Emerging Family ครอบครัวยุคใหม่มีแม่/พ่อสองคน

Featured

หน้าม่านมายา 22 Feb 2011 วิทยา แสงอรุณ facebook.com/vitayas

“คนที่เลี้ยงดูผมมา ไม่มีผลทำให้ผมผิดแผกแตกต่างจากใครๆ”

แซค วอห์ล หนุ่มน้อยวัย 19 กำลังพูดถึงผู้หญิงสองคน คนหนึ่งเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด และอีกคนเป็นคู่ชีวิตของเธอ นักศึกษาหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์คนนี้เลยมีแม่สองคน เขาไม่รู้หรอกว่า พ่อเป็นใคร เพราะเขาเกิดจากสเปิร์มของผู้บริจาค เช่นเดียวกับน้องสาวของเขาซึ่งเกิดจากสเปิร์มของผู้บริจาคคนเดียวกัน

คุณผู้อ่านรู้สึก “อึ้ง” หรือรู้สึก “ทึ่ง” ครับ?

มาลองนึกดู เรามักได้ยินเรื่องดารา นักร้อง และเรื่องอุ้มบุญ หรือไม่ก็เห็นจากในหนังฮอลลีวู้ด แต่ส่วนใหญ่มักเป็นคู่ชาย-หญิง และใครๆ ก็ไม่ค่อยทึ่งหรืออึ้ง หรือตั้งคำถามว่า เด็กที่โตมาจะเป็นยังไง เพราะเด็กมีพ่อและมีแม่ เป็นผู้ชายหนึ่งคน และเป็นผู้หญิงหนึ่งคน

แต่ถ้าเป็นคู่ชาย-ชาย รับเด็กมาเลี้ยง หรือคู่หญิง-หญิงรับบริจาคเสปิร์ม เพราะอยากมีลูก ผู้คนมักจะตั้งคำถามว่า แล้วเด็กที่เกิดมาล่ะ ได้เห็นผู้ชายสองคนอยู่ด้วยกัน หรือเห็นผู้หญิงสองคนอยู่ด้วยกัน จะทำให้เด็กสับสน หรือจะทำให้เด็กมีปัญหามั๊ย?

คำถามเหล่านี้ก็ยังคงวนๆ อยู่เพราะเรามีกรอบคิดบนฐานเดิมๆ ที่ว่า ครอบครัวที่ดีควรประกอบด้วยพ่อและแม่ มีเพศหญิงและคู่กับเพศชาย จะได้อบอุ่น อะไรที่ผิดจากกรอบนี้ จะเป็นปัญหา

เราคงลืมไปแล้วว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนหย่ากันได้ง่าย เหมือนตอนได้กัน สถาบันครอบครัวที่มีพ่อหนึ่งและแม่หนึ่งอยู่ด้วยกันกับลูกๆ เลยเปลี่ยนไป เราจึงได้ยินคำว่า “แม่เลี้ยงเดี่ยว” กันบ่อยๆ แต่ก็น่าแปลกนะครับ ไม่ค่อยได้ยินคำว่า “พ่อเลี้ยงเดี่ยว”

คำถามตรงนี้ก็คือ แล้วเด็กจะมีปัญหามั๊ยที่มีพ่อหรือมีแม่เพียงคนเดียวที่เลี้่ยงมา? ถ้าเกิดครอบครัวแม่หนึ่งลูกหนึ่งนี้อยู่ดีมีสุข ผู้คนก็คงเฉยๆ แต่ถ้าลูกเป็นเด็กมีปัญหา ผู้คนก็รีบบอกว่า เพราะเด็กมันไม่มีพ่อ

ตกลงจริงๆ แล้ว เด็กจะดีหรือจะมีปัญหาเป็นเพราะอะไรกันแน่ เพราะมีแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่คนเดียว? หรือเพราะกำพร้าพ่อ เลยไม่มีแบบอย่าง? ชีวิตเด็กดีคือมีคนทั้งชายและหญิงเป็นผู้เลี้ยงดู?

ทั้งๆ ที่เราก็รับรู้ และเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า เด็กที่มีทั้งพ่อและแม่ (แถมมีย่า มียาย มีพี่เลี้ยงและมีพี่น้อง) ก็กลายเป็นเด็กมีปัญหาได้เหมือนกัน

สำหรับหนุ่มแซค เขายืนขึ้นอย่างสง่าผ่าเผยและพูดต่อหน้าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่กุมการตัดสินใจในสภาล่างของรัฐไอโอว่าเรื่องการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ซึ่งเคยอนุมัติไปแล้วว่า ควรจะมีการเปิดโหวตหยั่งเสียงประชามติอีกครั้งมั๊ยว่าจะยกเลิกหรือไม่

คำปราศรัยของแซคซึี่งใช้เวลาเพียง 3 นาทีนั้นกระชับ ได้ใจความ ตรงประเด็น ไม่กล่าวโทษใคร ไม่มีใส่อารมณ์สร้างสีสันแต่อย่างใด ตรงไปตรงมาอย่างที่สุด และเป็นคำถามง่ายๆ ที่บรรดาผู้ที่ไม่เห็นเด้วยกับการแต่งงานของคนเพศเดียวกันไม่อยากจะตอบ

เขาถามว่า คนสองคนรักกัน และอยากจะแต่งงานจดทะเบียนกัน รัฐไม่มีสิทธิห้าม เพราะคนเหล่านั้นเป็นพลเมือง ครอบครัวของเขาไม่ได้ต่างจากครอบครัวที่มีพ่อและมีแม่ ครอบครัวของเขามีทะเลาะเบาะแว้งกัน เขาก็มีช่วงชีวิตที่น่าเบื่อบ้าง ต้องทำงานบ้าน มีเรื่องกับน้องสาวบ้าง แต่นั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น ไม่ใช่เหรอ?

คนส่วนใหญ่ที่คัดค้านการแต่งงานจดทะเบียนของคนเพศเดียวกันรู้สึกว่า สถาบันการแต่งงานที่ควรเป็นเรื่องของชายและหญิงกำลังสั่นคลอน โดยไม่อยากรับรู้ความจริงว่า คนหย่าร้างกันมากขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และยังยึดติดว่า การแต่งงานและจดทะเบียนกันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการธำรงไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์แห่งการครองคู่

เกย์และเลสเบี้ยนไม่ได้ต้องการ “ความศักดิ์สิิทธิ์” สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในฐานะคนเสียภาษีคนหนึ่ง เรื่องการแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันของคนเพศเดียวกันนั้น หากได้รับการรับรอง ชีวิตของทั้งสองคนจะได้รับประโยชน์นานับประการ ประโยชน์ที่คู่ชายหญิงทั่วไปได้รับมาตลอด แต่คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้สัมผัส

ผมคิดว่า คำว่าแต่งงานหรือ “marriage” เป็นสิ่งสมมุติ การปฏิบัติต่อกันและการมีส่วนในชีวิตของคนที่อยู่ด้วย สำคัญกว่าแต่ต้องมีการรับรองและรับรู้อย่างที่คู่ชาย-หญิวได้รับ ซึ่งในที่สุดแล้ว เราจะเรียกว่า civil union หรือเรียกว่าคู่ชีวิต หรือคู่ครองก็แล้วแต่ แต่สิทธิและผลประโยชน์ต้องได้ไม่ต่างกัน

ถ้าคุณอยากจะฟังคำปราศรัยของนายแซคแบบเต็มๆ ค้นที่ YouTube พิมพ์คำว่า Zach Wahls Speaks About Family คนดูเลยหลักล้านแล้ว


…………………..
วิทยา แสงอรุณเป็นคอลัมนิสต์ โปรดิวเซอร์ และผู้จัดรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men ทาง iRadio (www.nationradio.coth คลิก iRadio คืนวันอาทิตย์เวลา 22.00) และรายการ Pink Mango ทาง แมงโก้ทีวี ชมย้อนหลัง www.youtube.com/PinkMangoTV

เมื่อลูกสาวแปลงเพศเป็นลูกชาย

Featured

Chastity Bono

she knows what she wants.

หน้าม่านมายา 8 February 2011 วิทยา แสงอรุณ facebook.com/vitayas

ตอนที่ น.ส. “แชสติตี้” บอกคุณแม่ “แชร์” ว่า หล่อนเป็นเลสเบี้ยนเมื่อหลายปีก่อน คุณแม่นักร้อง-นักแสดงคนดังถึงกับออกอาการ “รับไม่ได้อย่างรุนแรง” ทั้งๆ ที่คุณแม่มีสาวกเกย์อยู่ทั่วโลกและได้ขึ้นแท่นในฐานะ “Gay Icon” คนหนึ่งของโลกมานานนับปี

ทั้งๆ ที่คลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิง มีเพื่อนเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยนมากมาย แต่ทำไม๊คุณแม่แชร์ถึงมีปฏิกิริยาเป็นลบที่ลูกสาวมาพูดความจริงกับเธอว่า หล่อนไม่ได้รักผู้ชาย?

ผมมานั่งคิดๆ ดู คิดถึงบรรดาคนที่บอกว่า รับได้ถ้าเพื่อนเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยน เพราะ “ฉันมีเพื่อนเกย์ กะเทย เลสเบี้ยนเยอะแยะ ฉันเข้าใจพวกเค้า” แต่เอาเข้าจริง เพื่อนก็คือเพื่อน เพื่อนไม่ใช่สายโลหิต คุณป้าแชร์ก็ไม่ได้เบ่งเพื่อนออกมาแต่เบ่งลูกสาวออกมา ตามมาพร้อมความคาดหวังต่างๆ ที่ได้บุตรเป็นทารกเพศหญิง ดังที่คุณแม่คนไหนๆ ก็รู้สึกเช่นนั้น

แต่บุตรสาวคนนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ตอนนั้นเด็กอายุขนาดนี้คงไม่กล้าเดินไปบอกว่า แม่หรอกว่า แม่จ๋า หนูเป็นเลสเบี้ยน คงได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้คนเดียว แล้วก็เครียดๆ ลึกๆ อยู่คนเดียวเหมือนเด็กที่เป็นเกย์ กะเทย เลสเบี้่ยนอีกมากมายที่เคยทรมานอยู่กับอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

สำหรับคุณแชสติตี้ จริงๆ แล้ว คุณพ่อต่างหากที่รู้เรื่องนี้ก่อน และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับคุณแม่แชร์ที่ใช้เวลาพักใหญ่ๆ ถึงจะยอมรับว่า จริงๆ แล้ว เธอไม่ได้เบ่งลูกสาวออกมา แต่เธอมีลูกชายต่างหาก!

ราวปี 2008 แชสติตี้เริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่า เธอไม่ได้แค่เป็นหญิงรักหญิง แต่จริงๆ แล้ว เธอเป็น “Transgender” เพราะเธอรู้สึกอึดอัดกับสภาพความเป็นหญิงทั้งทางร่างกาย และการที่สังคมปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอเป็นผู้หญิง Transgender น่ะครับ คุณผู้อ่านคือ บุคคลที่สรีระ อวัยวะต่างๆ ไม่ได้ตรงความรู้สึกของจิตใต้สำนึกของตัวเอง

เช่นเดียวกับบรรดากะเทยที่คิดจะแปลงเพศทั้งหลาย พวกเขาไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็น Transgender ต่างหาก แต่สังคมมักจะมองผ่านเลนส์เดิมๆ ว่า ไอ้หมอนี่ เป็นผู้ชายดีๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นผู้หญิง เสียชาติเกิด!

ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมองอะไรใหม่ๆ ว่า พวกเขาเป็น Transgender ไม่ใช่ผู้ชายทั่วๆ ไป ไม่ใช่ผู้หญิงทั่วๆ ไป ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่เลือกว่า อยากจะอยู่ในร่างผู้ชาย หรือร่างผู้หญิง พวกเขาไม่ใช่คนวิกลจริต ผิดเพศ เพี้ยน หรือป่วยที่อยากจะแปลงกะจู๋ให้เป็นกะจิ๋มซะงั้น กระบวนการแปลงเพศจากเพศชายไปเป็นเพศหญิงหรือ Male to Female (MTF) หรือ จากเพศหญิงเป็นเพศชาย Female to Male หรือ FTM ไม่ได้ทำกันง่ายๆ ต้องมีการเตรียมพร้อม เช็คแล้วเช็คอีกว่าเพื่อให้ชัวร์ว่า คนที่กำลังจะแปลงเพศเป็น Transgender จริงๆ

ผมเชื่อว่า คนที่อ่านข่าวไทยรัฐเรื่อง ทอมแห่มา “ต่อจู๋” ที่เมืองไทย คงมีบ้างที่คิดว่า “พวกนี้เพี้ยน” และความคิดอย่างนี้นี่เองที่ทำให้สังคมมองคนเป็นเกย์ กะเทย เลสเบี้่ยน และเพศอื่นๆ ผิดเพี้ยนกันไป พาลคิดไปว่า สังคมจะยิ่งเสื่อมลงเพราะมีคนเหล่านี้อยู่

คุณผู้อ่านครับ ถ้าคุณมีชีวิตดีๆ แล้วมีความสุขกับสิ่งที่คุณเป็น คุณก็คงไม่กระเสือกกระสนทำอะไรให้ยุ่งยากลำบาก แต่ถ้าคุณอยู่ในร่างที่มัน “ไม่ใช่” คุณย่อมมีความทุกข์และพยายามหาทางออกเช่นเดียวกัน

ตอนนี้ คุณแชสติตี้ ได้กลายเป็นคุณ “แชส” อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว ศาลในแคลิฟอร์เนียได้ตัดสินใจอนุญาตให้เขาใช้คำนำหน้านามเป็นมิสเตอร์ได้ และให้เปลี่ยนเพศในเอกสารต่างๆ ให้เป็นชาย แชสทำงานเป็นคอลัมนิสต์และเป็นคนต่อสู้เพื่อสิทธิเกย์ กะเทย เลสเบี้ยนอย่างขยันขันแข็งระดับผู้นำเลยทีเดียว

ผมไม่แน่ใจว่าคุณแม่แชร์วัย 63ของคุณแชส รู้สึกยังไงในตอนนี้ แต่ถ้าเห็นลูกคนนี้มีความสุขขึ้นในวัยเริ่มสี่สิบ และตั้งใจทำงานให้สังคมอย่างขยันขันแข็งอย่างนี้ การมีลูกชายแทนที่จะเป็นลูกสาว และหัดเลิกตั้งความหวังหรืออยากเห็นอะไรต่างๆ จากตัวลูก ก็คงทำให้เธอมีความสุขขึ้นเช่นกัน
…………………..
วิทยา แสงอรุณเป็นคอลัมนิสต์ โปรดิวเซอร์ และผู้จัดรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men ทาง iRadio (www.nationradio.coth คลิก iRadio คืนวันอาทิตย์เวลา 22.00) และรายการ Pink Mango ทาง แมงโก้ทีวี ชมย้อนหลัง www.youtube.com/PinkMangoTV