอ-เริน-ทีน) เป็นผลงานสารคดีชิ้นล่าสุดของผู้กำกับหนังนอกกระแสมือรางวัล “ธัญสก (ทัน-สะ-กะ) พันสิทธิวรกุล (ก็อ่านตามนั้นไปแหละ) และเป็นผู้รับรางวัลศิลปาธร สาขาภาพยนตร์ปี 2550 รางวัลนี้ก็คล้ายๆ รางวัลศิลปินแห่งชาติแหละครับ แต่กระทรวงวัฒนธรรมมอบให้คนทำงานศิปละที่ยังอายุ 30-50 เพื่อเป็นแรงใจและให้มุ่งมั่นทำงานอย่างอิสระ

ในสมัยก่อน เรือขนส่งสินค้ามาถึงท่า เจ้าหน้าที่ก็จะกักบริเวณไว้ก่อน 40 วัน เพื่อให้ปลอดโรค ในอิตาลี สมัยโบราณหญิงหม้าย สามีตายสามารถอยู่ในบ้านนั้นได้ 40 วันเพื่อรอเคลียร์ทรัพย์สิน ในหนังไซไฟ โลกต่อสู้กับเชื้อโรค ก็จะเจอคำว่าโดน Quarantine

งานอิสระทางความคิดของธัญสกชิ้นนี้ เจ้าตัวบอกว่า เป็นเรื่องแรกที่มีเนื้อหาเชิงการเมือง
ที่เขาเพิ่งให้ความสนใจหลังจากได้รับคลิป “วิดีโอลับ” มาชิ้นหนึ่ง

สารคดีชิ้นนี้ ตัดสลับไปมาด้วยคลิปวิดีโอเหตุการณ์ทางการเมืองนั้น และมีคำสัมภาษณ์ของหนุ่มเกย์สองคนที่ผู้กำกับเปิดโรงแรมให้มาเล่าเรื่องประสบการณ์ชีวิตที่ไม่คาดคิดและมุมมองความเป็นเกย์ของแต่ละคนอย่างยาวเหยียด คนละรอบ

ปิดท้ายด้วยการให้ทั้งสองลองเล่นละคร สวมบทบาทคนรักเก่าของอีกฝ่ายที่เพิ่งเล่าจบไป หยอกล้อลองถ่ายภาพเลียนแบบนายแบบนู้ดในนิตยสาร แล้วก็มีเซ็กซ์กัน

ไม่รู้คนอื่นๆ ที่ได้ดู จะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า พอดูจบ ผมรู้สึกสะเทือนไปกับภาพและเนื้อ
หาของประเด็นการเมืองสองเรื่อง ส่วนเรื่องเล่าบวกฉากเซ็กซ์ที่ดูดดื่มเร่าร้อนล่อนจ้อนของนักแสดงนั้น ส่วนนี้กินความยาวของสารคดีสามในสี่ ดูแล้ว ก็ต้องบอกว่า ร้อนเหมือนกัน

แต่ประเด็นการเมือง ร้อนกว่ามาก

ภาพของคนนับร้อยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น โดนมัดมือไพล่หลัง เปลือยครึ่งท่อน นอนคว่ำ

หน้าอยู่บนพื้นถนน หลังเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม ภาพคนโดนฉุดกระชาก ลาก และเตะ เป็นวิดีโอคลิปเหตุการณ์ความรุนแรงที่เมืองไทย อ. ตากใบ จ. นราธิวาส ที่ไม่ได้รับการเผยแพร่มาก่อน มีผู้เสียชีวิต 6 และระหว่างขนย้ายอีก 78 เพราะบาดเจ็บและขาดอากาศหายใจในรถ ลองนึกภาพเป็ดไก่โดนมัดนับร้อยแล้วอัดแน่นอยู่ในรถร้อนๆ ดู

อีกภาพ ท่ามกลางประชนมากมาย วัยรุ่นชายสองคนโดนปิดตา ยืนอยู่บนแท่นประหาร อีกไม่กี่นาที เขาทั้งสองก็ถูกแขวนคอ ห้อยโตงเตง แกว่งไปแกว่งมากลางอากาศ ภาพนี้หลายๆ คนคงเคยเห็นในข่าวต่างประเทศและในอีเมล forward มาก่อน สองคนนี้เป็นเกย์

มันมาเกี่ยวกันได้ยังไงเนี่ย?

คงต้องบอกว่า เป็นความสามารถของผู้กำกับ เขาบอกว่า ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลของคน บาดแผลของสังคม และอาจจะเป็นบาดแผลของผู้กำกับเอง โดยมีเรื่องราวหลักๆ ทั้งสามเรื่องเป็นองค์ประกอบ และที่สำคัญ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกตั้งคำถามในเวลาต่อมาว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความลวง รวมไปถึง “การกักกัน” และกีดกันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

สำหรับผมเองแล้ว เกย์หนุ่มสองคน และเรื่องที่เล่า ดูสมจริง มีสีสัน อารมณ์ ความรู้สึกน่าติดตามแทบทุกช็อต ฉากร่วมรักที่ผู้กำกับถ่าย close-up ไล่เลื้อยกล้ามเนื้อและจับภาพ “อวัยวะ” ของนักแสดง ผู้ชมจึงถูกดึงเข้าไปสัมผัสเส้นเลือดตุบๆ บนตัวหนุ่มสองคนนั่น ต้องบอกว่า สุดยอดมากๆ แต่ถ้าคุณดูแล้วปล่อยใจสยายอารมณ์เปลือยไปเรื่อยๆ คุณจะร้อนเกินพิกัด และบางสิ่งบางอย่างอาจจะเกิดขึ้นได้เบื้องล่าง

พอดูฉากนี้จบ ผมชักไม่แน่ใจ เอ๊ะตกลง สองคนนั่น เขามีเซ็กซ์กันจริงๆ หรือเปล่า อย่างที่ทำ “ท่านั้น” พาลไปคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้าว่า แล้วที่เขาสองคนมานั่งเล่าเรื่องตัวเองมาเป็นชั่วโมงๆ น่ะ มันเป็นเรื่องจริงด้วยหรือเปล่า?

เพราะภาพก่อนหน้านี้ เป็นภาพเหตุการณ์ผู้ชุมนุมถูกกระทำที่ตากใบ เป็นภาพที่สื่อมวลชนใดๆ ไม่ได้เผยแพร่ รัฐบาลทักษิณ (2547) ก็ปฏิเสธมาตลอดถึงสาเหตุที่มีผู้เสียชีวิตมากมายขนาดนั้น เป็นคลิปวิดีโอที่แทบจะไม่มีใครเคยเห็น ส่วนกรณีเด็กอิหร่านสองคนถูกแขวนคอ เจ้าหน้าที่รัฐอิหร่านก็บอกในเวลาต่อมาว่า เพราะสองคนนี้ก่อคดีอุกฉกรรจ์ ไปข่มขืนเด็กผู้ชายอีกคน รัฐไม่ได้แขวนคอเพราะสองคนเป็นเกย์และมีเซ็กซ์กัน ซะหน่อย

ตกลงเลยไม่รู้ว่า อะไรคือจริง อะไรคือไม่จริงกันแน่

ชีวิตมีอะไรให้น่าค้นหาอีกเยอะ ไม่ว่าเป็นเกย์ หรือไม่ ถ้าเป็นที่ท่าเรือ คุณต้องรอ 40 วันเพราะโดน Quarantine แต่เกย์หลายๆ คนก็ตัดสินใจ Quarantine ตัวเองตลอดชีวิต

ผมมองไปรอบๆ ข้างๆ ผมเห็นคนฉายหนัง เขากำลังทำหน้าที่ของเขาในพื้นที่แสนจำกัด มันแคบมาก ในท่านั่งเกือบยอง ๆ หัวเข่าของเขาพับงอ เพื่อให้แทรกตัวเข้าไปนั่งในนั้นให้ได้ เขาลุกไปไหนไม่ได้ จนกว่าหนังจะจบ

ผมมองไปยังคนอื่นๆ ในโรงละคร ที่ได้เข้ามานั่งในที่เล็กๆ แห่งนี้ เราทุกๆ ในนั้นเหมือนกำลังถูก “Quarantine หมู่” กับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า

แชะ! แชะ! เคิร์ท ไวล์ด โดนร้านแซนด์วิชดัง “ซับเวย์” สาขามิสซูรีโดนไล่ออก เพราะลูกค้าจำได้ว่า หนุ่มวัย 22 คนนี้เคยเล่นหนังปลุกใจเสือป่าของค่าย Freshmen ลูกค้าบอกว่า มาที่ร้านนี้ทีไร กินไม่ลงเพราะเห็นหน้านายคนนี้ แปลกจัง กินแซนด์วิช กับนั่งดูหนังโป๊ที่บ้าน มันไม่น่าจะเกี่ยวกัน หรือกินที่ร้านไม่มีสมาธิ เพราะติดใจคนเล่น? แชะ! แชะ! คลิฟ ริชาร์ด นักร้องตำนาน ออกหนังสือเล่มใหม่ เผยตอนนี้ใช้ชีวิตเจ็ดปีแล้วอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งที่เคยเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นคู่รัก “เป็นเพื่อนคู่คิดน่ะ” พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า “ผมล่ะเบื่อจะตายอยู่แล้วที่สื่อมวลชนอยากรู้อยู่ได้ มันเรื่องส่วนตัวของผม” ท่านครับ 67 แล้วนะ แชะ! แชะ!

10 comments 0 กันยายน 15, 2008

เมื่อต้องเลือกข้าง ไม่เลือกได้มั๊ย?

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 7-8 กันยายน 2008

ที่ซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย บริษัทยักษ์ใหญ่ขายแฮมเบอร์เกอร์ควักเงินสนับสนุนกิจกรรมของหอการค้าเกย์และเลสเบี้ยน ในทันใด ฝ่ายตรงข้ามก็ออกโรงตอบโต้ว่า

“แม็คโดนัลด์เอ๊ย เจ้าอยู่เฉยๆ ทำตัวเป็นกลาง แล้วขายแฮมเบอร์เกอร์ของเจ้าต่อไปเถอะ”

ที่เมืองเดียวกัน แต่คนละช่วงเวลา ฝ่ายบริหารโรงแรมแมนเชสเตอร์ไฮแอท ต้องกุมขมับเมื่อเจ้าของโรงแรมบริจาคเงินส่วนตัวให้องค์กรทางศาสนาแห่งหนึ่งที่ไม่สนับสนุนการแต่งงานของเกย์ ทั้งๆ ที่โรงแรมไม่เคยมีนโยบายกีดกันทางเพศมาก่อน

บรรดาลูกค้าเกย์และเลสเบี้ยน รวมทั้งหน่วยงานและองค์กรสีรุ้งต่างก็งงไม่หายกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับโรงแรมแห่งนี้นี้ บ้างก็ยกเลิก ไม่ไปใช้บริการ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็เข้ามาใช้บริการเพิ่ม เพราะรู้สึกพอใจที่เจ้าของโรงแรมทำอย่างนั้น เสียดายข่าว ไม่ได้บอกว่า โรงแรมนี้ได้เสีย ไปเท่าไหร่ในที่สุด

“การเมืองเรื่องเกย์” ที่เมืองลุงแซมดุเด็ดเผ็ดมันและร้อนแรงน่าติดตามแทบทุกช็อตเลยล่ะครับ แต่ละเรื่องเต็มไปด้วยกลยุทธ์แพรวพราวที่ต่างฝ่ายต่างงัดออกมาต่อสู้กัน ยิ่งใกล้พฤศจิกายน เดือนที่ชาวอเมริกันจะต้องตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศคนใหม่
ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งความเสมอภาคก็จะทวีความเข้มข้น แทบไม่กะพริบตา

ล่าสุด คนทั้งประเทศกำลังจับตามองชาวแคลิฟอร์เนียนี่แหละ รัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศว่า จะโหวตสนับสนุนหรือคัดค้านข้อเสนอให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับการแต่งงานกันของคนเพศเดียวกัน ในเดือนพ.ย.

ความเดิมก็คือ ก่อนหน้านี้ ศาลสูงของรัฐตัดสินว่า เกย์/เลสเบี้ยน จดทะเบียนแต่งกันได้ เพราะการแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันไม่ได้มีไว้สำหรับชายและหญิงอีกต่อไป ฝ่ายไม่เห็นด้วยเลยเสนอให้แก้ไขกฎหมายของรัฐซะเลย ข้อเสนอให้แก้กฎหมายนี้ รู้จักกันในนามว่า “Proposition 8″

ทั้งรัฐเลยแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายแรก สนับสนุน Proposition 8 โดยมีคนสนับสนุนและบริจาคเงินช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นผู้เคร่งศาสนาและหัวโบราณที่ยึดถือว่า การแต่งงานจดทะเบียนสมรสเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็อย่างคุณดัค แมนเชสเตอร์ เจ้าของโรงแรมแมนเชสเตอร์ไฮแอท ก็คนหนึ่ง ตะแกมอบเงินจำนวน 4.5 ล้านบาทให้องค์กรต่อต้าน gay marriage แห่งหนึ่ง

อีกฝ่ายคือ พวกหัวก้าวหน้าทันสมัยที่มองว่า บุคคลใดที่เสียภาษีให้รัฐเหมือนๆ กัน ย่อมมีสิทธิ์เสมอภาคกัน

สองฝ่ายต่างต้องจัดแคมเปญรณรงค์หาเงินมาสนับสนุนอย่างแข็งขัน จัดอย่างเดียวไม่พอ ต้องเสริมกลยุทธ์หาเสียงมวลชนให้มากเข้าไว้ และตอนนี้ กลยุทธ์ใหม่ๆ ก็เริ่มเผยให้เห็นมากขึ้น

ล่าสุด ฝ่ายสนับสนุน gay marriage ประกาศว่า ต่อไปในี้ ใครที่บริจาคเงินช่วยฝ่ายตรงข้าม จะได้รับการลิสต์ชื่อเสียงเรียงนาม ประกาศกันให้โจ้งๆ ไปเลย

เท่านั้นยังไม่พอ

ขอเผยอีกด้วยว่า บุคคลนั้นทำงานอยู่ที่ไหน เป็นลูกจ้างใคร หรือเป็นเจ้าของกิจการใด พร้อมแปะโลโก้องค์กรนั้นๆ ไว้ประกอบด้วย ผู้คนจะได้รู้จะๆ ไปเลยว่า ใครเป็นใคร ทำอะไรอยู่

เลยเป็นเรื่องสิครับ

เพราะปกติแล้ว กติกาของที่นั่น ใครที่บริจาคเงินช่วยเหลือองค์กรใดๆ ภาครัฐจะมีการบันทึกข้อมูลอยู่แล้ว และคนทั่วไปเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ได้ แต่จะมีสักกี่คนที่ไปเปิดดู? เลยไม่ถึงขนาดเผยกันอย่างกว้างขวาง

อย่างกรณีของคุณวิลเลี่ยม โบลท์เฮาส์ ก็อีกคน แกบริจาคเงินราว 3.5 ล้านให้องค์กรใหญ่แห่งหนึ่งที่คัดค้าน gay marriage

ฝ่ายตรงข้ามที่สนับสนุน gay marriage ที่ใช้ชื่อว่า Californians Against Hate ก็ออกมารณรงค์ไม่ให้คนซื้อผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้บรรจุขวดที่มีชื่อแกเป็นแบรนด์เนมอยู่

ความจริง คุณวิลเลี่ยมขายหุ้นบริษัทโบลท์ ฟาร์มของแกไปแล้วเมื่อสามปีก่อน ไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่นายเฟรด คาร์เกอร์ ผู้บริหาร Califonians Against Hate องค์กรเกย์แห่งหนึ่ง ก็แย้งว่า ถึงแม้จะขายหุ้นไปแล้ว แต่ลูกเขยแกน่ะ ยังนั่งเป็นประธานอยู่ แล้วบริษัทแห่งนี้ก็โฆษณาและประชาสัมพันธ์ว่า บริหารงานโดยทายาทของตระกูลรุ่นที่สี่

ฝ่ายคัดค้าน gay marriage รู้สึกว่า ฝ่ายสนับสนุน gay marriage “เล่นแรง”

“กลยุทธ์นี้ ไม่ได้ไปห้ามคนไม่ให้บริจาคนะครับ แต่เป็นการให้ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ว่า ใครอยู่ในองค์กรใด ธุรกิจใดสนับสนุนหรือคัดค้านอะไร ประชาชนจะได้มีข้อมูลตัดสินใจกันเอาเองว่า

จะสนับสนุนฝ่ายใด แล้วเงินที่ซื้อข้าวของแต่ละวัน หรือใช้จ่ายไปให้ธุรกิจ กิจการอะไรน่ะ จะเวียนมาทำร้ายตัวเองหรือเปล่า เราไม่ได้เล่นนอกกติกา เพราะข้อมูลเหล่านั้นมีอยู่ในเว็บต่างๆ ของรัฐที่ประชาชนเข้าไปหาได้ตามสะดวกอยู่แล้ว แต่เรานำมาเสนอให้คนรู้มากขึ้น” นายเฟรดชี้แจง

ดิสนีย์แลนด์เป็นอีกกรณีที่น่าสนใจมาก

ใครรู้มั่งว่า ดิสนีย์แลนด์ มีการจัดงานวัน Gay Day ให้บรรดาครอบครัวเกย์และเลสเบี้ยนไปเที่ยวสนุกสนานกัน?

จัดมาหลายปีแล้ว และอีกอย่างดิสนีย์มีนโยบายรองรับพนักงานที่เป็นมนุษย์สีรุ้งอย่างชัดเจน

ในช่วงปี 1990 กลุ่มเกลียดเกย์หลายกลุ่ม ใหญ่ๆ ก็เห็นจะเป็น the American Family Association and Focus on the Family ประกาศบอยคอตไม่ไปใช้บริการของสวนสนุกดิสนีย์อยู่พักใหญ่ แต่ดิสนีย์ก็ไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน และตอนนี้ ดิสนีย์ก็ยังจัดงานกิจกรรมให้ลูกค้าเกย์และเลสเบี้ยนอยู่เหมือนเดิม เช่นเดียวกับ แม็คโดนัลด์ ที่โดนโจมตีจากฝ่ายเกลียดเกย์ แต่แม็คฯ ก็ไม่สั่นคลอน เปลี่ยนท่าที

(ทำเอาผมเลิกเมิน อยากเดินเข้าไปซื้อแม็คฯ ขึ้นมาเลยแหละ)

สำหรับบ้านเรา ประเด็นเรื่อง “Gay marriage” ยังคงห่างไกลเกินจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน แต่ ประเด็น “การเลือกข้าง” เพื่อตัดสินใจเกิดขึ้นกับเราอยู่ทุกๆ วัน และในหลายๆ สถานการณ์ ที่น่าอึดอัด ถึงเราจะบ่ายเบี่ยง ประวิงเวลา ไม่ตัดสินใจ แต่ในที่สุดแล้ว

คนเราต้องเรียนรู้เพื่อจะตัดสินใจ และมีจุดยืนเป็นของตัวเอง

คุณจะอยู่ข้างไหน ระหว่างเกลียดกัน หรือเปิดใจกว้างยอมรับและพยายามเรียนรู้ถึงความแตกต่างในโลกใบนี้?

แชะ! แชะ! เชิญชมหนังฟรี เรื่อง XXY (ไม่ใช่ผู้ชาย…ไม่ใช่ผู้หญิง) หนังรางวัลเมืองคานส์ ปี 2550 และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ ปีเดียวกัน เนื้อหาเล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่เกิดมามีอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย แล้วจะเลือกเพศใด? ฉายวันเสาร์ 13 ก.ย. 2551 เวลา 17.00-19.40 น. สมาคมฝรั่งเศส ถนนสาธรใต้ พร้อมฟังอภิปรายหัวข้อสิทธิในการเลือก (เพศ) เป็นสิทธิ์ของใคร? โดยนัยนา สุภาพึ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล หัวหน้าหน่วยจิตเวช โรงพยาบาลพญาไท 2 ชวลิต สกุลพิชัยรัตน์
(บุคคลที่เป็น XXY ) จากสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ดำเนินโดยรายการโดยระพีพันธ์ จอมมะเริง จาก UNESCO รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ จันทร์จิรา บุญประเสริฐ 081 423-6896 ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ 085 041-8477 หรือดนัย ลินจงรัตน์ 081 355-0696 แชะ! แชะ!

10 comments 0 กันยายน 7, 2008


คลังเก็บ

 

กันยายน 2008
อา พฤ
« ส.ค.   ต.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

หน้า

เรื่องล่าสุด

Links

Blog Stats

Top Clicks