Archive for มีนาคม, 2009
“ลุงหนวด” ที่รัก (ตอนที่ 1)
Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 7-8 มี.ค. 2009

ใครที่ได้เจอ “ลุงหนวด” ต้องอดหลงเสน่ห์ของเขาไม่ได้แน่ๆ หนุ่มไทย ผิวเข้ม ใบหน้าคม ผมดำ และมีหนวด ลุงมีพุงนิดๆ และถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ อายุ 60 ปีแล้ว
ตรงข้อมือซ้าย ลุงมีผ้าพันแผลบางๆ รอบข้อมือ “เป็นซีส ผ่าตัดเล็ก นิดหน่อย” เขาพูดไป ยิ้มไป
เรากำลังนั่งคุยอยู่ที่ร้านอาหารไทยริมถนนพหลโยธิน อยู่เลยฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตไปสักหนึ่งกิโล ร้านนี้เป็นสาขาที่สี่แล้วที่ลุงเปิดมา และใช้ชื่อเดียวกัน “ลุงหนวด” นอกจากร้านอาหารแล้ว ลุงยังมีธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ กรอบรูปส่งออก และอื่นๆ อีกทั้งในเมืองไทย และอเมริกา
จริงๆ แล้ว ผมเคยเจอลุงหนวดมาก่อนทางโทรศัพท์เมื่อสองปีที่แล้ว รายการวิทยุของเราอยากรู้เกี่ยวกับซาวน่าเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ลุงเล่าว่า อยากจะให้คนย่านรังสิต โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่ มีที่มีทาง ได้พบปะพูดคุยกัน พอเปิดไปเปิดมาไม่นาน ลุงก็ได้ลูกค้าที่กลายมาเป็นเพื่อนเยอะแยะ
แต่ลูกค้าหลายๆ คนคงไม่รู้มาก่อนว่า สมัยหนุ่มเปรี๊ยะ ลุงหนวดคนนี้ไม่ธรรมดา เรียกได้ว่า No “Nobody” เลยล่ะครับ ลุงเผยอย่างภาคภูมิว่า ลุงเคยเป็นนายแบบ…กางเกงในคนแรกของประเทศไทย!!!
“สมัยนั้น สินค้าพวกกางเกงชั้นในผู้ชาย ไม่มีนายแบบตัวเป็นๆ กันหรอก เขาจะใช้หุ่นมาใส่ แล้วอีกอย่าง สมัยนั้นนายแบบผู้ชายก็ไม่ค่อยมี”
ใครจะคิดว่า เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ร้านตัดเสื้อ จะได้กลายเป็นนายแบบดังเปรี้ยงปร้างเพียงข้ามคืน
“ตอนนั้นอายุ 18-19 ร้านตัดเสื้อที่ลุงทำงานอยู่ร้านแถวสี่แยกพรานนก น่าจะยังอยู่นะ บ้านลุงอยู่นครสวรค์ เข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำก็ตอนอายุ 12-13 เรียนหนังสือยังไม่จบหรอก ก็ไปเรียนกวดวิชาเอา แล้วก็มาเรียนเย็บเสื้อผ้า ทำได้หมดแหละ ทั้งเสื้อผ้าผู้หญิง เสื้อผ้าผู้ชาย”

ที่โรงเรียนกวดวิชาลุงบังเอิญไปรู้จักกับลูกชายเจ้าของบริษัทศรีกรุงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นบริษัทดังสมัยนั้น พ่อของเพื่อนร่วมห้องคนนี้เอ็นดูลุงอย่างดี วานให้ช่วยทำงานเล็กงานน้อยไปเรื่อย งานหนึ่งก็คือ เป็นเม็สเซ็นเจอร์พานายแบบไปส่งให้บริษัทคัดตัว
วันนั้น เด็กหนุ่มพานายแบบวัยไล่เลี่ยกันหกคนไปให้บริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังมองหานายแบบสำหรับกางเกงชั้นในแบรนด์ดังจากต่างประเทศ ยี่ห้อ “เพลย์บอย” (ลุงไม่แน่ใจว่า เป็นเจ้าของเดียวกันกับยี่ห้อเพลย์บอยในสมัยนี้หรือเปล่า)
พอไปถึง ระหว่างรอก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาทักทาย ไม่ทักเปล่า เอามือมาจับเป้าลุงทันที!
“ไอ้เราก็ตกใจสิ อยู่ๆ ก็มาจับ แล้วบอก ‘เป้าใช้ได้’ เขาบอกให้ไปห้องข้างใน ในนั้น ก็มีนายแบบยืนใส่กางเกงรอให้เลือกอยู่แล้วสักหกสิบคน พอเข้าไปถึง ก็มีอีกคนเดินมา จับเป้าอีกแล้ว แล้วบอกให้ไปผลัดเสื้อผ้า พวกนายแบบที่มาก่อนหน้าก็เชียร์กันใหญ่ ไอ้เราก็ลุยเลย ยังไงก็ได้ จำไม่ผิด ตอนนั้นได้เบอร์ 64”
พอถอดเสื้อผ้าเดินออกมา หลายๆ คนมอง ลุงเล่าว่า มารู้ทีหลังว่า การใส่กางเกงในของลุงมีผลต่อการคัดเลือด ปกติ บางคนก็ให้ ‘น้องชาย’ พับขึ้น แต่ของลุงพับลง พอใส่กางเกงในจะแลดูโค้งนูน เป็นรูปสวย คนดูเลผลิตภัณฑ์ชอบลักษณะนี้มากกว่า ตอนลุงเดินออกมาก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเพราะหลายๆ คนเห็นก็พร้อมใจบอกว่า “น้องได้เข้ารอบแหงๆ”
ลุงเล่าว่า ช่วงนั้นหุ่นดี เพราะออกกำลังกาย เล่นเวท ที่ออกกำลังกาย เพราะตัวลุงทำงานอยู่ร้านตัดเสื้อ ก็อยากดูดี และอีกอย่าง สมัยนั้น เขาฮิตกางเกงทรงมอส เน้นเอวต่ำ และคนใส่ต้องไม่มีหน้าท้องถึงจะดูดี ใส่แล้วสวย ตอนนั้นลุงก็เล่นเวทพอมีหุ่น และชอบเล่นหน้าอกให้ใหญ่เหมือนพระเอกหนังไทยสมัยนั้น
และแล้วหนุ่มน้อยเม็สเซ็นเจอร์ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในยี่สิบนายแบบที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าค่ายเก็บตัว
“ไปรีสอร์ทที่บางแสน อยู่กันเป็นเดือนเลย เขาก็ฝึกให้เดิน ให้วิ่ง ทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่าง อย่างกระโดดน้ำเนี่ย พอโดดตู้มลงไป กางเกงในเปียก เปียกยังไง ก็ยังงั้น เขาก็ไม่ให้เอามือไปดึง ไปจัด ให้ปล่อยไว้อย่างนั้น”

สงสัยจริงๆ อยู่กันเป็นเดือน แล้วลุงอยู่กับเพื่อนๆ วัยไล่เลี่ยกันขนาดนั้น เอ่อ ถามจริงเหอะ มีกิจกรรมอย่างอื่นกันด้วยหรือเปล่า? มีใครมาปิ๊ง หรือไปปิ๊งใครมั๊ย? ผมมองหน้าลุง รอคำตอบอย่างจดจ่อ
“ก็สนิทกันมากเพื่อนรุ่นนั้น เพื่อนๆ กันทั้งนั้น ตอนนั้นไม่มีหรอกเรื่องพวกนั้น ไม่เคยเลย”
กลับมากรุงเทพฯ หลังเข้าค่าย ก็ถึงเวลาสำคัญแล้ว เจ้าของแบรนด์จัดประกวดนายแบบครั้งยิ่งใหญ่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง คราวนี้ต้องเดินแบบบนแคทวอล์ค เรียกได้ว่า น่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับเวทีการเดินแบบกางเกงชั้นในแห่งประเทศไทย ลุงคิดว่า สมัยนั้นการเดินแบบและแฟชั่นสำหรับผู้ชายมีน้อยมาก พอให้ลุงลองนึกดูว่า มีนายแบบคนไหนที่ดังๆ ในรุ่นมั่ง ลุงบอกว่า นึกไม่ออก เพราะมีน้อยมากจริงๆ
เดินประกวดอยู่หลายรอบ จากยี่สิบคน เหลือสิบคน และจากสิบคน เหลือห้า และในที่สุด เหลือสามคน คู่แข่งของลุงคนหนึ่งเป็นนายแบบลูกครึ่ง แต่สายตากรรมการกลับจับจ้องหนุ่มไทย หน้าคม และในที่สุด เด็กบ้านนอกจากนครสวรรค์ก็คว้าชัยชนะไปครอง
“เขาก็ให้เซ็นสัญญาเลย สองปี ไอ้เราก็เกรงใจบริษัทศรีสยามฯ นะ ความจริงไม่ต้องให้เขาเป็นตัวแทนเราก็ได้ เพราะเขาไม่ได้ส่งเราเข้าประกวด แต่เพราะเราเป็นเด็ก ก็เลยให้เขาดูแล ออกงานแต่ละที สมัยนั้นได้เงินพันบ้าง พันห้าบ้าง มารู้ทีหลังว่า แต่บริษัทได้เป็นหมื่น แล้วทำไมเราได้นิดเดียว นายแบบคนอื่นที่ไปงานเดียวกัน ดังน้อยกว่า แต่ยังได้เยอะกว่า”
ความจริงที่ว่า ลุงรู้มาจากเจ้าของงานรายหนึ่งที่บอกลุงว่า ค่าตัวนายแบบอยู่ในอัตราเท่าไหร่ แล้วเขาก็สอนให้รู้จักต่อรอง พอลุงไปต่อรองกับเจ้าของบริษัท ก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นบ้าง ห้าร้อยบ้าง พันหนึ่งบ้าง ก็พยายามไม่คิดอะไร เพราะบางงาน เจ้าของงานก็ให้ทิปมาอยู่เหมือนกัน
หนุ่มนครสวรรค์ทำงานเก็บเงินได้เท่าไหร่ก็ส่งกลับบ้านไปปลดหนี้ให้พ่อแม่ เขาเป็นคนไม่เลือกงาน และรู้สึกสนุกสนานกับงานที่ทำ ในหลายๆ งาน ไม่ว่าจะเป็นงานออกสังคมเป็นเพื่อนไฮโซสาว หรือเป็นคู่ควงให้กับเกย์ไฮโซชื่อดังในสมัยนั้นอย่างคุณปาน บุนนาค
“เขาจ้างให้ไปเป็นเพื่อนในงานสังคมต่างๆ คุณปาน บุนนาคก็ใจดีนะ เราเป็นเด็ก เดินไปด้วยกันได้ ให้เขาจับต้องตัวได้ แต่ให้ไปมีอะไรด้วย ไม่ได้ ไม่ได้รู้สึกชอบอย่างนั้น”

ลุงเล่าต่อว่า สมัยนั้น ยังไม่มีคำว่าเกย์ที่ชัดเจนเหมือนสมัยนี้ สำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างลุง ก็มองคุณปานเป็นกะเทยคนหนึ่ง และมองสิ่งที่ทำ คือเป็นคู่ควงออกงาน ก็เป็นงานๆ หนึ่ง ตอนนั้น เขายังไม่มีแม้กระทั่งภาพในหัวว่า ผู้ชายสองคนมีเซ็กซ์กันได้ เพราะตลอดวัยเด็ก ถึงวัยรุ่น ลุงหนวด ไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายเลย
เซ็กซ์ครั้งแรกของเขาก็คือ “กับเพื่อนบ้านที่อายุแก่กว่า” ไม่พอสิ หล่อนคนนั้นยังอุตส่าห์แนะนำสาวๆ คนอื่นๆ ให้ลุงอีกด้วย กระทั่งไฮโซสาวบางคน ลุงก็เคยมีอะไรด้วย และด้วยวัยที่คึกคะนอง ก็ไม่ค่อยคิดอะไร แต่ถ้าบอกว่า ให้มีอะไรกับผู้ชายล่ะ?
“อย่างอื่นให้ทำอะไร ใส่กางเกงในเดินแทบจะแก้ผ้าอยู่แล้ว ก็รู้สึกเฉยๆ นะ ทำได้ แต่กับผู้ชาย ไม่เอา กับผู้หญิงรับได้”
กระนั้น ลุงหนวดก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเคยรู้สึกอะไรบางอย่างกับผู้ชาย ในสมัยเด็ก เคยรู้สึกดีๆ เวลาอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย
“เขามากอดเรา มาอยู่ใกล้ๆ เรา ลุงก็รู้สึกดีนะ รู้สึกอบอุ่น ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า เราเป็นอะไร”
และด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์กับผู้หญิงทั้งสิ้น ความรู้สีกรักชอบเพศเดียวกันที่อาจซ่อนเร้นอยู่ไม่เคยได้รับการสำรวจ จนกระทั่งลุงหนวดได้แต่งงานไปเพื่อต้องการเอาใจคุณพ่อเมื่อตอนอายุ 24 ลุงบอกว่า ไม่เคยคิดจะแต่งงานมาก่อนเลย
(ไว้เล่าต่อ อาทิตย์หน้านะ เรื่องมันยาว)
23 comments 0 มีนาคม 11, 2009
“MILK” หนังเยี่ยม ลดอคติทางเพศในสังคม
Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 28 ก.พ. 2009 MetroLife Section หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ วันเสาร์

นับเป็นช่วงเวลาที่ “เหมาะมาก” ที่ค่าย M Pictures ได้ลงโปรแกรมหนังเรื่องนี้ในบ้านเรา หลังจากงานพาเหรดเกย์ที่เชียงใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. ต้องล่มไป เพราะ “กลุ่มคนเสื้อแดง” บุกล้อมสถานที่จัดงาน ขู่เข็ญ และกักขังคนไว้ข้างใน แถมยังเรียกร้องให้ผู้จัดงานออกมา “ขอโทษ”
ใครที่ได้ติดตามข่าวนี้คงต้องงงไปตามๆ กัน อยู่ๆ คนเสื้่อแดงมาเกี่ยวอะไกับงานเกย์? แล้วอยู่ๆ มาบอกให้ขอโทษ “เรื่องอะไร”?
ก่อนหน้านี้นายนที ธีระโรจนพงษ์ ประธานกลุ่มเกย์การเมืองไทยออกโรงมาคัดค้านสุดลิ่มทิ่มประตู หลังจาก “เพิ่ง” ได้ยินจากคู่สนทนาในรายการทอล์คโชว์ดัง (จับเข่าคุย) ที่พูดถึงว่า ที่เชียงใหม่ จะมีการจัดงานเกย์พาเหรด พอได้ยินดังนั้น ท่านก็ยืนยันหัวชนฝาว่า จะไม่ให้มีงานนี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ตอนออกอากาศรายการนั้นอยู่ ยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานนี้ ซักอย่าง
จะเป็นด้วยอารมณ์พาไป หรือพลั้งปากพูดไป ก็แล้วแต่ ต่อมาท่านก็วิ่งไปยื่นหนังสือประท้วง ประท้วง ประท้วง
การออกอาการคัดค้านงานดังกล่าวในรายการทีวีทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของการจัดงาน กลายเป็นเรื่องน่ากังขาในหมู่คนทำงานเรื่องเพศและสิทธิ์ว่า นายนทีกำลังทำอะไร?
แต่ที่ใครๆ เดาๆ กันพากันเห็นสอดคล้องไปว่า นั่นคืออีกงานหนึ่งที่คนๆ หนึ่งสามารถจับความ “เปราะบาง” ในสังคมไทยบ้านเรามาใช้อย่างได้ผล นอกเหนือจากยกประเด็นเรื่องสุขภาพเยาวชน พุทธศานา และเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น ฯลฯ มาก่อนหน้า
ผมคิดว่า ความตั้งใจใดๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าให้ความตั้งใจแฝงไว้ด้วยอคติ
คุณผู้อ่านทั่วไปอาจจะคิดว่า ข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเกย์ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องโหนกระแส สร้างกระแส และตามกระแส หรืออาจเป็นเรื่องผิดใจกันในหมู่เกย์ หรือเป็นเรื่องที่ “ไม่เกี่ยวกับชั้น”
ก็คิดกันไปได้นะครับ ส่วนผมเอง คิดว่า เรื่องที่ตกเป็นข่าวนั้น รวมถึบวิธีการนำเสนอประเด็น รูปแบบการแสดงออก และคัดค้านต่างๆ กำลังปลุกกระแส “เกลียดเกย์” ขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง และน่าเป็นห่วง ทั้งๆ ที่ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏชัดเจนในบ้านเรา แต่ต่อไปนี้ มันจะกลายเป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องจับตามอง
ในอเมริกา ความรู้สึกเกลียดชังต่อความแตกต่างมีความรุนแรงมาก เพราะสังคมอเมริกันมีคนหลายเชื่้อชาติ ศาสนา สีผิว ภาษา อพยพมาอยู่ร่วมกัน มีความรังเกียจกัน ดูถูกกัน และทำร้ายกัน

จากประวัติศาสตร์เรื่องมาถึงปัจจุบัน เกย์ เลสเบี้ยน หรือจะเรียกรวมๆ ว่า LGBT นะครับ (lesbian gay bisexual transgender) ก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักตกเป็นเหยื่อความเกลียดชังเสมอ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นในหนังเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ผมเชื่อว่า ใครที่ไปดูหนังเรื่อง MILK แล้ว จะเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมเกย์ต้องออกมาเดินพาเหรด ทำไมเกย์ต้องแห่แหนไปตามท้องถนน ทำไมต้องแต่งตัวบ้าๆ บอๆ (ในสายตาคนทั่วไป) ทำไมต้องทำตัวหลุดโลก ทำไมต้องประท้วง ทำไมเกย์ต้องกลายเป็น “พวกเรื่องมาก” สร้าง “ความวุ่นวาย” เรียกร้องสิทธิโน่นนี่นั่น ไม่มีที่สิ้นสุด?
คุณจะไม่แปลกใจเลยถ้าไปดูหนังเรื่อง “MILK” แล้วคุณจะได้คำตอบทั้งหมด
ลองคิดดู คุณเดินเล่นกับแฟนอยู่ดีๆ ก็มีคนโผล่มา เอามีดมาแทง แทง แทง ไม่รู้กี่สิบแผล ตำรวจไม่ช่วยอะไร กลับสมน้ำหน้าและสะใจ เหล่าเกย์เลยต้องพกนกหวีดห้อยคอไว้ เวลาออกไปไหนข้างนอก คว้ามาเป่า เรียกให้คนช่วยเพราะถูกทำร้าย
ลองคิดดู คุณเป็นครู เป็นอาจารย์อยู่ดีๆ ก็มีนักการเมือง (จอห์น บริกซ์ และแอนนิต้า ไบรอันท์) ออกมาป่าวประกาศว่า ต่อไปนี้ ต้องไล่ครูที่เป็นเกย์ และเป็นเลสเบี้ยนออกไปให้หมด ไม่ต้องให้สวัสดิการบ้านพัก ไม่ต้องให้มีงานทำ ใครที่ไม่ได้เป็นเกย์แต่เป็นข้าราชการ แล้วไปสนับสนุนเกย์ และเลสเบี้ยน ก็ต้องไล่ออกไปด้วย ครูที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยนเหล่านี้ชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็ก และที่สำคัญจะทำให้ลูกศิษย์กลายเป็นเกย์ เลสเบี้ยนกันไปหมด
สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็น “ข้ออ้าง” ที่ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ “กระแส” ต่อต้าน ที่กำลังปลุกมวลชนอยู่ในขณะนี้
การที่อ้างว่า เมื่อเยาวชนไปเห็นขบวนพาเหรดที่มีสาวประเภทสองแต่งตัวสวยงามออกมาเดิน (แม้กระทั่งแต่งกายในชุดล้านนา) เยาวชนจะคิดว่า สวย “เลยอยากเป็นเกะเทย”
การที่มีงานประกวดสาวประเภทสอง เห็นการแต่งตัว ประกวดประชันกัน จะทำให้เยาวชน อยากเป็นกะเทย และจะทำให้มีกะเทยเพิ่มขึ้น เยาวชนจะเลียนแบบ (ส่วนประเด็นเรื่องอายุของคนเข้าประกวด เป็นอีกประเด็นหนึ่ง และผมคิดว่า เป็นประเด็นปลีกย่อย)

ความเคลื่อนไหวปั่นกระแสเหล่านี้เอง ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่นักการเมืองอเมริกันสองคนนั่นทำในยุค 30 ปีที่แล้ว พวกเขาเรียกร้องสร้างกระแสทางการเมืองให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ตกใจ หวาดผวา ขวัญหนี เกลียดชัง แล้วเรียกคะแนนเสียงจากคนเหล่านั้นมาเข้าข้างตัว
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ในไทยกว่าที่เกิดในอเมริกาก็คือ คนที่สร้างความรู้สึกเกลียดชังแบบนี้ เป็นเกย์เอง
แต่ในเรื่องร้ายๆ ก็ย่อมมีสิ่งดีๆ เช่นกัน สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์พาเหรดเกย์ล่มที่เชียงใหม่ เพราะถูกประท้วงจากกลุ่มคนเสื้อแดง และเกย์ด้วยกันเอง คือตัวจุดชนวนให้เกิดการต่อสู้ในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สังคมนี้ตื่นขึ้นมาเรียนรู้การเคารพสิทธิ์ของกันและกัน และเรียนรู้ว่า ความเกลียดชัง ไม่ใช่เรื่องแพ้ ชนะ แต่เป็นเรื่องที่บ่งชี้ความเป็นมนุษย์ในตัวของคุณเอง
แชะ! แชะ! ดีใจด้วยกับคุณฌอน เพนน์ที่รับบทฮาร์วีย์ มิลค์ได้ยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมในออสการ์ที่่ผ่านมา เป็นตัวที่สองแล้วที่เขาได้ ใครจะเชื่อว่าแบดบอย มาดแมนสุดกวน สามีเก่าของมาดอนน่าอย่างเขา จะเข้าใจเกย์ขนาดนี้ ในคำกล่าวหลังรับรางวัล เขายังพูดสนับสนุนให้รัฐแคลิฟอร์เนียสนับสนุนกฎหมายคนรักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ ปลื้มๆ แชะ! แชะ! ดังแรงยิ่งขึ้นๆ ไปก็ต้องคุณเจมส์ ฟรังโก้ หรือฉายาใหม่ เจมส์ ดีนในเรื่อง MILK เขาเล่นได้ดีมาก ถ้าใครซักคนมีแฟนที่คอยให้กำลังใจ และเป็นห่วงเป็นใย เข้าใจเสมออย่างเขา แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน คงเป็นสิ่งที่น่าพอใจที่สุดในชีวิตนี้แล้ว แชะ! แชะ!

แล้วเรา…จะพบกันอีก
“เลิกแอบเสียที Hiding No More” สัปดาห์นี้ใน Metro Lifeเป็นคอลัมน์สุดท้ายแล้วนะครับ เมื่อห้าปีที่แล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 คอลัมน์นี้ถือกำเนิดขึ้นอย่างฮือฮาพร้อมๆ กับ Metro Life และใช้ชีวิตยืนยาวคู่กับ Metro Life มาจวบจนวันสุดท้ายนี้
ผมอยากจะกราบขอบพระคุณ คุณขุนทอง เลอเสรีวาณิชที่ให้โอกาส คุณต่อพงษ์ เศวตามร์ ที่เขียนประโยคที่ไม่มีวันลืมเลือน “เกย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม” และคุณนรวัชร์ พันธุ์บุญเกิด ที่ใจเย็น รอคอย และสนับสนุนสุดแรง คุณน้องๆ กองเลขาฯ และทีมงานบรรณาธิการของ Metro Life ทุกยุคที่ช่วยทำให้คอลัมน์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Metro Life อย่างแนบแน่น เป็นกันเอง และสนุกสนาน
สิ่งที่ผมรู้สึกมีความสุขและปิติมากเสมอก็คือ ผมมีอิสระที่จะเขียนเรื่องอะไรก็ได้ในพื้นที่แห่งนี้ และสิ่งที่ผมเขียน มีคนเอาไปใช้ประโยชน์กระทั่งหลายคน “เลิกแอบ” แล้ว ขอบคุณคุณผู้อ่านทุกๆ ท่าน ผมรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่เขียนและได้ทำตลอดห้าปีที่ผ่านมา
ติดตามข่าวคราว และทักทายกันได้ที่ www.vitayas.wordpress.com หรืออีเมลมาคุยกันที่ vitayamail@gmail.com
บทส่งท้ายนี้ ไม่ใช่คำอำลา แล้วเราจะพบกันอีก…
วิทยา แสงอรุณ
23 comments 0 มีนาคม 1, 2009