Archive for มิถุนายน, 2009
ถ้าคุณเป็นรับ แล้วแฟนหรือคู่ของคุณ บอกให้ ‘ผลัดกันบ้าง’ คุณจะ?

เชิญโหลด คลิปรายการ Bangkok Radio For Men: 28 มิถุนายน 2552
จากสัปดาห์ที่แล้วที่ทำเอาผู้จัดรายการมึนตึ้บกับหลายๆ สาย
ที่โทรเข้ามาแสดงความคิดเห็นในประเด็น หากคุณเป็นรุก
แล้้วแฟน/คู่ของคุณอยากให้ “ผลัดกัน” บ้าง? คุณจะ…
เลยอยากจะฟังความอีกข้างหนึ่ง
สัปดาห์นี้ เปิดสายประเด็น ใครเป็นรับ แล้วโดนขอให้ “ผลัดกัน” บ้้าง
จะทำอย่างไร?
ส่วน แก๊ง “โบ้ท” ไม่่ต้องน้อยใจ เดี๋ยวถ้าเกิดเค้าผลัดกันลงตัวแล้ว
ก็จะมีคนมาร่วมแก๊งค์เพิ่มขึ้น ???!!???
เสร็จจากเรื่องรุกรับ มาฟังดูซิว่า บรรดาคนดังที่เป็น
gay icon เค้้ารู้สึกยังไงกับการจากไปของไมเคิล แจ็คสัน?
เอ๊ะ แล้วตกลงไมเคิล เค้าเป็นชรช ป่าวเนี่ย?
เชิญโหลดคลิปรายการวันที่ 28 มิถุนายน 2552
1
http://www.zshare.net/audio/6199680375059f95
2
http://www.zshare.net/audio/61997577014c4751/
3
http://www.zshare.net/audio/619977130e7145ab/
4
http://www.zshare.net/audio/61998016b5369251/
6 comments 0 มิถุนายน 29, 2009
หน้าม่านมายา: เมื่อ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” ที่พัทยา

วิทยา แสงอรุณ
เมื่อพูดถึง “พื้นที่” ยามราตรีแล้ว เหล่าชายรักชายร่าเริงมากกว่า เพราะมีหลายแหล่งให้เลือกที่จะไป แต่บรรดา “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” แล้ว มีน้อยนัก
และเมื่อนึกถึงเมืองพัทยา คนที่เป็นหญิงรักหญิงคงยิ่งนึกภาพไม่ออกว่า ถ้าหากจะพาก๊วนเพื่อน หรือพาแฟนไปเที่ยว แล้วอยากสังสรรค์รื่นเริงในยามค่ำคืน จะไปบันเทิงเพื่อปลดปล่อยตัวเองที่ไหนดี?
ณ เมืองท่องเที่ยวแห่งนี ้เราจะเห็นภาพลักษณ์ของพื่้นที่แทบจะเรียกได้ว่า “เอ็กซ์คลูซิฟ” ที่มอบให้กับ ฝรั่งนักท่องเที่ยวและพนักงานหญิงบริการที่มีผิวกรำแดด รวมไปถึงแหล่งบาร์เหล้า และอะโกโก้ รองลงไปก็เป็นสาวประเภทสองน้อยใหญ่ผู้อยากใช้ชีีวิตอิสระ และบรรดาสถานบริการสำหรับเหล่าเกย์
หรือว่า หญิงรักหญิง เค้าไม่่ค่อยเที่ยวกัน?
“เพศไหนๆ ก็เหมือนกันแหละ คนทั่วไปก็มาเที่ยวพัทยากันอยู่แล้ว ทอม ดี้ เลสเบี้ยน ก็ไปพัทยา เหมือนกัน แต่สถานที่เที่ยว สถานที่นั่งพักผ่อนแบบสบายๆ มีวงดนตรีเล่นสดๆ ให้ฟังกัน ไม่ค่อยจะมี” เป็นคำบอกเล่าของนักร้องคุณภาพ นรินทร ณ บางช้าง และเจ้าของผับ “XXO” ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆ นี้
จริงๆ แล้ว XXO เปิดกิจการมาตั้งแต่ต้นปี 2552 ตั้งอยู่ถนนหาดจอมเทียน เป็นผับทั่วไป (อยู่ซ. ราชพฤกษ์ ตรงข้ามกับสถานีตำรวจพอดี ดูเว็บ www.xxobeachclub.com) และมีลูกค้ากลุ่มเกย์ไปเที่ยวกัน
“คุณเอ๋” และเพื่อนเข้ามาดำเนินกิจการแทน และเห็นว่า น่าจะเหมาะกว่า หากจะจับกลุ่มหญิงรักหญิง แทนที่จะเป็นลูกค้ากลุ่มเกย์ และลูกค้าชายหญิงทั่วไป
“สังเกตมั๊ยว่า ที่เที่ยวของเกย์มักจะกระจุกตัว อยู่รวมๆ กันเป็นย่านๆ ไปเลย ร้านนี้ไม่เหมือนที่อื่น แยกตัวออกมา และยิ่งเป็นหาดจอมเทียน ก็ไม่ค่อยวุ่นวาย เป็นสถานที่พักผ่อนสบายๆ ส่วนใหญ่ ลักษณะของพื้่นที่อย่างนี้ เหมาะกับการเปิดผับที่ผู้หญิงต้องการความเป็นส่วนตัว” เธอเล่า
ความต้องการ “เป็นส่วนตัว” ดังกล่าว ทำให้พื้นที่ในผับ XXO ต้อง “renovate” ใหม่หมด จากเดิมเป็นแนวสีขาวและสีเงิน ดูโล่งโปร่ง แต่สำหรับคุณเอ๋ เธอเห็นว่าของเดิม เธอเห็นว่า “สว่าง” เกินไป
“คนไปเที่ยวล่ะนะ ก็ต้องมีจู๋จี๋กันบ้าง ผับเดิม สว่างโล่งขนาดนี้ คนก็เขินกันหมดสิ”
ภายในพื้นที่ของ XXO เอง ก็ต้องมีการจัดพื้นที่อีกชั้นหนึ่งเพื่อรองรับ “ความหลากหลายของลูกค้า” เพราะในกลุ่มหญิงรักหญิงเอง ไม่ใช่จะมีแต่ความสัมพันธ์ และการแสดงออกของวัฒนธรรมทอม-ดี้ ยังมีกลุ่มผู้หญิงที่รักผู้หญิงที่ไม่ได้เรียกตัวเองหรือแสดงออกอย่างทอม-ดี้อีกด้วย
บางคนก็เรียกตัวเองและแฟนสาวว่า เลสฯ ซึ่งมาจากคำว่า เลสเบี้ยน แต่บางคนก็เลือกที่จะไม่เข้าสังกัดในนิยามใดๆ ทั้งสิ้น และพอใจจะเรียกตัวเองว่า ผู้หญิง แต่ “ชั้นเป็นผู้หญิงรักผู้หญิง”
พื้นที่ของ XXO เลยต้องถูกจัดการ เพื่อรองรับได้ทั้งสองกลุ่ม
“ผับบางแห่ง แสดงความชัดเจนไปเลยว่า เป็นผับทอมดี้วัยรุ่น บางแห่งก็สำหรับผู้ใหญ่ แต่ที่นี่ พื้นที่ของเราต้องรองรับได้ทั้งหมด ข้างล่างมีวงดนตรี ถ้าผู้ใหญ่มา อยากนั่งชิลๆ ก็มีด้านบน” เธอเล่าต่อ
ที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือ พื้นที่ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” แห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อ “ทอมฮะ” “ทอมครับ” หรือ “ดี้สาวแสนสวย” หรือหญิงเลสฯ เท่านั้น แม้แต่ผู้หญิงที่รักผู้ชาย แต่ไม่ฝักใฝ่ผับชาย-หญิง ก็นิยมที่จะไปกัน เพราะไปแล้ว “สบายใจ”
คงคล้ายกับในบาร์เกย์หรือผับเกย์ เรามักจะเห็นผู้หญิงทั่วไปปะปนเข้าไปสนุกสนานอยู่บ่อยๆ พวกเธอไม่ได้ต้องการเข้าไปให้ใครจีบ หรืออยากให้ใครมอง แต่พวกเธอคือผู้่หญิงที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองเหมือนกัน
แต่ความเป็นส่วนตัวในพืิ้นที่ของผับหญิงรักหญิง ก็มีข้อจำกัด เพราะผู้ชายเข้าไปไม่ได้ แม้จะเป็นชายรักชายก็ตาม
ด้วยพื้นที่ด้านความสำราญในยามค่ำคืนของทอม-ดี้ และเลสฯ มีจำกัด อะไรมาใหม่ จะเป็นที่รู้กันแบบสายฟ้าแลบ คุณเอ๋บอกว่า ผับ XXO จึงไม่ต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์อย่างหนักหน่วงเพราะแค่มีข่าวแว่วๆ ว่า จะมีผับเปิดใหม่สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะที่พัทยา ก็มีคนช่วยกระจายข่าวจนรู้กันทั่วเรียบร้อย
(ในภาพ เป็นสถานที่เดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงใหม่)
ตึพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา 23 มิ.ย. 2552
5 comments 0 มิถุนายน 24, 2009
Wonder Gay วัยรุ่นกรี๊ด ผู้ใหญ่กลุ้ม
Wonder Gay วัยรุ่นกรี๊ด ผู้ใหญ่กลุ้ม

จากคลิปเพื่อนดันไปโพสต์บนยูทูป ทำให้นักเรียนชายห้าคนในชั้นมัธยมปลายในชุดพละที่เต้นเลียนแบบวงเกาหลี “วันเดอร์ เกิร์ล” หน้าเสาธงโรงเรียน ดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา และต่อมาได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์์วิจารณ์กันยกใหญ่เมื่อค่ายเพลงวัยรุ่นของอาร์เอสจับเซ็นสัญญาจะออกอัลบั้ม “Wonder Gay” ให้
“ไม่ได้รังเกียจเพศที่สาม แต่ไม่ควรสนับสนุน เพราะจะเกิดการเลียนแบบ”
นั่นคือ ทัศนะของคนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ใหญ่ และยิ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วต่างก็แสดงอาการวิตกกังวลว่า บุตรชายบุตรสาวเห็นเข้า แล้ว จะ “เบี่ยงเบน”
อารมณ์ ความรู้สึก และทัศนะคติในทำนองนี้เกิดขึ้นทุกที่ และทุกครั้งที่มีการนำเสนอภาพของความหลากหลายทางเพศออกสู่สาธารณะโดยเฉพาะผ่านหน้าจอทีวี
จริงๆ แล้ว ในจอทีวี มีนักแสดงตลกชายที่ชอบแต่งหญิงเป็นจำอวดกะเทยอยู่แทบทุกช่อง ละครบางเรื่องก็มีตัวละครเป็นเกย์ กะเทย ทอม ดี้ และส่วนใหญ่ก็มักจะผลิตซ้ำภาพเดิมๆ แทบทั้งสิ้น ถ้ากะเทยไม่เป็นตัวตลก ไร้สาระ และไร้สมอง เราก็จะเห็น เกย์ ทอม ดี้ เกิดมาอาภัพและน่าสงสาร
เมื่อภาพเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม อย่างกรณีของกลุ่มนักเรียนชายวัยมัธยมปลาย หน้าตาแสนจะธรรมดาออกจะเนิร์ด ๆ มาเต้น เพลง Nobody ของ Wonder Girls และพอใจจะเรียกตัวเองว่า Wonder Gay ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า มันเป็นกิจกรรมยามว่าง ไม่ได้เสียการเรียน และไม่คิดว่า เป็นเรื่องเสียหาย
ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ใหญ่ก็ยังตั้งคำถามอีก จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ตอนมีภาพลบๆ ในจอทีวี ก็มีคนออกโรงมาค้านว่า ไม่ควรมี เกย์ กะเทยบนจอทีวี และเมื่อตอนมีภาพบวกบนจอทีวี เพราะเด็ก ๆ อยากทำเป็นกิจกรรมยามว่าง ก็มีคนออกมาคัดค้าน เหมือนเดิม

ผมคิดว่า แทนที่ผู้ใหญ่จะตั้งคำถามกับกลุ่มเด็กๆ เหล่านั้น ควรจะหันมาถามคำถามกันเองก่อนอย่างจริงจังเสียที ดีไหมว่า
สังคมไทยมีความรู้ ความเข้าใจแค่ไหนในเรื่องความหลากหลายทางเพศ และเรื่องสิทธิมนุษยชน บ้านเรา ไปถึงไหนกันแล้ว?
การอ้างเรืื่อง “การเบี่ยงเบน” แทนที่จะมองว่า เรื่องเพศมีความหลากหลาย และมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่รู้ และการอ้างด้วยความกลัวเรื่อง “การเลียนแบบ” แทนที่จะถามตัวเองว่า มันจริงหรือไม่ หรือจริงๆ แล้ว เรากลัวๆ กันต่อๆ มา? สิ่งเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอะไรกันแน่ ความไม่รู้ และรากเหง้าอคติทางเพศ หรือเปล่า?
ผู้ใหญ่มักไม่เคยถามตัวเองมาเลยอีกด้วยว่า คำวิจารณ์ในแง่ลบ และความเห็นของตัวเองที่เขียน ที่ระบายออกมา มาจากอารมณ์ ความรู้สึกขัดหู ขัดตา ความเกลียดชัง หรือไม่ และที่น่าสนใจไปกว่านั้น ก็คือแล้วความรู้สึกเหล่านี้ จริงๆ แล้ว มันมาจากไหน เกิดขึ้นได้ยังไง?
คนเรามักอาศัยเพียงการสังเกต คาดเดาเอาเอง และบวกกับความยังไม่รู้ในเรื่องเพศศึกษา ตั้งแต่วัยเด็กที่เราถูกสอนกันมา แล้วก็หันไปกล่าวหาชี้โทษว่า ใครหรืออะไรจะเป็นตัวการทำให้ใคร “เบี่ยงเบน” ได้
จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ “ปัญหา” อยู่ที่ Wonder Gay ไปออกทีวีและทำอัลบั้ม หรือปัญหาอยู่ที่ ตัวผู้ใหญ่เอง?
(ได้ฟัง single ของพวกเธอแล้วหรือยัง?)
___________________________________________________________
ที่มา: วิทยา แสงอรุณ หน้าม่านมายา กรุงเทพธุรกิจ 9 June 2009
15 comments 0 มิถุนายน 14, 2009
สาเหตุที่ทำให้เป็นเกย์ (ในพ.ศ. นี้)
วิทยา แสงอรุณ vitayamail @ gmail.com

ไม่คิดว่า อยากจะถามคำถามนี้อีกแล้ว อาจจะเป็นเพราะ หนึ่ง…มันน่าเบื่อ สอง…ไม่ว่าวงการไหนๆ ทั้งแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือไสยศาสตร์ ก็ยังไม่สามารถฟันธง ให้คำตอบที่ชัดๆ ได้่
แต่เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอะไรบางอย่างน่าทบทวนเกิดขึ้นกับคำถามน่าเบื่อๆ พรรค์นี้
ในรายการวิทยุที่พูดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ซึ่งผมกับเพื่อน อีกสองคนอาสาชวนคิดชวนคุยมาได้สักพักหนึ่งแล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่า เรายังไม่เคยสำรวจ “กลุ่มผู้ฟัง” เลยว่ามีทัศนคติยังไงเกี่ยวกับตัวเอง
เลยเป็นที่มาของคำถามง่ายๆ แต่ไม่เคยมีคำตอบอย่าง “คุณคิดว่า อะไรทำให้คุณเป็นเกย์?”
“โทรเข้ามาสิครับ” แล้วกริ่งกริ๊งกร๊างก็เริ่มดังไม่ขาดสาย หลายๆ ความเห็นที่หลั่งไหลเข้ามาบ่งชี้ว่า ที่เป็นเกย์เพราะที่บ้านมีแต่ผู้หญิง
“ผมอยู่กับแม่และยาย” “ผมอยู่กับยายและน้าสาว” และอีกผมหนึ่ง บอกว่า “ผมเป็นน้องคนเล็ก โตมากับพี่สาวหลายคน”
แทบทุกคนบอกอย่างหนักแน่นต่อไปอีกด้วยว่า อีกส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะ พ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน หรือไม่ก็ ไม่มีพ่อเป็นแบบอย่างที่ดี เลยเป็นเกย์ เป็นกะเทย
ผมว่า คนเป็นพ่อนี่แหละน่าตำหนิที่สุด เพราะไม่รู้จักอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เอาแต่ออกไปทำงาน หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว และไม่รู้จักหัดทำตัวเป็นแบบอย่าง
หรืออีกนัยหนึ่ง เราก็ควรจะเห็นใจ “แม่” “ยาย” “น้าสาว” และ “พี่สาวหลายคน” นั้นด้วยหรือเปล่า ที่เลี้ยงดูบุตรหลาน แล้วอยู่ๆ ก็ทำให้ลูกหลาน เป็นเกย์ เป็นกะเทย โดยไม่รู้ตัว?
สัปดาห์ถัดมา เราตั้งประเด็นนี้อีกครั้ง และชวนคุณผู้ฟังคิดเพิ่มเติม ถามว่า สมัยก่อน ใครคือคน ที่ออกไปทำงานนอกบ้าน? อีกคำถามหนึ่งคือ แล้วหน้าที่เลี้ยงดูลูก ส่วนใหญ่แล้วใครทำ? ตามด้วยอีกคำถาม แล้วคนที่เกิดมากำพร้าพ่อ กำพร้าแม่ และไม่มียาย หรือไม่ก็ ไม่มีพี่สาวหลายคนล่ะ น่าจะโตขึ้นมา “กลาย” เป็นรักเพศเดียวกัน? หรือ “กลาย” เป็นรักต่างเพศ? หรือรักทั้งสองเพศ หรือ…ไม่รักเพศใดเลย?
โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่า “การเลี้ยงดู” หรือ “สภาพแวดล้อม” อย่างโรงเรียนหญิงล้วน หรือโรงเรียนชายล้วน จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็ก หรือเยาวชนคนหนึ่ง “กลาย” เป็น เกย์ กะเทย ทอม หรือดี้ได้ ผมเชื่อว่าเขาเป็นของเขาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่่ว่า รู้ตัว และยอมรับความจริงเมื่อไหร่ต่างหาก
และสิ่งที่ผมเชื่ออีกเรื่องก็คือ “คนเป็นเกย์ส่วนใหญ่ พอไม่รู้ว่า อะไรเป็นสาเหตุให้พึงพอใจเพศเดียวกัน ก็มักจะมองไปรอบๆ พอนึกขึ้นมาได้ ก็บอกใครๆ ไปแบบไม่แน่ใจนักว่า คงเป็นเพราะโตมากับแม่ ไม่มีพ่ออยู่บ้าน หรือไม่มีพ่อเป็นแบบอย่าง”
คำถามอีกคำถามที่สำคัญก็คือ แล้วคนเป็นเด็กกำพร้าล่ะ? แล้วคนที่มีแม่เข้มแข็ง เป็นได้ทั้งพ่อ ทั้งแม่ล่ะ? ลูกจะเป็นอะไร? แล้วถ้าเรามองไปไกลๆ กว้างๆ กว่านี้ ในโลกนี้ ก็น่าจะมีเกย์ กะเทย มากกว่าที่คิด เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ ล้วนมีมารดาทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร?
การพยายามค้นหาสาเหตุของเหล่าเกย์ กะเทย แล้วบอกว่า พ่อไม่อยู่บ้าน หรือโตมากับผู้หญิงมาตลอดจึงไม่ต่างอะไรกับการบอกกล่าวใครๆ ไปว่า ที่ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ เพราะ “ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่มี ‘คนอื่น’ ทำให้เป็น”
จากฐานความคิดแบบนี้ หากคนๆ นั้น ไม่รู้สึกดีกับสิ่งที่ตัวเองเป็น คนทั่วไปก็จะสรุปว่า เขาคนนั้นกำลัง“การกล่าวโทษ” บุพพากรีของตน โทษพี่สาว หรือโทษคุณยายที่เลี้ยงมา อย่างช่วยไม่ได้ และที่สำคัญสะท้อนให้เห็นว่า การเป็นเกย์ เป็นกะเทย คือปัญหาและเป็นชีวิตด้านลบ ที่ครอบครัวควรระวัง และควรเลี้ยงดูดีๆ อย่าให้เป็นเชียว
การเป็นคนรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่ความผิด ผมจึงคิดว่า ไม่ควรจะไปกล่าวโทษใคร หรือโทษอะไร กระทั่งตำหนิสิ่งแวดล้อมเรื่อยเปื่อย
ดังนั้น คำถามที่เราพยายามค้นหาคำตอบอยู่ตลอดว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เป็นเกย์ จึงเป็นเรื่องไม่น่าถามแต่เพราะส่วนหนึ่งที่ถามก็เพราะเกิดจากฐานความคิดที่ว่า ถ้ารู้สาเหตุแล้ว จะได้ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิด ซึ่งเป็นวิธีคิดของคนที่ไม่เคยสนใจว่า โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว และไม่เคยตั้งคำถาม ถามตัวเองเลยว่า ที่ผ่านมาตนเองถูกหล่อหลอม และถูกตีกรอบในเรื่องเพศมาแล้วกี่ชั้นต่อกี่ชั้น?
และเมื่อยังถามเช่นนี้กันอยู่ การเป็นคนรักเพศเดียวกันก็ไม่ต่างอะไรจากอาการเจ็บป่วย หรือเป็นเชื้อโรค ที่น่าจะมียารักษา หรือวิธีการป้องกันที่เด็ดขาดได้ผล แต่มันก้อ…ไม่มี

ในสัปดาห์ที่สอง เรายังคงได้เสียงกริ๊งกร๊างอยู่ ที่น่าสนใจคือ วัยรุ่น 15-18 โทรเข้ามามาก เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน
พวกเขาตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมถึงเป็นเกย์ หรือเป็นกะเทย และไม่คิดว่า จะต้องไปโทษใคร หรีืออะไร แม้กระทั่งโทษอินเตอร์เน็ต เกมคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี
ผมเดาเอาว่า เด็กวัยรุ่นยุคใหม่ที่เกิดมาในยุค “รักแห่งสยาม” คงมีวิธีคิดไม่เหมือนกับ คนในยุค “เพลงสุดท้าย” หรือ “ฉันผู้ชายนะยะ”
แล้วคุณผู้อ่านที่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงที่รักเพศตรงข้ามล่ะครับ เคยถามตัวเองบ้างมั๊ยครับว่า อะไรเป็นสาเหตุให้คุณเป็นคนรักต่างเพศ?
-end-
ตีพิมพ์ หน้าม่านมายา กรุงเทพธุรกิจ 26 พ.ค. 2009
20 comments 0 มิถุนายน 5, 2009