Archive for ตุลาคม, 2008

คุณตำรวจเกย์ครับ

วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ เสาร์-อาทิตย์ 25-26 ตุลาคม 2551

สองอาทิตย์ก่อนโน้น ได้มีโอกาสเขียนถึงนายตำรวจท่านหนึ่ง แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อของเขา เขามาร่วมงานสัมมนาครั้งสำคัญที่โรงแรมเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นใหญ่โตเป็นครั้งแรกในหัวข้อสื่อและเกย์

ในงานนั้น พอประเด็นทางกฎหมายได้รับการพูดถึงบนเวที เขาก็เดินไปที่ไมโครโฟน แล้วแนะนำตัวเอง

“ผมชื่อร้อยตำรวจเอกสิทธิพัฒน์ เฉลิมยศ ผมเป็นเกย์…”

แล้วเสียงปรบมือก็ดังก้องทั่วทั้งห้อง

“ผู้กองตั้ม” เล่าให้ผมและเพื่อนๆ ฟังผ่านรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุในเวลาต่อมาว่า เป็นเกย์และยอมรับตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นตำรวจมาตั้งแต่ยังจำความได้

พอเข้าเรียนในโรงเรียนตำรวจก็ตั้งใจมาก ผลการเรียนจึงอยู่ในระดับที่ 1-10 มาตลอด

สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาย้ำ การที่เขาเป็นเกย์ ไม่ได้สร้างปัญหา หรือทำให้ใครเดือดร้อนทั้งสมัยเรียนหนังสือและเรื่อยมาถึงช่วงทำงาน ก็คงเป็นเพราะ เขาเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา เข้ากับทุกๆ คนได้

พวกเราที่กำลังรุมสัมภาษณ์เขาอยู่ มองหน้ากันอย่างงงๆ (และบางคนก็เกิดอาการอยากจะจีบตำรวจ) อดสงสัยไม่ได้

เขาผ่านจุดล่อแหลมบางอย่างมาได้ยังไง?

“ตอนเรียนหนังสืออยู่ ก็ต้องมีอาบน้ำรวมๆ กัน ใช่ไหมครับ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าต่ออีกว่า เพื่อนร่วมอาชีพคนหนึ่งที่เขารู้จัก ก็เป็นเกย์ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะไม่รู้สึกปลอดภัย ต่อมาพอเพื่อนคนนี้มีแฟนเป็นชาวต่างชาติ เลยตัดสินใจลาออกจากราชการตำรวจ แล้วไปใช้ชีวิตคู่อยู่นอกประเทศไทย

เสียดาย ยังไม่เคยมีสถิติว่า กรมตำรวจสูญเสียตำรวจเกย์ไปมากน้อยแค่ไหน? แล้วรู้สึกเสียดายมั่งมั๊ย?

ผมเดาว่า ผู้กองตั้ม “คงโชคดี” กว่าใครๆ ที่ผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วามงาน และลูกน้อง ต่างก็รักใคร่เอ็นดู แต่จะมีกี่คนที่ได้รับโอกาสอย่างนี้?

มันทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง “เพื่อนกูรักมึงว่ะ”

หากใครจำได้ ในช่วงที่หนังยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะเข้าโรงเมื่อไหร่ ก็ตกเป็นข่าวร้อน ร้อนไปถึงหลายๆ คนที่เกี่ยวข้อง
ในช็อตหนึ่ง นักข่าวได้สัมภาษณ์ความเห็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านก็พูดแนวปรามๆ ผสมขอร้องแกมบังคับคนทำหนังเรื่องนี้ว่า ขออย่าเอาเรื่องตำรวจไปผูกเรื่องในหนัง ยิ่งบอกว่า ในหนังมีตำรวจเป็นเกย์แล้ว จะทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเสียหาย

อีกนัยหนึ่ง เหมือนท่่านกำลังจะบอกว่า วงการสีกากีไม่มีเกย์เป็นตำรวจ และตำรวจเป็นเกย์ก็คงไม่มี (ซะงั้น) ได้ยินได้ฟังแบบนี้แล้ว ถึงตอนนี้ ผมก็อดนึกถึงผู้นำประเทศอิหร่านที่โดนชาวโลกประณามหลังแขวนคอวัยรุ่นเกย์สองคนไม่ได้ ท่านประกาศคล้ายๆ กันว่า “ประเทศอิหร่านไม่มีเกย์”

ถ้ามนุษย์เรากล้ายอมรับความจริง ผมคิดว่า อะไรๆ ในโลกนี้ มันคงง่ายขึ้นเยอะ เพราะเรานิยมโกหกตัวเอง และโกหกคนรอบข้างอยู่อย่างนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราๆ ท่านๆ ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ สำหรับคุณผู้อ่านที่เป็นเกย์ ยิ่งคุณแอบ คุณจะยิ่งกลัว

ผู้กองตั้ม ยอมรับความจริงของตัวเองมานานแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ และการเป็นเกย์ และเป็นเกย์อย่างเปิดเผยของเขาอาจมีส่วนทำให้ชีวิตของเขา และคนอื่นๆ พลิกผัน

เขากำลังจะจบปริญญาเอกที่มหาวิยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เขาเลือกหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ที่หลายๆ คนคงเมิน เพราะเข้าถึงข้อมูลได้ยากหากไม่ได้มีเครื่องแบบ

“แนวทางในการผลักดันการสร้างมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของเกย์ในกรุงเทพมหานคร” (Approaches to Leverage Measures to Prevent and Correct Problems of Criminal Victimization Among Bangkokian Gay Members)

ผมมีโอกาส ก็รีบไปฟังเขา “defense” งานวิจัยของเขาต่อหน้าคณะกรรมการและประธานผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการท่านหนึ่งคือ รศ. ดร. เสรี วงศ์มณฑา และต้องบอกว่า ไม่เคยไปงาน defense ป. เอกมาก่อนเลยล่ะครับ

ประเด็นหลักของดุษฎีนิพนธ์ของผู้กองหนุ่มคนนี้ก็คือ แนวทางผลักดัน ซึ่งผมเชื่อว่า สิ่งที่เขาทำตอนนี้ จะช่วยจุดประกายให้ตำรวจและเกย์ “ทำงานร่วมกัน” มากขึ้น เมื่อเกิดอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นที่ใด

“ตอนเข้าหาแหล่งข้อมูล อย่างเพื่อนตำรวจ หรือตำรวจจากที่ทำหน้าที่สอบสวน พวกเขาก็จะมองหน้า บางคนหัวเราะหึๆ แล้วก็เดินจากไป ด้วยอาการ “ตูไม่เห็นว่า เรื่องนี้มันจะสลักสำคัญ” อะไรเลย”

แต่เขาก็ได้ข้อมูลมาจนครบล่ะคับ เขาสัมภาษณ์และทำแบบสอบถามเกย์ไปจำนวน 400 คน และได้คุยกับพนักงานสอบสวนไป 326 คน

ดุษฎีนิพนธ์ของเขาอ้างอิงว่า หลายๆ สถานที่ที่เกย์ไปมีเพศสัมพันธ์ล้วนมีความเสี่ยง แต่ไม่เท่ากัน

อย่างสวนสาธารณะ สถานบริการเฉพาะกลุ่ม เซาน่า บาร์/ไนท์คลับ สปานวด สถานกีฬา ห้างสรรพสินค้า ห้องน้ำสาธารณะ ฟิตเนส ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่ “บ้านนาย” หรือ “ที่บ้านเรา”

อย่างที่ทราบกันล่ะครับ สถานที่ที่มีโอกาสเจอแจ็คพ็อต ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ก็หนีไม่พ้น สวนสาธารณะ มาเป็นอันดับหนึ่ง นึกภาพสวนสาธารณะมืดๆ ตอนหลังเที่ยงคืน สถานกีฬา ห้างสรรพสินค้าและห้องน้ำ ตอนไม่ค่อยมีผู้คน ก็น่าเสี่ยงอยู่ไม่น้อยถ้าอยากจะมีหวาดเสียว นี่ยังไม่นับ นัดกันผ่านอินเตอร์เน็ต

ความเหงา ความอยาก และความตื่นเต้น ทำให้หลายๆ ยินดีที่จะเดินไปหาความเสี่ยง

ฝ่ายหนึ่งย่อมตกเป็นเหยื่อ และไม่กล้าแจ้งความ ต้องยอมรับความจริงว่า เกย์หลายๆ คน “ชอบเสี่ยง” เจ็บน้อยก็เสียทรัพย์สินหรือไม่ก็โดนทำร้ายร่างกาย อย่างแรงก็คือ ได้ขึ้นหน้าหนึ่ง และคงจะไม่มีวันได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟังได้

แนวทางสำคัญที่ทำให้ช่วยลดอัตราเสี่ยงและทำให้งานของตำรวจง่ายขึ้นก็คือ “การสร้างความเข้าใจ” งานวิจัยของเขาระบุไว้อย่างนั้น ขณะที่มาตราการทางกฎหมายคงค่อยๆ เป็น และช้าๆ

ดุษฎีนิพนธ์ของเขายังมีจุดน่าสนใจอยู่มากครับ คงพูดไม่ได้หมดในคอลัมน์นี้ ส่วนที่ผมอาจแชร์ได้บ้างก็คือ หากมองจากมุมสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ผมคิดว่า หลายๆ คำพูด และหลายๆ ความหมายที่ใช้ในดุษฎีนิพนธ์ของเขาน่าจะปรับเปลี่ยน แม้เขาจะไม่ได้เกี่ยวกับสังคมวิทยา หรือมนุษยวิทยาโดยตรง เพราะหลายๆ คำ หลายๆ ความหมายที่ใช้ ยังคงสร้างภาพลบให้คนเกย์อยู่

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่คิดว่า ตัวเองจะเรียนให้ถึงขั้นปริญญาเอก และผมคำว่า ดอกเตอร์ไม่ได้สำคัญนักกับชีวิตผม แต่ก็อดทึ่งไม่ได้นะครับ ที่ผู้คนหลายๆ คน อยากได้คำนำหน้านี้กัน

สำหรับผู้กองตั้ม เขามีแผนการชีวิตที่ชัเจนมากๆ หลังจากนี้ว่า นอกจากจะอยู่กับแฟนคนปัจจุบันต่อไป ก็คงจะลาออกจากอาชีพตำรวจ ไปสอนหนังสือ และเขียนหนังสือ หนังสือที่เขาอยากจะเขียนเล่มหนึ่งก็คือ Gays in uniform

สายๆ ของวันนั้น

กรรมการให้บรรดาผู้ไม่เกี่ยวข้องออกนอกห้อง เพื่อประชุมกันเองส่วนตัว ผมรู้สึกดีใจที่ไม่ต้องรีบกลับ สักพักใหญ่ คนฟังกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง พร้อมได้ยินข่าวดีว่า เขาสอบผ่าน

ผู้กองตั้มคงลิงโลดไม่น้อย เขามอบพวงมาลัยให้บรรดาคณาจารย์ กล้องวิดีโอ ยังคงจับภาพต่อไป กล้องถ่ายรูปก็ทำงานไปพร้อมๆ กัน และในจังหวะนั้น เสียงเพลงคุ้นหูท่อนหนึ่งก็ลอยมาจากคอมพ์พิวเตอร์โน้ตบุ๊คของเขา ตอนเขากำลังกราบขอบพระคุณอาจารย์และกรรมการ

ได้ชิดเพียงลมหายใจ
แค่ได้ใช้เวลาร่วมกัน…
…เธอจะมีใจหรือเปล่า…

อยากรู้จักตำารวจเกย์คนอื่นๆ อีกจัง

แชะ! แชะ! คนดูทีวีที่อังกฤษร้องเรียนบีบีซีกันยกใหญ่ ที่เผยแพร่ภาพนักแสดงชายในละครทีวีจูบกัน “EastEnders” เป็นละครทีวีเรื่องดัง และฉากที่มีผู้ชายจูบกัน ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ตกใจกันไปทำไม บีบีซีบอกว่า เคยมีมาแล้ว ปี 1987 ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่ลงนสพ. ในสภาก็อภิปรายกันขรม บีบีซี ตอบบรรดาคนร้องเรียนอย่างง่ายๆ ว่า EastEnders สะท้อนภาพจริงของชีวิตคน ซึ่งก็หมายถึงภาพของคนที่มาจากต่างความเชื่อ ต่างเพศ ต่างศาสนากัน การที่ตัวละครชายสองคนจูบกัน เป็นเรื่องแสนธรรมดา นึกไม่ออกว่า ถ้าเป็นทีวีไทย คงรีบสั่งถอดรายการ ทั้งๆ ตัวละครชายหญิงในละครไทย จูบกันเป็นว่าเล่น ตั้งนานแล้ว แชะ! แชะ! งาน ปาร์ตี้ปีใหม่ ยิ่งใหญ่อลังการกำลังเกิดขึ้นที่เมืองไทยแล้ว “fantasia NYE 09” จัดโดยมือโปรอย่าง Gcircuit เข้าไปดูรายละเอียดที่เว็บ www.gcircuit.com มีบัตรแจก สองท่าน ท่านละ สองใบ ไปงานวันแรก สนใจอีเมลกลับมาที่ vitayamail@gmail.com แล้วบอกเล่า “วิธีการเลิกแอบ” ของคุณ สั้นๆ 5-10 บรรทัด โดนใจ รับไปเลย แชะ! แชะ!

29 comments 0 ตุลาคม 26, 2008

เพศศึกษาล้าหลังในหลักสูตรโรงเรียนไทย

วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ เสาร์-อาทิตย์ 18-19 ตุลาคม 2551

แว่วๆ ว่า ทั่นรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุงกำลังงงๆ กับบรรดาโครงการรณรงค์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะแคมเปญ “ยืดอก พกถุง” ตอนนี้ประเด็น “ชี้โพรงให้กระรอก” จึงถูกหยิบออกมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มันน่าจะโดนฝังไปแล้วในยุคก่อนโน้น

ฝ่ายคนทำงานลงพื้นที่และเห็นกับตาว่า เกิดอะไรขึ้นในโรงเรียนไทยยุคอินเทอร์เน็ตพากันออกมายันว่า

หากรัฐยังยึดความคิดในแบบเดิมๆ กระรอกเด็กหญิงก็จะพากันท้อง ส่วนกระรอกเด็กชายก็จะเติบโตไป “กระรอก” หญิงต่อไปโดยไม่รู้จักป้องกัน เพราะคิดไม่ถึงว่า ความสนุกเพียงชั่วคราวในโพรงกระรอกที่ตนเองไม่รู้จักจะมีผลพวงอะไรตามมา

ในงานสัมมนาเรื่องเพศครั้งใหญ่ประจำปีชื่อว่า “เพศวิถี สุขภาวะทางเพศ” เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วโดยมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (ส.ค.ส.) เหล่านักวิจัยระบุว่า ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาพบว่า การสอนเยาวชนเรื่องเพศศึกษาในสถานศึกษา ไม่ได้ไปช่วย “ปลุกกำหนัด” ให้เยาวชนลุกขึ้นมาเซ็กซ์กันมากขึ้น แต่เยาวชนมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง และความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายมากขึ้น

รัฐจึงควรทบทวนบทบาท โดยไม่จำเป็นต้องคอยทำตัวเป็นผู้กำกับ เป่านกหวีดปี๊ดๆ ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

การเรียกร้องและห้ามปรามอย่าง “โครงการรณรงค์ให้หญิงรักนวลสงวนตัว” จึงไม่ต่างอะไรกับลมกรอกหูหนึ่งไปทะลุอีกหู เพราะในทางปฏิบัติ หญิงยุคใหม่ ฉลาดขึ้น เก่งขึ้นได้รับการยอมรับมากขึ้น และมีสิทธิ์ในเนื้อตัวของตัวเองมากขึ้น (ยกเว้น ยามที่พวกเธอตกเป็นทาสของสื่อยัดเยียดความขาว) ผู้หญิงยุคใหม่จึงเลือกได้เองว่า จะทำอะไรกับร่างกายของเธอ และจิ๋มของเธอโดยไม่ต้องฟังความเห็นใคร

ตัวแปรสำคัญเพื่อให้ทุกๆ หน่วยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงก็คือ หลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียน รวมถึงคุณครู และผู้เรียน

ผู้อภิปรายในวงสนทนาเรื่องหลักสูตรเพศศึกษา ท้าวความเบื้องลึกเบื้องหลังได้อย่างน่าฟังว่า หลักสูตรเกี่ยวกับเพศศึกษาของชาติไทยมีอายุอานามไม่น้อย คือ เฉพาะร่างโครงน่ะทำไว้ตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

พอสงครามยุติ ก็ปัดฝุ่นทำต่อ ซึ่งในเวลาถัดมา มีการปรับปรุงหลักสูตรเป็นระยะ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความเป็นไปที่แท้จริงของสังคมไทยในโลกปัจจุบันได้ โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายทางเพศ หรือความรักในเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่และหิน สำหรับแทบทุกโรงเรียนในปัจจุบัน

แต่ละโรงเรียนเตรียมตัว และมองเรื่องเหล่านี้ต่างๆ กันไป นอกจากระดับอคติของครูหรือผู้บริหารในโรงเรียนแล้ว ตัวแปรสำคัญอีกอย่าง ก็คือ หลักสูตรที่รัฐจัดทำให้นั่นแหล่ะ

บางโรงเรียนได้รับแนวทางที่เรียกว่า “ใบความรู้สำหรับผู้เรียน” จากภาครัฐเพื่อนำไปสื่อสารกับนักเรียนต่ออีกทอดหนึ่ง และตอนนี้ ก็ยังมีใช้กันอยู่

ใจความหนึ่งน่าสนใจมาก ผมขอเจ้าของงานวิจัยมาอ่านดูแล้วรู้สึก “งานเข้า” อย่างแรง

ขอยกข้อความบางส่วนมาให้อ่านกันนะครับ (ในวงเล็บไม่เกี่ยว เป็นความรู้สึกส่วนตัว)

“…รักร่วมเพศ เป็นพฤติกรรมทางเพศที่พบมากที่สุดในจำนวนพฤติกรรมทางเพศที่ผิดไปจากลักษณะที่คนปกติทั่วไปประพฤติกัน (คนอ่าน…เป็นเชื้อโรคอย่างหนึ่ง ชัวร์) เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง (คนอ่าน….เหมือนป่วยไง ป่วยได้เท่าเทียมด้วยนะทั้งชายและหญิง)

แต่ก่อนนั้นทางจิตเวชถือเป็นความผิดปกติ แต่ปัจจุบันไม่ถือว่า รักร่วมเพศเป็นความผิดปกติ (คนอ่าน….แล้วที่เขียนมาก่อนหน้าล่ะ ฟังดูผิดปกติชัดๆ จะเอาไงเนี่ย?)

แต่จะถือว่ารักร่วมเพศผิดปกติต่อเมื่อพฤติกรรมนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากทางจิตใจ ปัญหาการดำรงชีวิต และเกิดความคับข้องใจ เกิดปัญหาทางอารมณ์ อาการซึมเศร้า เบื่อชีวิต คิดฆ่าตัวตาย (คนอ่าน….ถ้าสังคมไม่มีอคติทางเพศ อาการ หรือสิ่งที่ว่ามานี้ จะเกิดขึ้นมั๊ย?)

การเปลี่ยนแปลงพวกรักร่วมเพศนี้ทำได้ยากมาก (คนอ่าน….นั่นไง หมายถึง ‘รักษาได้ ใช่ปะ?” นอกจากผู้นั้นมีความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะเก้ไขพฤติกรรม (….แสดงว่า ถ้าลองตั้งใจลืม ลองตั้งใจไม่คิด ลองตั้งใจไม่รู้สึก ก็คง ‘หายได้’ งั้นสิ?) ซึ่งจะต้องปรึกษาจิตแพทย์ (…คนไหนดี จิตแพทย์คนไหนเคย ‘รักษา’ ได้?) จึงเน้นที่การป้องกันมากกว่า (….เหมือนพ่นเสปรย์กันปลวก?)

เมื่อมีเพื่อนเป็นคนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ ไม่ควรรังเกียจ และคิดว่า เป็นคนผิดปกติ (ก็อ่านมาตั้งนาน อ่านดูแล้ว ผิดปกติชัดๆ จะไม่ให้ไม่รังเกียจได้ไง?)

รักร่วมเพศส่วนมากมีสาเหตุมาจากได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่อยู่ในวัยด็ก ฉะนั้นจึงไม่ใช่ความผิดของผู้ที่เป็นรักร่วมเพศ (โทษคนเลี้ยงซะงั้น? พ่อแม่ควรเสียใจกับการกระทำของตัวเอง?) ควรยอมรับเขา และไม่สร้างความกดดันให้เขา ซึ่งจะทำให้เขาอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข (อ่านแล้ว กดดันชะมัด คงจะสุขอ้ะนะ) (จาก กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ 2550ค, น. 182 )

คุณผู้อ่าน อ่านจบแล้ว อยากจะรู้จักตัวคนเขียนมั๊ย ผมล่ะ อยากเห็นหน้า อยากรู้จักผู้นั้นมากๆ แล้วขออนุญาตสืบสาวตัวท่านไปถึงวัยเด็ก การเลี้ยงดู ประวัติครอบครัว และประสบการณ์ทางเพศเลยทีเดียว

ใครจะไปรู้ล่ะ ท่านผู้นั้น อาจชื่อ เฉลิม

การศึกษาด้านเพศของไทย ยังต้องดำเนินต่อไป ในภาพรวม ผมเห็นว่า มีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นแล้ว ดีกว่าเมื่อหกเจ็ดปีมาก โรงเรียนไม่ควรมองว่า การรักเพศเดียวกันเป็นปัญหา แต่มองว่า เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เท่าทันโลก ที่สำคัญ ผมคิดว่า คนเป็นครูควรได้สัมผัส รับรู้ และหันมาจัดการกับอคติทางเพศของตัวเองก่อนจะไปสอนใครๆ

แชะ! แชะ! เว็บไซต์ “เกย์รักรถ” ของฝรั่งชื่อ www.gaywheels.com สำรวจมาสดๆ ร้อนๆ ว่า โวคสวาเกนท์ VW Rabbit ครองใจอันดับหนึ่ง ตามด้วย รุ่น Eos จากแบรนด์เดียวกัน อันดับสามเป็นของมาสด้า MX-5 Milata ครองตำแหน่งควงคู่กับ Audi A3 อันดับสี่เป็นมาสด้า MAZDA3 ส่วนอันดับห้าเป็นของโตโยต้า Yaris อืมม์ คล้ายกับที่เมืองไทยมั๊ย? แชะ! แชะ! ก่อนพูดอะไร คิดนิดนึง แคมเปญใหม่ที่ชักชวนให้วัยรุ่นระวังคำพูดที่แสดงความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์เกย์และเลสเบี้ยน คำหนึ่งที่ขอรณรงค์กันก็คือ “That’s so gay” แปลไทยน่าจะประมาณว่า “โคตรเกย์เลย” โครงการรณรงค์ได้นางเอกวัยรุ่นอย่างฮิลารี่ ดัฟฟ์ มาพูดให้ฟัง ไปดูกันที่ www.ThinkB4YouSpeak.com แชะ! แชะ!

12 comments 0 ตุลาคม 21, 2008

สื่อ-เกย์-กะเทย อะไรยังไง


วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 11-12 ตุลาคม 2008

ช่วงเช้าเสาร์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปงานกึ่งวิชาการที่โรงแรมเอเชีย ตรงรถไฟฟ้าราชเทวี ผ่านประตูแว้บเข้าโรงแรม ก็จะพบบอร์ดแจ้งหมายงาน: “สื่อ เกย์ กะเทย” นึกถึงตัวเองขึ้นมา ถ้าเป็นเมื่อก่อนโน้นตอนยังเล่นซ่อนแอบอยู่ คงรีบเดินผ่านไป หายวับ แล้วก็ไม่หันกลับไปมอง ซักนิด

แต่อีกใจหนึ่งก็อยากรู้ว่า เขาพูดอะไร ทำอะไรกัน

ชื่ออย่างเป็นทางการของงานนี้คือ “สื่อของเกย์และกะเทยในสังคมไทย” เป็นงานสำคัญของ “ครูใหญ่ต่างชาติ” ท่านหนึ่งในวงการวิชาการที่ติดตามศึกษาเรื่องเกย์กะเทยในบ้านเราอย่างใกล้ชิดเกือบทั้งชีวิตของท่านเลยล่ะครับ

ในวงการศิลปะ คุณคงได้ยินชื่อ อ. ศิลป พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านมาจากอิตาลี วงการผ้าไหมไทย ต้องยกให้คุณจิม ทอมป์สัน ส่วนเรื่องวิชาการเกย์ กะเทยแล้วละก้อ คนที่เรียนป. โท ป. เอก ที่เกี่ยวข้อง คงต้องเคยอ้างอิงงานเขียนของอ. ปีเตอร์ แจ็คสัน ชาวออสเตรเลียแน่ๆ

ท่านฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เพราะเคยมาเรียนหนังสือสมัยหนุ่มๆ ที่เมืองไทย และคิดว่า เมื่อชาติที่แล้ว ท่านเคยเกิดมาเป็นคนไทย

ด้วยที่ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์ อ. ปีเตอร์ จึงสนใจ และรับเป็นโต้โผใหญ่อีกครั้ง ตั้งใจจะรวบรวมผู้อยู่เบื้องหลังสื่อ คนทำสื่อ คนติดตามสื่อที่เกี่ยวกับเกย์-กะเทยเอาไว้ในงานเดียว เรียกว่า one-stop gay shopping กันเลยทีเดียว เพื่อให้คนทำสื่อมาเจอกัน และได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน งานนี้เลยมีคนทำสื่อเดินหัวไหล่ชนกัน ผมเองก็เพิ่งได้รู้จักหลายๆ คน ก็ในงานนี้

ที่เรียกว่า งานกึ่งวิชาการ ก็เพราะว่า คนมางานและคนบนเวทีไม่ใช่นักวิชาการทั้งหมด ผมก็ไม่ใช่นักวิชาการ แถมยังอ่านหนังสือวิชาการเรื่องเกย์-กะเทย น้อยกว่าเพื่อนพ้อง งานนี้เลยโดนใจเอามากๆ ได้เวลาคิดทบทวน และหาอะไรมาเติมหัวสมอง

ดูรวมๆ แล้ว ไม่ได้นับจริงๆ หรอกครับ ก้อน่าจะมีคนมาร่วมงานเกินร้อยทีเดียว หัวข้อที่นำมาเสนอครอบคลุมสื่อแทบทุกด้าน นิตยสารวับๆ แวมๆ หนังสือแจกฟรี นิตยสารสำหรับชุมชน เว็บไซต์ ภาพยนตร์ ฯลฯ

ขอยกตัวอย่างบางหัวข้อ เผื่อคุณผู้อ่านอยากติดตามในรายละเอียดต่อไป

ช่วงเช้าถึงบ่าย ไล่เรียงกันไปเลย พูดกันเรื่อง นิตยสารเกย์-กะเทยจากอดีตถึงปัจจุบัน กว่าทศวรรษกับบทบาทนิตยสารเกย์ ผู้ชายถ่ายนู้ดและท่าทีของกะเทยบรรณาธิการนิตยสารเกย์รุ่นเก่าถึงรุ่นใหม่

ส่วนทางด้านวิชาการ ก็มีหัวข้ออย่าง ร่างและตัวตนของเกย์-กะเทยในสิ่งพิมพ์และไซเบอร์สเปซ พื้นที่ ภาพตัวแทน และร่างกายในสื่อเกย์ ความเป็นชายกับตัวตนเกย์ไทยในไซเบอร์สเปซ

มุมมองและประสบการณ์ของผู้ผลิตนิตยสารเพื่อชุมชนเกย์-กะเทย เสวนา ปัญหาและอุปสรรคของผู้ทำเว็บไซต์เกย์-กะเทย แนะนำโครงการสะสมเอกสารเกย์ กะเทย เสียงสะท้อนของผู้บริโภคและนักการตลาดเพื่อสื่อเกย์ ประสบการณ์คนทำสื่อ

ผมมองว่า รายการ หัวข้อ และสื่อที่หยิบยกมาในงานนี้เป็นสื่อที่สื่อถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน และตั้งใจเป็นตัวแทนของเหล่ามนุษย์สีรุ้ง น่าจะมีอีกสักรายการ พูดถึงนิตยสารกระแสหลัก ที่สนใจนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเกย์ กะเทย และนิตรสารไลฟ์สไตล์ที่เอาใจ สาวๆ และชาวสีรุ้งไปพร้อมๆ กัน

ในงาน คุณอาจไม่เคยได้ยิน หรือได้รู้จัก นิตยสารบางเล่ม ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารแจกฟรีตามสถานบันเทิง ถ้าคุณไม่ใช่นักเที่ยว นักท่องราตรี หรือผู้นิยมแวะไปตามสถานบริการต่างๆ คุณก็จะไม่มีวันได้เห็นสิ่งเหล่านี้

หรือจะเป็นนิตยสารเล่มบางๆ ที่คนทำงานด้านเกย์กะเทย จัดทำกันขึ้นมา ข้างในอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระ รวมไปถึงนิตยสารภาพวับแวมแค่วาบหวิว ถึงแนวซู่ซ่าร้อนฉ่าอะร้าอร่าม น่าจะเรียกว่า community booklets

บางคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมนะ บ้านเราถึงยังไม่มีนิตยสารเกย์ในระดับ Out, Gay Times, Attitude, Genre, หรือ DNA ที่มีโฆษณาจากบริษัทใหญ่ๆ มีภาพ และเนื้อหาที่น่าอ่าน ดูดีไปหมดซะทุกหน้า?

ก่อนอื่นเลยนะครับ อย่างที่ทราบกัน การทำนิตยสารต้องใช้เงินทุนสูง และนิตยสารส่วนใหญ่ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้อยู่ได้ด้วยยอดขาย หรือเงินจากการรับสมัครสมาชิก และที่สำคัญกว่านั้นในบ้านเรา ตลาดเกย์บ้านเรา ต้องถึงว่า ยังใหม่ สด ซิง

ผมคิดว่า เว็บไซต์ ถึงจะมีข้อจำกัด แต่ก็ลดปัญหาเรื่องการเข้าถึงได้พอสมควร และเหล่าเกย์ส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่บนเว็บไซต์อยู่แล้ว คนทำเว็บเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเนื้อหา คอยพัฒนา คิดค้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้เว็บ และที่สำคัญ อย่าพยามยามตั้งความหวังว่า เว็บไซต์จะให้ทุกอย่างแก่ผู้เข้าเว็บได้เหมือนแม็กกาซีนทั้งหมด

เพราะมันเป็นคนละสื่อกัน มันคนละธรรมชาติกัน และมันมีความสามารถ ที่ต่างกัน

ปัจจุบัน หลายๆ เว็บไซต์อยู่รอดกันแล้ว ด้วยเงินโฆษณาจากสถานบันเทิง บาร์ ซาวน่า สินค้าเฉพาะกลุ่มบางรายการ และมีหลายเว็บไซต์ที่อยู่ได้เพราะรูปเปลือย โดยมีสมาชิกยินยอมชำระเงินรายสามเดือนบ้าง หกเดือนบ้าง หรือเป็นรายปี

สิ่งเหล่านี้ไม่มีถูกผิดหรอกครับ เพราะสื่อที่ทำขึ้นมา ก็ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน

ผมคิดว่า ในภาพรวมแล้ว สื่อที่ต้องการลูกค้าเกย์เป็นหลัก ควรพึ่งพาระบบสมาชิกมากกว่าระบบโฆษณา และคนทำสื่ออย่าใจร้อน อยากเห็นผลเร็วๆ ขณะเดียวกัน ก็อย่าละเลยเรื่องการให้บริการ และการสร้างความน่าเชื่อในหมู่ผู้บริโภค เพราะสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ รักษาลูกค้าได้ดี และยาวนานที่สุด

ยังมีอีกหลายมุมอยากจะพูดถึงล่ะครับ และอีกส่วนก็อยากบันทึกอะไรหลายๆ อย่างไว้ และเอาไว้เก็บไปคิดต่อ และอีกอย่าง เพราะต่อไป ในอนาคต คอลัมน์นี้อาจทำหน้าที่เป็น จดหมายเหตุ อย่างหนึ่ง

● นิตยสารแนวภาพผู้ชายเซ็กซี่ แถมพร้อมวีซีดี จะยังเจริญเติบโตต่อไป ผู้คนนิยมซื้อไว้สะสม ปีหน้าจะมีหัวใหม่ๆ อีกหลายหัว
● ในงานสัมมนา ผมรู้สึกประทับใจนักศึกษาป. เอกท่านหนึ่งที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับคดีประทุษร้ายเกย์ กะเทย ท่านเป็นตำรวจ และไม่ได้ปิดบังตัวเองว่าเป็นเกย์ ท่านพูดกลางที่สัมมนาว่า เป็นตำรวจ และเป็นเกย์ น่ารักจริงๆ (ตัวจริง ก็น่ารักด้วยล่ะ)
● บริษัทประกันชีวิตเริ่มหันมาสนใจตลาดเกย์มากขึ้นแล้ว รอดูกันต่อไป ใครทำจริงจัง ใครทำเล่นๆ
● รูปภาพเกย์ที่ดูกำยำ การแต่งตัว การออกกำลังกายผลิตกล้าม คือมุมสะท้อนของสังคม เรื่องการปรุงแต่งที่เหล่าเกย์ ไม่ได้สร้างมาด้วยตัวเอง แต่มีความเป็นไปในสังคมเป็นตัวกำหนด ใช่หรือไม่?
● ตกลงเกย์มีวัฒนธรรมหรือไม่ และวัฒนธรรมนั้นคืออะไร?
● วัฒนธรรมเกย์ไทย กับตะวันกตก ในเรื่องความเป็นชายต่างกันมั๊ย?
● ต่อไปนี้สังคมจะเริ่มชินชามากขึ้นกับภาพเกย์ เพราะในทีวี มีนักแสดง แสดงเป็นเกย์มากขึ้น เมื่อเทียบกับจำนวนตัวละครที่เป็นกะเทย
● แล้วคนดู จะแยกแยะ หรือเข้าใจเรื่องเกย์ กะเทย ได้ดีขึ้นหรือไม่?

ฝากไว้คิดเล่นๆ กันต่อล่ะครับ

แชะ! แชะ! ใครมีนิตยสาร หนังสือ เอกสาร หรือสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับเกย์ กะเทย เลสเบี้ยน ไม่ใช้แล้ว ไม่สนใจใยดีแล้ว ขอเชิญร่วมบริจาคเข้าโครงการ “Thai Rainbow Archives Project” หรืออีเมล์ติดต่อคุณติโม  timoojanen@hotmail.comแชะ! แชะ!
เชิญร่วมงานประชุมวิชาการ“วิถีเพศ วิถีสุขภาวะ” ตีแผ่เรื่องเพศในทุกมุมมอง 13 ต.ค. 51, 13-14/10/2008 ร่วมงานประชุมวิชาการ “วิถีเพศ วิถีสุขภาวะ” ตีแผ่เรื่องเพศในทุกมุมมอง- เผยข้อมูลลึกของทุกเพศ ชาย หญิง ชายรักชาย หญิงรักหญิง และทุกรสนิยมทางเพศของทุกคน- มั่ว สำส่อนใจแตกใช้กับใคร เซ็กส์และถุงยางอนามัย – คำถามยอดฮิตในคอลัมน์ถามตอบปัญหาเพศ
- นิทรรศการตอบลึกทุกปัญหาเพศที่คุณเองก็แอบสงสัย- อาทิ “กระจกส่องจิ๋ม” “ ฝึกการใช้อุปกรณ์เพื่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย” รวมถึง บอกเล่าความรู้สึกตัวเอง เพื่อจุดเริ่มต้นการสื่อสารเรื่องเพศเชิงบวก ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์
ฟรี สอบถามโทร 085-9771031 และ 081-6671970

5 comments 0 ตุลาคม 12, 2008

เมื่อ “Idol” เลิกแอบ: “ชั้นรีบวิ่งไปปิดวิทยุแทบไม่ทัน”

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 4-5 ตุลาคม 2008

สัปดาห์นี้นิตยสารบันเทิงยักษ์ใหญ่ “People Magazine” จะวางแผง ผู้คนทั่วสหรัฐ กำลังรออย่างใจจดใจจ่อ เพราะสัปดาห์ที่แล้ว ทางพีอาร์ของนิตยสารปล่อยข่าวใหญ่ออกมาจนฮือไปทั่วโลก

“New Dad Clay Aiken. YES, I’M GAY.”

พร้อมลงรูปนักร้องหนุ่มคนดัง กำลังอุ้มทารกวัยไม่ถึงสองเดือน

เคลย์ เอเคน เป็นนักร้องเสียงนุ่มเสน่ห์แรง ดังเปรี้ยงมาจากการประกวดร้องเพลงรายการใหญ่ของสหรัฐ American Idol

ผู้เข้าแข่งขันจะถูกคัดข้นมาจากทั่วประเทศ แต่ไม่ได้โดนจับมาขังอยู่ในบ้านเดียวกัน เอากล้องไปส่อง 24 ชั่วโมง จนคนดูรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านเดียวกันกับพวกเขา

รายการ American Idol เน้นผู้เข้าแข่งขันเสียงร้องคุณภาพเป็นพื้นฐาน ร้องเพี้ยน ร้องคร่อมจังหวะ ไม่มีทางได้ขึ้นเวที ต่อให้เกาหลีแค่ไหนก็เถอะ (จริงๆ ยังไม่มีหน้าเกาหลี เข้ารอบเลยนะ)

ช่วงซีซั่นสองของรายการ (ปี 2003) คะแนนของหนุ่มผิวซีดๆ ร่างผอมๆ ก็เบียดสีตีคู่มากับหนุ่มผิวหมึกร่างยักษ์ “รูบิน สตัดเดิร์ด” (Rubin Studdard) หลังโหวต มือถือสั่งลาทั่วประเทศ เคลย์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เป็นที่สองของรายการ

แต่ปรากฎว่า เขาเป็นนักร้องรองชนะเลิศชายที่ดังที่สุดของรายการ American Idol จวบจนปัจจุบัน ขึ้นแท่นแข่งรัศมีกับเจ้าแม่ Idol คนแรก เคลลี่ คลาคสัน (Kelly Clarkson เจ้าของเพลงดัง Since U Been Gone, Because of You, etc.)

ตอนนี้รูบิน บินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

ยิ่งดังเท่าไหร่ ก็ยิ่งตกเป็นข่าว ทั้งแมงเม้าธ์ แมงโม้เลยล่ะ เคลย์ปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ได้เป็นเกย์ แฟนๆ หลายคน ซึ่งเรียกตัวเองว่า “Claymate” ซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง ก็ออกมาเถียงแทนบอกว่า “เคลย์เค้าจะเป็นเกย์ได้ไง เค้าแค่เป็นเด็กคงแก่เรียน สุภาพเรียบร้อย แล้วตอนเรียน เค้าก็ใส่แว่นหนาๆ แต่งตัวเชยๆ ผู้หญิงเลยไม่สน เค้าเลยยังคงเวอร์จิ้นอยู่นี่ไง อ้อ อีกอย่างเค้าเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดจะตาย”

ใครได้ดู American Idol ปีนั้น คงทึ่งกับเสียงของหนุ่มเคลย์ (search ชื่อเขาใน You Tube นะ) การแต่งตัว ทำผม และหน้าเด๋อๆ ของเขา ไม่ผิดอะไรกับหนอนหนังสือของแท้ เขาดูเป็นมิตรกับทุกคน แต่พอเขาเปล่งเสียงร้องเพลงออกมานั่นแหละ คุณจะมองข้ามภาพลักษณ์ไร้ราศีของเขาไปทันที

เขายอมเปลี่ยนลุคใหม่ในที่สุด ผมดูแล้ว ต้องบอกว่า สุดยอด Make-over มากๆ ย้อมผมเป็นสีเข้ม ด้านหน้ายาวเลื้อยมาปรกหน้า อีกอย่างที่น่าทึ่งคือ เขาไม่เป็นเด็กผอมแห้งแรงน้อยขาดอาหารอีกแล้ว เขาบอกนักข่าวตอนเปลี่ยนลุคว่า ดูตัวเองเหมือนตัวละครเด็กในหนังทีวีสมัยโบราณเรื่องหนึ่ง ผมดูรูปเทียบแล้ว ผมว่า ลุคใหม่ของเขาเหมือน k.d lang นักร้องหญิงรักหญิงที่ดังที่สุดมากกว่า

ปีนี้เขาอายุ 29 และพร้อมแล้วที่จะเลิกปิดบังใครๆ เพราะเขาเป็นพ่อคนแล้ว

เมื่อต้นเดือนสิงหา เคลย์เป็นข่าวดัง เมื่อประกาศว่า ได้ลูกชายด้วยการทำผสมเทียม สาวคนที่ยอมอุ้มบุญให้เขาก็คือ โปรดิวเซอร์คนสวยของเขานั่นเอง เจ็มส์ ฟอสเตอร์ “Jaymes Foster” ซึ่งเป็นน้องสาวของนักดนตรีดังเดวิด ฟอสเตอร์ ไม่น่าเชื่อ หล่อนอายุ 50 ไม่รู้ข่าวลงผิดหรือเปล่า

พอมาปลายเดือนกันยาฯ ที่ผ่านมา เขาก็ยอมให้สัมภาษณ์ลงหน้าหนึ่งนิตยสาร People

ผมว่า ต่อๆ ไป นักร้องหรือดาราคนไหนจะเลิกแอบ คงต้องเรียกใช้บริการของ People นี่แหละ ก่อนหน้า หากคุณผู้อ่านอาจจำได้ Lance Bass หนุ่มหล่อผมทองที่เต้นไม่ค่อยเก่งจากวง ‘N Sync ก็เลิกแอบผ่านนิตยสารฉบับนี้ ปีนี้ อายุ 29 เหมือนกัน พอถูกถามข่าวเกี่ยวกับเคลย์ แลนซ์แซวขำๆ ว่า เคลย์น่าจะคิดวิธี “come-out” ของตัวเอง ไม่เห็นต้องมาเลียนแบบผมเลย…

แม่เคลย์รู้สึกยังไง? เคลย์ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนเขาบอกแม่ เขากำลังขับรถอยู่ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่า ทำไมอยู่ๆ ก็คิดถึงเรื่องบอกความจริงกับแม่ ตอนนั้นเขารู้สึกอึดอัดมาก ถึงกับทนไม่ไหวระเบิดออกมา ร้องไห้เหมือนเด็กๆ แม่บอกให้รีบหยุดรถ แล้วเขาก็บอกความจริงออกไป เขาเล่า

ตอนนั้น แม่ของเขาก็ร้องไห้เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจ และปรับตัวอยู่

เว็บไซต์หนึ่งสำรวจความเห็นบรรดา “Claymate” หรือแฟนคลับของเขาอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า รับได้ ความจริงที่เขาเป็นเกย์เป็นเรื่องธรรมดา เพราะก็พอรู้ๆ กันอยู่แล้วแหล่ะ แต่ก็มีบางส่วนบอกว่า รับไม่ได้เลย เหมือนโดน “หลอก” มาตลอดตั้งหลายปี อย่างรายนี้

“มันเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตชั้นเลยล่ะค่ะ เหมือนตื่นมา แต่อยากให้เป็นแค่ความฝัน ช่วยบอกชั้นหน่อยสิคะว่า มันไม่จริง! แล้วชั้นก็ไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกช็อคขนาดนี้! ชั้นตัวชาไปทั้งตัว พูดกันมาได้ไงว่า เป็นเรื่องธรรมดา จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ไม่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ชั้นอยากส่งความปรารถนาดีให้เค้านะคะ แต่ (เน้นตัวหนา) มันช่วยไม่ได้ ชั้นรู้สึกเหมือนถูกหลอกมาตลอด เค้าน่าจะบอกตั้งนานแล้ว ไม่ได้ปล่อยให้พวกเรารู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้อย่างนี้”

อีกรายเป็นคุณแม่ลูกสอง แฟนคลับตัวจริงของเคลย์เลยล่ะ หล่อนเล่า

“เช้าวันนั้น ตอนกำลังให้ลูกสองคน เก้าขวบคน อีกคนสิบขวบกินมื้อเช้าอยู่ ชั้นได้ยินเสียงดังจากวิทยุ เปิดประเด็นว่า “อดีตนักร้องจากรายการAmerican Idol….” เท่านั้นแหละค่ะ ชั้นรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ชั้นรีบวิ่งไปปิดวิทยุแทบไม่ทัน ชั้นไม่อยากให้ลูกๆ ของชั้นได้ยินเรื่องนี้ แล้วมาถามคำถามชั้น สำหรับชั้นแล้ว มันเป็นเรื่องเศร้าที่สุดเลยล่ะ”

คุณๆ อ่านจบแล้ว คิดถึงนักร้องไทยคนไหนมั่ง? คงคนเดียวกับผม แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนแฟนคลับสองคนนี้มั๊ย? หรือคุณจะรู้สึกเหมือนแฟนคลับอีก 98 เปอร์เซ็นต์ของเขา?

แชะ! แชะ! เว็บ www.fridae.com รายงาน ปลายปีที่แล้ว เพื่อนรักกลุ่มหนึ่งจากไต้หวันหลงเสน่ห์ “รักแห่งสยาม” เข้าอย่างจัง ทนไม่ไหวอยากให้ไปฉายที่ไทเป พอรู้ว่าสายหนังซื้อหนังเตรียมฉาย แต่เปลี่ยนใจไม่ฉายเพราะตลาดซบเซา ห้าเพื่อนซี้เลยควักเงินลงขันซื้อลิขสิทธิ์ต่อ แถมโปรโมทเอง หารห้าแล้ว ก็ควักกันไปคนละเกือบสองแสน รวมเงินโปรโมท บิลบอร์ดใหญ่ยักษ์ ค่าตั๋วให้น้องพีชกับพี่มะเดี่ยวผู้กำกับไป meet & greetแฟนคลับที่นั่น สาระตะ งานนี้ก็เกินล้านบาทหน่อยๆ แต่ผลที่ได้รับเกินคาด นี่แหละ Gay Power! ของแท้ แชะ! แชะ! ที่เมืองจีน หนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉาย แต่เกย์ประเทศจีนก็ได้ดูกันถ้วนหน้า เพราะแอบดาวน์โหลดใต้ดิน วันก่อนงานมหกรรมบันเทิงที่พารากอน นักข่าวหนุ่มมาจากปักกิ่ง เห็นสินจัย เปล่งพานิช ก็ไปถ่ายรูป บอกสวยดี พอรู้ว่า เป็นดาราคนเดียวกะที่เล่นเป็นแม่ในรักแห่งสยาม เท่านั้นแหละ นักข่าวหนุ่มถึงกับตาค้าง ขอนัดสัมภาษณ์เป็นการใหญ่ แชะ! แชะ! เดือนพ.ย. ชาวแคลิฟอร์เนียจะตัดสินสนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องสิทธิ์เกย์แต่งงาน นอกจากแบรด พิตต์ สตีเวน สปีลเบอร์ก แล้วก็บรรดาคนดังทั้งหลายที่บริจาคเงินสนับสนุนกฎหมายให้เกย์แต่งกันได้ ล่าสุดบริษัทการตลาดและเสิร์ชยักษ์ใหย่กูเกิล้ ก็ออกมาสนับสนุนเช่นกัน แต่ไม่ได้บอกว่าจะควักให้เท่าไหร่ ขายแอดรวยแล้ว แบ่งมั่งนะ แชะ! แชะ!

9 comments 0 ตุลาคม 6, 2008


คลังเก็บ

 

ตุลาคม 2008
อา พฤ
« ก.ย.   พ.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

หน้า

เรื่องล่าสุด

Links

Blog Stats

Top Clicks