About วิทยา แสงอรุณ

An openly gay columnist, a TV & radio host, a media maker, and a friend.

Apple + Steve Jobs + Gay

Featured

หน้าม่านมายา 12 ตุลาคม 2554 วิทยา แสงอรุณ facebook.com/vitayas

ก่อนยุค iPad, iPhone, iPod, iTunes, และ iMac ถ้าเห็นผู้ชายคนไหนกำลังใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ้คยี่ห้อ Apple จะมีคนคิดว่า “หมอนี่น่าจะเป็นเกย์” จนมีคำแซวกันขำๆ ว่า “If you are a Mac, You are a fag!” (ถ้าคุณใช้แมค คุณเป็น “ตุ๊ด” ชัวร์)

ทำไมแบรนด์ Apple ถึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับเกย์ หรือความเป็นเกย์?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เหล่าเกย์เป็นสาวกพันธุ์แท้ยุคแรกๆ ของ Steve Jobs และ Apple Computer ซึ่งน่าจะอธิบายได้จากผลิตภัณฑ์ยุคแรกๆ ของ Apple ที่เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูงในการประมวลผล โดยเฉพาะสำหรับงานกราฟฟิค

คงไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์หรือคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ ว่า ใครใช้เครื่องแมค จะดูหรู เท่ มีตังค์ และเหล่าเกย์ เป็นคนที่ชอบความหรู เท่ และมีตังค์ เลยใช้แมค

แต่น่าจะเป็นเพราะว่า เหล่าเกย์ ทำงานในแวดวงดีไซน์เป็นจำนวนมาก เราจึงมักเห็น Apple ปรากฏตัวพร้อมกับเหล่ากราฟฟิคดีไซเนอร์ และบังเอิญ คนที่ทำงานในแวดวงนี้ ถ้าเป็นเกย์ ก็มักจะไม่แอบ ไม่ปกปิดกัน

ภาพลักษณ์ของ Apple ถูกตอกย้ำให้สนิทแนบกับเกย์ และความเป็นเกย์มากยิ่งขึ้นด้วยโลโก้เฉดสีรุ้ง (ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นสีโครมเมื่อเร็วๆ นี้ หลัง Apple บุกตลาดคอนซูเมอร์มากขึ้นด้วยการออกผลิตภัณฑ์ตระกูล “i” สารพัด)

แต่ความจริงแล้ว ไม่มีหลักฐานบ่งชี้แน่ชัดว่า Steve Jobs เลือกโลโก้เป็นรูปแอปเปิ้ลแหว่งสีรุ้งเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ คือ สีรุ้งเป็นสีหนึ่งของสัญลักษณ์เกย์ กะเทย ทอม ดี้ หรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

และเป็นที่รู้กันว่า แบรนด์ Apple คือแบรนด์ที่เป็นมิตรกับเกย์ หรือ gay-friendly มากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก นอกจากจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับการสำรวจว่า เป็นแบรนด์ในดวงใจของบรรดาผู้บริโภคทั่วโลกแล้ว

อย่างในปี 2008 Apple ก็ได้รับการโหวตว่าเป็นแบรนด์ gay-friendly สูงสุดอันดับสอง (รองจากสถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลชื่อ BRAVO) จากการสำรวจกว่า 2,000 คนโดยเว็บเกย์ชื่อดัง PlanetOut ร่วมกับบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง

ตัวชี้วัดการเป็นแบรนด์ขวัญใจมนุษย์สีรุ้งที่ชัดเจนที่สด น่าจะมาจากนโยบายของบริษัทที่เป็นที่รู้กันในแวดวงไอทีว่า พนักงานที่เป็นเกย์ กะเทย ทอม ดี้ ที่นี่ ไม่ต้องแอบ ไม่ต้องปกปิดตัวเอง เพราะบริษัทสนับสนุนให้พนักงานเป็นตัวของตัวเอง แถมยังมีโนบาย Equalityในเรื่องประโยชน์ต่างๆ และให้ความเท่าเทียมกันในการก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อเร็วๆ นี้ Tim Cook ได้รับเลือกเป็นทายาทของ Steve Jobs ในการกุมบังเหียนบริษัทแห่งนี้ ถึงแม้ Tim Cook จะไม่เคยพูดถึงความเป็นเกย์ของตัวเอง เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ และในบริษัทแห่งนี้ก็สนับสนุนให้พนักงานเป็นตัวของตัวเอง (คุณจะดูใบหน้าของเหล่าเกย์ เลส ทอม ดี้ และผู้หญิงข้ามเพศได้ในวิดีโอแคมเปญดังรณรงค์ไม่ให้เหล่าเกย์วัยรุ่นฆ่าตัวตาย It Gets Better: Apple Employee http://www.youtube.com/watch?v=iWYqsaJk_U8)

นอกจาก Tim Cook แล้ว ก็ยังมีบุคคลอื่นๆ ในตำแหน่งสำคัญของ Apple อีกที่เป็นเกย์ เช่น Randy Ubillos หนึ่งในผู้สร้างโปรแกรมตัดต่องานภาพยนตร์และวิดีโอ Final Cut (และ Premier) และ Steve Demeter ผู้ริเริ่มคิดค้นเกมที่เล่นกับ iOS

นโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมกันของ Apple และ Steve Jobs ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจน ในอเมริกา หากเมืองไหนที่ Apple จะไปเปิดสำนักงานหรือเปิดการค้าร่วมด้วยนั้นไม่สนับสนุนองค์กรที่สนับสนุนความเท่าเทียมกัน Apple ก็เลือกจะไม่ไปลงทุน

……………………………………………………………………………………………..
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์ และพิธีกรรายการ Pink Mango วาไรตี้ชั้นนำสำหรับผู้ชายเช่นคุณ ห้าทุ่ม ทางแมงโก้ทีวี www.pinkmango.tv

Emerging Family ครอบครัวยุคใหม่มีแม่/พ่อสองคน

Featured

หน้าม่านมายา 22 Feb 2011 วิทยา แสงอรุณ facebook.com/vitayas

“คนที่เลี้ยงดูผมมา ไม่มีผลทำให้ผมผิดแผกแตกต่างจากใครๆ”

แซค วอห์ล หนุ่มน้อยวัย 19 กำลังพูดถึงผู้หญิงสองคน คนหนึ่งเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด และอีกคนเป็นคู่ชีวิตของเธอ นักศึกษาหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์คนนี้เลยมีแม่สองคน เขาไม่รู้หรอกว่า พ่อเป็นใคร เพราะเขาเกิดจากสเปิร์มของผู้บริจาค เช่นเดียวกับน้องสาวของเขาซึ่งเกิดจากสเปิร์มของผู้บริจาคคนเดียวกัน

คุณผู้อ่านรู้สึก “อึ้ง” หรือรู้สึก “ทึ่ง” ครับ?

มาลองนึกดู เรามักได้ยินเรื่องดารา นักร้อง และเรื่องอุ้มบุญ หรือไม่ก็เห็นจากในหนังฮอลลีวู้ด แต่ส่วนใหญ่มักเป็นคู่ชาย-หญิง และใครๆ ก็ไม่ค่อยทึ่งหรืออึ้ง หรือตั้งคำถามว่า เด็กที่โตมาจะเป็นยังไง เพราะเด็กมีพ่อและมีแม่ เป็นผู้ชายหนึ่งคน และเป็นผู้หญิงหนึ่งคน

แต่ถ้าเป็นคู่ชาย-ชาย รับเด็กมาเลี้ยง หรือคู่หญิง-หญิงรับบริจาคเสปิร์ม เพราะอยากมีลูก ผู้คนมักจะตั้งคำถามว่า แล้วเด็กที่เกิดมาล่ะ ได้เห็นผู้ชายสองคนอยู่ด้วยกัน หรือเห็นผู้หญิงสองคนอยู่ด้วยกัน จะทำให้เด็กสับสน หรือจะทำให้เด็กมีปัญหามั๊ย?

คำถามเหล่านี้ก็ยังคงวนๆ อยู่เพราะเรามีกรอบคิดบนฐานเดิมๆ ที่ว่า ครอบครัวที่ดีควรประกอบด้วยพ่อและแม่ มีเพศหญิงและคู่กับเพศชาย จะได้อบอุ่น อะไรที่ผิดจากกรอบนี้ จะเป็นปัญหา

เราคงลืมไปแล้วว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนหย่ากันได้ง่าย เหมือนตอนได้กัน สถาบันครอบครัวที่มีพ่อหนึ่งและแม่หนึ่งอยู่ด้วยกันกับลูกๆ เลยเปลี่ยนไป เราจึงได้ยินคำว่า “แม่เลี้ยงเดี่ยว” กันบ่อยๆ แต่ก็น่าแปลกนะครับ ไม่ค่อยได้ยินคำว่า “พ่อเลี้ยงเดี่ยว”

คำถามตรงนี้ก็คือ แล้วเด็กจะมีปัญหามั๊ยที่มีพ่อหรือมีแม่เพียงคนเดียวที่เลี้่ยงมา? ถ้าเกิดครอบครัวแม่หนึ่งลูกหนึ่งนี้อยู่ดีมีสุข ผู้คนก็คงเฉยๆ แต่ถ้าลูกเป็นเด็กมีปัญหา ผู้คนก็รีบบอกว่า เพราะเด็กมันไม่มีพ่อ

ตกลงจริงๆ แล้ว เด็กจะดีหรือจะมีปัญหาเป็นเพราะอะไรกันแน่ เพราะมีแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่คนเดียว? หรือเพราะกำพร้าพ่อ เลยไม่มีแบบอย่าง? ชีวิตเด็กดีคือมีคนทั้งชายและหญิงเป็นผู้เลี้ยงดู?

ทั้งๆ ที่เราก็รับรู้ และเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า เด็กที่มีทั้งพ่อและแม่ (แถมมีย่า มียาย มีพี่เลี้ยงและมีพี่น้อง) ก็กลายเป็นเด็กมีปัญหาได้เหมือนกัน

สำหรับหนุ่มแซค เขายืนขึ้นอย่างสง่าผ่าเผยและพูดต่อหน้าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่กุมการตัดสินใจในสภาล่างของรัฐไอโอว่าเรื่องการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ซึ่งเคยอนุมัติไปแล้วว่า ควรจะมีการเปิดโหวตหยั่งเสียงประชามติอีกครั้งมั๊ยว่าจะยกเลิกหรือไม่

คำปราศรัยของแซคซึี่งใช้เวลาเพียง 3 นาทีนั้นกระชับ ได้ใจความ ตรงประเด็น ไม่กล่าวโทษใคร ไม่มีใส่อารมณ์สร้างสีสันแต่อย่างใด ตรงไปตรงมาอย่างที่สุด และเป็นคำถามง่ายๆ ที่บรรดาผู้ที่ไม่เห็นเด้วยกับการแต่งงานของคนเพศเดียวกันไม่อยากจะตอบ

เขาถามว่า คนสองคนรักกัน และอยากจะแต่งงานจดทะเบียนกัน รัฐไม่มีสิทธิห้าม เพราะคนเหล่านั้นเป็นพลเมือง ครอบครัวของเขาไม่ได้ต่างจากครอบครัวที่มีพ่อและมีแม่ ครอบครัวของเขามีทะเลาะเบาะแว้งกัน เขาก็มีช่วงชีวิตที่น่าเบื่อบ้าง ต้องทำงานบ้าน มีเรื่องกับน้องสาวบ้าง แต่นั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น ไม่ใช่เหรอ?

คนส่วนใหญ่ที่คัดค้านการแต่งงานจดทะเบียนของคนเพศเดียวกันรู้สึกว่า สถาบันการแต่งงานที่ควรเป็นเรื่องของชายและหญิงกำลังสั่นคลอน โดยไม่อยากรับรู้ความจริงว่า คนหย่าร้างกันมากขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และยังยึดติดว่า การแต่งงานและจดทะเบียนกันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการธำรงไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์แห่งการครองคู่

เกย์และเลสเบี้ยนไม่ได้ต้องการ “ความศักดิ์สิิทธิ์” สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ การไม่เลือกปฏิบัติ และสิทธิในฐานะคนเสียภาษีคนหนึ่ง เรื่องการแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันของคนเพศเดียวกันนั้น หากได้รับการรับรอง ชีวิตของทั้งสองคนจะได้รับประโยชน์นานับประการ ประโยชน์ที่คู่ชายหญิงทั่วไปได้รับมาตลอด แต่คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้สัมผัส

ผมคิดว่า คำว่าแต่งงานหรือ “marriage” เป็นสิ่งสมมุติ การปฏิบัติต่อกันและการมีส่วนในชีวิตของคนที่อยู่ด้วย สำคัญกว่าแต่ต้องมีการรับรองและรับรู้อย่างที่คู่ชาย-หญิวได้รับ ซึ่งในที่สุดแล้ว เราจะเรียกว่า civil union หรือเรียกว่าคู่ชีวิต หรือคู่ครองก็แล้วแต่ แต่สิทธิและผลประโยชน์ต้องได้ไม่ต่างกัน

ถ้าคุณอยากจะฟังคำปราศรัยของนายแซคแบบเต็มๆ ค้นที่ YouTube พิมพ์คำว่า Zach Wahls Speaks About Family คนดูเลยหลักล้านแล้ว


…………………..
วิทยา แสงอรุณเป็นคอลัมนิสต์ โปรดิวเซอร์ และผู้จัดรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men ทาง iRadio (www.nationradio.coth คลิก iRadio คืนวันอาทิตย์เวลา 22.00) และรายการ Pink Mango ทาง แมงโก้ทีวี ชมย้อนหลัง www.youtube.com/PinkMangoTV

เมื่อลูกสาวแปลงเพศเป็นลูกชาย

Featured

Chastity Bono

she knows what she wants.

หน้าม่านมายา 8 February 2011 วิทยา แสงอรุณ facebook.com/vitayas

ตอนที่ น.ส. “แชสติตี้” บอกคุณแม่ “แชร์” ว่า หล่อนเป็นเลสเบี้ยนเมื่อหลายปีก่อน คุณแม่นักร้อง-นักแสดงคนดังถึงกับออกอาการ “รับไม่ได้อย่างรุนแรง” ทั้งๆ ที่คุณแม่มีสาวกเกย์อยู่ทั่วโลกและได้ขึ้นแท่นในฐานะ “Gay Icon” คนหนึ่งของโลกมานานนับปี

ทั้งๆ ที่คลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิง มีเพื่อนเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยนมากมาย แต่ทำไม๊คุณแม่แชร์ถึงมีปฏิกิริยาเป็นลบที่ลูกสาวมาพูดความจริงกับเธอว่า หล่อนไม่ได้รักผู้ชาย?

ผมมานั่งคิดๆ ดู คิดถึงบรรดาคนที่บอกว่า รับได้ถ้าเพื่อนเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยน เพราะ “ฉันมีเพื่อนเกย์ กะเทย เลสเบี้ยนเยอะแยะ ฉันเข้าใจพวกเค้า” แต่เอาเข้าจริง เพื่อนก็คือเพื่อน เพื่อนไม่ใช่สายโลหิต คุณป้าแชร์ก็ไม่ได้เบ่งเพื่อนออกมาแต่เบ่งลูกสาวออกมา ตามมาพร้อมความคาดหวังต่างๆ ที่ได้บุตรเป็นทารกเพศหญิง ดังที่คุณแม่คนไหนๆ ก็รู้สึกเช่นนั้น

แต่บุตรสาวคนนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ตอนนั้นเด็กอายุขนาดนี้คงไม่กล้าเดินไปบอกว่า แม่หรอกว่า แม่จ๋า หนูเป็นเลสเบี้ยน คงได้แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้คนเดียว แล้วก็เครียดๆ ลึกๆ อยู่คนเดียวเหมือนเด็กที่เป็นเกย์ กะเทย เลสเบี้่ยนอีกมากมายที่เคยทรมานอยู่กับอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

สำหรับคุณแชสติตี้ จริงๆ แล้ว คุณพ่อต่างหากที่รู้เรื่องนี้ก่อน และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับคุณแม่แชร์ที่ใช้เวลาพักใหญ่ๆ ถึงจะยอมรับว่า จริงๆ แล้ว เธอไม่ได้เบ่งลูกสาวออกมา แต่เธอมีลูกชายต่างหาก!

ราวปี 2008 แชสติตี้เริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่า เธอไม่ได้แค่เป็นหญิงรักหญิง แต่จริงๆ แล้ว เธอเป็น “Transgender” เพราะเธอรู้สึกอึดอัดกับสภาพความเป็นหญิงทั้งทางร่างกาย และการที่สังคมปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอเป็นผู้หญิง Transgender น่ะครับ คุณผู้อ่านคือ บุคคลที่สรีระ อวัยวะต่างๆ ไม่ได้ตรงความรู้สึกของจิตใต้สำนึกของตัวเอง

เช่นเดียวกับบรรดากะเทยที่คิดจะแปลงเพศทั้งหลาย พวกเขาไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็น Transgender ต่างหาก แต่สังคมมักจะมองผ่านเลนส์เดิมๆ ว่า ไอ้หมอนี่ เป็นผู้ชายดีๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นผู้หญิง เสียชาติเกิด!

ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมองอะไรใหม่ๆ ว่า พวกเขาเป็น Transgender ไม่ใช่ผู้ชายทั่วๆ ไป ไม่ใช่ผู้หญิงทั่วๆ ไป ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่เลือกว่า อยากจะอยู่ในร่างผู้ชาย หรือร่างผู้หญิง พวกเขาไม่ใช่คนวิกลจริต ผิดเพศ เพี้ยน หรือป่วยที่อยากจะแปลงกะจู๋ให้เป็นกะจิ๋มซะงั้น กระบวนการแปลงเพศจากเพศชายไปเป็นเพศหญิงหรือ Male to Female (MTF) หรือ จากเพศหญิงเป็นเพศชาย Female to Male หรือ FTM ไม่ได้ทำกันง่ายๆ ต้องมีการเตรียมพร้อม เช็คแล้วเช็คอีกว่าเพื่อให้ชัวร์ว่า คนที่กำลังจะแปลงเพศเป็น Transgender จริงๆ

ผมเชื่อว่า คนที่อ่านข่าวไทยรัฐเรื่อง ทอมแห่มา “ต่อจู๋” ที่เมืองไทย คงมีบ้างที่คิดว่า “พวกนี้เพี้ยน” และความคิดอย่างนี้นี่เองที่ทำให้สังคมมองคนเป็นเกย์ กะเทย เลสเบี้่ยน และเพศอื่นๆ ผิดเพี้ยนกันไป พาลคิดไปว่า สังคมจะยิ่งเสื่อมลงเพราะมีคนเหล่านี้อยู่

คุณผู้อ่านครับ ถ้าคุณมีชีวิตดีๆ แล้วมีความสุขกับสิ่งที่คุณเป็น คุณก็คงไม่กระเสือกกระสนทำอะไรให้ยุ่งยากลำบาก แต่ถ้าคุณอยู่ในร่างที่มัน “ไม่ใช่” คุณย่อมมีความทุกข์และพยายามหาทางออกเช่นเดียวกัน

ตอนนี้ คุณแชสติตี้ ได้กลายเป็นคุณ “แชส” อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว ศาลในแคลิฟอร์เนียได้ตัดสินใจอนุญาตให้เขาใช้คำนำหน้านามเป็นมิสเตอร์ได้ และให้เปลี่ยนเพศในเอกสารต่างๆ ให้เป็นชาย แชสทำงานเป็นคอลัมนิสต์และเป็นคนต่อสู้เพื่อสิทธิเกย์ กะเทย เลสเบี้ยนอย่างขยันขันแข็งระดับผู้นำเลยทีเดียว

ผมไม่แน่ใจว่าคุณแม่แชร์วัย 63ของคุณแชส รู้สึกยังไงในตอนนี้ แต่ถ้าเห็นลูกคนนี้มีความสุขขึ้นในวัยเริ่มสี่สิบ และตั้งใจทำงานให้สังคมอย่างขยันขันแข็งอย่างนี้ การมีลูกชายแทนที่จะเป็นลูกสาว และหัดเลิกตั้งความหวังหรืออยากเห็นอะไรต่างๆ จากตัวลูก ก็คงทำให้เธอมีความสุขขึ้นเช่นกัน
…………………..
วิทยา แสงอรุณเป็นคอลัมนิสต์ โปรดิวเซอร์ และผู้จัดรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men ทาง iRadio (www.nationradio.coth คลิก iRadio คืนวันอาทิตย์เวลา 22.00) และรายการ Pink Mango ทาง แมงโก้ทีวี ชมย้อนหลัง www.youtube.com/PinkMangoTV

Talk Sex สำรวจพฤติกรรมเกย์วัยรุ่น

Featured

Teens love to display themselves.

หน้าม่านมายา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วิทยา แสงอรุณ facebook.com/vitayas

“เค้าชวนผมขึ้นรถไป ผมก็ตามเค้าไป ผมไม่ได้พกอะไรไปเลย แล้วเค้าก็ไม่พกอะไรมาเลย จำได้ว่า เค้าบอกว่าเรียนเภสัช ส่วนผมก็ไม่เคยมีอะไรกับใครมาก่อน ตอนนั้น อายุ 19 เราก็เลยมีอะไรกันโดยไม่ได้ใส่ถุง”

หนุ่มคนหนึ่งโทรเข้ามาแชร์ประสบการณ์กับเราในช่วง “Talk Sex” ช่วงเปิดใหม่ในรายการ Pink Mango เพิ่งออกอากาศไปได้เทปแรกด้วยตอนที่ชื่อว่า “เซ็กซ์ด่วนๆ ในสวนสาธารณะ” รายนี้โทรมาเล่ากับเราว่า เค้าไปเดินสวนสาธารณะแห่งหนึ่งยามวิกาล เพราะอยากรู้อยากเห็น จึงได้พบกับหนุ่มคนนั้นที่ใจตรงกัน

Talk Sex อยากจะเป็นเวทีเปิดโอกาสให้คุณผู้ชมได้มีส่วนร่วมแชร์ประสบการณ์เรื่องเพศสัมพันธ์และความสัมพันธ์ในแบบ “เปิดอกคุยกัน” คุยกันได้ทุกเรื่อง คุยอย่างไม่ต้องอาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับวัยรุ่น

ตอนแรกทีมงานบอกว่า ไม่แน่ใจว่าจะมีคนโทรเข้ารายการบ้างหรือเปล่า เพราะชื่อรายการก็ “ส่อ” เสียเหลือเกิน และอีกส่วนหนึ่งก็ไม่แน่ใจว่า คนส่วนใหญ่จะมองเหล่าชายรักชายว่า “บ้าเซ็กซ์” และ “มั่วเซ็กซ์” ซะอีกหรือไม่ เพราะเวลาที่พูด อะไร หรือว่าอะไรเกี่ยวกับเกย์แล้ว คนฟังมักจะนึกถึงกิจกรรมบนเตียงอยู่ร่ำไป

แต่จริงๆ แล้ว เรื่องเซ็กซ์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์ สำคัญแค่ไหนก็ต่างกันไปแต่ละคน และแต่ละคู่ และไม่จำเป็นต้องอยู่บนเตียง เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องเซ็กซ์นี่แหละที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ยุ่งเหยิง โดยเฉพาะมนุษย์เกย์ที่โดนตีตราอยู่เสมอๆ ว่า ทำผิด ทำบาป ยิ่งเป็นเรื่องเซ็กซ์ คนกลุ่มนี้น่าจะบาปเยอะอยู่ เซ็กซ์กับบาป ในความจริง ไม่น่าจะต้องอยู่เคียงคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เกย์ หรือมนุษย์ชายหญิง เวลามีอะไรกัน แบบไหน ก็ถึงจุดสุดยอดได้เหมือนกัน และหลายๆ ก็อยากจะทำ ถ้าได้ทำ

เรื่องของมนุษย์เกย์ ยังมีชีวิตของเกย์อีกหลายคนที่ยังต้องเล่นซ่อนแอบอยู่ เป็นชีวิตที่น่าสนใจ ขณะที่ใครๆ ไม่รู้ว่า เขาชอบบริโภคบุรุษเพศเหมือนกันมานานแล้ว ขณะที่สังคมหรือครอบครัวยังปฏิเสธเขาอยู่ ยิ่งทำให้เขาต้องเนียน แอบซ่อน “ความอยาก” เอาไว้ แต่ความรู้สึกอยากระบาย ความรู้สึกอยากจะมีอะไรกับใครซักคน อยากจะกอดใครซักคน มันมีอยู่ในทุกคนนะครับ แล้วคนที่ยังแอบอยู่ เค้ามีวิธีการระบายความต้องการของเขาได้ยังไง?

เซ็กซ์ที่ต้องซ่อนเร้น เซ็กซ์ที่ต้องแสวงหาในที่ที่ไม่น่าไปหา อย่างสวนสาธารณะหรือในส้วม ดั้นด้นไปยังสถานที่ที่ทรัพย์ของคุณอาจถูกปลด หรือคุณอาจไม่มีลมหายใจกลับออกมา กลายเป็นสิ่งกระตุ้นความอยากให้ทวีขึ้นไปอีก มันลึกลับ มันซ่อนเร้น ตื่นเต้น ไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อย จะได้ใครระบายความใคร่มั๊ย แต่ที่แน่ๆ ไม่มีใครอยาก “จั่ว” ได้ HIV กลับมา ทั้งๆ ที่เตือนกันอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ ในสวนสาธารณะต่างๆ ก็ยังมีเงามืดๆ ตะคุ่มๆ เดินไปเดินมาขวักไขว่ และวัยรุ่นเกย์เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบันนี้

ผมเคยไปเดินสำรวจอยู่หลายสวนทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ถ้าคุณคิดว่า เซ็กซ์ในสวนเป็นที่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ คนรายได้น้อย หรือคนที่หน้าตา “ขายไม่ออก” แน่ๆ ในตอนกลางวัน คุณก็คิดไม่ต่างจากผม จนกระทั่งเห็นด้วยตาตัวเองว่า ทุกอย่างตรงกันข้าม ในนั้น มีทุกรูปแบบ (นี่ผมกำลังกระตุ้นความอยากให้คุณรู้สึกอยากจะไปเดินในสวนหรือเปล่าเนี่ย?)

“Talk Sex” ในสัปดาห์ต่อๆ ไป จะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะคนจัดและทีมงานคึกกันหนัก แต่เพราะว่า มีเรื่องราวอีกหลายเรื่องที่ถูกปิดบังมานาน ไม่มีใครกล้าพูดถึง และถึงมีคนกล้าพูดถึง ก็จะไม่พูดกันตรงๆ จน มีอีกมากมายที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ทำไมวัยรุ่นเกย์ถึงมีพฤติกรรมอย่างนั้น เราอยากจะรู้และเข้าใจ

ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตเด็กหอ หลังจากจบม. หก ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากวัยมัธยมนุ่งกางเกงขาสั้นไปสู่วัยอุดมศึกษา เด็กหลายคนเพิ่งจะจากบ้านมาครั้งแรก อยู่คนเดียว และมีหลายสิ่งอย่างที่ยังไม่เคยทำมากมาย พวกเขาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่ให้อิสรเสรีอย่างเต็มที่ ณ สถานการณ์ “นอกสายตา” พ่อแม่ยังไง? เราจะเรียกตอนนี้ว่า “เมื่อนกน้อยออกจากรัง”

เทคโนโลยีนำคนให้มาพบกัน และมีอะไรกันได้อย่างง่ายดาย “Talk Sex” จะไปสำรวจเว็บบอร์ด ห้องแชทรูม
แคมฟรอก, MSN, Skype, Grindr (แอพริเคชั่นฮ็อตๆ ในมือถือที่จะช่วยให้ผู้ใช้หาคนถูกใจอีกคนได้ในระยะทางตามต้องการ เค้าอาจจะอยู่ 500 เมตรห่างจากคุณ) ดูซิว่า วัยรุ่นยุคนี้ก้าวล้ำไปกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตและสร้างประสบการณ์ของพวกเค้าได้อย่างไร

และมีเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมายที่น่าค้นหาเกี่ยวกับเกย์วัยรุ่นและการใช้ชีวิตของพวกเค้า เราจะออกไปสำรวจกัน หากคุณผู้อ่านสนใจอยากจะเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นแขกรับเชิญในรายการ เพื่อให้ข้อมูลเป็นวิทยาทาน หรือมีเพื่อนหรือญาติที่จะแนะนำ (ขออายุไม่เกิน 24 ปีนะครับ) อีเมลามาได้ที่ pinkmangoTV@gmail.com มีค่าตอบแทนให้ตามสมควร

“Talk Sex” อยู่ในรายการ Pink Mango ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 23.00 ถึงตีหนึ่ง สองชั่วโมงเต็มทางช่องแมงโก้ทีวี มาเปิดใจคุยกัน (ชมทางจานดาวเทียมหรือทางเน็ตได้ที่ www.mangoTV.TV)
……………………..
วิทยา แสงอรุณเป็นคอลัมนิสต์ โปรดิวเซอร์ และผู้จัดรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men ทาง iRadio (www.nationradio.co.th คลิก iRadio คืนวันอาทิตย์เวลา 22.00) และรายการ Pink Mango ทาง แมงโก้ทีวี ชมย้อนหลัง www.youtube.com/PinkMangoTV

คุณพี่ขา เค้าเป็นเกย์มั๊ยคะ?

Featured

หน้าม่านมายา 11 ม.ค. 2011 คุณพี่ขา เค้าเป็นเกย์มั๊ยคะ?
วิทยา แสงอรุณ www.facebook.com/vitayas

คนที่รู้ตัวว่า ตัวเองเป็นเกย์และยังแอบๆ อยู่ จะเหมือนกับคนที่ “หลอกลวง” คนอื่นมั๊ย? แล้วถ้า…คนๆ นั้นยังไม่พร้อมจะบอกใคร ไม่ได้ตั้งใจจะให้ใครเข้าใจผิด แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจไปเองว่า เค้าเป็นชายที่รักชอบผู้หญิงแต่พอความจริงปรากฎ ชายเกย์คนนั้น เข้าข่าย “หลอกลวง” หรือเปล่า?

ผู้หญิงที่ตามติดผู้ชายคนหนึ่ง และคิดว่า เค้าน่าจะเป็นสามีในอนาคต เป็นพ่อที่ดีของลูกได้ หล่อนทุ่มเทใกล้ชิดสนิทสนม ช่วยเหลือ แต่ไม่เคยได้เชยชมชายคนนั้น ผู้หญิงคนนี้ควรล้มเลิกความพยายามแล้ว “ทำใจ” มั๊ย? ลองมาอ่านบทสนทนาด้านล่างดู ถ้าคุณเป็นชายคนนี้ หรือผู้หญิงคนนี้ คุณจะทำยังไง?

วิทยา: คุณน้องเป็นใครน่ะครับ คุณผู้ฟัง คุณผู้ชม Pink Mango หรือว่าคุณผู้อ่าน มาแอดพี่เนี่ย?

หญิง: เป็นผู้ฟังค่ะ ฟังมานานแล้วล่ะค่ะ…แต่ไม่กล้าแอด…ตอนนี้มีเรื่องกลุ้มมากเลยค่ะ เลยแอดไป อยากถาม
อ่ะค่ะ

วิทยา: อ้ะจ้า ถามมาทาง message นี้ได้เล้ย

หญิง: พี่คะ มีวิธีสังเกตผู้ชายเป็นเกย์หรือเป็นไบมั๊ยคะ แล้วผู้ชายที่ใส่บิ๊กอายเนี่ยะ จำเป็นต้องเป็นเกย์มั้ยพี่…แบบเพื่อนที่เป็นเกย์ยังมองไม่ออกเลย…เพื่อนหนูฝากมาขอบคุณรายการพี่ด้วยนะ ตอนนี้มันมีคนมาให้เลือกเต็มเลย อิอิ

วิทยา: บอกยากมากนะน้องนะ บางคนแอบสนิทปิดประตูตาย ดูยังไงก้อไม่รู้ มีวิธีเดียว ถามเลย ถ้าปฏิเสธ แต่หนูไม่แน่ใจ ก้ออย่าไปเข้าใกล้นะจ๊ะ เดียวเค้าทำบิ๊กอายใส่! แล้วเพื่อนคนที่ฟังรายการพี่นี่ เป็นเก้งกวางเหรอจ๊ะ?

หญิง: เพื่อนหนูเป็นเกย์ค่ะ มันชอบรายการพี่มากๆๆๆๆ แต่ผู้ชายที่หนูสงสัยว่าเป็นเกย์มั้ย เค้าเป็นคนที่หนูแอบชอบมาหลายปีแล้ว ไม่เห็นว่าเค้าจะมีแฟน…มีแต่คนพูดว่าเค้าเป็น พอหนูลองๆ พูดเรื่องนี้…เค้าโกรธมากเลย หนูไม่รู้จะเอาไงต่อดี กลัวชอบไปมากกว่านี้ แล้วเค้าเป็นเกย์ หนูจะถอนตัวไม่ขึ้น เลยอยากหาวิธีสังเกตอ่ะค่ะ

วิทยา: อ้ะนะ หนูถอนเลย เค้าเป็นเกย์ชัวร์จ้ะ ผู้ชายทั่วไป (ไม่ใช้คำว่า ผู้ชายแท้นะ) เค้าไม่โกรธหรอก ถ้ามีคนไปสงสัยว่า เค้าเป็นเกย์เปล่า แต่ชายเกย์ที่ยังต้องแอบๆ อยู่ เค้าจะโกรธมาก และยิ่งถ้ารู้ว่า หนูแอบชอบเค้าอยู่ เค้าจะรู้สึกอึดอัดมากมาย แต่เค้าจะใจดีมากกับทุกคน หนูค่อยๆ เปลี่ยนความรู้สึกเป็นเพื่อนกันซะดีกว่านะจ๊ะ เพื่อนน่ะ บางทีคบกันได้ยาวกว่าแฟนนะ

หญิง: พี่วิทยา ที่พี่พูดมาตรงๆๆๆ กับที่หนูเป็นมากเลย…เวลาที่อยู่กับหนูสองคน เค้าจะเกร็งมาก เกร็งจนหนูรู้สึกได้ เค้าสุภาพกับคนอื่นมาก พูดจาดีกับคนอื่นมาก…แต่จะร้ายใส่หนู เวลาจะใช้งานที…เค้าก็จะมาพูดดีใหม่…หนูสงสัยว่าเค้ายังไม่รู้ตัว

วิทยา: ที่บอกว่า เค้ายังไม่รู้ตัวน่ะ พี่ว่าไม่จริง…(หนูคูณห้าไปเลยนะคำว่าไม่จริงของพี่เนี่ย) เค้ารู้ตัวแล้วตะหาก เค้าถึงอึดอัด ไม่สบาย ไม่เป็นตัวของตัวเอง เค้าเห็นหนูงเป็นนางซินนะ พยายามปรับตัวเสียใหม่ เป็นนางซินไม่สนุกนะหนูนะ ทางที่ดีถ้าอยากจะช่วยเค้า บอกเค้าไปเลยว่า ชั้นรู้แล้วว่า เธอชอบผู้ชาย ไม่ได้ชอบผู้หญิง เธอไม่ต้องมาปฏิเสธ ให้ชั้นเป็นเพื่อนเธอต่อไป ชั้นยินดี ทำได้มั๊ย ถ้าเค้าทำไม่ได้ พี่วิทยาขอแนะนำให้หนูปลีกตัวมาสักพัก ให้เค้ารู้สำนึกว่า มีเพื่อนดีๆ อยู่คนหนึ่งแล้วรักษาไม่ได้ ต่อให้เค้าเป็นคนเรียนเก่ง เป็นที่ชื่นชมของใครต่อใคร หรือจะไปเรียนต่อถึงดอกเตอร์ เค้าก็ต้องค้นหาตัวเองให้เจอ และยอมรับมัน โอมะ?

หญิง: แต่พี่ค่ะ เค้าเคยบอกว่า ชอบผู้หญิง เรียบร้อย อ่อนหวาน น่ารัก…เรียนเก่งเพอร์เฟคทุกอย่างล่ะค่ะ…แต่หนูได้แค่เรียนเก่ง…เลย ลองทำดีอ่ะค่ะ เผื่อเค้าจะเห็นใจ…แต่ฟังพี่พูดหนูก็ เคค่ะพี่ ไม่ทนเหมือนกันที่จะรองรับอารามณ์ ลืมบอกค่ะ เคยห่างมาพักหนึ่งแล้วมันก็ดึงหนูกลับมา ด้วยคำพูดดีๆๆหวานๆๆ

วิทยา: นั่นมันหญิงในจินตนาการ เค้าไม่ได้คิดจะหาใครจริงจังหรอก แค่พูดไปงั้นๆ หนูอย่าบ้าจี้สิจ๊ะ นี่แสดงว่ารักบังตามากๆ ทางที่ดี หยุดซะตรงนี้ ค่อยๆ ปรับอารมณ์ของเราให้มองเค้าเป็นแค่เพื่อน ไม่ใช่สามี และหยุดทำตัวเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของเค้าซะนะ ชีวิตหนูจะดีขึ้น และมีทิศทางที่ชัดเจน หนูจำไว้ว่า ไม่ใช่หนูคนเดียวที่ตกหลุมรักคนที่ไม่ใช่ คนที่ใช่ต่างหากคือตัวหนู ใช่ที่จะรู้และยอมรับว่า มันไม่ใช่

หญิง: ขอบคุณค่ะพี่ ตาสว่างวาบ เหอะๆ คิดแล้วเศร้า

วิทยา: ดีแล้ว เศร้าไป แต่อย่านาน สัญญานะ ห้ามนาน ยุติธรรมกับโลกใบนี้ด้วย มีคนรอคอยให้หนูช่วยเหลือพวกเค้าอยู่ สู้ๆ

…………………
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์และผู้จัดรายการ Bangkok Radio For Men (www.nationradio.co.th) และ รายการ Pink Mango ทางแมงโก้ทีวี (www.youtube.com/PinkMangoTV)

วัยรุ่นเกย์ฆ่าตัวตาย

Featured


นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา 7 ต.ค. 2010 วิทยา แสงอรุณ
facebook.com/vitayas

สังคมอเมริกันกำลังสั่นสะเทือนด้วยเหตุวัยรุ่นเกย์ฆ่าตัวตายเป็นใบไม้ร่วง เดือนกันยายนเพียงเดือนเดียวตายไปแล้วสี่ เท่าที่มีการบันทึกไว้

สาเหตุหลักก็คือ ถูกเพื่อนล้อ กลั่นแกล้ง และข่มเหงไม่ว่าจะในรูปแบบคำพูดหรือการกระทำ

ด.ช. อัชเชอร์ บราวน์ จากรัฐเท็กซัส วัย 23 ยิงกบาลตัวเอง ผู้ปกครองบอก น้องโดนเพื่อนล้อว่าเป็นตุ๊ด เป็นแต๋วอยู่เป็นประจำจนในที่สุดหมดความอดทนขอลาโลกไป ที่รัฐอินเดียน่า ด.ช. บิลลี่ ลูคัส วัย 15 แขวนคอตายสมใจ ส่วนที่รัฐมินิโซต้า ด.ช. เซท วอล์ชต้องนอนแซ่วอยู่โรงพยาบาล 8 วัน และเสียชีวิตไปหลังพยายามแขวนคอตาย

และรายล่าสุดที่ทำให้ครู ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐหันมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังก็คือ กรณีของ
นายไทเลอร์ คลิเมนติ นักศึกษาปีหนึ่ง เพิ่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐนิวเจอร์ซีย์ “รัทเกอร์ ยูนิเวอร์ซิตี้” ที่กระโดดสะพานตายหลังเครียดที่พบว่า เพื่อนร่วมห้องแอบเปิดเว็บแคมแล้วบันทึกวิดีโอขณะที่เขากำลังมีอะไรกับเพื่อนชายอีกคนในห้องนอน เพื่อนร่วมห้องเอาวิดีโอขึ้นเน็ต แล้วป่าวประกาศให้ชาวเน็ตแห่มาดูกัน

ไทเลอร์แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปได้อีก ความเครียด ความอาย และการที่เขายังไม่พร้อมจะบอกที่บ้านหรือใครๆ ว่า เป็นเกย์ทำให้ในคืนวันหนึ่ง เขาเอาโน้ตบุ๊ค และมือถือเดินไปที่สะพาน (สะพานขนาดใหญ่เหมือนสะพานพุทธ) โพสต์ข้อความอำลาบนเฟซบุ้คว่า
“กำลังจะโดดสะพาน ผมขอโทษ” แล้วเขาก็โดดลงไปจริงๆ อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เจ้าหน้าที่ถึงจะพบศพของเขา

กรณีไทเลอร์สร้างกระแสแรงที่สุดในบรรดาผู้เสียชีวิต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตายของเขาเกี่ยวข้องกับชีวิตบนไซเบอร์สเปซ

นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน ต่างออกมาให้ความเห็นว่า การที่โลกไซเบอร์ ซึ่งตอนนี้มี Facebook มี Twitter มี Webcam ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผู้คนแยกแยะความเป็นส่วนตัวกับความเป็นจริงไม่ออก โดยเฉพาะเยาวชนที่ยังขาดการยั้งคิด

เพื่อนร่วมห้องของไทเลอร์ และเพื่อนของหนุ่มคนนั้นซึ่งเป็นผู้หญิงเจ้าของคอมพ์ที่ใช้นั่งดูไทเลอร์กับผู้่ชายอีกคนมีเซ็กซ์กัน ตอนนี้โดนตั้งข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และมีสิทธิ์โดนจำคุกหลายปี แต่หลายฝ่ายเห็นว่า ทั้งสองทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ทำไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกที่จะป่าวประกาศให้ใครๆ มาดูคนสองคนมีเซ็กซ์กันทางออนไลน์
แต่เรื่องนี้มีประเด็นเรื่องการเป็นเกย์วัยรุ่นปนอยู่ด้วย ไม่ใช่เรื่องไซเบอร์สเปซแต่อย่างเดียว

จากการศึกษาพบว่า วัยรุ่นที่เป็นเกย์ เลสเบี้ยน กะเทย มีอัตราความเสี่ยงจะฆ่าตัวตายสูงกว่าวัยรุ่นชายหญิงทั่วไป เพราะความกดดันที่ต้องปกปิดตัวเอง คนที่ตัวเล็ก ดูอ่อนแอ หรือคนที่เกิดมาแล้วอ้อนแอ้น ดูเป็นหญิง มักจะเป็นเป้าให้โดนล้อเสมอ ซึ่งปกติ คนอ้วน คนผอม คนอ่อนแอ ก็มักโดนเพื่อนแกล้งอยู่แล้ว และหากเป็นเด็กโฮโมเซ็กช่วลด้วย ก็จะยิ่งโดนหนัก

ส่วนเกย์ที่ไม่ได้แสดงออก เป็นหนุ่มแข็งแรง หล่อเหลา หรือเป็นนักกีฬาโรงเรียนก็จะเอาตัวรอดได้ไม่ยาก นั่นคือ แอบไว้ให้สนิท ถ้าไม่สนิท ก็จะโดนแกล้งอย่างแน่นอน วิธีการอย่างหนึ่งที่จะ “เนียนๆ” หรือเรียกว่า “ตามน้ำ” เอาชีวิตรอดไป นั่นก็คือ ต้องหันไปร่วมแกล้งเด็กที่เป็นเกย์ตามเพื่อนด้วย เพื่อนแกล้ง กรูก็แกล้ง เตะ ต่อยซ้ำเข้าไปเพื่อแสดงว่า “กรูไม่เป็น”

ความตายของไทเลอร์ นักศึกษาปีหนึ่งซึ่งเป็นนักไวโอลินที่มีพรสวรรค์ทำให้คนดังทั้งเป็นเกย์ เลสเบี้ยนและไม่ใช่ ต่างออกมาแสดงความเห็นและเรียกร้องให้สังคมหันมาจริงจังกับเรื่องนี้ได้แล้ว

จริงๆ แล้ว การกลั่นแกล้ง ข่มเหง ดูถูกด้วยวาจาหรือการกระทำที่เรีกกว่า “bully” มีมานานแสนนานและมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือ ป้องกัน และเป็นที่พึ่งให้เด็กที่เจอปัญหาเหล่านี้ แต่คำถามก็ยังเกิดขึ้นว่า แล้วทำไมเด็กเหล่านี้ไปเข้าไปหาที่พึี่งเหล่านี้ล่ะ?

อย่าลืมนะครับว่า อเมริกาเป็นประเทศใหญ่ และเด็กหลายคนที่เป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยน ความช่วยเหลือไม่ได้มีทุกที่ คนที่มีความหลาดกลัวมีอยู่ และสำคัญกว่านั้น คือ ยอมรับตัวเองไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่ง เด็กเหล่านี้คิดว่า สิ่งที่เป็นเป็นสิ่งที่สังคมรังเกียจ ตั้งแง่ และมีปัญหาตามมาถ้าเขาจะเปิดเผยตัว สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้วัยรุ่นเหล่านี้ ไม่มีที่พึ่ง

กรณีของไทเลอร์ เขาหันไปพึ่งเว็บบอร์ดเกย์ โดยใช้ชื่อปลอม คนที่ได้อ่านข้อความที่เขาโพสต์ไว้จะพบว่า เขายังรู้สึกอยู่เลยว่า สิ่งที่เขาโดนกระทำ “มันไม่เป็นไรหรอก” เพราะเขาเป็นเกย์ อาการอย่างนี้เรียกว่า ยังเป็นคนที่มี “internalized homophobia” อยู่สูง

หมายความว่า มีคนที่เป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยนเองที่ไม่รู้สึก “เคารพตัวเอง” และยังเกลียดกลัวสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ พอโดนแกล้ง โดนกระทำ ก็ไม่ต่อสู้เรียกร้องอะไร ปล่อยๆ ไปเพราะคิดว่า สมควรแล้ว ชาตินี้เกิดมามีกรรมให้คนแกล้งซะ ซ้ำเติมตัวเองอยู่อย่างนั้น

การที่คนเป็นโฮโมเซ็กช่วลมีอาการ “internalized homophobia” สูงๆ เช่นนี้ ชีวิตของพวกเขาจะมีปัญหาอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น โดยเฉพาะการมีคู่ เพราะในที่สุด เวลาที่ปัญหากัน แม้เพียงเล็กน้อย คนเหล่านี้จะไม่มองให้ทะลุว่า จริงๆ แล้วปัญหามันอาจจะมาจากตัวเราเองที่ยังไม่ได้ แก้ปม “internalized homophobia” ของตัวเองนั่นเอง
จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า เรามักจะได้ยินเกย์ เลสเบี้ยน บ่นเสมอว่า หารักแท้ไม่เจอ จริงๆ แล้ว หลายคนยังหา “ตัวเอง” ไม่เจอต่างหาก

ล่าสุด เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นไม่ให้มีกรณีเกย์วัยรุ่นซึ่งน่าจะเติบโตเป็นกำลังของชาติบ้านเมืองที่ดีต้องฆ่าตัวตายเพิ่มอีก นักแสดง คนดังหลายคนเลยร่วมสนับสนุนโครงการที่ช่ื่อว่า “It’s get better” ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนทั่วไป ที่ตอนนี้โตแล้ว “รอดพ้น” จากวิกฤติชีวิตตอนเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัยแล้ว ต่างบันทึกวิดีโอแล้วส่งมารวมกันภายใต้โครงการนี้ พวกเขาเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เคยโดนแกล้งสมัยเด็ก คุณอาจจะเคยโดนมาบ้างหรือเคยทำกับคนอื่นมาบ้าง แวะไปศึกษากันครับที่ http://itgetsbetter.org

ตอนเด็กๆ ผมก็โดนแกล้งเหมือนกัน
………………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์ และนักเขียนอิสระ ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ เวลาใหม่ ห้าทุ่ม www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

เกย์-กะเทย ในสื่อ-บอกอะไร?

Featured

นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา เกย์-กะเทย ในสื่อ-บอกอะไร? 14 ก.ย. 2010 วิทยา แสงอรุณ

วันนี้มาชวน “ชำแหละสื่อกันครับคุณผู้อ่าน และในฐานะคนทำสื่อคนหนึ่ง การ “ชำแหละ” ครั้งนี้ ต้องบอกว่า สะใจไม่น้อย เพราะมีพันธมิตรที่เต็มใจมาร่วมวงกันชำแหละอย่างอบอุ่น

ศุกร์ที่ 24 กันยายนนี้ หลายหน่วยงานรวมตัวกัน จัดเสวนาเรื่องนี้ขึ้นโดยเฉพาะ คุณผู้อ่านกาปฏิทินไว้เลย จัดที่ห้องประชุม ดร. เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เริ่ม 13.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

น่าจะเรียกได้ว่า เป็นการจัดหัวข้อแนวนี้ครั้งแรกเลยก็ว่าได้ครับ ชื่อเสวนาคือ

“ตีตรา ตีตรวนตัวตนเกย์: การสร้างภาพเพศวิถีชายรักชายในสื่อไทย ปี 2552-2553”

ถ้าจะให้เจาะลึกกันทุกสื่อ และนำมาเสนอกันให้หมด คงต้องจัดข้ามวัน ทางคณะผู้จัดจึงตัดสินใจเลือกเจาะเฉพาะสื่อในช่องทางหลักๆ และผู้ชมอาจจะเคยพบเคยเห็น “การตีตราและการตีตรวน” อยู่บ้าง

งานนี้ผู้อภิปรายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจะต้องค้นคว้า และนำตัวอย่างมาแสดงด้วย ผู้เข้าร่วมฟังเสวนาจะได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของการนำเสนอภาพลักษณ์และตัวตนของเกย์-กะเทย ในสื่อบ้านเราที่ผ่านออกมาในช่องทางของงาน ละครทีวี ภาพยนตร์ ดนตรี-มิวสิควิดีโอ และขาดไม่ได้เลยคือ สื่อโฆษณา

คุณจำได้ไหมว่า เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว มีผลงานโฆษณาทางโทรทัศน์ชิ้นหนึ่งที่ดูแล้ว “ฮา” มาก แม้แต่คนเป็นเกย์ หรือเป็นกะเทย ยังอด “ฮา” ตามไม่ได้ เปิดเรื่อง สถานที่เกิดเหตุ: ห้องน้ำชาย กะเทยนางหนึ่ง (ซึ่งมีใบหน้า วิกผม และการแต่งหน้า ที่ไม่ต่างอะไรกับดาราตลกชายหน้าประหลาดๆ แล้วทำตัวอุบาทว์ๆ หน้าจอทีวี ) กะเทยเริ่มเข้าหาผู้ชายคนหนึ่งที่ดันไปอยู่ในห้องน้ำเวลาเดียวกัน นางถามขึ้นว่า “กี่โมงแล้วฮะ” พร้อมให้ท่าสุดฤทธิ์

ชายคนนั้นหันมามองแล้วตอบห้วนๆ “ไม่มีนาฬิกา” พลันกะเทยก็หยิบนาฬิกาขึ้นมาชูให้เห็น แล้วถามด้วยน้ำเสียงยั่วยวนอีกครั้ง “อยากได้มั๊ย”

ชายหนุ่มเดินเข้ามาหา คล้ายกับว่าจะมาคว้านาฬิกาไป แต่เปล่า “เปรี้ยง” เขาซัดหมัดหนักตรงเข้าไปยังใบหน้ากะเทยอย่างจัง วิกผมสีทองของหล่อนเปิดออก แล้วเสียงโฆษกก็พูดขึ้นว่า “อย่าเอาครับ…เพราะวันนี้ แว่นท็อปเจริญ ซื้อแว่นแถมนาฬิกาฟรี”

นี่เป็นงานโฆษณาชิ้นหนึ่งของเอเยนซี่โฆษณายักษ์ใหญ่ และชิ้นนี้ที่ทำให้ผมกับเพื่อนบางคน ขำไม่ออก คุณผู้อ่านอาจจะดูแล้ว บอกว่า ตลกดี บางคนก็อาจจะบอกว่า ก็สมแล้วนี่ เอานาฬิกาไปล่อผู้ชายถึงในห้องน้ำอย่างนั้น ก็น่าจะได้รับการตอบแทนอย่างนี้

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ น่าสนใจมากๆ นะครับ เพราะไม่เพียงคุณผู้อ่านทั่วไปที่เป็นชายหญิงทั่วไป หลายคนทีเดียวที่บอกว่า ไม่ได้รู้สึกอะไรกับโฆษณาชิ้นนี้ คนที่เป็นเพื่อนผมเองที่เป็นกะเทย และเป็นเกย์เอง อีกหลายคนก็บอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย

จำได้ดีเลยล่ะครับว่า ตอนที่ ได้ยินอย่างนั้น “ของขึ้น” ครับ!

ถ้าเป็นต่างประเทศ โฆษณาชิ้นนี้จะต้องโดนประท้วงอย่างหนัก เพราะนำคนชายขอบ หรือบุคคลที่สังคมมีอคติทางเพศอยู่แล้ว มาทำให้เป็น “เหยื่อ” เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยที่ครีเอทีฟ เจ้าของผลิตภัณฑ์ กบว. ที่ดูแลโฆษณา นักแสดง และคนดู ต่างเห็นความตลกขบขันเป็นที่ตั้ง โดยไม่ได้ดูเนื้อแท้เลยว่า โฆษณาชิ้นนี้กำลังบอกอะไร

คนที่บอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ สำหรับผมแล้ว คือคนที่ไม่มีจิตสำนึกเรื่องความแตกต่างหลากหลายของคนในสังคม กะเทย เกย์ เป็นบุคคลชั้นสองหรือชั้นสามที่จะสามารถหยิบยกมานำเสนอให้เป็นที่ตลกขบขัน และเป็นเหยื่อได้ โดยที่คนในสังคมส่วนใหญ่จะ “ไม่ว่าอะไร”

ลองตั้งคำถามง่ายๆ สิครับว่า ถ้าไม่เอากะเทยมาในห้องน้ำ แล้วจะเอาใครมาทำตลกดี? มันง่ายแสนง่ายทีี่ครีเอทีฟจะหยิบยกเอากะเทยมาเล่นสนุก และทำเป็นตัวตลก ใช่มั๊ย?

องค์กรอาสาสมัครแห่งหนึ่ง (บางกอกเรนโบว์) ได้ชักชวนให้คนเป็นเกย์ เป็นเกะเทย และภาคีสมาชิกร่วมกันประท้วงไม่ใช้สินค้าและบริการของห้างนี้ สิ่งที่เจ้าของโฆษณาทำก็คือ ให้เอเยนซี่โฆษณาเขียนจดหมายมาชี้แจง

คุณผู้อ่านคงไม่ทราบว่า จดหมายฉบับนั้น เขียนได้ “ห่วยแตก” มากมาย พอดีได้อ่านครับ คนเขียน อ้างเรื่องข้างๆ คูๆ แล้วพยายามปัดความรับผิดชอบ แม้กระดาษ หัวจดหมายยังไม่มีตรา หรือที่อยู่ของเอเยนซี่เลย และไม่มีเสียงใดๆ จากผู้บริหารผลิตภัณฑ์มาพูดถึงเรื่องนี้

แล้วเรื่องก็ค่อยๆ ….เงียบไป

นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ จะห้าปีแล้ว ปกติผมไม่ได้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นนะครับคุณ แต่เวลาเดินผ่านร้านสาขาแว่นท็อปเจริญที่ไหนทีไร อดไม่ได้ที่จะนึกถึงโฆษณาชิ้นนั้้น ภาพกะเทยหน้าตาประหลาดโดนตั๊นหน้าเข้าให้ในห้องน้ำ วิกผมกระจุย

ผมจำสโลแกนอะไรไม่ได้ ผมจำไม่ได้ว่า นักแสดงที่เป็นผู้ชายต่อยกะเทย หน้าตาเป็นยังไง แต่ภาพของกะเทยหน้าประหลาดคนนั้น ผมจำได้แม่น มันเป็นภาพสโลว์โมชั่นตลอดที่เกิดขึ้นในหัว เวลาเห็นแบรนด์ “ท็อปเจริญ” และความรู้สึก “แย่ๆ” ก็เกิดตามมา นี่เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ

แต่มันคือผลของพลังสื่อ พลังโฆษณา และจะมีพลังของเพลง หนัง มิวสิควิดีโอ ละครทีวี ลองไปฟังการเสวนาครั้งนี้ดูนะครับ นำเสนอบนเวทีโดย อ.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ สัณห์ชัย โชติรสเศรณี ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิหนังไทย ศรุพงษ์ สุดประเสริฐ Columnist คอลัมน์ Soho หนังสือพิมพ์ The Nation และฝ่าย Music บริษัทลักษ์เรดิโอ จำกัด อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ นิตยสาร Positioning, Media Specialist บริษัท ไทยเดย์ดอทคอม จำกัด 13.00-16.00 สอบถามรายละเอียด 02-752-6697 (บริษัทไซเบอร์ฟิช มีเดีย จำกัด) ฟังฟรีครับ

………………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์ และนักเขียนอิสระ ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

เวลาเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน?

Featured

นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา
วิทยา แสงอรุณ 1 กันยายน 2553

ความล้าหลัง หรือก้าวหน้าในประเด็นที่เกี่ยวกับเกย์ และเลสเบี้ยนในบ้านเมืองไหนๆ เราสามารถตรวจวัดจับชีพจรกันได้โดยดูจากการนำเสนอในสื่อมวลชน

ที่บ้านเขา

ข่าวสำคัญหน้าบันเทิงชิ้นหนึ่งเร็วๆ นี้ ก็คือ นักแสดงซีรีย์ทางทีวีชื่อดังคนหนึ่ง คุณพอร์เทีย เดอ รอสซี ยื่นคำร้องต่อศาลขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น “ดีเจเนอเรส” ซึ่งเป็นนามสกุลของคุณเอลเลน ดีเจนเนอเรส พิธีกรสาวชื่อดัง

ทั้งสองสาวแต่งงานกันเมื่อเดือนสิงหาคม สองปีที่แล้ว

ทั่วโลกรู้จักเอลเลนดีเพราะตอนนี้เธอขึ้นแท่น “หญิงรักหญิงที่โด่งดังที่สุดในวงการบันเทิง” ถ้าคุณพอจะจำได้ คุณเอลเลน “เลิกแอบ” ว่า ตนเป็นหญิงรักหญิงผ่านตัวละครที่เธอนำแสดงในซิทคอมที่ใช้ชื่อเดียวกันกับชื่อจริงของเธอ นับว่าเป็นการ “เปิดเผยตัว” ที่เก๋ เท่ไม่เบา เมื่อหลายปีที่แล้ว เพราะแทนที่จะรับรู้กันแค่ญาติสนิท มิตรสหาย แต่วิธีการของเธอ เปิดทั้งทีต้องให้กระหึ่มสามมิติ!

ต่อมาซิทคอมของเธอเรตติ้งเริ่มแป้ก ผู้คนต่างพากันสมน้ำหน้าเธอที่อยู่ดีไม่ว่าดี พูด “ความจริง” ออกไปทำไม? ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตายบนเส้นทางอาชีพชัดๆ แต่ทีมผู้จัดซิทคอมยันว่า ละครเร่ื่องเอลเลนออกอากาศมามานานแล้ว เรตติ้งเริ่มตกลงไป ก็เป็นสามัญ อย่าไปตกอกตกใจหรือโยงใยเรื่องที่เธอ “พูดความจริง”

คุณเอลเลนหายตัวไปพักใหญ่จากวงการจอแก้ว แต่แล้ว เธอก็กลับมาอีกครั้งพร้อมรายการทอล์คโชว์ของตัวเองในชื่อเอลเลนอีก คราวนี้จะเอาอะไรมาฉุดก็หยุดเธอไม่ได้ รายการของเธอเป็นที่ถูกอกถูกใจคุณผู้ชมทั้งหลายทั้งชาย หญิง และเก้งกวาง

คนดูไม่ได้มองเธอว่าเป็นหญิงรักหญิงกำลังจัดรายการสำหรับหญิงรักหญิง แต่มองเธอว่าเป็นพิธีกรหญิงระดับแถวหน้ามากฝีมือของประเทศที่ทำรายการได้ถูกอกถูกใจผู้ชม (search keywords คำนี้ใน YouTube ของคุณ: ellen degeneres show 2010)

ส่วนคุณพอร์เทีย คู่สมรสของเธอให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตอนเริ่มดูใจและจีบกันใหม่ๆ เธอก็กลัว กลั๊วกลัวเอามากๆ ว่า คนจะรู้ว่าเธอเป็นหญิงใจรักหญิง แถมช่วงนั้นยังรับงานละครอยู่ด้วย ไม่รู้ผู้จัดและ
สปอนเซอร์จะว่าไง
เธอออกมาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า ตอนนั้นรู้สึกเกร็งและอึดอัดมากที่เริ่มรักกับอัลเลนแต่ต้องซ่อนความจริงข้อนี้ ไม่ให้ใครๆ รู้

ที่บ้านเรา

ข่าวใหญ่เร็วๆ นี้ที่ได้รับการตีพิมพ์ไล่เลี่ยกันกับข่าวของพอร์เทีย-เอเลน ก็คือข่าวของ “ป๋า” ป๋าต็อบ-ปีใหม่ หลังจากประกาศใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน และฮันนี่มูน กันไม่ทันไร ก็มีข่าวเลิกรากันเสียแล้ว (และอีกไม่นานก็มีข่าวกลับมาคืนดีกัน)

ตอนประกาศเลิกกัน หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวข่าวว่า “ฉิ่งแตก ป๋าต๊อบเลิกปีใหม่แล้ว” ก่อนหน้านี้ก็มีคำ เรียกคู่รักต่างวัยนี้ว่า “คู่รักฉิ่งฉับ”

ความชัดเจนของ “ป๋าต๊อบ” มีอยู่แล้ว เพราะเธอแสดงออกและยอมรับว่า เป็น “ทอม” และเป็นทอมที่มีความเป็นสุภาพบุรุษสูง ไม่ออกมาด่าคู่รักของเธอเสียๆ หายๆ

สังคมส่วนใหญ่เคยชินกับภาพ การกระทำ และความคิดของคุณต๊อบ เพราะเธอเป็นทอมที่ไม่ได้ท้าทายใคร ไม่ได้ท้าทายสังคม ไม่ได้ทำคน “กลัว” และรู้สึกอยากต่อต้าน ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เธอได้รับการยอมรับ แต่เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า ที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือ เธอมีภาพลักษณ์เป็นมิตรกับทุกๆ คน

ส่วนน้องปีใหม่วัยอ่อนกว่าหลายปี ด้วยวััยที่ห่างกันมากและไม่มีตัวชี้วัดใดๆ จะมาบ่งบอกว่า เธอเป็นหญิงรักหญิงของแท้ ผู้คนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า ที่เธอเดินควงป๋าต๊อบปริญญาซึ่งแก่กว่าเธอมากมาย และยอมประกาศจะอยู่กินฉันท์สามีภรรยากันด้วย เพราะเธอมีความสุขกับอย่างอื่นมากกว่าตัวป๋าต๊อบ จริงหรือไม่ เรื่องนี้ยังเป็นข้อกังขาแก่สายตาสาธารณชนอยู่?

แต่ลึกๆ แล้ว สังคมก็ยังมองความรักของทั้งคู่ด้วยสายตาที่แปลกๆ เพราะไม่เชื่อว่า คนเพศเดียวกันจะรักกันได้ และจะมีรักแท้ให้แก่กัน (คงต้องแสดงตัวกันบ่อยๆ นะ คู่รัก)

คนที่อ่านข่าวสองข่าวนี้ ทั้งข่าวบ้านเขา และข่าวบ้านเรา อาจจะบอกได้ว่า ที่นักข่าวหรือคนพาดหัวข่าวนำเสนอเรื่องราวของเอลเลนและพอร์เทียแบบเบาๆ ก็เพราะเนื้อเรื่อง “มันเบาๆ” ก็นี่แค่เรื่องขอเปลี่ยนนามสกุล ก็เท่านั้น

แต่ข่าวของป๋าต๊อบ มีมูลค่า “ความน่าสนใจ” สูงกว่าเพราะเป็นคนดังที่เป็นข่าวมาตลอด แสดงภาพรักดูดดื่มกันตลอด แต่สุดท้ายไปไม่รอด

การเลือกใช้คำอย่าง “ฉิ่งฉับ” หรือ “ตีฉิ่ง” สะท้อนให้เห็นถึง อคติทางเพศของผู้เขียน และความไม่ “สมประกอบ” ของผู้ทำงานในสื่อสารมวลชนที่ไม่ก้าวไปให้ทันโลกอย่างเห็นได้ชัด สื่อที่ไม่ทำตัวเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ยังคง “เกาะกระแส” ความรู้สึกลบๆ ในใจคนอยู่่ร่ำไป โดยคิดเหมาเอาเองว่า คำว่า ฉิ่งฉับหรือตีฉิ่งเป็นคำที่ยอมรับกันได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกเบื้องหลังการศึกษา

ผมอยากจะเห็นข่าวแบบนี้มากกว่า อีกข่าวหนึ่ง

“สองดาราหนุ่ม ประกาศได้ลูกแฝดจากการอุ้มบุญ”

และในเนื้อเรื่องของข่าว ก็ไม่ได้พุ่งเป้าสนใจไปตั้งคำถามที่ว่า ไอ้สองคนนี้ มันรักกัน อยู่ด้วยกันได้ยังไง (วะ)? แต่พูดถึงการเตรียมตัวเป็นพ่อคนของทั้งสองคนที่กำลังจะมีลูกแฝด ที่ยกมานี้เป็นข่าวที่เกิดขึ้นจริง และหน้าบันเทิงบ้านเขา ก็ไม่ได้มีการใส่สีสันหรือใช้คำ ที่หากแปลเป็นไทยในการพาดหัวเรื่องนี้ในแบบบ้านเรา ก็คือ

“คู่รักป่าเดียวกัน กำลังจะได้ลูกแฝด”

ผมคิดว่า สื่อมวลชนไม่ต้องอ้างไปว่า คำเหล่านี้ หรือวิธีคิดแบบนี้ (ในแง่ลบ) เป็นภาพสะท้อนของสังคมในยุคปัจจุบัน เลยต้องพาดหัวหรือเขียนตามๆ เพื่อดึงสายตา และความสนใจของคนอ่าน

ก็ในเมื่อสังคม มีอคติทางเพศอยู่แล้ว หน้าที่ของสื่อที่ดีไม่ควรไปตอกย้ำ หรือทำร้ายเพิ่มเติมขึ้นไปอีก แต่ควรเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้ประชาชนได้คิด และได้ให้ประชาชนสามารถลดอคติทางเพศลง นี่แหละการศึกษาเรื่องเพศที่เกี่ยวกับทุกคนอย่างสร้างสรรค์

………………………………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์ และนักเขียนอิสระ ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

เกย์+เลสฯ ใช้ Facebook, Twitter, Blogs, etc. มากกว่าช.ญ.ทั่วไป

Featured

นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา เกย์+เลสฯ ใช้ Facebook, Twitter, Blogs, etc. มากกว่าช.ญ.ทั่วไป

เป็นผลสำรวจที่อเมริกาล่าสุด ทำมาแล้วหลายปีโดยบริษัทวิจัยชื่อดัง Harris Interactive ซึ่งผมคิดว่า ไม่น่าจะแตกต่างจากที่อื่นๆ เท่าไหร่ ยกเว้นประเทศไทยที่น่าจะมีมาก มาก มากกว่าหลายเท่า! ครับ ที่พูดนี่เดาเอาเองน่ะครับจากประสบการณ์ เพราะวันๆ ทำงานด้านนี้ ก็เจอแต่เกย์บนเฟซบุ๊ค

ในปีนี้ แฮร์ริสสำรวจคนทางอินเตอร์เน็ตจำนวน 2,412 คน อายุ 18 ขึ่้นไปที่ใช้เน็ตเป็นประจำ เริ่มสำรวจกันวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยร่วมกับสำนักตักศิลาแห่งตลาดเกย์ อย่าง Witeck-Combs Communications, Inc.

ต่อไปนี้จะเรียกเกย์และเลสเบี้ยนว่า GL นะครับ ส่วนชายหญิงทั่วไปจะใช้คำว่า Straights

ถอยไปในปี 2006 GL อ่านบล็อคราว 32% เทียบกับ Straights 26% แต่ในปีนี้ GL อ่านบล็อคเพิ่มเป็น 54% ขณะที่ Straights อ่านเพิ่มเป็น 40% และในทุกๆ ปีที่มีการสำรวจ โดยเฉลี่ยแล้ว GL จะอ่านบล็อคมากกว่า Straights ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นในทั้งสองกลุ่มนะครับ แต่กลุ่ม GL จะเพิ่มสูงกว่าอยู่เสมอ และยิ่งเป็นบล็อคเกี่ยวกับพวกเค้าโดยตรง ก็จะอ่านมากและให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ตรงนี้เอง มีการคาดเดากันว่า เพราะข่าวสารส่วนใหญ่ในกระแสหลัก ไม่ค่อยนำเสนอเรื่องของ GL อย่างหลากหลาย เว็บหรือบล็อคที่เกี่ยวกับ GL จึงเป็นที่นิยม และอ่านกันมาก ขณะที่เมื่อเทียบกับความสนใจด้านข่าวสารบ้านเมือง ยิ่งเป็นช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว กลุ่ม GL ก็สนใจข่าวสารพวกนี้เช่นเดียวกัน และจากผลสำรวจพบว่า กลุ่ม GL เข้าหาข่าวสารเรื่องบ้านเมืองสูงกว่า Straights อยู่หลายเปอร์เซ็นต์ทีเดียว โดยอ่านผ่านบล็อคและสื่อออนไลน์ต่างๆ

มาดู Social Network ในส่วนอื่นๆ บ้างนะครับ พบว่า บน Twitter มีกลุ่ม GL สนใจใช้อยู่ล้นหลาม และใช้บ่อยกว่าอีกต่างหากทั้งต่อสัปดาห์ และต่อวัน

29% ของกลุ่ม GL ใช้ Twitter ขณะที่ 15% ของกลุ่ม Straight ใช้เจ้านกสื่อสารชนิดนี้ ส่วนบน Facebook พบว่า ตัวเลขคือ 73% ในกลุ่มสำรวจที่เป็น GL ใช้ Facebook ขณะที่ 65% ของกลุ่มที่สำรวจใช้ Facebook

ส่วนบน Myspace และโซเชียลเว็บเพื่อธุรกิจอย่าง LinkedIn ก็มีผู้ใช้เป็น GL มากกว่า Straight ผลสำรวจว่าอย่างนั้น

ในด้านความบ่อยและความถี่ ก็สูงกว่าเช่นกัน บริษัททั้งสองพบว่า จาก 100 คน ในกลุ่ม GL มีเกินกว่าครึ่งคือ 55 คนบอกว่าแวะเข้าเว็บที่เป็น Social Network อย่างน้อย 1 ครั้งใน 1 วัน ส่วน 100 คนของกลุ่ม Straight จะมี 41 คนบอกว่าแวะอย่างน้อย 1 ครั้งในหนึ่งวัน

ยังมีประชากรกลุ่ม “แวะประจำ” ด้วยนะครับ ในกลุ่ม GL นั้น 3 ใน 10 คนบอกว่า ในวันหนึ่ง จะแวะไปหลายหน ซึ่งผมก็ขอสารภาพว่า ผมอยู่ในกลุ่มนี้แน่นอน ยิ่่งช่วงหลังกๆ มักจะบ่อยและถี่ โดยตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่า วันๆ แวะไปหน้าเฟซบุ๊คตัวเองกี่หน เรียกได้ว่า ถ้าไม่อ่านผ่านมือถือก็แวะไปดูว่า มีใครมาโพสต์อะไรในหน้า Wall ของเราบ้าง จะได้โต้ตอบได้ทันใจไงคุณ

คุณผู้อ่านที่สนใจผลสำรวจชิ้นนี้ ดูได้ที่ http://www.harrisinteractive.com/ หัวข้อคือ Gay and Lesbian Adults Are More Likely and More Frequent Blog Readers: Social Networks, Blog Popularity Remain High for Gay Americans over Past Three Years

แล้วทำไม GL ถึงเป็นนักท่องเว็บ และใช้เว็บอย่าง Social Network กันเยอะ?

มีหลายคนมองจากหลายมุมครับ บ้างก็ว่า เพราะคนกลุ่มนี้มีเวลาเยอะกว่าไง ขณะที่กลุ่ม Straight ที่มักจะมีครอบครัว ก็จะอุทิศเวลาสร้างครอบครัว กลุ่ม GL ที่มีแฟนและมีโอกาสในการสร้างครอบครัวน้อยกว่า อาจเพราะขาดการสนับสนุนจากสังคมโดยรวม เลยใช้เวลาทำสิ่งที่สนุกสนานอย่างท่องไปใน Social Network

ในมุมมองหนึ่งก็คือ ข้อจำกัดในสังคมส่วนรวมที่ทำให้ GL หลายคน ไม่กล้าจะเป็นตัวของตัวเอง จึงหันไปพึ่งเว็บ และต้องการจะสื่อสารติดต่อกับคนกลุ่มเดียวกัน ข่าวสารข้อมูลที่สื่อกระแสหลักมี ก็ไม่ได้ตรงกับความต้องการ เรียกว่า อยู่บนเว็บแล้วสบายใจ เป็นตัวของตัวเองได้ คุณเลยไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมถึงมี GL อยู่เยอะบนเว็บต่างๆ

ช่วงปีสองปีนี้แหละครับ การที่สังคมใจกว้างมากขึ้น การแต่งงานของคนเพศเดียวกันมีให้เห็นในข่าวบ่อยขึ้น อีกทั้งคนไทยเริ่มรู้ข้อเท็จจริงมากขึ้น นักการตลาดจะบอกว่า “ไม่รู้ว่าจะหาคอนซูเมอร์ที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยนที่ไหน” ก็ไม่ได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้มีเว็บมากมายที่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้ และยิ่งใน Facebook คุณจะเห็นการจัดตั้ง Group หรือ Fan Page โดยกลุ่ม GL มากมาย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่กด Search หาดู

ผมเชื่อว่า ถ้าจะนับ GL ในประเทศไทย วิธีการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นับด้วยโทรศัพท์มือถือ อาจจะไม่ตรงมาก เพราะบางคนใช้หลายเบอร์ แต่ก็น่านับอยู่นะครับ

ถ้าคุณต้องการคำนวณแบบคร่าวๆ ว่า มีลูกค้าของคุณเป็น GL แค่ไหน ก็ลองใช้ตัวเลข 7 หรือ 10 ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการณ์ในการตลาดเกย์ที่ใช้ในต่างประเทศมาคูณเข้าไป ก็จะได้ผลออกมา เช่น AIS มีลูกค้าในระบบอยู่ประมาณ 30 ล้านคน ถ้าคูณ 10% บริษัทนี้ก็มีลูกค้ากลุ่ม GL ราว 3 ล้านคน ขณะที่ Dtac น่าจะมีลูกค้า GL อยู่ 2 ล้านคน ห้าล้านแล้วนะคุณ
……………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์และนักเขียนอิสระ บริษัทไซเบอร์ฟิช มีเดีย ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

Professional Gay Networking

Featured


นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา Professional Gay Networking 3 ส.ค. 2010 วิทยา แสงอรุณ

จำนวนคนใช้ Facebook ทะลุไปแล้ว 500 ล้านคน และจำนวนเพื่อนที่คุณ “Add” มา หรือคุณขอแอดเค้าไปก็พุ่งพรวดๆ แทบทุกวัน

บางคนรับเพื่อนใหม่ไม่ได้อีกต่อไปแล้วตอนนี้ เพราะจำนวนเพื่อนที่รับมาก่อนหน้านี้ ตัวเลขพุ่งปรี๊ดไปเกือบ 5,000 คน ซึ่งเต็มพิกัดที่เฟซบุคตั้งไว้ พอคุณกด request ขอแอดไป ระบบก็จะตอบกลับมาว่า นายคนนี้เพื่อนเต็ม รมย์เสียเลย…หล่อนะนั่นน่ะ หลายคนด้วย….

อ้ะ แต่ถามจริงๆ เถอะคุณ คุณสามารถคุยกับเพื่อนได้ซัก 10% จาก 5 พันมั๊ยต่อวัน? คงมีน้อยมากนะที่ทำได้
แต่คุณก็แอบหวังว่า คนทั้งห้าพันจะได้เห็นสิ่งที่คุณโพสต์เก๋ๆ ไว้ในวันนั้น และตอบอะไรกลับมาบ้าง ซึ่งก็…ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ของเพื่อนคุณอีกหลายพันคนก็โพสต์บางสิ่งบางอย่างที่เก๋ๆ เหมือนกันในแต่ละวัน โพสต์กระหน่ำกันเข้าไป

ท้ายสุด เอาเข้าจริง คุณก็คุยกับคนเดิมๆ นั่นแหละในแต่ละวัน เพราะคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีเรื่องคุยที่คุณต้องการจะคุย ก็ได้แต่ทักกันไป ทักกันมา เผลอๆ อดถามตัวเองไม่ได้ว่า นี่ชั้นแอดหมอนี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ในมุมมองนี้ Facebook จึงไม่ต่างอะไรจากสนามเด็กเล่น และคุณก็มีเพื่อนวิ่งเล่นเป็นประจำอยู่จำนวนหนึ่ง หรือไม่ก็เหมือนสถานที่ผ่อนความตึงเครียด ด้วยการรีบตื่นเช้าๆ หรือกลับบ้านเร็วๆ เพื่อไปเก็บผัก บางทีก็ต้องคอยขอก้อนอิฐจากชาวบ้าน เพราะติดใจเกมอย่างฟาร์มวิลล์ ซึ่งต้องบอกว่ายังมีคนเล่นอยู่เยอะ และอีกเยอะก็เลิกคลั่งไปแล้ว

งั้นมาลองคิดกันใหม่ สมมุติว่า ถ้าคุณมีเพื่อนร่วมอาชีพหรืออยู่ในสายงานอาชีพคล้ายๆ คุณ สัก 10 หรือ 20 คนที่มีความสนใจใกล้เคียงกันกับคุณ แทบทุกคนมี “profile” และประสบการณ์ทำงานมานาน เป็น “Expert” ในจุดนั้นๆ และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

มันจะเป็นเรื่องน่าสนุกได้บ้างมั๊ย?

“LinkedIn” (อ่าน ลิ้ง-ธึ-อิน มาจาก Linked+ In) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนทำงาน และต้องการจะสร้าง
คอนเนคชั่นกับคนที่ทำงานใกล้เคียงกันในด้านธุรกิจ หาโอกาสในการค้าขาย หางาน และ ประกาศรับสมัครงาน

การทำงานของ LinkedIn ก็คล้ายๆ กับ Facebook แหละครับ แอดเพื่อนได้ รับแอดได้ แถมยัง “follow” หรือ ตามคนใน LinkedIn ได้คล้ายๆ ฟังก์ชั่นของ Twitter

ผมไม่ได้จะเอา Facebook หรือ Twitter มาเปรียบเทียบกับ Social Network ตัวนี้ แล้วบอกว่า มันดีเด่นกว่ายังไงนะครับคุณผู้อ่าน แต่จะบอกว่า สำหรับคนทำงานที่ต้องการขยายมุมมองใหม่ๆ มีคนที่คุณพูดคุยเรื่องงานโดยเฉพาะ ไม่ต้องอ่านเจอคนโพสต์เรื่องบ่นๆ ไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ เหมือนจะเรียกร้องความสนใจ อยากได้คนมาโอ๋ และตัดเรื่องบนเตียงไปได้เลย

LinkedIn จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณควรสมัครเอาไว้

ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังไม่กระจายมาทางเอเชียเท่าไหร่ น่าจะเกิน 50% เป็นคนอเมริกันที่อยู่ในอเมริกา และน่าสนใจมากก็คือ มี Groups ให้สมัครเยอะแยะมากมายเลยครับ และการโพสต์ข้อความก็ไม่ยาก

จริงๆ ใน Facebook ก็มีกระดานบอร์ดให้โพสต์แลกเปลี่ยนความเห็นเหมือนกันนะครับ เป็นปุ่มที่เรียกว่า Discussions แต่น่าแปลก ไม่ค่อยมีคนโพสต์หรืออ่านอะไร ทำอะไรในนี้เท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ไปโพสต์ไว้หน้าแรก บางครั้งก็ยากจะอ่านตามให้หมด มันไหลยาวไปหลายหน้า

สำหรับผม Facebook เป็นฟังก์ชั่นที่ใช้พูดคุยกันแลกเปลี่ยนความเห็น ที่เป็นการสื่อสารแบบ one-on-one คือ ระหว่างเพื่อนกับเจ้าของเฟซบุ๊คนั่นแหละเสียส่วนใหญ่

กลับมาที่ LinkedIn สมัครตามขั้นตอนของ LinkedIn ไปแล้ว ก็ลองมองดูตรงช่อง Search นะครับ มีการแบ่งหัวข้อให้ คุณ Search เช่น หางาน (Jobs) หาคน (People) หาคำตอบ (Answers) หรือกระทั่งหาบริษัท (Companies) เลือกตามต้องการ

ผมเริ่มต้นที่กรุ๊ปก่อน เพราะบางทีนะครับคุณผู้อ่าน ก็รู้สึกเหงาๆ เหมือนกัน รู้สึกบางทีเหมือนโดดเดี่ยวตัวคนเดียว เพื่อนคุยเล่นมีเยอะแยะมากมายครับ แต่เพื่อนคุยเรื่องงานไม่ค่อยจะมีน่ะครับ และนี่แหละ ก็คงได้เวลาหาเพื่อนนอกประเทศไว้คุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องงานบ้าง

ผมลองสมัครไปสามสี่กรุ๊ป ก็มี GLBT Professionals and Friends (คำ GLBT ย่อมาจาก gay, lesbian, bisexual, and transgender); Gay Professional Network; Gay & Lesbian Travel Forum; Out Professional และอันนี้ตั้งชื่อได้โดนใจมากๆ ครับ Gay Digital Media Mafia บางกลุ่มก็มีคนหลายร้อย บางกลุ่มก็มีคนไม่กี่สิบคน

อาสิครับ ไม่แน่ใจว่าจะยังไงต่อไป เค้าจะรับเรามั๊ย ผมก็เลยส่งข้อความไปที่คนดูแลกรุ๊ป ซึ่งจะมีชื่อให้กดส่งข้อความได้ บรรเลงเลยว่า ผมเป็นเกย์อยู่เมืองไทย ทำงานด้านมีเดีย แล้วก็อยากเข้ากลุ่มของคุณ รับผมหน่อย

คุณครับ เวลาคงจะตรงกัน อีกฝ่ายคงว่างอยู่ ผมได้รับเมลมาจากหัวหน้ากรุ๊ปเลยภายในไม่กี่นาที ตอนแรกนึกว่าเป็นพวก auto reply mail แต่จริงๆ เป็นเมลที่เค้าเขียนเองนะครับ เลยโต้ตอบเมลไปสองสามฉบับ สนุกมากครับได้คุยกับคนเก่งๆ

ลึกๆ แล้ว ก็อยากให้มีกลุ่ม Gay Professionals ของไทยมานั่งล้อมวงคุยกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานออฟฟิศ หรือคนที่เปิดกิจการตัวเอง หรือคนที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ นี่ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งของความหลากหลาย

คุณผู้อ่านที่เป็นชายหญิงทั่วไป ลองสมัคร LinkedIn ดูสิครับ งานของคุณ มุมมองของคุณอาจจะเปลี่ยนไป และไม่แน่นะครับ อาจจะได้ไอเดียเก๋ มาทำให้งานของคุณ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ไปโลด เหมือนได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารที่เข้าถึงตัวได้ง่าย คล้ายๆ ได้รู้ว่าเฮียฮ้อ-อาร์เอสรู้สึกยังไงบนทวิตเตอร์

………………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์ และนักเขียนอิสระ ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน