Archive for ธันวาคม, 2008

“The Passion” คอนเสิร์ตเปรี้ยว เก๋ เกย์ กู้ด ส่งท้ายปี

the-passion-5

น่าจะเรียกได้ว่าเป็นงานแรกที่สรรหาศิลปินและพิธีกรที่ “แรง” ได้ใจจนคนดูไม่อยากจะเช่ื่อในสิ่งที่เห็นและได้ยินตลอดเวลายาวเหยียด Non-stop กว่าห้าชั่วโมง ทั้งร้อง ทั้งเต้น เฮฮาสุดเหวี่ยงส่งท้ายปีอย่างสวยเลือกได้ที่ Santika ซอยเอกมัย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 21

ขาแดนซ์งี้เหงื่อไหลท่วมไปตามๆ กัน และเดาว่าอาการ “คัน” ก็คงมีไม่น้อย

คอนเสิร์ตชื่อยาว “The Passion: Love & Dance Party Return” เป็นงานแรกของผู้จัด “PD Creation” ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ หลายรายการ ผู้จัดบอกมาว่าตั้งใจที่สุดที่จะทำให้งานนี้พิเศษจริงๆ และอยากจะเอาใจกลุ่มมนุษย์สีรุ้งเป็นหลัก เพราะอยากจะเห็นกิจกรรมดีๆ เกิดขึ้นในรูปแบบใหม่ๆ

นอกจากกิจกรรมแดนซ์กระหน่ำตามย่านต่างๆ ทั่วเมืองไม่ว่าจะเป็น สีลม อตก. หลังสวน ลำสาลี หรือบางคนก็ชอบแว้บไปเที่ยวลุ้นในซาวน่า หรือไปนวดให้หายคัน เขาเลยตั้งคำถามในใจว่า มีอย่างอื่นอีกมั๊ยให้ทำกัน?

ออแกไนเซอร์ผู้นี้เลยอยากเห็นงานคอนเสิร์ตคุณภาพเกิดขึ้นซักงานที่สร้างชื่อให้บริษัท แล้วบอกต่อกันไป ปากต่อปาก จะเป็นไงก็เป็นกัน ถึงต้องเจ็บตัวกับงานแรก…ก็ยอม เธอเลยไปขนบรรดาศิลปินจากค่ายแกรมมี ค่าตัวรวมกันคงเหยียบล้าน โดยมีแรงขับอีกอย่างก็คือ คอนเสิร์ตต่างๆ ที่เธอเคยไปมา เวลาพูดถึงผู้ชมจำพวก “เก้ง กวาง” รู้สึกมันยัง “ไม่โดน” เอาซะเลย เลยต้องลงมือทำเอง

“คืออยากจะจัดคอนเสิร์ตที่พิธีกรพูดจาได้อย่างมีอิสระ จะพูดถึงผู้ชมกลุ่มนี้ ก็พูดคุยกันไปเลยแบบเปิดเผย ล้อเล่นเป็นกันเองได้ ตรงไปตรงมา ไม่ต้องแอบเกรงใจคุณผู้ชมผู้ชาย หรือคุณผู้ชมผู้หญิง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะไม่เข้าใจความหมาย อย่างคอนเสิร์ตอื่นๆ เราก็จะเห็นมีผู้ชาย มีผู้หญิง แล้วก็มีผู้ชมที่เป็นเกย์ซึ่งไม่ใ่ช่คนกลุ่มใหญ่ แต่งานนี้ ต้องเป็นคอนเสิร์ตที่ใช่ และทุกคนต้องชอบ”

จริงๆ ผู้จัดก็ไม่ได้ปิดกั้นคุณผู้หญิงที่อยากจะแจมหรอก แต่ประกาศชัดๆ ไปแล้วว่า อยากได้ลูกค้ากลุ่มไหน ดูในโบรชัวร์และบัตรเข้างาน เอาซี้ครับ รูปผู้ชายสองคนติดปีกเอาหน้าผากชนกัน ดูไม่รู้ ก็ให้รู้กันไป

ในคืนวันนั้น ผมประมาณคร่าวๆ ชายหญิงทั่วไปที่มาร่วมงานไม่น่าจะเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็บรรดาชรช. (ชายรักชาย) และสาวๆ ทรานเจนเดอร์ที่แต่งสวยเปรี้ยวจนผู้หญิงต้องค้อนแล้วค้อนอีก

ชรช. เลยกลายเป็นเป็นประชากรกลุ่มใหญ่อย่างแท้จริง ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบรรดาชรญ. หรือ ญรช. จะรู้สึกกันอย่างไร เมื่อไปร่วมงานที่นานๆ ทีพวกเขา “กลายเป็นประชากรกลุ่มน้อย” ซะงั้น น่าสนใจมั๊ยล่ะครับ เสียดาย ไม่ได้สัมภาษณ์ผู้ชมเก็บข้อมูลมาให้อ่านกัน แต่เท่าที่สังเกตการณ์ดู ก็เห็นสนุกสนานกันถ้วนหน้า ไม่มีใครรีบเผ่นกลับ

งานนี้ นอกจากจะได้สองพิธีกรสุดแสบ ดีเจอ๋อง (วงมะลิ) แห่งคลื่นฮ็อตเวฟ และอ้น (ศรีพรรณ) แล้ว ก็มีศิลปินที่กรองมาชัวร์แล้วว่า “gay-friendly” อย่างพี่แอม เสาวลักษณ์ ตามด้วยแขกรับเชิญ เจนนิเฟอร์ ค้ิม แคล -คลอรีน ตัวแม่ขาแดนซ์ของแท้คริสติน่า อากีล่าร์ ปิดท้ายด้วยเจ เจตริน ยังไม่พอ ไปขนนายแบบฝรั่งหุ่นล่ำบึ้กอีก 10 ชีวิตมาเดินแบบในชุดว่ายน้ำตัวจิ๋วคั่นเวลา น้ำอัดลมดื่มฟรี อาหารว่างมากจนเกินพอ แต่ที่โจษจันหลายวันหลังเลิกงานไปแล้ว ก็เห็นจะเป็นบราดาหนุ่มไทย หนุ่มตี๋หุ่นดี กล้ามสวยอีกโขยง

พวกเขาโดนเพ้นท์สี พ่นสี ติดปีกขนนกสีดำ และอีกกลุ่มก็ติดสีขาว ทำหน้าที่เป็นเหล่า Angel และ อีกฝ่าย Devil เดินเบียดเสียด กวาดขนนกพาดศรีษะแขกไปทั่วงาน แต่ไม่มีใครบ่น เพราะหนุ่มๆ กำลังทำหน้าที่บริการเสิร์ฟน้ำ เอาอกเอาใจคนไปเที่ยวอย่างใกล้ชิด ตรงนี้แหละที่ทำเอาหลายๆ คนเกิดอาการคันขึ้นมาทันที เพราะเหล่าบรรดา Angel และ Devil คัดมาอย่างดี ยิ้มแย้มใจใส อารมณ์ดีโดยรวม ทำแขกหลายคนอยากหนีบติดกลับบ้านไปด้วย
ดีเจอ๋องและอ้นทำหน้าที่พิธีกรคู่หูคู่กัด มันส์หยด ใครติดตามผลงานของดีเจอ๋องจะรู้ว่า เขาคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะตกเป็นข่าวว่า ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดานั่นเอง ช็อตหนึ่งบนเวที โดนซักเกือบจะจนมุมอยู่แล้วว่า ตกลงจะเอายังไงกันแน่ “จะเป็นหรือไม่เป็น” ? ดีเจอ๋องตอบอย่างไม่่ต้องคิด

“ไม่ปฏิเสธ และไม่ยอมรับ” พร้อมเสียงฮาชอบใจครืนใหญ่จากผู้ชม

คุณอ้นทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน มุขตลกของเธอถึงจะแรงสุดขั้ว แต่คนดูก็รับกันได้ ด้วยความเป็นมืออาชีพ เธอรู้ว่า ตรงไหนจะหยอดอะไร และหยอดเมื่อไหร่ พอหยอดทีไร เป็นหัวเราะกัน เป็นบ้าเป็นหลัง ผมชอบมุขที่เธอแอบเห็นนายแบบฝรั่งเปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนกางเกงใน แล้วก็นำไปเปรียบกับสามีวัยน้าของเธอ คุณพ่อลูกติด เอ อนันต์ บุนนาค อดีตนักร้องคนดัง

พี่แอม เสาวลักษณ์ยังคงเท่เหมือนเดิม จำไม่ได้ว่า วัันนั้นเธอร้องไปแล้วกี่เพลง แต่น่าจะเกินโหล เรียกว่า ไม่ไล่ ไม่เลิก ทั้งร้องทั้งเต้น ทั้งยิงมุข เล่าเรื่องแสบๆ เธอกลายเป็นตัวแทนของใครก็ตามที่รู้สึกหรือเคยรู้สึกว่า “เป็นผู้ใหญ่กินเด็ก” ได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อารมณ์ขันของเธอรวมไปถึงเรื่องที่บอกว่า “สมัยนี้ ไม่อยากจะขึ้นคาน ก็อย่าเลือกมาก จะเข้ามาเพศไหนยังไง ก็เข้ามาเถอะ เอาหมดแหละ ” นี่แหละที่ทำเอาคนดูปลื้มไปตามๆ กัน

the-passion-8

เจ๊คิ้ม ยังคงเป็นขวัญใจไม่เสื่อมคลาย เธอเล่าว่า มาถึงงานก็ชักจะสงสัยว่า งานนี้ มันงานอะไรกันแน่ พอรู้แน่ๆ แล้ว เธอยิ่งชอบใจ แต่อดเสียดายไม่ได้ว่า คงไม่ได้ใครหนีบกลับบ้านอีกตามเคย

ด้วยเป็นแขกรับเชิญ เธอจึงร้องพอประมาณ หยอดมุขแนวถนัดของเธอ แล้วก็จากไป ทำให้พวกเราอยากฟังเธออีก แค่ฟัง “Talk Show” ก็คุมแล้ว

the-passion-7

น้องแคล ร้องเพลง “Beautiful” ได้เพราะเหลือหลาย แต่ดูใบหน้า และผมเผ้าเธอแล้ว คล้ายเพิ่งลุกจากที่นอน เธอยังรับอาสา ร้องเพลงประกอบช่วงนายแบบฝรั่ง 10 คน เดินอาดๆ อ่ายๆ ส่ายๆ นิดๆ บนเวที จริงๆ แล้ว ช่วงนี้ หลายคน บ่นมาได้ยินว่า อยากดูนายแบบไทยเดินมากกว่า แค่เอาบรรดาเหล่า Angel กับ Devil ไปขึ้นเวทีประกวดให้คะแนนกัน คงครึกครื้นน่าดู

ผมว่า เทรนด์ยุคนี้ นายแบบฝรั่งมีแนวโน้มตกกระป๋อง หนุ่มเอเชีย หนุ่มไทย ถ้าหุ่นดี มีกล้าม ฟิตมาเจ๋ง แรงกว่า ว่ามั๊ย?

แล้วทุกคนก็แทบจะรอเจ้าแม่แดนซ์กันไม่ไหว ใครเป็นแฟนผับเซเวนตี้บาร์ที่หลังสวนคงปลื้มไปตามๆ กันที่ได้เห็น “ตัวแม่”สวยพริ้งในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อคว้านอก จนเธอกลัวว่า มันจะหก ติ๊นาออกมาร้อง มาเต้น พร้อมสองแดนเซอร์แบบมาราธอน ม้วนเดียวจบจริงๆ งานนี้ ติ๊นา พาความเซอร์ไพรซ์ด้วยการร้องเพลงไคลีย์ มิน็อคสองสามเพลง คนดูเลยโยกกันไม่หยุด และยังคงลีลา เย้าๆ ส่งสายตพริ้มๆ ทักทาย ผมว่า ติ๊นายังครองใจคนดูได้อีกนานเลยล่ะ

มาถึงหนุ่มแร็ปโย่ ต้องสารภาพว่า ไม่เคยติดตามผลงานเจ เจตรินบนคอนเสิร์ตเลย เพราะแร็ปโย่กับดิสโก้เกย์ มันคนละแนว แต่หนุ่มเจ ได้กลายเป็นขวัญใจของเหล่าผู้ชมไปในทันทีที่เขาพูดถึงคนดูว่่า “รักกันเถิดไม่ว่าจะเป็นใคร” แล้วก็หักมุม ประกาศท้าทาย ให้ผู้ชมหันไปกอดคนข้างๆ พอรอบสองตามติดๆ เขาตะโกนบอก “ช่วยจูบให้ดูหน่อย!!”

ไม่พอ มีเล่นเกมส์แจกริสต์แบนด์สีขาวสลักชื่อเจ ด้วยเกมส์ใครเต้นเซ็กซี่ยั่วเจสุดๆ ให้ขึ้นมา เดาว่า เป็นเกม เล่นบ่อย เพราะดูถนัดซะเหลือเกิน ปรากฏสองสาวประเภทสองหุ่นเชี๊ยะก้าวขึ้นมาทีละคน แต่เซอร์ไพรซ์สุดคงเป็นหนุ่มตี๋ล่ำบึ้ก (หน้าคุ๊นคุ้น เหมือนขาประจำที่ดีเจสเตชั่น สีลมซอย 2) สามคนแข่งกันเต้นยั่วเจ ช็อตนี้แหละครับ ผมคิดว่า คุณพ่อเจได้ใจคนดูไปเต็มร้อย เพราะมีเต้นสลับไปมาเปลี่ยนคู่ เฮฮาสนุกสนาน อ้อล้อ หนุ่มตี๋ล่ำคนนั้นบอกว่าชื่อ “เก้ง” อีกตะหาก ผมว่า พอลงจากเวทีแล้ว จะมีคนขอสมัครเป็นแฟนเก้งอย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม

คอนเสิร์ตครั้งนี้ มีหลายคนไม่เดินเข้าห้องน้ำเลย เพราะความมันส์ ติดต่อกัน ช่วงต่อเพลงก็ทำได้ดี มีสีสันในทุกๆ จะด สะดุดบ้างเล็กน้อย สียงส่วนใหญ่บอกว่า อยากให้จัดอีก ต่อๆ ไป คนดูจะเริ่มชินกับการมางานคอนเสิร์ตที่ไม่ต้องจัดกันในย่านคุ้นเคย ดูซิว่า โลกเปลี่ยนไปแค่ไหน

ผมว่า บนเวที งานนี้ ศิลิปน “out” (เปิดเผย) กันสุดๆ แต่คนดูยัง “out” ไม่พอ ลองออกมานอกบ้านบ้างนะครับ ใครจะมองยังไงก็ช่าง ก็เป็นตัวเราอย่างนี้แหละ

แชะ! แชะ! บรรดาข้อมูลที่กระจิบข่าวเก็บมาต้อนรับนายกคนใหม่ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ มีคำถามหนึ่ง ถามว่า ถ้ามี “เพศที่สาม” มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปปัตย์ จะรับไหม? เขาตอบทันทีทันใดว่า “รับ” และให้เหตุผลต่อว่า “เราคงไม่ปฏิเสธใครด้วยเหตุผลนี้หรอก” แชะ! แชะ! หรือว่าใกล้กันเกินไปเพื่อน? ไบรอัน เมย์ มือกีตาร์วงควีนบอกว่า ให้ตายเหอะ เพิ่งจะรู้ทีหลังชาวบ้านนะว่า เฟร็ดดี้ เมอคิวรี่ นักร้องนำผู้ลาลับเพื่อนซี้ของเขาเป็นเกย์ เขาเพิ่งให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับสื่อว่า เฟร็ดดี้มีแฟนผู้หญิงเยอะแยะ แล้วก็ไม่เห็นคบผู้ชายคนไหนเลย จะเป็นไปได้ยังไง? แต่พอเฟร็ดดี้บอกออกมาเอง เขาถึงเชื่อ แต่นั่นก็หลายปีหลังจากร่วมงานกัน แรกๆ ก็เคยนอนห้องเดียวกัน ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น คุณผู้อ่านครับ เรื่องนี้ ผมเช่ื่อว่านายเมย์น่าจะแค่เม้าธ์ เพราะคุณแม่หลายคนก็ยังไม่คิดว่า ลูกชายตัวเองเป็นเกย์ แม้ลูกชายบางคนจะออกสาวสุดๆ เพราะอะไร ก็ คงเป็นความเคยชินและเห็นจนชิน คุณพ่อคุณแม่เลยไม่เคยคิดจะถาม หรือไม่ก็พอรู้แล้ว แต่ก็ รอวันให้ลูกบอก? สวัสดี ปีใหม่ครับ แชะ! แชะ!

9 comments 0 ธันวาคม 28, 2008

เมื่อคุณหญิงกลับจากอังกฤษ Miss ACDC 2008

group_missacdc

Hiding No More เลิกแอบเสียที เมโทรไลฟ์ นสพ. ผู้จัดการเสาร์-อาทิตย์
วิทยา แสงอรุณ 20-21 ธ.ค. 2008

เมื่อได้ยินคำประกาศ หล่อนก้าวออกมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยเชื่อ ทรุดกายคุกเข่าลง บรรจงกราบไปกับพื้นอย่างแช่มช้อย สักครู่จึงค่อย เงยหน้า แล้วยันร่างขึ้น ยกมือ ปาดน้ำตาเบาๆ อีกสองที ก่อนจะเยื้องกรายอ่ายอวบ ไปรวมหมู่กับบรรดาสาวงามผู้เข้ารอบสิบคนสุดท้ายตรงด้านหน้าเวที ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องกึกก้อง ให้กับเวทีประกวด “แต่งหญิงอย่างมีกึ๋น” แห่งประเทศไทย มิส ACDC ประจำปี 2008

เธอผู้นี้ มีนามว่า “คุณหญิงพจมาน ชินในวัด” ตัวแทนสาวงามอุปโลกน์จากประเทศอังกฤษ ผู้โดดเด่น ขบขัน สร้างสรรค์ ไม่เหมือนใคร

พอถึงช่วงสัมภาษณ์เก็บคะแนนรอบสุดท้าย เธอยิ่งทำให้คนดูคลั่งไคล้ในตัวเธอ คงไม่ใช่ความสวยหรือกระเป๋าหลุยส์ที่หนีบมา เมื่อเธอหยิบซองคำถาม และได้รับคำถามที่ไม่สามารถจะให้คำตอบได้ (ทุกคำถามสุดป่วนกวนทีนทุกบรรทัด ขอยืนยัน) เธอก็หันไปพูดกับไมโครโฟนด้วยใบหน้าเรียบๆ ว่า

“ดิฉัันขอตอบในชั้นศาลค่ะ”

เท่านั้นแหละ เสียงเฮลั่นสนั่นกึกก้อง แทบสตูดิโอแตก คนดูแทบทั้งโรงกระโดดผลุ๋งขึ้นยืนอย่างไม่รู้ตัว ปรบมือ โห่ฮิ้วให้เธออย่างยาวนาน

254

เป็นปีที่แปดแล้วล่ะครับสำหรับงานมิส ACDC จากงานรื่นเริงเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูง กลายเป็นงานประจำปีมหากุศลสำหรับมนุษย์สีรุ้ง ที่รอคอยกัน ทั้งคนที่ใช่และคนที่ไม่ใช่ต่างสนใจจะมางานนี้ หลังได้ยินกิตติศัพท์ความสนุก และมีสาระครบทุกรส นอกจากความมันส์ สร้างสรรค์ในการคิดค้นหาวิธีพรางกายให้เป็นหญิงที่สะดุดตาแล้ว ผู้เข้าประกวดต้องพกมันสมอง “ก้อนโตๆ” มาด้วย พร้อมที่จะให้ความบันเทิงและสาระแก่ผู้ชมกว่าตลอดห้าชั่วโมง

ในปีนี้ ทีมงานเลือกชื่อธีมได้เก๋ไก๋ไม่แพ้ปีที่ผ่านๆ มา “ผ่าทางตัน” (Tunnelling The Dead End:
เชื่อมั่นว่า มีประตูทุกหนแห่ง เธอจึงมีอิสรา There’ll always be a door and you shall be free.) มีผู้เข้าประกวดชาย รวมถึงสาวประเภทสองบางคน สวมรอยเป็นตัวแทนสาวงามจากประเทศต่างๆ รวม 54 ประเทศ เข้าชิงชัยโดยไร้เงินค่าเหนื่อยนอกจากมงกุฎ สายสะพาย ถ้วยรางวัล และได้ถ่ายรูป อ้อ…และความภาคภูมิใจในความสวย-ถ้ามี และความฉลาด-ต้องมี ต่อหน้าคนดูนับพัน เรียกได้ว่า ใครที่ชอบแต่งหญิง และอยากเดินบนเวที พร้อมพิสูจน์ความสามารถตัวเอง เวทีนี้ต้อนรับ

ผู้เข้าประกวดจะต้องกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความสนิทสนมคุ้นเคย อย่างไปทำบุญ เยี่ยมบ้านเด็กกำพร้า และอื่นๆ อีก จนถึงวันประกวด คุณผู้อ่านทั่วไป คงคิดว่า เป็นรายการประกวดไร้สาระ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าได้มาดูจะรู้ว่า นี่เป็นการจัดงานโชว์ระดับมืออาชีพเลยทีเดียว

ในวันประกวด ผู้เข้าประกวดจะต้องมาพบกับกรรมการในภาคบ่าย ก่อนขึ้นเวทีตอนค่ำ เพื่อแนะนำตัว คล้ายๆ กับซักซ้อมก่อนขึ้นเวที กรรมการจะให้คะแนนในช่วงนี้ก่อน และในช่วงนี้เองล่ะครับ ที่พอจะรู้แบบ “เลาๆ” ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะ เพราะผู้เข้าประกวดมีเวลาไม่มาก ดังนั้นจึงต้องคิดให้ดีๆ ก่อนว่า จะแนะนำตัว สร้างฐานข้อมูลประวัติส่วนตัว และควรมีความรู้เกี่ยวกับประเทศนั้นๆ เรื่องอะไรมาบ้าง เรียกว่า ต้องทำให้เนียน เหมือนตัวแทนประเทศนั้น

ผมต้องขอขอบคุณผู้จัดมากครับในปีนี้ที่ให้โอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศแบบใกล้ชิดตั้งแต่ภาคบ่ายเลยทีเดียว พอผู้เข้าประกวดทยอย เข้ามาแนะนำตัว ความมันส์ก็เริ่มขึ้น ไล่เรียงเรียงตามลำดับอักษรไทย แต่ขอไม่เขียนทุกประเทศและไม่เขียนเรียงกันนะครับ หน้ากระดาษคงหมดก่อน

ดูไปก็ขำไป แทบทุกคนที่เดินเข้ามาเลยล่ะครับ เห็นบางคนยังมีอาการเขินสะเทิ้นอายอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ต้องบอกว่า พวกเธอมั่นใจในความสวย และชุดประจำชาติที่นำมาแข่งขันกัน

assistant_boysทุกคนมีเวลา 2 นาที ที่จะทำอะไรก็ได้ ให้กรรมการได้รู้จัก นอกจากแสดงบทบาทให้สมกับการเป็นนางงามประจำชาตินั้นๆ บางคนก็มีของกำนัลมาให้กรรมการ อย่างนางงามศรีลังกา ที่แบกโต๊ะขายถั่วสารพัดมาแจกให้กรรมการ บางนางก็นำผ้ามาแจก

ที่แปลกมหัศจรรย์สุดๆ กับการนำเสนอ ก็น่าจะเป็นนางงามจากฝรั่งเศส ปีก่อนๆ มีนางงามคนแคระ ตัวแทนสาวงามจากประเทศญี่ปุ่น พรีเซนต์ตัวเองเป็นหนูน้อยอาราเร่ ขี่จักรยานสามล้อขึ้นเวที อีกปีมีสาวงามขี่พรม ในปีนี้ นางงามจากฝรั่งเศสรับบทเป็นพระนางมารี อังตัวแนตต์ โดนขุดขึ้นมาเดินแบบหัวขาด น่าสยดสยองยิ่ง ส่วนนางงามจากอียิปต์ เปิดตัวด้วยการเดินออกมาจากโลงศพ และปิดตัวด้วยการเดินถอยเข้าโลงศพ โดยมีชายหนุ่มหล่อล่ำหิ้วโลงให้หล่อน

255
นางงามแต่ประเทศจะโดนกรรมการซักฟอกเรียกว่า ไม่ทันตั้งตัว แต่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ด้วยลีลาวาทะร้อยแปด เท่าที่จะสรรหามาได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

มิสกรีซ ถูกถามว่า เหตุใด จึงพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว หล่อนตอบ “ดิชั้นชอบดูองค์บาก” นางงามจากประเทศกาบอง ตัวดำปิ๊ด ลีลาท่าเดินเป็นนางแบบ เปิดตัวพร้อมควันกำยานฟุ้งกระจายทั่วห้อง หวังจะให้กรรมการมึน เธอเน้นตอนท้ายก่อนหมดเวลาว่า “ดิชั้นชอบ Fashion TV”

ส่วนมิสเกาหลีในชุดประจำชาติสวยงาม หน้าตาหมดจด ให้ข้อมูลว่า เด็กเกาหลีที่ประเทศดิชั้น ทำหน้ากันทุกคน ยกเว้นตัวเอง ไม่ได้ทำ “เพราะหนูนอนให้หมอทำ” มิสคิวบาประกาศก้องอย่างภาคภูมิใจว่า สินค้าส่งออกของประเทศคือ ยาเสพติด แล้วเอื้อมมือไปคว้าลูกวอลเล่ย์บอลมาจากด้านหลัง ตีข้ามกำแพงห้องไป ไม่รู้ไปหล่นใส่หัวเพื่อนนางงามท่านใด

นางงามจากนอร์เวย์ ออกแนวสวยบ้องแบ๊ว พิธีกรสองสาว (มิสสโนไวท์กับมิสสโนน้อยเรือนงาม – ไม่รู้พวกหล่อนโคจรมาเจอกันได้ยังไง) แซวผู้เข้าประกวดท่านนี้ว่า ทำไมคนเข้าประกวดมิสนอร์เวย์ เห็นกี่ปีๆ หน้าก็ออกมาบล็อคเดียวกันหมด หรือเป็นญาติกัน? ปีนี้ มิสนอร์เวย์มาพร้อมกับรางวัลโนเบลในมือ ส่วนมิสบัลแกเรีย ร้องโอเหล๋ โอ่เหล๋มาแต่ไกล หล่อนบอกกรรมการด้วยสำเนียงเหน่อว่า ได้มาเทคคอร์สภาษาไทยที่สุพรรณบุรี และมีความถนัดคือ ทำหมันวัว ส่วนมิสออสเตรเลีย ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายมาดอนน่ามากๆ มาพร้อมกับจิงโจ้ตัวโต ที่คอยต่อยหน้าเธอ ยามเผลอ แล้วสองคนก็ชกต่อยกันพัลวัน

international_costume6_27

ไปเจอมิสอินเดียบ้าง หล่อนตัวสูงใหญ่ นิสัยสุภาพเรียบร้อย และที่สำคัญกตัญญูรู้คุณ หล่อนประกาศว่าคุณพ่อเป็นแขกขายผ้าอยู่พาหุรัด เลยพรีเซนต์ตัวเองด้วยการนั่งมอเตอร์ไซค์มาส่งผ้า ส่วนมิสเวียดนาม ใบหน้าราวตุ๊กตา ผ่องมากๆ แต่ไร้อารมณ์ใดๆ หล่อนแต่งตัวเลียนแบบทหารพร้อมปืนกล หนูคนนี้ ชอบวิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งไปรอบๆ ห้องจนโดนถามว่า วิ่งทำอะไร หล่อนตอบหน้าตาเฉยว่า “วิ่งไปรักษาประเทศประเทศ” ชื่อของหล่อนคือ มิสฮาบาจึง ดึงห..อยขาด และแล้ว พอแนะนำตัวเองจบ หล่อนก็เปิดกระโปรง ดึงอะไรบางอย่างออกมา สะบัดทิ้งไปในอากาศ อ้อ…ส่วนที่คันของหล่อนนั่นเอง

ที่ประทับใจที่สุดในรอบยามบ่าย และโดดเด่นที่สุด เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก มิสไทยแลนด์ เธอเป็นสาวร่างท้วม หุ่นสูง ใบหน้าหมวยแป้น เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยคณะรำกลองยาวราว 7-8 โดยใช้นามกรว่า “มิสถวายบัว ณ กลางบึง” (ปีที่แล้ว เธอเป็นมิสแคมมารูน)

ต้องบอกว่า อลังการมากๆ ในด้านการสร้าง ผู้เข้าประกวดท่่านนี้มีธงชาติไทยผืนใหญ่โบกสะพัด เป็นฉากหลัง ร่ายรำไปกับกลองยาวรอบๆ ห้อง ตอนแรก เธอมาในชุดไทยพื้่นๆ และแล้วเพียงเวลาแค่ 10 วินาที หลังธงชาติไทยผืนใหญ่ เธอก็ปรากฏกายขึ้นใหม่ เป็นชุดไทยแวววับ ขับรัศมีของเธอขึ้นมาทันที พร้อมเอา “มือตบ” ออกมาเขย่าพร้อมกันทีเดียวเลยสองมือ เรียกเสียงเฮได้ยกใหญ่ แต่แล้ว เวลาสองนาทีก็หมดไปโดยที่เธอยังทันได้พูดอะไร และโดยที่กรรมการยังไม่ทันได้ถามอะไร เพราะมัวแต่อึ้งอยู่ ระฆังหมดเวลาแล้ว เธอทำหน้าปั้นปึ่งนิดนึง พอดูน่ารัก แล้วทีมรำกลองยาวก็เริ่มขโยกกันอีกครั้ง เธอเดินร่ายรำออกไป

ผมคิดว่า นี่แหละเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม ไม่ต้องพูดอะไร แต่ได้เนื้อหาและอารมณ์ ครบองค์ตั้แต่ต้นจนจบ ตอนนั่งดูอยู่หลังกรรมการ ผมยังคิดว่า คนนี้แหละ ดูมั่นใจที่สุดในบรรดาผู้เข้าประกวดทั้งหมด

032

ปีนี้ เปิดรายการบนเวทีด้วยบทเพลงค้นหาความหมายของคำว่า “ผ่าทางตัน” คำว่า ทางตันในที่นี้มีหลายความหมาย นักแสดง ซึ่งเป็นนางงามจากปีที่แล้ว และมีความสามารถในการร้องรำทำเพลง สลับกันร้องเพลงที่คุ้นหู แต่ด้วยท่วงทำนองใหม่ และค่อยๆ อธิบายเรื่องทางตัน และวิธีผ่าหลายๆ อย่าง เช่น ถ้าเจอทางตัน อยากเป็นผู้หญิงนัก ก็แปลงเพศเสียเถิด ถ้ายังแอบๆ อยู่ กลัวคนนั้น คนนี้รู้ ชีวิตไม่มีความสุข ก็ขอเสนอว่า ลองคิดดู “การแอบก็เหมือนตด” เพราะฉะนั้นตดออกมาซะ จะได้สบาย แต่ถ้าโดนบังคับ ไม่รู้ทำไงแล้วกับชีวิต มีใครเสนอตัวมาให้แต่งงาน อยากเสียสละนักใช่มั๊ย แต่งงานไปซะเลย ส่วนสาวประเภทสองที่นิยมจ่ายเงินเพื่อหลอกตัวเอง ก็จงมีเมตตา และสุดท้าย คันนัก ก็ยอมๆ เขาไปเถอะ ให้คน “เอา”

การแสดง การสัมภาษณ์ การบริจาคเงิน และพิธีหลายๆ อย่าง ยังลากยาวเลยเที่ยงคืน และในที่สุด ย่างเข้าวันใหม่ มิสถวายบัว ณ กลางบึง ก็ได้รับการประกาศเป็นมิส ACDC 2008 อย่างสมเกียรติ กองประกวดบอกว่า ตั้งแต่ประกวดมา ยังไม่เคยมีผู้เข้าประกวดในนามมิสไทยแลนด์ได้รางวัลเลยซักคน ปีนี้เป็นปีแรก เธอยังอุตส่าห์คว้ารางวัลอื่นๆ ไปอีกด้วย
ผู้นำแสดงเป็นมิสไทยแลนด์ ปัจจุบันทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการข่าวของสถานีทีวีแห่งหนึ่ง

ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง เป็นใครไม่ได้ นอกจากคุณหญิงพจมาน ชินในวัดแห่งประเทศอังกฤษ ตอนนี้ เธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยลัยเอกชน คณะศิลปกรรม เดาว่า อนาคตทางการแสดงต้องรุ่งแน่ๆ รายละเอียดส่วนอื่นๆ เชิญหาความสำราญได้ที่เว็บไซต์ของกองประกวด www.missadcd.com และเว็บข่าวเกาะติดสถานการณ์อย่าง www.missladyboys.com

(ภาพประกอบจากสองเว็บนี้ และผู้ใจบุญส่งมาให้ชมกัน)

แชะ! แชะ! ใครได้ดูรายการ VIP ทางช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. คงประทับใจกับหัวใจคุณพ่อที่ตัดสินใจใช้ชีวิตแบบผู้หญิงเมื่ออายุ 50 “คุณเอ๋ย” เคยทำงานเป็นสถาปนิก รับราชการอยู่ราชนาวีและเป็นพนักงานการบินไทย แต่งงานมาแล้วสองครั้ง มีลูกหญิง-ชาย จากภรรยาแต่ละคน ต้องบอกว่า นี่เป็นรายการที่ถามคำถามได้อย่างสร้างสรรค์ และละเอียด ในเวลาที่จำกัด และผู้ให้สัมภาษณ์พร้อมลูกสองคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บอกว่า คุณพ่อก็ยังเป็นคุณพ่ออยู่ และดีใจที่พ่อมีความสุขในชีวิตมากขึ้น ส่วนตัวคุณพ่อ ซึ่งบัดนี้เป็นสาวสาวยผมยาม หน้าตาหมดจด ก็บอกว่า ไม่ต้องเปลี่ยนมาเรียกคุณแม่ ให้แนะนำใครๆ ว่า นี่คือพ่อ คุณเอ๋ยเล่าว่า เมื่อทำหน้าที่สามี และพ่อจนครบถ้วนแล้ว เลยคิดว่า อยากใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขอย่างแท้จริงเสียที ด้วยการแต่งหญิงและเปิดเผยกับคนรอบข้าง แชะ! แชะ!

12 comments 0 ธันวาคม 21, 2008

แล้วเราเป็นกระดูกซี่โครงของใคร?

335216957_714a64b46c_o
Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ 13-14 ธันวาคม 2551

เจ้าหน้าที่ชายหญิงหน้าแฉล้มยื่นหนังสือเล่มเล็กๆ มาให้ ตอนเราเดินผ่านเข้าไป ผมส่งต่อให้เพื่อนที่ไปด้วยกัน เขาทำหน้าแปลกๆ เมื่อเห็นหน้าปก ความจริงแล้ว ผมเอง ก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่หาย ตั้งแต่ได้รับเชิญมางานนี้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน คนไม่เคย ต้องหัดลองอะไรใหม่ๆ มั่งสิ

บนปกหนังสือเล่มนั้น เขียนไว้ว่า “Marriage in Christ” บรรทัดต่อมาเป็นชื่อเจ้าสาวกะเจ้าบ่าว

“นายเจมส์” เจ้าบ่าว ผมรู้จักเขามานานมาก คุยเล่นกันเหมือนอายุรุ่นเดียวกัน ผมกับเขาเรียกแทนตัวเองว่า “เพื่อน” ตามด้วยชื่อเล่น บางครั้งก็เรียกตัวเองว่า เพื่อนเฉยๆ เช่น เพื่อนว่าโง้น เพื่อนว่างี้ หลายๆ ครั้ง คุยกันไปคุยกันมา ก็งงกันเองเพราะไม่รู้ว่า กำลังหมายถึงใคร แกหรือชั้น?

อาการเพื่อนโง้น-เพื่อนงี้ติดมาจากแฟนเก่าของเขา หล่อนเป็นพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งของผม ตอนที่นายเจมส์บวชที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลโพ้น ผมก็ไปร่วมงานของเขา ยังจำได้ว่า เพื่อนๆ แซวกันว่า เดี๋ยวคงได้ถ่อไปต่องานแต่งชัวร์ แต่สุดท้าย เจมส์ก็ไม่ได้ลงเอยกับเพื่อนสาวจอมเปรี้ยวของผม เจ้าสาวในชุดขาววันนี้ เธอก็ดูสวย น่ารัก ยิ้่มเก่ง ดูๆ ไป เธอขาวหมวยเหมือนเพื่อนผมนั่นแหละ รูปร่างและอายุก็น่าจะพอๆ กัน ต่างกันอยู่ที่ว่า เธอนับถือคริสต์

ผมคิดเล่นๆ นี่ถ้าเจมส์แต่งกับเพื่อนผม ผมคงอดไปร่วมงาน “แต่งแบบคริสต์” ผมมองไปที่คนข้างๆ ผม เขาก็คงรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่ได้มางานคริสต์

“พี่ๆ ต้องทำไงบ้างเนี่ย” นายปอถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวเค้าก็บอกเองมั้ง รู้แต่ว่า มองไปรอบๆ สิ” อดไม่ได้ล่ะครับคุณผู้อ่าน เกย์ดาร์เริ่มสตาร์ท ผมเดาว่า คุณผู้หญิงก็คงชอบมองไปรอบๆ หาคุณผู้ชาย ส่วนคุณผู้ชายก็คงชอบมองไปรอบๆ หาคุณผู้หญิง เราต่างชอบมองหากัน จริงมั๊ย?

“คงไม่มีหรอก ดูแต่ละคนดิ แต่มีอยู่คน โน้นไง หน้าประตู สูทขาวน่ะ ใช่แน่ ชัวร์ มองตาก็รู้”

ผมมองตามไปแบบเนียนๆ “อือ ก็น่ารักดี”

แล้วเราสองคนก็กลับมาสำรวมอาการ หลังจากมองไปสองรอบแล้ว เราตั้งมั่นอยู่ในความสงบบนม้านั่ง เตรียมรอพิธีแต่งแบบคริสต์ครั้งแรกในชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้น แต่เดี๋ยวสิ ยังอยากรู้อีกนิด “ไม่รู้ เพื่อนเจ้าบ่าว หล่อเปล่า?” ผมกระซิบ แต่คำถามนี้ ดูเหมือนนายปอจะไม่ได้ยิน ดูเขาใจจดใจจ่อกับความอลังการของสถานที่เบื้องหน้า

เป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่โต โอ่โถง ไม่หรูหราฟู่ฟ่า ภายในก่อด้วยอิฐเรียงรายขึ้นไปถึงหลังคา ไม่ติดกระจกสารพัดสี เครื่องทำความเย็นถูกออกแบบให้ฝังอยู่ในผนังอย่างเรียบร้อย บนเวที และทางเดิน จัดดอกไม้ กำลังดี ไม่ดูรก เบื้องหลังตรงผนังของด้านเวที เป็นรูปพระเยซูบนไม้กางเขน ผมเพิ่งสังเกตจริงๆ เดี๋ยวนี้เองว่า รูปพระเยซูบนไม้กางเขน เป็นภาพแสดงภาพความรุนแรงของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริง จับคนไปขึ้นกางเกน เปลือยท่อนบน ตอกฝ่ามือด้วยตะปู แต่สำหรับชาวคริสต์ นั่นหมายถึง การปวารณาตัวเพื่อพระเจ้า

คนเรา มักเห็นและเชื่ออะไร ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีหลายๆ คน ที่ใครบอกมา ก็เชื่อเค้าไปหมด

ผมมองกลับมาบริเวณรอบตัว เห็นคนอื่นๆ กำลังนั่งรออย่างใจจดใจต่อ บางคนเอาเท้าวางลงบนเบาะยาวที่พื้นตรงด้านหน้า ซึ่งมีไว้สำหรับคุกเข่า เป็นที่วางเท้าได้หรือเปล่าเนี่ย? แต่เห็นหลายๆ คน ก็ทำกัน ผมว่า ผมไม่ทำอย่างเขาดีกว่า ทั้งๆ ที่อยากจะเอาเท้าไปวางตรงนั้นเหมือนกัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผมหรอกครับที่เดินเข้าโบสถ์คริสต์ ตอนเรียนหนังสือชั้นประถม เคยมีโอกาสทำรายงานเรื่องศาสนา ผมเลือกศาสนาคริสต์ เพราะอยากรู้ แถมตอนนั้น คุณครูบอกว่า ต้องสาธิตพิธีกรรมให้เพื่อนๆ ดูด้วย ผมไปเข้าโบสถ์แถวบ้าน ไปซื้อเทปเพลงของชาวคริสต์ภาคภาษาไทยมาเปิดสร้างบรรยากาศ ยังจำได้ว่า ร้องยังไง… โอ้ พระชุมพา ขององค์พระเจ้า ผู้มีพระคุณที่ยกบาปของโลก ทรงพระกรุณา ทรงพระกรุณา….(ราวๆ นี้)

ผมเล่นเป็นบาทหลวงเอง ตอนนั้น ได้ผ้้าคลุมผืนใหญ่สุกสกาวแวววาวเลยล่ะครับ

เสียงแปร่งๆ ในภาษาไทยดังขึ้น พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีเป็นชายชราน่าจะอายุเกินหกสิบ เดาจากชื่อท่าน น่าจะเป็นฝรั่งเศส ท่านพูดไทย และอ่านไทย ด้านขวามือท่าน เป็นคณะนักร้องประสานเสียง พร้อมเคร่ื่องดนตรีประจำโบสถ์ เรามองไม่เห็นพวกเขาชัดนัก บาทหลวงฝรั่งท่าทางใจดีบอกทุกๆ ว่า พิธีการจะเริ่มขึ้นแล้ว และจะใช้เวลา 45 นาที

ผมพลิกไปดูหนังสือเล่มเล็กที่ได้รับแจกเดี๋ยวนี้เอง Oh My Gayness! มี 20 หน้า ด้านในเขียนไว้ว่า มิซซาบูชาขอบพระคุณ พิธีสมรส ชักไม่แน่ใจว่า เวลาที่หลวงพ่อบอกจะพอมั๊ย มีทั้งบทสวด บทเพลงสวดด้วยภาษาที่ฟังแล้วไม่น่าต้องแปล คำอธิบายความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ รวมถึงมีคำแนะนำ ให้ยืนขึ้น ให้นั่งลง ตามลำดับต่างๆ อ้อ หน้าสุดท้าย เป็นเพลง “เธอทั้งนั้น” ของ Groove Riders  เดาว่าคงไม่ใช่เพลงประจำโบสถ์

พิธีกรรมเริ่มต้นขึ้น ทุกคนยืนต้อนรับเจ้าสาวที่ค่อยๆ เดินมาจากหน้าประตู ตรงนี้คงไม่ต้องบรรยาย เพราะในหนังฝรั่ง คุณๆ เห็นกันบ่อยแล้ว ผมว่า คุณผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงคงเคยฝันว่าอยากแต่งงานในโบสถ์คริสต์เพราะดูโรแมนติกดี เจ้าสาวในชุดสีขาว ลากพื้น เดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่ผมสนใจจะดูเพื่อนเจ้าบ่าวมากกว่า อ้อ นั่นไง เห็นแล้ว  ต้องบอกว่า นายเจมส์เลือกเพื่อนเจ้าบ่าวได้ถูกจริงๆ ตัวสูงพอๆ กันกับเขา  ถ่ายรูปออกมาคงนิ๊ง เว้นแต่ว่า ไม่หล่อซักคน

ดูเหมือนความตื่นเต้นในงานนี้ คงไม่ใช่ผู้คนในงานซะแล้ว เห็นเพื่อนร่วมพิธีข้างๆ ผมนั่งอ่านหนังสือตามไป ผมก็กลับมามีสมาธิอีกครั้ง ไม่พลาดเปิดหนังสือตามไปยังหน้าต่าง เพราะมีสัญญาณไฟ ตรงมุมเสาสองด้าน คอยบอกเลขหน้าว่า ไปถึงไหน

พิธีกรรมผ่านไป หลังจากนั่งๆ ยืนๆ สองสามรอบ ถึงช่วงอ่านพระคัมภีร์ที่มีเนื้อหาที่เหล่าเฟมินิสต์ฟังแล้วคงต้องออกมาค้านสุดตัว ท่านบอกว่า ผู้หญิงควรทำตัวยังไง อย่างเช่น ตอนหนึ่งที่ว่า “ภรรยาที่รู้จักเงียบ เป็นพระคุณของพระเจ้า ภรรยาสงบเสงี่ยม เป็นพระคุณล้ำเลิศ ภรรยาที่บริสุทธิ์ย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์ใดๆ ….” คุณผู้อ่านที่เป็นคาทอลิกครับ ด้วยความเคารพ ไม่ได้ดูหมิ่น แต่ผมคิดว่า ภรรยาแบบนั้นในยุคนี้ คงหายาก

ผมเริ่มเมื่อย แต่ยังดีที่เขาให้นั่งสลับยืนต่อไปอีก พิธีการดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงไพเราะของนักร้องสาวช่วยสร้างบรรยากาศให้อบอวลด้วยรัก แล้วบาทหลวงก็ค่อยๆ เทศน์เรื่องราวของพระเจ้าให้ฟัง ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ ภาษาแปลกๆ รับรู้แต่ว่าพระเจ้าบอกให้มนุษย์รักกัน แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะมีเงื่อนไข ราวกับประเทศไทยที่มักมีสองบรรทัดฐานจนประชาชนงง

บาทหลวงเอ่ยถึงความเป็นมาของความรักของพระเจ้า ความเสียสละของพระเยซูคริสต์ และเล่าว่า มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากกระดูกซี่โครงท่อนหนึ่งของอดัม คุณผู้อ่านคงได้สดัลมามั่งแล้ว ผมก็เคย แต่คราวนี้ มันพิเศษ เพราะฟังจากปากของพระสงฆ์ และฟังอยู่ในโบสถ์ มันช่างดูศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก

มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากกระดูกซี่โครงท่อนหนึ่งของอดัม? มิน่าล่ะ มนุษย์ผู้หญิงต้องเชื่อฟังมนุษย์ผู้ชาย และเมื่อมนุษย์ผู้หญิงแต่งงานกับมนุษย์ผู้ชาย ตามคติความเชื่อเดิม หล่อนจึงมีฐานะไม่ต่างอะไรกับทรัพย์สมบัติของสามี หล่อนมีสามีเป็นเจ้าชีวิต

ผมมองคู่หนุ่มสาวตรงด้านหน้าที่กำลังเริ่มเอ่ยคำปฏิญาณความรักให้แก่กัน และมีพระสงฆ์อยู่ตรงนั้น ท่านแนะแนวทางชีวิตที่ควรเป็น ทุกสิ่งล้วนมุุ่งให้สามีภรรยารักกัน มีบุตร มีลูกมีหลาน ซื่อสัตย์ต่อกันและกัน และอยู่ร่วมกันตราบจนชีวิตจะหาไม่

ขณะฟังไป ความรู้สึกหนึ่งกลับแล่นเข้ามาในหัวผมทันทีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นี่เอง! ที่เรียกว่า การแต่งงาอันศักดิ์สิทธิ์ คู่เจ้าสาวกับคู่เจ้าบ่าว หรืออีกนัยหนึ่ง คู่เจ้าบ่าวกับกระดูกท่อนหนึ่งของเขา?

นี่เอง! ที่การแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน มันไม่ “ฟิต” กับหลักการของคริสต์ทั้งปวง ทั้งเนื้อหา วิธีคิด แนวลำดับขั้นตอนดำเนินการ ภาษาที่ใช้ ถ้าลองเอาผู้ชายสองคน หรือเอาผู้หญิงสองคน ไปหย่อนตรงจุดนั้น จุดที่คู่บ่าวสาวยืนอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาชาวคริสต์คงรับไม่ได้ และนี่เอง! ที่นำมาซึ่งการต่อต้าน การไม่ยอมรับ ก็ในเมื่อตลอดทั้งชีวิตของคาทอลิกคนหนึ่ง งานแต่งงานคือพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ที่ถูกสรรสร้างมาเช่นนี้ ทำขึ้นเพื่อรองรับมนุษย์ผู้ชายและมนุษย์ผู้หญิง ไม่ได้มีไว้เพื่อมนุษย์เพศเดียวกันแต่อย่างใด!

นี่เอง ที่ทำให้การต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันในเรื่องการแต่งงานดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ของคนรักเพศเดียวกันที่ยากลำบากที่สุด

แต่ในมุมกลับ ก็นี่เอง อีกนั่นแหละที่ทำไม หลายๆ คนที่บอกว่า เคยไปงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันมาแล้วประทับใจมากเพราะอะไร? เพราะเขาสองคนไม่เพียงฝ่าฟันกว่าจะมาถึงจุดที่ตัดสินใจแต่งงานกันได้ แต่เขาสองคนต้องฝ่าฟันกระแสสังคมที่บอกว่า เขาควรทำอะไร และห้ามทำอะไร

ผมว่า ขั้นตอนยากลำบากของชีวิตของคนเพศเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นขั้นการยอมรับตัวเอง การปรับตัวให้กับสังคม การได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง การได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันในที่สุด มันจะทำให้จุดที่เขาสองคนยืนอยู่ ไม่น่าจะศักดิ์สิทธิ์น้อยกว่าคู่ชายหญิงทั้งหลาย

ผมชักไม่แน่ใจ

เอ๊ะ แล้วถ้าเป็นงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน แขกที่มาในงานควรมีหนังสือคู่มือด้วยมั๊ย?

bookcoverแชะ! แชะ!  แจกครับแจก สัปดาห์นี้ อ่านคอลัมน์ Hiding No More เลิกแอบเสียทีแล้วอีเมลมาบอกว่า คุณอยากอ่านเรื่องอะไรบ้างในปี 2009 ข้อเสนอน่าฟัง จะได้รับหนังสือหมอดู ตรวจชะตาเกย์ของคุณฟรี แจก 3เล่ม หนังสือชื่อ “2009 Gay Horo” โดยอาจารย์อรรถพล น้อยวงศ์ (หมอมีน)  แชะ! แชะ!  และถ้าอยากไปคอนเสิร์ตมันส์ๆ + ปาร์ตี้คนหล่อปิดท้ายปี อาทิตย์ที่ 21 นี้ แวะไปเว็บ http://www.pd-creation.com ดูรายละเอียดงาน Passion  แล้วอีเมลมาบอกว่า ใครเป็นนักร้องในงานนี้บ้าง รับบัตรไปเลย 5 ท่านๆ ละ 2  สองรายการนี้ ส่งอีเมลมาได้ที่ vitayamail@gmail.com ภายในวันที่ 18 ธค นี้ แชะ! แชะ!

11 comments 0 ธันวาคม 15, 2008

ความหลากหลายทางเพศกับหนุ่มอังกฤษคนนั้น

header

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 6-7 ธ.ค. 2008 เมโทรไลฟ์ ผู้จัดการวันเสาร์-อาทิตย์

น้อยคนนักจะรู้จักบุรุษชาวอังกฤษผู้นี้ กระทั่งคนอังกฤษเองในปัจจุบันนี้ก็เถอะ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ “ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด” (Peter Wildeblood) คงเป็นชายชราวัย 85 ที่มีความสุขที่สุดในโลก

เขาเป็นผู้ชายคนแรกๆ ในประวัติศาสตร์ด้านสิทธิมนุษยชนของเมืองผู้ดีก็ว่าได้ที่ “เลิกแอบ” ต่อหน้าสาธารณชน เขาเป็นคนที่ถูกคนรักทรยศ แต่กลับยืนขึ้นเชิดหน้า และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างกล้าหาญสง่างาม ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด คือ “โฮโมเซ็กช่วล” แห่งเกาะอังกฤษที่ชีวิตเปิดเผยของเขากลายเป็นใบเบิกทาง ช่วยให้อีกหลายๆ ชีวิตผ่านพ้นคุกตารางด้วยข้อหารักเพศเดียวกัน

ราวทศวรรษที่ 1950 ในประเทศนี้ ชายสองคนจะมีเซ็กซ์กันไม่ได้ และถ้าโดนตำรวจจับ จะต้องไปขึ้นศาล ยืนให้การ ตอบคำถามต่างๆ นานา รวมไปถึง “ทำอะไรกันบ้างบนเตียง” และส่วนใหญ่มักจะไม่รอด ต้องเข้าไปนอนในคุก ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด ก็เป็นคนหนึ่งในนั้น

ปีเตอร์ (ภาพจากหนังด้านบน คนที่สองจากหน้าจอ) ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์หนุ่มที่กำลังรุ่งแห่งหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ตอนโดนตำรวจจับ พ่อกับแม่ภูมิใจมากในตัวเขา เพื่อนๆ ที่ทำงานต่างรักเขา และเชื่อในฝีมือ หัวหน้างานชื่นชมความสามารถของเขา ทุกๆ คนช็อคที่รู้ความจริง

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก จริงๆ แล้ว เขาเกิดที่อิตาลี แต่ย้ายมาอยู่ลอนดอนตอนอายุสามขวบ ช่วงเรียนหนังสือก็ได้ทุนเรียนดีตลอด ได้ไปเรียนต่อที่อ็อกฟอร์ด แต่โชคร้าย หนุ่มน้อยเกิดป่วยหนัก จนต้องขอลาเรียนชั่วคราวหลังจากเปิดเรียนไปแค่ 11 วัน พอหายป่วยดีแล้ว เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเลยไปเป็นนักบิน ด้วยเหตุที่เขาขับเครื่องบินไม่เก่ง หรืออาจจะมีสาเหตุอื่น เลยโดนย้ายมาประจำการในตำแหน่งเล็กๆ ภาคพื้นดิน กระทั่งสงครามโลกสิ้นสุดลง

ปีเตอร์กลับไปเรียนต่อที่อ็อกฟอร์ดสองปี ขณะที่ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นจากสงคราม จบอ็อกฟอร์ดแล้ว ก็พยายามหางานทำ แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เลยไปเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร

ช่วงเวลาว่าง เขาหมั่นเพียรเขียนบทความ เขียนเรื่องราวส่งนิตยสาร รวมถึงเขียนบทละคร ต่อมาเขาได้ทำงานกับเดลิเมล์ เริ่มต้นด้วยรายงานข่าวซุบซิบต่างๆ ตรงจุดนั้นเอง เขาได้พบกับคนดังประจำวงการไฮโซของอังกฤษที่ชื่อว่า “ลอร์ด ม็องตะกู” (Lord Montagu)

ปีเตอร์ได้รับมอบหมายให้รายงานข่าวเกี่ยวกับงานราชพิธีหลังจากพระเจ้าจอร์จที่ 6 (พระราชบิดาของควีนอลิซาเบธ องค์ปัจจุบัน) เสด็จสวรรคต ในปี 1953 เขาได้รับการโปรโมทเป็นว่าที่ผู้สื่อข่าวสายการต่างประเทศ

ในหนังสารคดี-ดราม่าเรื่องดังเรื่องหนึ่งทางทีวีของบีบีซี ออกฉายในปี 2007 ถ้าคุณผู้อ่านได้เห็นเหตุการณ์ในนั้น จะต้องถามตัวเองว่า อะไรวะ! นอนอยู่กับแฟนบนเตียงดีๆ ก็จะมีตำรวจมาเคาะประตูบ้าน แล้วลากออกไปจากเตียง ส่งฟ้อง ขึ้นศาล แล้วก็โดนจับยัดเข้าคุก นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย?

ก่อนนั่งดูหนังเรื่องนี้ ผมก็ได้แค่อ่าน และรับรู้ตามหนังสือ ตามข่าว เห็นบ้างบางฉากในหนัง หรือสารคดีที่พูดถึงการกวาดล้างและกำจัด โฮโมเซ็กช่วลออกไปในสังคม ไม่ว่าจะด้วยการเอากฎหมายและกฎหมู่เข้าบังคับ แต่ไม่เคยรู้สึก แต่พอมาดูหนังทีวีเรื่องนี้ คงไม่ใช่เพราะนักแสดงที่รับบท ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด (Marin Hutson) ที่หล่อน่ารักหรอก เป็นเพราะเนื้อเรื่อง การนำเสนอภาพ ตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในชีวิตของปีเตอร์ กับการประชุมของคณะกรรมการที่ทำเรื่องเสนอให้แก้กฎหมาย มันสะเทือนใจมากๆ

ในยุค 1950 คนเป็นโฮโมเซ็กช่วล ในอังกฤษต้องหลบๆ ซ่อนๆ (สมัยนั้นยังไม่ได้เรียกว่า เกย์) มีผับ มีที่เที่ยว มีคลับส่วนตัว มีการสื่อภาษาที่รู้กันเฉพาะในหมู่ แต่จะเหมือนใช้ชีวิตอยู่ในโลกใต้ดิน ซึ่งบางคนก็สนุกสนานไปกับชีวิตแบบนี้ มีความเป็นส่วนตัวดี แต่ขณะเดียวกัน ต้องถามว่า แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไร จะรักใครชอบใคร ต้องคอยปิดบังไว้ และลึกๆ ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัว โดยเฉพาะกลัวกฎหมายบ้านเมืองที่บอกว่า การมีเซ็กซ์ระหว่างเพศเดียวกัน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย น่าแปลกนะครับ ในยุคนี้ หลายๆ ประเทศ อย่างบ้านเรา ไม่มีกฎหมายกดขี่มนุษย์แบบนั้น แต่เราหลายๆ คนก็ยังคงต้องขังตัวเองอยู่

สำหรับปีเตอร์แล้ว ถึงแม้เขาจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตส่วนตัวของเขา กลับอ้างว้างเดียวดาย วันหนึ่ง เขาไปพบกับหนุ่มหล่อคนหนึ่งที่สถานีรถไฟ “เอ็ดเวิร์ด” ทำงานรับราชการอยู่ ทั้งสองปิ๊งทันที เหมือน “หากันจนเจอ” ปีเตอร์ก็เลยชวนเอ็ดเวิร์ดไปพักที่บ้านซะเลย

ความจริงก็เสี่ยงนะครับ ใครจะรู้ เอ็ดเวิร์ดอาจเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบปลอมตัวมาก็ได้ มุกนี้ในยุคนั้นใช้บ่อยเพื่อ “กวาดล้างเหล่าโฮโม” บางครั้ง ในห้องน้ำแหล่งที่มีการรายงานเป็นประจำว่า มีการปฏิบัติกิจ ตำรวจก็จะแกล้งให้ท่า พอได้ที ก็เข้าแสดงตัว ล็อคขึ้นโรงพักเลย

นึกไม่ออกเลยละครับว่า ถ้าตำรวจปฏิบัติการอย่างนี้ในเมืองไทย เกย์ไทยจะเป็นยังไง แล้วเกย์ไทยในห้องน้ำต่างๆ จะเป็นยังไง ย่านไหนในกทม น่าจะเดือดร้อนที่สุด คงไม่ต้องบอก คนนะครับ ไม่ใช่ “วัวควาย” ต้องไปตามจับ แล้วลากออกมา

ความสัมพันธ์ของปีเตอร์กับเอ็ดเวิร์ดงอกงามขึ้น เขาแสดงความรักต่อกันอย่างหวานซึ้ง เขียนจดหมายให้กัน ฟังแล้วแทบละลาย เอ็ดเวิร์ด เดินทางไปกลับ และเข้าเมืองตอนช่วงวันหยุดเสมอเพื่อมาค้างอ้างแรมกับปีเตอร์ ต่อมาทัั้งสองได้รับเชิญจากคนดังไฮโซ ลอร์ดม็องตะกู ให้ไปพักผ่อนที่บ้านพักริมทะเล

รัฐเริ่มออกกวาดล้างอย่างหนัก โดยเฉพาะคนในเครื่องแบบ เอ็ดเวิร์ดถูกค้นจดหมาย และถูกสอบสวนในเวลาต่อมา ทั้งที่ก่อนหน้าปีเตอร์บอกให้เขาเผาจดหมายทั้งหมดทิ้ง เอ็ดเวิร์ดถูกขู่บังคับให้บอกรายชื่อคนที่เขารู้ว่าเป็นเกย์ พร้อมทั้่งยินยอมให้การว่า มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน ตำรวจไปบุกค้นบ้านปีเตอร์เพื่อหาหลักฐาน ในที่สุด ก็เจอจดหมายรักที่ปีเตอร์ซ่อนไว้ ปีเตอร์ไม่เคยเผาจดหมายนั่นเช่นกัน

คนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดนจับ ตั้งข้อกล่าวหา และขึ้นศาล เป็นที่เรียกกันในยุคนั้นว่า “เดอะ ม็องตะกู เคส” เรียกได้ว่า ดุเด็ดเผ็ดมัน ประชาชนเกาะติดสถานการณ์ทุกขณะ อัยการฝ่ายรัฐพยายามคาดคั้นให้จำเลยพูดความจริง จำเลยก็พยายามบ่ายเบี่ยง เอ็ดเวิร์ดเล่าความจริงทุกอย่าง ต้องบอกว่า คนดูต้องเศร้าไปกับเรื่องราวทั้งหมด ลองคิดดูสิครับ คนที่เราเคยบอกรัก รอคอยให้เขากลับมาหาแทบทุกลมหายใจ ตอนนี้ กำลังจะเอาตัวรอด และกล่าวโทษเราฝ่ายเดียว ในที่สุดปีเตอร์ตัดสินใจพูดความจริง ความจริงที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของอังกฤษ “ผมเป็นโฮโมเซ็กช่วล”

เขาถูกศาลสั่งจำคุก 18 เดือน

พอออกจากคุก เขาก็เสียงานที่รักไป ส่วนเอ็ดเวิร์ดหายไปไหนก็ไม่รู้ ปีเตอร์ออกมาทำธุรกิจเล็กๆ และได้เริ่มเขียนหนังสือชื่อ “Against the Law” คงเริ่มเขียนตั้งแต่อยู่ในคุก และเป็นหนังสือที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดยุคนั้น

ในช่วงเวลานั้นเองทางการได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งมีประธานชื่อ เซอร์จอห์น โวลเฟนเดน (Sir John Wolfenden) เพื่อพิจารณาเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงขายบริการทางเพศ และโฮโมเซ็กช่วล ในหนัง เราจะเห็นท่านเซอร์ เรียกคนโน้น คนนี้มาให้ข้อมูล ทั้งหมด นายทหาร บุคคลที่มีชื่อเสียงในวงสังคม แต่ในที่สุดคณะกรรมการก็มองหน้ากันแล้วถามกันเองว่า นี่เราจะไม่มีโฮโมเซ็กช่วลหน้าไหนมาให้ข้อมูลเหรอ (จริงๆ แล้วกรรมการชุดนี้รู้สึกกระอักกระอ่วนมาก กระทั่งจะเรียกโสเภณีและโฮโมฯ ก็ไม่ใช้ แต่จะตั้งเป็นอีกชื่อที่รู้กันแทน ภายหลังพบว่า ลูกชายของท่านเซอร์ก็เป็นเกย์)

นึกไปนึกมา คงไม่มีใครกล้ามาให้ข้อมูล เลยเปิดทางว่า งั้นใครมาก็ได้ มาแบบนิรนาม ไม่ต้องเปิดเผยอะไร แต่แล้ว ปีเตอร์ก็ตัดสินใจเป็นคนๆ นั้นเอง แต่เขายืนยันว่า เขาต้องการเปิดเผยตัว และมาให้เห็นตัวเป็นๆ กันเลย ช็อตนี้ละครับ ผมคิดว่า เป็นชัยชนะของปีเตอร์ ไวล์ดบลัดอย่างแท้จริง

หนังสือของเขา เรื่องราวของเขาตอนศาลตัดสินจำคุก และคำให้การของเขาต่อหน้าคณะกรรมการส่งผลให้รัฐหันมามองกฎหมายล้าหลังเกี่ยวกับโฮโมเซ็กช่วลอย่างจริงจัง และต่อมามีการยกเลิกกฎหมายนี้โดยระบุว่า คนเพศเดียวกันมีเพศสัมพันธ์กันในที่ส่วนตัว สมยอมทั้งสองฝ่าย ไม่ถือว่า ผิดกฎหมายอีกต่อไป

ปีเตอร์เสียชีวิตลงเมื่ออายุ 76 หลังจากเขาย้ายไปเป็นพลเมืองของประเทศแคนาดา และเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในวงการโทรทัศน์ หนังสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องราวชีวิตของเขาชื่อ “A Very Britsh Sex Scandal” เป็นหนึ่งในสารคดีและรายการโทรทัศน์หลายเรื่อง เป็นซีรี่ย์ที่สร้างขึ้นพิเศษพูดถึงความเปลี่ยนเชิงสังคม กฎหมายและการใช้ชีวิตของคนรักเพศเดียวกันในอังกฤษ น่าดูมากๆ ครับ

york1แชะ! แชะ! เก็บตกจากงานวันสิทธิความหลากหลายทางเพศ “จนกว่าจะถึงวันฟ้าใส” เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า เป็นงานที่เปิดศักราชใหม่จริงๆ เหล่ามนุษย์สีรุ้งที่ทำงานด้านสิทธิ์ งานด้านเอดส์ไปรวมตัวกันคับคั่ง และไม่ได้รวมกันที่สีลม แต่เป็นหน้าโรงหนังลิโด้ ถึงจะงบน้อย เตรียมงานกันขลุกขลัก ทุกๆ คนก็มาแสดงสปิริตกัน โดยเฉพาะช่วงไฮไลท์ เดินกางร่มสีรุ้งไปหยุดอยู่หน้าหอศิลป์แล้วถ่ายรูปร่วมกัน ต้องบอกว่า ร่มสวยยยมาก ความเคลื่อนไหวเล็กๆ ตรงนี้ ปีต่อๆ ไป น่าจะจัดได้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และดึงคนทั่วๆ ไปให้สนใจมากขึ้น

แชะ! แชะ! คลินิกชุมชนสีลม กำลังจะเริ่มโครงการหาอาสาสมัครใหม่ ใครที่เป็นแฟนคลินิกอยู่ ติดต่อสอบถามเข้าไปได้ งานนี้ได้บุญเยอะ 02 6342917 หยุดวันจันทร์ งานใหญ่ของคลินิกที่ติดตามผลพฤติกรรมชายรักชายในกทมประมาณกว่าสามปีที่ผ่านมา (เม.ษ 2549- 22 พ.ย. 2551) พบว่า มีคนติดเชื้อเพ่ิมมากขึ้นในอัตราน่าเป็นห่วง และสาเหตุส่วนใหญ่คือ ไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับแฟน หรือคู่ประจำ เพราะไว้ใจ…แชะ! แชะ!

11 comments 0 ธันวาคม 7, 2008


คลังเก็บ

 

ธันวาคม 2008
อา พฤ
« พ.ย.   ม.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

หน้า

เรื่องล่าสุด

Links

Blog Stats

Top Clicks