เวลาเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน?

Featured

นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา
วิทยา แสงอรุณ 1 กันยายน 2553

ความล้าหลัง หรือก้าวหน้าในประเด็นที่เกี่ยวกับเกย์ และเลสเบี้ยนในบ้านเมืองไหนๆ เราสามารถตรวจวัดจับชีพจรกันได้โดยดูจากการนำเสนอในสื่อมวลชน

ที่บ้านเขา

ข่าวสำคัญหน้าบันเทิงชิ้นหนึ่งเร็วๆ นี้ ก็คือ นักแสดงซีรีย์ทางทีวีชื่อดังคนหนึ่ง คุณพอร์เทีย เดอ รอสซี ยื่นคำร้องต่อศาลขอเปลี่ยนนามสกุลเป็น “ดีเจเนอเรส” ซึ่งเป็นนามสกุลของคุณเอลเลน ดีเจนเนอเรส พิธีกรสาวชื่อดัง

ทั้งสองสาวแต่งงานกันเมื่อเดือนสิงหาคม สองปีที่แล้ว

ทั่วโลกรู้จักเอลเลนดีเพราะตอนนี้เธอขึ้นแท่น “หญิงรักหญิงที่โด่งดังที่สุดในวงการบันเทิง” ถ้าคุณพอจะจำได้ คุณเอลเลน “เลิกแอบ” ว่า ตนเป็นหญิงรักหญิงผ่านตัวละครที่เธอนำแสดงในซิทคอมที่ใช้ชื่อเดียวกันกับชื่อจริงของเธอ นับว่าเป็นการ “เปิดเผยตัว” ที่เก๋ เท่ไม่เบา เมื่อหลายปีที่แล้ว เพราะแทนที่จะรับรู้กันแค่ญาติสนิท มิตรสหาย แต่วิธีการของเธอ เปิดทั้งทีต้องให้กระหึ่มสามมิติ!

ต่อมาซิทคอมของเธอเรตติ้งเริ่มแป้ก ผู้คนต่างพากันสมน้ำหน้าเธอที่อยู่ดีไม่ว่าดี พูด “ความจริง” ออกไปทำไม? ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตายบนเส้นทางอาชีพชัดๆ แต่ทีมผู้จัดซิทคอมยันว่า ละครเร่ื่องเอลเลนออกอากาศมามานานแล้ว เรตติ้งเริ่มตกลงไป ก็เป็นสามัญ อย่าไปตกอกตกใจหรือโยงใยเรื่องที่เธอ “พูดความจริง”

คุณเอลเลนหายตัวไปพักใหญ่จากวงการจอแก้ว แต่แล้ว เธอก็กลับมาอีกครั้งพร้อมรายการทอล์คโชว์ของตัวเองในชื่อเอลเลนอีก คราวนี้จะเอาอะไรมาฉุดก็หยุดเธอไม่ได้ รายการของเธอเป็นที่ถูกอกถูกใจคุณผู้ชมทั้งหลายทั้งชาย หญิง และเก้งกวาง

คนดูไม่ได้มองเธอว่าเป็นหญิงรักหญิงกำลังจัดรายการสำหรับหญิงรักหญิง แต่มองเธอว่าเป็นพิธีกรหญิงระดับแถวหน้ามากฝีมือของประเทศที่ทำรายการได้ถูกอกถูกใจผู้ชม (search keywords คำนี้ใน YouTube ของคุณ: ellen degeneres show 2010)

ส่วนคุณพอร์เทีย คู่สมรสของเธอให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตอนเริ่มดูใจและจีบกันใหม่ๆ เธอก็กลัว กลั๊วกลัวเอามากๆ ว่า คนจะรู้ว่าเธอเป็นหญิงใจรักหญิง แถมช่วงนั้นยังรับงานละครอยู่ด้วย ไม่รู้ผู้จัดและ
สปอนเซอร์จะว่าไง
เธอออกมาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า ตอนนั้นรู้สึกเกร็งและอึดอัดมากที่เริ่มรักกับอัลเลนแต่ต้องซ่อนความจริงข้อนี้ ไม่ให้ใครๆ รู้

ที่บ้านเรา

ข่าวใหญ่เร็วๆ นี้ที่ได้รับการตีพิมพ์ไล่เลี่ยกันกับข่าวของพอร์เทีย-เอเลน ก็คือข่าวของ “ป๋า” ป๋าต็อบ-ปีใหม่ หลังจากประกาศใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน และฮันนี่มูน กันไม่ทันไร ก็มีข่าวเลิกรากันเสียแล้ว (และอีกไม่นานก็มีข่าวกลับมาคืนดีกัน)

ตอนประกาศเลิกกัน หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวข่าวว่า “ฉิ่งแตก ป๋าต๊อบเลิกปีใหม่แล้ว” ก่อนหน้านี้ก็มีคำ เรียกคู่รักต่างวัยนี้ว่า “คู่รักฉิ่งฉับ”

ความชัดเจนของ “ป๋าต๊อบ” มีอยู่แล้ว เพราะเธอแสดงออกและยอมรับว่า เป็น “ทอม” และเป็นทอมที่มีความเป็นสุภาพบุรุษสูง ไม่ออกมาด่าคู่รักของเธอเสียๆ หายๆ

สังคมส่วนใหญ่เคยชินกับภาพ การกระทำ และความคิดของคุณต๊อบ เพราะเธอเป็นทอมที่ไม่ได้ท้าทายใคร ไม่ได้ท้าทายสังคม ไม่ได้ทำคน “กลัว” และรู้สึกอยากต่อต้าน ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เธอได้รับการยอมรับ แต่เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า ที่สำคัญส่วนหนึ่งก็คือ เธอมีภาพลักษณ์เป็นมิตรกับทุกๆ คน

ส่วนน้องปีใหม่วัยอ่อนกว่าหลายปี ด้วยวััยที่ห่างกันมากและไม่มีตัวชี้วัดใดๆ จะมาบ่งบอกว่า เธอเป็นหญิงรักหญิงของแท้ ผู้คนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า ที่เธอเดินควงป๋าต๊อบปริญญาซึ่งแก่กว่าเธอมากมาย และยอมประกาศจะอยู่กินฉันท์สามีภรรยากันด้วย เพราะเธอมีความสุขกับอย่างอื่นมากกว่าตัวป๋าต๊อบ จริงหรือไม่ เรื่องนี้ยังเป็นข้อกังขาแก่สายตาสาธารณชนอยู่?

แต่ลึกๆ แล้ว สังคมก็ยังมองความรักของทั้งคู่ด้วยสายตาที่แปลกๆ เพราะไม่เชื่อว่า คนเพศเดียวกันจะรักกันได้ และจะมีรักแท้ให้แก่กัน (คงต้องแสดงตัวกันบ่อยๆ นะ คู่รัก)

คนที่อ่านข่าวสองข่าวนี้ ทั้งข่าวบ้านเขา และข่าวบ้านเรา อาจจะบอกได้ว่า ที่นักข่าวหรือคนพาดหัวข่าวนำเสนอเรื่องราวของเอลเลนและพอร์เทียแบบเบาๆ ก็เพราะเนื้อเรื่อง “มันเบาๆ” ก็นี่แค่เรื่องขอเปลี่ยนนามสกุล ก็เท่านั้น

แต่ข่าวของป๋าต๊อบ มีมูลค่า “ความน่าสนใจ” สูงกว่าเพราะเป็นคนดังที่เป็นข่าวมาตลอด แสดงภาพรักดูดดื่มกันตลอด แต่สุดท้ายไปไม่รอด

การเลือกใช้คำอย่าง “ฉิ่งฉับ” หรือ “ตีฉิ่ง” สะท้อนให้เห็นถึง อคติทางเพศของผู้เขียน และความไม่ “สมประกอบ” ของผู้ทำงานในสื่อสารมวลชนที่ไม่ก้าวไปให้ทันโลกอย่างเห็นได้ชัด สื่อที่ไม่ทำตัวเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ยังคง “เกาะกระแส” ความรู้สึกลบๆ ในใจคนอยู่่ร่ำไป โดยคิดเหมาเอาเองว่า คำว่า ฉิ่งฉับหรือตีฉิ่งเป็นคำที่ยอมรับกันได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกเบื้องหลังการศึกษา

ผมอยากจะเห็นข่าวแบบนี้มากกว่า อีกข่าวหนึ่ง

“สองดาราหนุ่ม ประกาศได้ลูกแฝดจากการอุ้มบุญ”

และในเนื้อเรื่องของข่าว ก็ไม่ได้พุ่งเป้าสนใจไปตั้งคำถามที่ว่า ไอ้สองคนนี้ มันรักกัน อยู่ด้วยกันได้ยังไง (วะ)? แต่พูดถึงการเตรียมตัวเป็นพ่อคนของทั้งสองคนที่กำลังจะมีลูกแฝด ที่ยกมานี้เป็นข่าวที่เกิดขึ้นจริง และหน้าบันเทิงบ้านเขา ก็ไม่ได้มีการใส่สีสันหรือใช้คำ ที่หากแปลเป็นไทยในการพาดหัวเรื่องนี้ในแบบบ้านเรา ก็คือ

“คู่รักป่าเดียวกัน กำลังจะได้ลูกแฝด”

ผมคิดว่า สื่อมวลชนไม่ต้องอ้างไปว่า คำเหล่านี้ หรือวิธีคิดแบบนี้ (ในแง่ลบ) เป็นภาพสะท้อนของสังคมในยุคปัจจุบัน เลยต้องพาดหัวหรือเขียนตามๆ เพื่อดึงสายตา และความสนใจของคนอ่าน

ก็ในเมื่อสังคม มีอคติทางเพศอยู่แล้ว หน้าที่ของสื่อที่ดีไม่ควรไปตอกย้ำ หรือทำร้ายเพิ่มเติมขึ้นไปอีก แต่ควรเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้ประชาชนได้คิด และได้ให้ประชาชนสามารถลดอคติทางเพศลง นี่แหละการศึกษาเรื่องเพศที่เกี่ยวกับทุกคนอย่างสร้างสรรค์

………………………………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์ และนักเขียนอิสระ ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

เกย์+เลสฯ ใช้ Facebook, Twitter, Blogs, etc. มากกว่าช.ญ.ทั่วไป

Featured

นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา เกย์+เลสฯ ใช้ Facebook, Twitter, Blogs, etc. มากกว่าช.ญ.ทั่วไป

เป็นผลสำรวจที่อเมริกาล่าสุด ทำมาแล้วหลายปีโดยบริษัทวิจัยชื่อดัง Harris Interactive ซึ่งผมคิดว่า ไม่น่าจะแตกต่างจากที่อื่นๆ เท่าไหร่ ยกเว้นประเทศไทยที่น่าจะมีมาก มาก มากกว่าหลายเท่า! ครับ ที่พูดนี่เดาเอาเองน่ะครับจากประสบการณ์ เพราะวันๆ ทำงานด้านนี้ ก็เจอแต่เกย์บนเฟซบุ๊ค

ในปีนี้ แฮร์ริสสำรวจคนทางอินเตอร์เน็ตจำนวน 2,412 คน อายุ 18 ขึ่้นไปที่ใช้เน็ตเป็นประจำ เริ่มสำรวจกันวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยร่วมกับสำนักตักศิลาแห่งตลาดเกย์ อย่าง Witeck-Combs Communications, Inc.

ต่อไปนี้จะเรียกเกย์และเลสเบี้ยนว่า GL นะครับ ส่วนชายหญิงทั่วไปจะใช้คำว่า Straights

ถอยไปในปี 2006 GL อ่านบล็อคราว 32% เทียบกับ Straights 26% แต่ในปีนี้ GL อ่านบล็อคเพิ่มเป็น 54% ขณะที่ Straights อ่านเพิ่มเป็น 40% และในทุกๆ ปีที่มีการสำรวจ โดยเฉลี่ยแล้ว GL จะอ่านบล็อคมากกว่า Straights ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นในทั้งสองกลุ่มนะครับ แต่กลุ่ม GL จะเพิ่มสูงกว่าอยู่เสมอ และยิ่งเป็นบล็อคเกี่ยวกับพวกเค้าโดยตรง ก็จะอ่านมากและให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ตรงนี้เอง มีการคาดเดากันว่า เพราะข่าวสารส่วนใหญ่ในกระแสหลัก ไม่ค่อยนำเสนอเรื่องของ GL อย่างหลากหลาย เว็บหรือบล็อคที่เกี่ยวกับ GL จึงเป็นที่นิยม และอ่านกันมาก ขณะที่เมื่อเทียบกับความสนใจด้านข่าวสารบ้านเมือง ยิ่งเป็นช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว กลุ่ม GL ก็สนใจข่าวสารพวกนี้เช่นเดียวกัน และจากผลสำรวจพบว่า กลุ่ม GL เข้าหาข่าวสารเรื่องบ้านเมืองสูงกว่า Straights อยู่หลายเปอร์เซ็นต์ทีเดียว โดยอ่านผ่านบล็อคและสื่อออนไลน์ต่างๆ

มาดู Social Network ในส่วนอื่นๆ บ้างนะครับ พบว่า บน Twitter มีกลุ่ม GL สนใจใช้อยู่ล้นหลาม และใช้บ่อยกว่าอีกต่างหากทั้งต่อสัปดาห์ และต่อวัน

29% ของกลุ่ม GL ใช้ Twitter ขณะที่ 15% ของกลุ่ม Straight ใช้เจ้านกสื่อสารชนิดนี้ ส่วนบน Facebook พบว่า ตัวเลขคือ 73% ในกลุ่มสำรวจที่เป็น GL ใช้ Facebook ขณะที่ 65% ของกลุ่มที่สำรวจใช้ Facebook

ส่วนบน Myspace และโซเชียลเว็บเพื่อธุรกิจอย่าง LinkedIn ก็มีผู้ใช้เป็น GL มากกว่า Straight ผลสำรวจว่าอย่างนั้น

ในด้านความบ่อยและความถี่ ก็สูงกว่าเช่นกัน บริษัททั้งสองพบว่า จาก 100 คน ในกลุ่ม GL มีเกินกว่าครึ่งคือ 55 คนบอกว่าแวะเข้าเว็บที่เป็น Social Network อย่างน้อย 1 ครั้งใน 1 วัน ส่วน 100 คนของกลุ่ม Straight จะมี 41 คนบอกว่าแวะอย่างน้อย 1 ครั้งในหนึ่งวัน

ยังมีประชากรกลุ่ม “แวะประจำ” ด้วยนะครับ ในกลุ่ม GL นั้น 3 ใน 10 คนบอกว่า ในวันหนึ่ง จะแวะไปหลายหน ซึ่งผมก็ขอสารภาพว่า ผมอยู่ในกลุ่มนี้แน่นอน ยิ่่งช่วงหลังกๆ มักจะบ่อยและถี่ โดยตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่า วันๆ แวะไปหน้าเฟซบุ๊คตัวเองกี่หน เรียกได้ว่า ถ้าไม่อ่านผ่านมือถือก็แวะไปดูว่า มีใครมาโพสต์อะไรในหน้า Wall ของเราบ้าง จะได้โต้ตอบได้ทันใจไงคุณ

คุณผู้อ่านที่สนใจผลสำรวจชิ้นนี้ ดูได้ที่ http://www.harrisinteractive.com/ หัวข้อคือ Gay and Lesbian Adults Are More Likely and More Frequent Blog Readers: Social Networks, Blog Popularity Remain High for Gay Americans over Past Three Years

แล้วทำไม GL ถึงเป็นนักท่องเว็บ และใช้เว็บอย่าง Social Network กันเยอะ?

มีหลายคนมองจากหลายมุมครับ บ้างก็ว่า เพราะคนกลุ่มนี้มีเวลาเยอะกว่าไง ขณะที่กลุ่ม Straight ที่มักจะมีครอบครัว ก็จะอุทิศเวลาสร้างครอบครัว กลุ่ม GL ที่มีแฟนและมีโอกาสในการสร้างครอบครัวน้อยกว่า อาจเพราะขาดการสนับสนุนจากสังคมโดยรวม เลยใช้เวลาทำสิ่งที่สนุกสนานอย่างท่องไปใน Social Network

ในมุมมองหนึ่งก็คือ ข้อจำกัดในสังคมส่วนรวมที่ทำให้ GL หลายคน ไม่กล้าจะเป็นตัวของตัวเอง จึงหันไปพึ่งเว็บ และต้องการจะสื่อสารติดต่อกับคนกลุ่มเดียวกัน ข่าวสารข้อมูลที่สื่อกระแสหลักมี ก็ไม่ได้ตรงกับความต้องการ เรียกว่า อยู่บนเว็บแล้วสบายใจ เป็นตัวของตัวเองได้ คุณเลยไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมถึงมี GL อยู่เยอะบนเว็บต่างๆ

ช่วงปีสองปีนี้แหละครับ การที่สังคมใจกว้างมากขึ้น การแต่งงานของคนเพศเดียวกันมีให้เห็นในข่าวบ่อยขึ้น อีกทั้งคนไทยเริ่มรู้ข้อเท็จจริงมากขึ้น นักการตลาดจะบอกว่า “ไม่รู้ว่าจะหาคอนซูเมอร์ที่เป็นเกย์และเลสเบี้ยนที่ไหน” ก็ไม่ได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้มีเว็บมากมายที่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้ และยิ่งใน Facebook คุณจะเห็นการจัดตั้ง Group หรือ Fan Page โดยกลุ่ม GL มากมาย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่กด Search หาดู

ผมเชื่อว่า ถ้าจะนับ GL ในประเทศไทย วิธีการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นับด้วยโทรศัพท์มือถือ อาจจะไม่ตรงมาก เพราะบางคนใช้หลายเบอร์ แต่ก็น่านับอยู่นะครับ

ถ้าคุณต้องการคำนวณแบบคร่าวๆ ว่า มีลูกค้าของคุณเป็น GL แค่ไหน ก็ลองใช้ตัวเลข 7 หรือ 10 ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการณ์ในการตลาดเกย์ที่ใช้ในต่างประเทศมาคูณเข้าไป ก็จะได้ผลออกมา เช่น AIS มีลูกค้าในระบบอยู่ประมาณ 30 ล้านคน ถ้าคูณ 10% บริษัทนี้ก็มีลูกค้ากลุ่ม GL ราว 3 ล้านคน ขณะที่ Dtac น่าจะมีลูกค้า GL อยู่ 2 ล้านคน ห้าล้านแล้วนะคุณ
……………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์และนักเขียนอิสระ บริษัทไซเบอร์ฟิช มีเดีย ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

Professional Gay Networking

Featured


นสพ. กรุงเทพธุรกิจ หน้าม่านมายา Professional Gay Networking 3 ส.ค. 2010 วิทยา แสงอรุณ

จำนวนคนใช้ Facebook ทะลุไปแล้ว 500 ล้านคน และจำนวนเพื่อนที่คุณ “Add” มา หรือคุณขอแอดเค้าไปก็พุ่งพรวดๆ แทบทุกวัน

บางคนรับเพื่อนใหม่ไม่ได้อีกต่อไปแล้วตอนนี้ เพราะจำนวนเพื่อนที่รับมาก่อนหน้านี้ ตัวเลขพุ่งปรี๊ดไปเกือบ 5,000 คน ซึ่งเต็มพิกัดที่เฟซบุคตั้งไว้ พอคุณกด request ขอแอดไป ระบบก็จะตอบกลับมาว่า นายคนนี้เพื่อนเต็ม รมย์เสียเลย…หล่อนะนั่นน่ะ หลายคนด้วย….

อ้ะ แต่ถามจริงๆ เถอะคุณ คุณสามารถคุยกับเพื่อนได้ซัก 10% จาก 5 พันมั๊ยต่อวัน? คงมีน้อยมากนะที่ทำได้
แต่คุณก็แอบหวังว่า คนทั้งห้าพันจะได้เห็นสิ่งที่คุณโพสต์เก๋ๆ ไว้ในวันนั้น และตอบอะไรกลับมาบ้าง ซึ่งก็…ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ของเพื่อนคุณอีกหลายพันคนก็โพสต์บางสิ่งบางอย่างที่เก๋ๆ เหมือนกันในแต่ละวัน โพสต์กระหน่ำกันเข้าไป

ท้ายสุด เอาเข้าจริง คุณก็คุยกับคนเดิมๆ นั่นแหละในแต่ละวัน เพราะคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีเรื่องคุยที่คุณต้องการจะคุย ก็ได้แต่ทักกันไป ทักกันมา เผลอๆ อดถามตัวเองไม่ได้ว่า นี่ชั้นแอดหมอนี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ในมุมมองนี้ Facebook จึงไม่ต่างอะไรจากสนามเด็กเล่น และคุณก็มีเพื่อนวิ่งเล่นเป็นประจำอยู่จำนวนหนึ่ง หรือไม่ก็เหมือนสถานที่ผ่อนความตึงเครียด ด้วยการรีบตื่นเช้าๆ หรือกลับบ้านเร็วๆ เพื่อไปเก็บผัก บางทีก็ต้องคอยขอก้อนอิฐจากชาวบ้าน เพราะติดใจเกมอย่างฟาร์มวิลล์ ซึ่งต้องบอกว่ายังมีคนเล่นอยู่เยอะ และอีกเยอะก็เลิกคลั่งไปแล้ว

งั้นมาลองคิดกันใหม่ สมมุติว่า ถ้าคุณมีเพื่อนร่วมอาชีพหรืออยู่ในสายงานอาชีพคล้ายๆ คุณ สัก 10 หรือ 20 คนที่มีความสนใจใกล้เคียงกันกับคุณ แทบทุกคนมี “profile” และประสบการณ์ทำงานมานาน เป็น “Expert” ในจุดนั้นๆ และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

มันจะเป็นเรื่องน่าสนุกได้บ้างมั๊ย?

“LinkedIn” (อ่าน ลิ้ง-ธึ-อิน มาจาก Linked+ In) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนทำงาน และต้องการจะสร้าง
คอนเนคชั่นกับคนที่ทำงานใกล้เคียงกันในด้านธุรกิจ หาโอกาสในการค้าขาย หางาน และ ประกาศรับสมัครงาน

การทำงานของ LinkedIn ก็คล้ายๆ กับ Facebook แหละครับ แอดเพื่อนได้ รับแอดได้ แถมยัง “follow” หรือ ตามคนใน LinkedIn ได้คล้ายๆ ฟังก์ชั่นของ Twitter

ผมไม่ได้จะเอา Facebook หรือ Twitter มาเปรียบเทียบกับ Social Network ตัวนี้ แล้วบอกว่า มันดีเด่นกว่ายังไงนะครับคุณผู้อ่าน แต่จะบอกว่า สำหรับคนทำงานที่ต้องการขยายมุมมองใหม่ๆ มีคนที่คุณพูดคุยเรื่องงานโดยเฉพาะ ไม่ต้องอ่านเจอคนโพสต์เรื่องบ่นๆ ไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ เหมือนจะเรียกร้องความสนใจ อยากได้คนมาโอ๋ และตัดเรื่องบนเตียงไปได้เลย

LinkedIn จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณควรสมัครเอาไว้

ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังไม่กระจายมาทางเอเชียเท่าไหร่ น่าจะเกิน 50% เป็นคนอเมริกันที่อยู่ในอเมริกา และน่าสนใจมากก็คือ มี Groups ให้สมัครเยอะแยะมากมายเลยครับ และการโพสต์ข้อความก็ไม่ยาก

จริงๆ ใน Facebook ก็มีกระดานบอร์ดให้โพสต์แลกเปลี่ยนความเห็นเหมือนกันนะครับ เป็นปุ่มที่เรียกว่า Discussions แต่น่าแปลก ไม่ค่อยมีคนโพสต์หรืออ่านอะไร ทำอะไรในนี้เท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ไปโพสต์ไว้หน้าแรก บางครั้งก็ยากจะอ่านตามให้หมด มันไหลยาวไปหลายหน้า

สำหรับผม Facebook เป็นฟังก์ชั่นที่ใช้พูดคุยกันแลกเปลี่ยนความเห็น ที่เป็นการสื่อสารแบบ one-on-one คือ ระหว่างเพื่อนกับเจ้าของเฟซบุ๊คนั่นแหละเสียส่วนใหญ่

กลับมาที่ LinkedIn สมัครตามขั้นตอนของ LinkedIn ไปแล้ว ก็ลองมองดูตรงช่อง Search นะครับ มีการแบ่งหัวข้อให้ คุณ Search เช่น หางาน (Jobs) หาคน (People) หาคำตอบ (Answers) หรือกระทั่งหาบริษัท (Companies) เลือกตามต้องการ

ผมเริ่มต้นที่กรุ๊ปก่อน เพราะบางทีนะครับคุณผู้อ่าน ก็รู้สึกเหงาๆ เหมือนกัน รู้สึกบางทีเหมือนโดดเดี่ยวตัวคนเดียว เพื่อนคุยเล่นมีเยอะแยะมากมายครับ แต่เพื่อนคุยเรื่องงานไม่ค่อยจะมีน่ะครับ และนี่แหละ ก็คงได้เวลาหาเพื่อนนอกประเทศไว้คุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องงานบ้าง

ผมลองสมัครไปสามสี่กรุ๊ป ก็มี GLBT Professionals and Friends (คำ GLBT ย่อมาจาก gay, lesbian, bisexual, and transgender); Gay Professional Network; Gay & Lesbian Travel Forum; Out Professional และอันนี้ตั้งชื่อได้โดนใจมากๆ ครับ Gay Digital Media Mafia บางกลุ่มก็มีคนหลายร้อย บางกลุ่มก็มีคนไม่กี่สิบคน

อาสิครับ ไม่แน่ใจว่าจะยังไงต่อไป เค้าจะรับเรามั๊ย ผมก็เลยส่งข้อความไปที่คนดูแลกรุ๊ป ซึ่งจะมีชื่อให้กดส่งข้อความได้ บรรเลงเลยว่า ผมเป็นเกย์อยู่เมืองไทย ทำงานด้านมีเดีย แล้วก็อยากเข้ากลุ่มของคุณ รับผมหน่อย

คุณครับ เวลาคงจะตรงกัน อีกฝ่ายคงว่างอยู่ ผมได้รับเมลมาจากหัวหน้ากรุ๊ปเลยภายในไม่กี่นาที ตอนแรกนึกว่าเป็นพวก auto reply mail แต่จริงๆ เป็นเมลที่เค้าเขียนเองนะครับ เลยโต้ตอบเมลไปสองสามฉบับ สนุกมากครับได้คุยกับคนเก่งๆ

ลึกๆ แล้ว ก็อยากให้มีกลุ่ม Gay Professionals ของไทยมานั่งล้อมวงคุยกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานออฟฟิศ หรือคนที่เปิดกิจการตัวเอง หรือคนที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ นี่ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งของความหลากหลาย

คุณผู้อ่านที่เป็นชายหญิงทั่วไป ลองสมัคร LinkedIn ดูสิครับ งานของคุณ มุมมองของคุณอาจจะเปลี่ยนไป และไม่แน่นะครับ อาจจะได้ไอเดียเก๋ มาทำให้งานของคุณ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ไปโลด เหมือนได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารที่เข้าถึงตัวได้ง่าย คล้ายๆ ได้รู้ว่าเฮียฮ้อ-อาร์เอสรู้สึกยังไงบนทวิตเตอร์

………………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์ และนักเขียนอิสระ ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas และรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM102 วันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน

พวกเขาคือ เกย์ “นอกกระแส”

Featured

หน้าม่านมายา พวกเขาคือ เกย์ “นอกกระแส” 20 ก.ค. 2010 วิทยา แสงอรุณ

เดินตามห้าง เข้าฟิตเนส ไปเสม็ด (โดยเฉพาะวันหยุดยาว) ไปโรงหนัง เล่นเฟซบุค ฯ แหมคุณ เดี๋ยวนี้เจอแต่เกย์เต็มไปหมด คุณผู้อ่านคงถามอย่างนั้น เอ่อ คุณครับ นั่นน่ะยังน้อยไป มีอีกเยอะที่คุณ “มองไม่เห็น” และผมก้อ “มองไม่เห็น”

อ้าว ก็ไหนว่า “ผีเห็นผี” ไง แล้วไหงผมมองไม่เห็น? เจอคำถามแบบนี้เข้าให้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะตอบแบบสุภาพๆ ว่า ผีตาถั่วก็มี แต่ตอนนี้ ผมขอตอบแบบอย่าได้แคร์ว่า “ผีขั้นเทพน่ะคุณ” ไม่มีทางรู้ ไม่มีทางดู ยังไงๆ ก็ไม่เห็น!

ฟังเรื่องนี้ก่อน

น้องช. อายุยี่สิบปลายๆ รู้ตัวมานานแล้วว่าชอบผู้ชายเหมือนกัน ไม่ได้รังเกียจตัวเอง ไม่ได้มองตัวเองในแง่ลบ แต่น้องช. ก็ไม่สามารถเปิดเผยความรู้สึกลึกๆ เช่นนี้ให้ใครฟัง ยกเว้น

วันหนึ่งน้องช. ได้รับรู้มาว่า มีซาวน่าแห่งหนึ่งใกล้ๆ บ้าน ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยไปนุ่งผ้าขนหนู แล้วเดินตามหาใครๆ ไปในที่มืดๆ เลยซักครั้ง แต่ด้วยความอยากรู้ และความเหงาเกินบรรยาย น้องช. ต้องศึกษาหาองค์ความรู้ จึงพาตัวเองไปเดินเล่นในสถานที่ส่วนตัวแห่งนั้น หัวใจตุ๊มๆ ต่อมๆ

เดินไปเดินมา คงเป็นคราวซวย น้องช. ดันไปเหยียบ (ขออภัยนะครับ ไม่ตั้งใจหยาบคาย หรือรู้สึกแหวะ แต่ถ้าคุณจะแหวะ รออีกนิด) ดันไปเหยียบของเหลวที่ถูกทิ้งไว้บนพื้น เขาตกใจสุดขีด และคิดทันทีว่า ตัวเองคงจะติดเชื้อเอชไอวี เข้าให้แล้ว รีบรุดไปหาหมอให้ตรวจเลือด

คุณๆ บางคนก็คงรู้ว่า ไม่มีทางติดหรอก เหยียบอย่างนั้น เพราะการติดเชื้ออยู่ที่ปริมาณและช่องทางการติด
แบบที่ช. เจอ ไม่มีทางติด ถึงแม้เท้าจะเป็นแผลในเวลานั้น ก็ต้องเป็นแผลเหวอะมาก และสิ่งที่เป็นของเหลวต้องมีปริมาณพอควร โธ่คุณโดนอากาศแป๊บ น้องเอสก็ตายเรียบแล้ว

ดังนั้นโอกาสเสี่ยงต่อชีวิตในกรณีนี้ก็น้อยมาก ยกเว้นไปเจอปริมาณมาก เหยียบแล้วลื่น ตกบันได หัวร้างข้างแตก นั่นน่ะเสี่ยง ถึงแก่ชีวิตเชียวนะคุณ

ส่วนอีกคน นายป. เป็นผู้ฟังรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men FM 102 ทุกคืนวันอาทิตย์นั่นแหละ (โฆษณาแฝงนิดนึง) ตอนสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน (เอาให้ครบ) สอบถามมาว่า พี่ครับ ผมไม่เคยเที่ยวกลางคืนเลย บาร์เกย์ นี่มัน…เป็นยังไงล่ะครับ

และวันก่อน ผมเจอชายเกย์รูปงามคนหนึ่ง เขาเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยคบผู้หญิงมาก่อน และมารู้ตัวว่า ตัวเองชอบผู้ชายก็ตอนเลขสามกว่าแล้ว เพื่อนผู้หญิงคนนั้น ก็เป็นเพื่อนกันไป เป็นมากกว่านั้นไม่ได้ แต่เรื่องของเรื่องก็คือ ตอนนี้ เขาเหงามาก ไม่มีเพื่อนเป็นเกย์เลย เพราะมารู้สึกตัวว่า ตัวเองชอบอะไร เพื่อนๆ ที่คบกันมา เค้าก็ไม่มารับรู้อะไรด้วยแล้ว เพราะต่างพากันแต่งงาน มีลูก ส่วนตัวเอง ทุกวันนี้รู้สึกเหงามาก ไม่รู้จะไปหาเพื่อนที่ไหน ไม่รู้จะเริ่มต้นผูกมิตรกับใคร ทำแต่งาน

อีกคน เป็นคุณผู้ฟังเหมือนกัน บอกมาว่า พี่ครับ ผมฟังรายการพี่ๆ อยู่ตั้งนาน กว่าจะเข้าใจว่า เก้งกวาง หมายถึงอะไร (หมายถึงเกย์น่ะคุณ เก้ง ก็เกย์ทำหน้าที่รุกบนเตียง กวางก็ทำหน้าที่ฝ่ายรับ) และหลังจากฟังเค้าคนนี้ ผมก็เพิ่งรู้ตัวว่า ยังมีคำศัพท์อื่นๆ อีกมากมายที่พวกผม เข้าใจไปเองว่า คนฟังเข้าใจ แต่จริงๆ เค้าไม่เข้าใจ

คนเหล่านี้ล่ะครับ ผมขอเรียกว่า เกย์นอกกระแส

พวกเขาคือ คนธรรมดาทั่วไป คุณไม่มีทางพบเค้าที่สีลมซอยสอง ผับย่านอตก หลังสวน รัชดา ลำสาลี หรือถ้าคุณเป็นเก้ง กวาง คุณก็ไม่มีทางเจอเกย์นอกกระแสที่ซาวน่า สปา บาร์นวดใดๆ เพราะพวกเค้า “ไม่เคยไป”

ที่ไม่เคยไป ไม่ใช่เพราะเป็นคนไม่ทันสมัย หรือไม่ใส่ใจเรื่องรอบตัว แต่เป็นเพราะ ไม่กล้า ไม่รู้จะทำตัวยังไง ไม่มีเพื่อนไป ไม่แน่ใจว่าไปแล้ว จะเจอคนรู้จัก (ประเด็นนี้คือ เก้งกวางนอกกระแสที่ยังแอบๆ อยู่) และสุดท้าย คนเหล่านี้ คิดว่า พวกเขาไม่สามารถเข้ากับคนอื่นๆ ได้ เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเกย์เลย!

ตอนแรก ผมคิดว่าจะตั้งชื่อบทความตอนนี้ว่า “เกย์นอกโลก” แต่คิด ๆ ดูแล้ว ไม่น่าจะเหมาะ เพราะจะไปสร้างความแตกแยกและไม่ปรองดองสามัคคีในหมู่คนไทย

ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ “เกย์นอกกระแส” ไม่ใช่คนแก่ๆ อายุเกินสามสิบ แต่ผมเจอทุกช่วงอายุ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเรื่อยมาจนถึงอายุห้าสิบ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ คนกลุ่มนี้มีเยอะมาก และอาจจะมากกว่า “เกย์ในกระแส” เสียอีก!!!!

ยังไม่มีอะไรมาพิสูจน์ยืนยันนะครับ แต่เป็นเรื่องที่นักวิจัยน่าจะนำมาวิเคราะห์ทำเป็นการศึกษาเรื่องประชากรเกย์ศาสตร์ในประเทศไทยเสียเลย

คุณผู้อ่านครับ ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่า ถ้าผมให้ข้อมูลมากๆ กับเกย์นอกกระแส แล้วพวกเค้ากลายเป็นเกย์ในกระแส จะส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตของพวกเขามั๊ย เพราะการเป็นเกย์นอกกระแส ก็เป็นสีสัน และสร้างความหลากหลายอย่างหนึ่ง เหมือนโลกนี้ที่มีความหลากหลายทางเพศ นั่นไง

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมแน่ใจก็คือ ถ้าคุณได้เจอเกย์นอกกระแสที่แลดูไม่ประสีประสา ยิ่งหน้าตาบ๊องแบ๊ว คุณจะอดใจเอ็นดูพวกเค้าไม่ได้ จริงๆ

­………………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นโปรดิวเซอร์ และนักเขียนอิสระ ปัจจุบันผลิตรายการ Pink Mango ทาง Mango Channel ทุกคืนวันเสาร์ ห้าทุ่มครึ่ง www.facebook.com/vitayas

ามว่า เดี๋ยวนี้ทำไมเกย์เยอะจัง ถ้าเป็นผมเจอคำถามแบบนี้ ผมก็มักจะตอลว่า คุณครับผมอยากจะ

วัยรุ่น ถุง เซ็กส์

Featured

หน้าม่านมายา 6 ก.ค. 2553: วัยรุ่น ถุง เซ็กส์
วิทยา แสงอรุณ

วันก่อน มีคนชวนไปนั่งฟังการคัดเลือกเอเยนซีที่มาแข่งขันชิงงานโครงการสร้างสื่อเพื่อลดการติดเชื้่อเอช ไอ วี ในหมู่วัยรุ่น มูลค่าโครงการเกือบห้าสิบล้านบาท ฟังเอเยนซีพรีเซ้นท์เพลินๆ อยู่ๆ ก็มีตัวแทนจากบริษัทหนึ่งถามโพล่งขึ้นมากลางห้องประชุม

“ในที่นี้ มีใครพกถุงยางมั่งคะ”

จำได้ว่าตอนนั้นไม่ได้ง่วง เผลอหลับ หรือแอบเล่นบีบี พอได้ยินดังนั้น และเพื่อการมีส่วนร่วมที่ดี ผมก็ยกมือขึ้นทันที โช๊ะ! ได้เรื่อง! มองไปรอบๆ ห้อง ไหงมีตูคนเดียว (ฟะ)??!??? วาบสิครับ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง นอยด์ก็ตามมา

‘เอ๊ะ นี่คนอื่นๆ เค้าจะคิดว่าเรา ‘สำส่อน’ หรือเปล่า?”

สองสามวันต่อมา พอนั่งคิดๆ ดู สมมุติเป็นเด็กนักเรียนชายวัยรุ่นถูกค้นพบว่าพกถุงติดตัว หรือถ้าเป็นนักเรียนหญิงวัยรุ่นมีถุงยางในกระเป๋านักเรียนล่ะ? แล้วน้องๆ จะทำหน้ายังไง แล้วถ้าผู้ค้นพบเป็นครู หรือเป็นผู้ปกครองล่ะ? ว่าแต่ว่า…แล้ววันนั้นคณะกรรมการท่านอื่นๆ เค้าจะคิดยังไงกับชั้น?

เอาเถอะครับ ได้แต่บอกตัวเองว่า…อย่าได้แคร์!

คุณผู้อ่านคงจำได้กับแคมเปญฮาๆ แต่โดนจุดที่สุดได้ นั่นคือ ผลงานของกองทุนโลกและกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้สโลแกนว่า “ยืดอกพกถุง” (เอเยนซี: ลีโลเบอร์เนทท์) เป็นซีรียส์เรื่องราวเกี่ยวกับวัยรุ่นที่เกิดอาการ “นอยด์” เวลาไปซื้อถุงยางอนามัยที่ร้านสะดวกซื้อ คิดไปต่างๆ นานาว่า กำลังมีคนจับตามองอยู่ รู้สึกอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี นี่ถ้ามีคนรู้…แต่จริงๆ แล้ว คนขาย หรือคนในร้านก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอก

ตอนที่แคมเปญนี้ออกมา กระแสตอบรับแรงดีมาก ได้รับทั้งเสียงเชียร์และเสียงด่ามาพร้อมกัน แต่ต้องถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะยิ่งด่าก็ยิ่งดัง และคุณๆ อาจสังเกตได้ว่า คนด่าส่วนใหญ่ไม่ใช่วัยรุ่น แต่เป็นผู้ใหญ่

ต้องถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทยที่เราหยิบยกเรื่องการพกถุงยางให้ประชาชนได้รับรู้ในพื่นที่สาธารณะ ถึงแม้กระแสในตอนนี้จะแผ่วลงไปบ้าง หรือไม่ได้ทำให้วัยรุ่นรู้สึกอยากจะยืดอกพกถุงกันทันทีทันใด แต่ถือว่า มีคน“จุดประกาย” ให้แล้ว
และต่อไปนี้ การพูดเร่ื่องเพศน่าจะมีช่องทางมากขึ้น และผู้ชมไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่น่าให้โอกาสตัวเอง “สำรวจ” ดูว่า คุณรู้จักตัวเองในเรื่องเพศ หรือความรู้สึกของตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ผมไม่แน่ใจว่า มีการสำรวจความเข้าใจเรื่องเพศในหมู่ผู้ปกครอง ครู และ “ผู้ใหญ่” แบบครอบคลุมทุกด้านมาก่อนหรือเปล่า ก่อนนี้ เรามักจะบอกว่า พ่อแม่และครูเป็นบุคคลสำคัญในการให้ความรู้เรื่องเพศแก่วัยรุ่น ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นในทางปฏิบัติ เพราะพ่อแม่มักจะนิยม “ห้าม” และ “สั่ง” และเหนือสิ่งอื่นใด “ไม่รู้จริง”

ดังนั้น เราคงจะบอกให้วัยรุ่นภูมิใจ “ยืดอก แล้วพกถุงซะ​” คงไม่ได้ แต่ต้องโละระบบการเรียนการสอนเรื่องเพศใหม่ ปรับปรุงให้ทันสมัย ให้เด็กมองเรื่องเพศเหมือนอยู่ในวิชา…อะไรดี…คหกรรม?

การรู้จักตัวเอง ความต้องการของตัวเอง ก็เหมือนการเรียนรู้ส่วนผสมของอาหารต่างๆ เวลาหนูๆ เอาของมาผสมกันมั่วซั่ว บางทีก็กินได้ บางทีกินไม่ได้ หนูๆ ต้องรู้จัก “mix and match” ให้ดี จะได้รสชาติที่กลมกล่อม กินแล้วอร่อย ไม่ใช่กินแล้วท้องเสีย!

จริงๆ แล้วน่าจะปรับปรุงหลักสูตรให้เรียนรู้เรื่องเพศรอบด้านผ่านวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (ยุคใหม่) โดยให้คุณครูเรียนรู้เรื่องเพศกันเองให้แน่นๆ เสียก่อน รวมถึงค้นหาเทคนิคการสอนใหม่ๆ เพื่อให้เท่าทัน ส่วนกระรอกตัวนั้นที่มักจะตกเป็นข้ออ้างของผู้ใหญ่ขี้กลัว ก็ยิงมันซะ

ในปีนี้ เราอาจจะได้เห็นแคมเปญเด็ดๆ สองชิ้นที่จะออกมาสอดประสานกัน เพื่อกระตุ้นให้วัยรุ่นได้ “คิดเป็น” เพศสัมพันธ์ คุณห้ามได้มั๊ย คุณแม่คุณพ่อเฝ้าลูกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงมั๊ย ตกลงแล้ว เด็กเรียน กับเด็กเกเร และเด็กที่เป็นเกย์ ต้องได้รับการดูแลและ “สื่อสาร” แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้โดนใจพวกเขา

นี่คือโจทย์สำคัญของผู้ใหญ่ และเป็นโจทย์ยากของคนทำงานด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่ต้องไขปริศนา.ห้ได้และทันท่วงทีว่า วัยรุ่นไทยยุคนี้ คือใครกันแน่?
_______________________________________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ ปัจจุบันผลิตรายการเมโทร-โฮโมแนววาไรตี้มีสาระ ให้กับ Mango Channel ชมรายการฮ็อต “Pink Mango” ย้อนหลังได้ที่ www.youtube.com/pinkmangoTV

I Am What I am

Featured

หน้าม่านมายา 11 พ.ค. 2553:
วิทยา แสงอรุณ

“คุณคะ ลูกชายเราจะแต่งงานกับผู้หญิง!!”

ข้างต้นเป็นบทตกใจของ “อิซซี่” เกย์สาวในละครเพลงชื่อก้องโลก La Cage Aux Folles ในฉบับภาษาไทยที่ตั้งชื่อได้กิ๊บเก๋ว่า “กินรีสีรุ้ง” ดีใจนะครับที่คนจัดไม่ตั้งชื่อว่า กินรีสีม่วง เพราะจะฟังดูโบราณไปนิดนึง ถึงแม้ว่าละครเรื่องนี้จะอายุกว่า 30 ปีแล้ว

อิซซี่เป็นนางโชว์ขั้นลายครามอยู่ในโรงละครคาบาเร่ต์ที่ภูเก็ต เจ้าของโรงละครคือแฟนเกย์ของเธอเอง ในวัยหนุ่ม “จอร์จ” พลาดไปหน จนทำผู้หญิงท้อง ได้ลูกชายมาหนึ่งชีวิต

เติบใหญ่สู่วัยยี่สิบ “ต้น” ลูกชายคนเดียวของจอร์จพบรักกับลูกสาวนักการเมืองผู้หนึ่งที่เกลียดเกย์และกะเทยเข้าไส้ แต่ด้วยรักบังตา ต้นกลับมาบ้าน เพื่อขอร้องให้พ่อจอร์จช่วยเปลี่ยนแปลงบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสร้างฉากใหม่หลอกพ่อตาในอนาคตไม่ให้รู้ว่า เขามีพ่อสองคนที่เป็นเกย์ และบอกว่าประกอบสัมมาอาชีพอื่น ไม่ใช่ทำโรงเต้นระบำของสาวประเภทสอง

เปลี่ยนบ้าน สร้างประวัติใหม่พอไหว แต่สิ่งที่สร้างความโกลาหลจนเป็นที่มาของละครเพลงคลาสสิคสุดฮิตเรื่องนี้ก็คือ ลูกต้องกำจัดพ่อคนที่สองของเขา หรือที่เรียกกันในเรื่องว่า “แม่อิซซี่” ออกไปให้พ้นบ้านนี้

อิซซี่เลี้ยงดูต้นมาตั้้งแต่เด็กหลังจากแม่บังเกิดเกล้าทิ้งเขาไป เขา/เธอ เลยอดรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ที่จะถูกไล่ออกจากบ้านและเป็นที่มาของบทเพลงอมตะ I Am What I Am

คุณๆ ส่วนใหญ่มักจะนึกว่า เหล่าเกย์มีเพลง I Will Survive เป็นเพลงประจำ แต่จริงๆ แล้ว มีหลายเพลงนะครับที่ใช้แทนสัญลักษณ์แห่งตัวตน หรือเป็นเพลงที่บรรดา “เก้งกวาง” กะเทย และผู้หญิงข้ามเพศนิยม “ฟังแล้วโดน”

หากเพลง I Will Survive คือเพลงปลุกปลอบเรียกขวัญและกำลังใจยามอกหัก เพลง I Am What I Am ก็ทำหน้าที่ปลุกใจให้คนที่คิดว่า ตัวเองต่ำต้อยด้อยค่ากว่าคนอื่นๆ ในสังคม ลุกขึ้นมา และต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี และสิทธิการมีชีวิตอยู่ของตัวเองอย่างมั่นคง

ผมชอบท่อนนี้ที่สุด เพราะมันมีความหมายอธิบายความรู้สึกคนเป็นเกย์ได้ดี ไม่ว่าจะยุคสมัยใด

I am what I am
And what I am needs no excuses.
I deal my own deck.
Sometimes the ace, sometimes the deuces.

There’s one life, and there’s no return and no deposit;
One life, so it’s time to open up your closet.
Life’s not worth a damn ’til you can say,
“Hey world, I am what I am!”
“I Am What I Am”

ความหมายรวมๆ นะครับ ตัวฉันเป็นของฉันอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องไปขอโทษหรือเกรงใจใคร ฉันจัดการชีวิตของฉันได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็เพราะมีชีวิตนี้เพียงชีวิตเดียว จงเปิดประตู และยอมรับตัวเองจะดีกว่า บอกโลกทั้งใบไปเลยว่า ฉันนี่แหละคือฉัน นี่ไง!

แต่กว่าคุณๆ จะ “เลิกแอบ” แล้วกล้ายอมรับตัวเอง พร้อมทั้งกล้าจะเปิดปากพูดเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ ย่อมต้องใช้เวลา และการฝึกฝน ผมไม่ได้พูดเล่นๆ นะครับ สำหรับหลายคนที่ยังแอบอยู่ หวาดกลัวอยู่ ไม่แน่ใจในตัวเองว่า จะพบเจออะไรบ้างหากพูดความจริงออกไป แถมคุณยังแอบมานานนับสิบๆ ปี ลองให้โอกาสตัวคุณเองสักครั้งนะ

ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ มุมมอง มองโลกแบบที่อิซซี่บอกในละครคือ มองในมุมอื่นๆ ที่แตกต่างบ้าง อย่ายึดติด และอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกาที่บอกคุณว่า จงแอบต่อไป-อย่าบอกให้ใครรู้ เพราะถามเข้าจริงๆ คนที่บอกคุณอย่างนั้น ก็อยากมีชีวิตที่ไม่ต้องกลัวคน “จะรู้” ทั้งนั้นแหละ

I Am What I Am จึงเป็นเพลงที่ใช้ป่าวประกาศ ให้คุณฮึกเหิม ลุกขึ้นมาทำเพื่อตัวเอง สลัดสิ่งทีี่เป็นมายาและอคติออกให้หมด เมื่อคุณทำได้ คุณถึงจะ “survive” อย่างแท้จริง!

……………………………………….
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ จัดรายการวิทยุ Bangkok Radio For Men สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนทาง FM102 รับฟังย้อนหลังได้ที่ http://bkkfanclub.blogspot.com

เสวนา Sex & Sin ล้วงลึกผู้ชายห้าบาป เสาร์ 26 นี้ เที่ยง

Featured

ว่างๆ มาฟังกันนะครับ

Saturday, June 26, 2010
Time: 12:00pm – 3:00pm
Location: คลินิกชุมชนสีลม http://www.silomclinic.in.th/contact.html
Street: ถนนสีลม

Description .พบกับ
ต๊อบ ชัยวัฒน์ ทองแสง (เพื่อน…กูรักมึง)
“สุขภาพผู้ชาย ดูแลให้ถึงจุด ทำยังไง”
ในงานเสวนา “เพศสัมพันธ์กับตราบาป: ล้วงลึกเรื่องลับสุขภาพเพศชาย” ตอน “ผู้ชาย 5 บาปกับกามสุข”
คุยคุ้ยเรื่องเสพสุขกับผู้ชาย 5 บาป
-เจ้าแม่ซาวน่า
-เจ้าพ่อที่สาธารณะและเอ๊าท์ดอร์
-มรว. ถนัดซื้อ สะดวกดีค่ะ
-แกนนำรวมกันเรามันส์และอินเตอร์เนทฟีเจอร์ริ่ง
-หนูสวยซื่อรักเดียว
(มีอาหารเที่ยงเลี้ยงรับรอง และของแถมแจกฟรีในงาน)

Meet Mr. Tob Chaiwat Thongsaeng (Bangkok Love Story)
“men’s health: taking care at the right spot”
in talk show “Sex & Sin: revealing the secret of men’s sexual health” episode 1 “5 sinned men and sexual pleasure”
dig deep about sex with 5 sinned men
-Goddess of sauna
-God of outdoor and public places
-M.R. Thanudsue Saduakdeeka
-Leader of group sex and internet featuring
-Miss Innocent monogamy beauty
(Free food and souvenir)