Archive for ตุลาคม, 2009

เค้าว่า…เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ?

chinesemodel

หน้าม่านมายา 27 ต.ค. 2009 วิทยา แสงอรุณ

“บอย” อายุ 11 ชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกับ “เปิ้ล” รุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งสองคนเล่นเกมออนไลน์อย่างสนุกสนานโดยไม่เคยเห็นหน้ากัน เวลาเปิ้ลพิมพ์ ก็เรียกแทนตัวเองว่า “เรา” และลงท้ายประโยคว่า “จ้ะ”

บอยไม่มีทางรู้เลยว่า เปิ้ลเป็นยังไง จนกระทั่งแลกรูปกัน และถึงแม้รู้ว่า เปิ้ลไม่ใช่ผู้หญิง แต่นั่นก็ไม่ทำให้บอยเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองที่ตกหลุมรักเพื่อนคนนี้ไปแล้ว นับเวลาหลังจากนัดเจอกัน และตกลงเป็นแฟนกัน ก็ 11 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทั้งสองอายุราว 22 เรียนอยู่มหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งคู่ อยู่หอพักเดียวกัน และยังคงเป็นแฟนกัน

“ดอน” เพิ่งเริ่มหัด “แชท” หลังจากรู้จัก “โพสต์” ข้อความประกาศหาเพื่อนเป็น ด้วยหน้าตาดี เขารู้สึกมันส์ในชีวิตมากๆ ที่มีสาวๆ มาขอแอดเยอะแยะ ในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนหนึ่งที่อายุมากกว่าดอน และได้สร้างความประทับใจอย่างพิเศษให้แก่เขาทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนเลย

ดอนรู้สึกเหมือนมีเพื่อนเสนดีที่เข้าใจเขา รับฟังเขาอย่างไม่รู้เบื่อ แล้วทั้งสองก็นัดพบกันในวันหนึ่ง แต่เบื้องหน้ากลับกลายเป็นผู้ชายวัยกลางคน และเป็นคนในเครื่องแบบ

เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย และต่อมา เมื่อนึกย้อนไป เขาก็ไม่อยากจะเชื่ออีกด้วยว่า เขารักกับผู้ชายคนนี้ มีอะไรกับผู้ชายคนนี้มาเป็นเวลาสามปีแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม

ดอนยำ้ว่า ตั้งแต่เกิด และเติบโตมาเป็นวัยรุ่น จนเขาแต่งงานกับเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย มีลูกด้วยกันอายุเกือบจะสี่ขวบแล้ว เขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่า เขารักกับผู้ชายเป็นด้วยเหมือนกัน เขายังงงๆ อยู่ว่า จะเรียกตัวเองว่าอะไร

“อินน์” หนุ่มวัย 25 ไม่เคยมีแฟนมาก่อนในชีวิต เขารู้ตัวว่า ตัวเองชอบผู้ชาย แต่ไม่คิดไม่ฝันว่า จะเจอกับผู้ชายคนหนึ่งที่อายุแก่กว่าเขาเกือบยี่สิบปี

ผู้ชายคนนั้นทำงานตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทแห่งหนึ่ง อินน์เล่าให้ฟังว่า เขาคนนี้แต่งงานและมีลูกแล้ว เพราะหล่อ สูง สมาร์ท ผู้หญิงในออฟฟิศติดใจ และเสนอตัวให้เขาไม่น้อย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมถึงมาเลือกตัวเขาทั้งๆ ที่เขา บางครั้งเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก และไม่ค่อยลงให้ใคร

ผู้ชายสูงวัยเคยบอกอินน์ว่า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมถึงชอบอินน์ และอินน์เป็นผู้ชายคนแรกที่เขารู้สึกรัก และถ้าจะให้เขาทิ้งภรรยามาอยู่กับอินน์ เขาก็ยอมทำ แต่เพราะอินน์ไม่รู้มาก่อนว่า เขามีภรรยาแล้ว สุดท้าย ด้วยความรู้สึกอยากแก้ไขสถานการณ์ อินน์เลือกที่จะเลิกคบกับผู้ชายคนนี้

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องแต่งนะครับ หรือเป็นเรื่องที่ไปเก็บตกมาตามเน็ต แต่เป็นเรื่องจริง ที่ผ่านการ “ตรวจสอบ” แล้วด้วยตัวเอง ได้พบเจอเจ้าของเรื่อง และลองสืบ ลองสอบสวน ครบถ้วนกระบวนความว่า มันแปลกนะ แต่จริง

“เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ” ประโยคนี้ คุณผู้อ่านคงได้ยินบ่อยๆ และบังเอิญ ก็โดนถามอยู่บ่อยๆ เหมือนกันว่าจริงหรือเปล่า และยิ่งมาอ่านเรื่องราวข้างต้น คุณอาจจะยิ่งปักใจว่า มันคงจะจริงที่ เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ

ถ้าคุณผู้อ่านเป็นคนที่ยังนึกไม่ออกว่า ผู้ชายสองคนจะรักกันได้ยังไง คงยิ่งงงและสับสน เป็นไปได้มั๊ยที่ว่า บอย ซึ่งเป็นเด็กอยู่แค่ป. 5 สับสน เพราะ “สื่อเกมออนไลน์” เลยเกิด “เบี่ยงเบน” ไปรักผู้ชาย

ขณะที่เรื่องดอนที่รักผู้ชาย ก็คงคล้ายๆ กันเขาเกิดความประทับใจกับเพื่อนร่วมแชท
อย่างโงหัวไม่ขึ้นเพราะแชทกันมานาน พอเจอหน้าว่า เป็นผู้ชาย ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้ ส่วนผู้ใหญ่คนนั้น คงรักอินน์ เพราะอินน์ “กวนตีน” ดี?

ดีนะเนี่ยที่ทั้งสามไม่ได้มีเหตุให้รู้สึก “เซ็ง” ผู้หญิง เลยหันมาคบผู้ชายแทน

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องสภาพแวดล้อมว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใครเป็นเกย์ แม้จะให้โตมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง หรือทั้งหมู่บ้านมีแต่ผู้หญิง ก็ไม่ได้ทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเกย์ หรือกลายเป็นเกย์ เพราะการเป็นเกย์ มีอยู่แล้ว และเกิดจากข้างใน…ข้างในจิตใจ

คุณผู้อ่านที่เป็นชายหญิงทั่วไป หรือเป็นคนรักเพศเดียวกัน อาจจะเชื่อไปคนละอย่าง เพราะยังไม่มีทฤษฎีใดๆ รองรับ คุณก็สามารถเชื่อในสิ่งที่อยากจะเชื่อ ผมก็เช่นกัน ผมเลือกจะเชื่อว่า คนเป็นเกย์ ก็เพราะเขาเกิดมาเป็นยังงั้นเอง ไม่ต้องมีเทคโนโลยี ไม่ต้องมีคนชี้ชวน ไม่ต้องไปลองแล้ว “ติดใจ”

คุณก็อาจเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ชาย อยู่ชั้นมัธยมเคยจับอวัยวะของเพื่อนชายเล่นกัน หรือกระทั่งบางคนเคย “ออรัล” ให้เพื่อนชายที่เตะฟุตบอลด้วยกันมาแล้ว ถ้าคุณไม่ใช่ คุณก็ไม่ใช่ล่ะครับ

ในทางตรงกันข้าม ก็มีผู้ชายที่มีความรู้สึกชอบพอเพศเดียวกันอีกหลายคนที่ไม่เคย “สำรวจ” ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเลย จนกระทั่งไปค้นพบความรู้สึกของตัวเองเข้า และขณะเดียวกัน ก็มีผู้ชายอีกหลายคนที่รักผู้ชายและรักผู้หญิงได้

แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้สึกรักชายและหญิงในระดับความรู้สึกเท่าๆ กัน และส่วนใหญ่ ชายไบเซ็กช่วลเหล่านี้ ก็เลือกจะแต่งงานและมีลูก เพราะเป็นสิ่งที่สังคมรองรับ

คำว่า เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ คงเป็นประโยคเจ็บปวดใจและไม่อยากได้ยินอีกแล้วสำหรับหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ยังรอคอย และคิดว่า โลกนี้คงมีผู้ชายเยอะ แต่จริงๆ แล้ว ผู้ชายที่เป็นเกย์ มีอยู่เยอะแยะมากมาย เขาอาจกำลังทำหน้าที่สามี หน้าที่พ่อ หรือน้า อา ลุง หรือกระทั่งปู่

ผู้ชายไม่ได้เป็นเกย์กันเยอะหรอกครับ แต่เกย์มีเยอะอยู่แล้ว เพียงแต่เรามักมองไม่ค่อยเห็น คุณว่างั้นมั๊ย?
___________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขาและเพื่อนจัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th อีเมล์ vitayamail@gmail.com

6 comments 0 ตุลาคม 30, 2009

“เพศศึกษารอบด้าน” ยังไง?

2009050521002781793

ได้มีโอกาสไปแสดงความคิดเห็นเรื่องเพศมาครับ เป็นเวทีสัมมนาขนาดใหญ่ที่จัดกันสองวันครึ่ง พูดกันแต่เรื่องเพศศึกษา

รายการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจขององค์กรพัฒนาเอกชนชื่อ องค์การแพธ (PATH)

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อหน่วยงานนี้มาแล้วนะครับ เขามุ่งมั่นยกเครื่องเรื่องการเรียนการสอนด้านเพศในสถานศึกษา ไล่ตั้งแต่ชั้นประถมเลย เรียกว่า ต้องรีบเร่งนำองค์ความรู้ “ชุดใหม่” มามอบให้เยาวชนไทยอย่างเท่าทัน เพราะที่ผ่านมา นอกจากความรู้เรื่องเพศชุดเดิมจะขาดวิ่นมีหยากไย่ ไม่ทันความว่องไวของเยาวชนในเรื่องเพศแถมยังถ่วงความเจริญของประเทศอีกด้วย ตรงนี้ ผมไม่ได้พูดถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยึดมั่นปรัชญา “อย่าชี้โพรงให้กระรอก” นะครับ

ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่อาจปฏิเสธว่า เรื่องเพศ เพศวิถี เพศศึกษา อัตลักษณ์ทางเพศ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่ตื่นนอนยันล้มตัวลงหลับ เรียกว่า เรื่องเพศเป็น “แก่นชีวิต” เลยก็ได้ เพราะเรื่องเพศไม่ได้เกี่ยวแค่ว่า ใครกะใครมีไรกัน แต่เกี่ยวโยงถึงสุขภาพทางเพศ สุุขภาพทางจิต ทักษะการใช้ชีวิต ฯลฯ

ปัญหาของประเทศหลายๆ ประเด็นล้วนเกี่ยวกับเพศ ไม่ว่าจำนวนสส. หญิงในสภา มีน้อยเกินไป สส. ชายไม่เข้าใจคำว่า ข่มขืนภรรยา สิทธิของประชาชนชายหญิงที่ไม่เท่าเทียม นกเขาไม่ขัน หรือขันเร็วเกิน รวมถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของเยาวชนที่คิดว่า มีอะไรกันไม่ต้องใช้ถุงยาง มันเรียกว่าความรัก ฯลฯ

แต่ที่ผ่านมาหลักสูตรเพศศึกษามุ่งเน้นแต่เรื่องเพศทางสรีระ เรื่องเครื่องเพศ เรื่องอวัยวะทำงานเพื่อการสืบพันธ์ุ แต่ไม่พูดเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเพศ ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย สังคม วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตชาวบ้านที่ไม่ใช่คนเมือง และอีกเรื่องที่สำคัญและมาแรงในยุคนี้ ก็คือ เรื่องความหลากหลายทางเพศ

อาจารย์หญิงท่่านหนึ่งยืนขึ้น ถามว่า ผมเองบอกแม่ยังไงตอนนั้น บอกเมื่อไหร่ว่าผมเป็นเกย์? ผมก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่พอใจในคำตอบ หลังงานบนเวทีเสร็จ นอกรอบ อาจารย์หญิงวัยกลางคนท่านนั้นเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

เธอเล่าว่า ไม่เคยคิดว่าจะเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะปกติเป็นคนแก้ปัญหาให้คนอื่นเป็นประจำในฐานะอาจารย์อาวุโส สิ่งที่อาจารย์เรียกว่าปัญหาคือ “ลูกชายน่ะค่ะ เค้าชอบร้องเพลงผู้หญิงทั้งนั้นเลย ชอบทำกับข้าว แล้วก็ชอบมาบอกว่า แม่แต่งตัวไม่สวย ต้องแต่งหน้้าด้วยยังโง้นยังงี้ แล้วเพื่อนเค้าแต่ละคนก็ออกแนวหญิงๆ น่ะค่ะ”

ผมถามไปว่า “แล้วลูกเคยพูดเหรือเปล่าครับว่า เค้าชอบผู้ชาย เค้าไม่ชอบผู้หญิง เค้าเคยคุยกับคุณแม่ตรงๆ มั๊ย”

“อ๋อ คือเค้าไม่เคยบอกค่ะ แต่ตอนเค้าเล่นเอ็ม (MSN) เค้าตั้งชื่อตัวเองว่า ‘เกย์น่ารัก’ อย่างนี้ เค้าเป็นหรือเปล่าคะ?”

ผมมองหน้าคุณแม่นิดหนึ่งเพื่อดูว่า เธอกำลังพูดให้ผมขำเล่นหรือเปล่า แต่ไม่มีสัญญาณแบบนั้นบนหน้าเธอ “เอ่อ อย่างนี้ก็ชัดเจนนะครับ ลูกคงอยากจะบอกอ้อมๆ แล้วเค้ากลัวอะไรหรือเปล่า”

“คือพ่อเค้าจะเกลียดมากเรื่องพวกนี้น่ะค่ะ แล้วก้ออีกอย่าง พี่สาวเค้า ลูกสาวคนโตน่ะคะเป็นทอม เห็นคบเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิง ดูสิคะ บ้านนี้มีครบเลย แต่ลูกชายคนเล็กคงไม่เป็นมั้ง เพราะเค้าดูห้าวๆ”

ผมเกือบจะบอกไปว่า มีเด็กช่างกลเป็นเกย์กันเยอะนะครับคุณแม่ แต่ห้ามใจได้ทันซะก่อน

คุณผู้อ่านครับ ผมคิดว่า เพศศึกษาจึงไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่จะจ้องสอนเยาวชน หรือครูมีหน้าที่ต้องคอยสั่งสอนนักเรียน หรือผู้ปกครองพ่อแม่ เอาแต่จะยกหน้าที่นี้ให้ครู หรือให้โรงเรียนทำฝ่ายเดียว แต่ด้วยความรอบด้านที่ว่านี้ ผมอยากจะเห็นว่า หลักสูตรเพศศึกษาไม่เพียงมีไว้ให้เฉพาะเยาวชน แต่ควรมีไว้ให้ทุกๆ คน รวมถึงผู้ใหญ่ด้วยที่รับข้อมูลบิดเบือนเรื่องเพศมาตั้งแต่เด็ก

กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของการถูกกระทำจากสังคม รวมถึงจากคนในครอบครัว เพราะข้อมูลบิดเบือนเรื่องเพศฟุ้งกระจายไปทั่ว

คำพูด การกระทำ ความเชื่อผิดๆ ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกต่ำต้อย ด้อยค่า และไร้ศักดิ์ศรี ผมก็ได้แต่หวังว่า หากหลักสูตรเพศศึกษายุคใหม่ และการรณรงค์เรียนรู้เรื่องเพศรอบด้าน ทำได้อย่างที่ประเทศไทยเคยรณรงค์ระดับประเทศเรื่อง “ถุงยางอนามัย ร้อยเปอร์เซ็นต์” คงทำให้อคติทางเพศในสังคมไทยลดลง

แต่อคติทางเพศคงไม่หมดไปหรอกคับ เพราะเชื้่อชั่วตายยาก…

ในงานสัมมนา ก่อนหัวข้อถัดไปจะเริ่มขึ้นแล้ว และก่อนจะแยกจากกันในห้องสัมมนานั้น ผมยื่นนามบัตรให้คุณครูท่านนั้น แล้วบอกว่า

“คุณแม่ครับทำใจให้สบายนะครับ ผมคิดว่า คุณแม่มีลูกที่น่ารักมาก เค้าไม่แอบ เค้าไม่ปิดบังคุณแม่ เพราะเค้าไว้ใจคุณแม่ไง ผมคิดว่าเขาโชคดี ที่มีแม่แบบนี้นะครับ”

จากหน้าม่านมายา 13 ต.ค. 2009 วิทยา แสงอรุณ
___________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขาและเพื่อนจัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th อีเมล์ vitayamail@gmail.com

10 comments 0 ตุลาคม 19, 2009


คลังเก็บ

 

ตุลาคม 2009
อา พฤ
« ก.ย.   พ.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

หน้า

เรื่องล่าสุด

Links

Blog Stats

Top Clicks