Freestyle: หนังที่ดูมา เพื่อนกูรักมึงว่ะ

friend_poster_pot_arnond.jpg

สำหรับคนที่ไปดูมาแล้วนะครับ จะได้เขียนได้สุดๆ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ไปดู น่าจะไปดูมาก่อนนะ หนังดี ไม่ดี แต่เป็นหนังเพื่อแสดงตัวตนของ “ชาวเรา” อย่างแท้จริง ใครจะ comments ภาพรวม หรือเป็นจุดๆ ไปก็ได้ครับ อยากให้เป็นเวทีคุยกันสนุกๆ และได้สาระกันด้วย โดยไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงเรื่องเบสิคเกี่ยวกับเกย์กับเหล่าคนเกลียดเกย์ หรือ “พวกไม่รู้แล้วพูดมาก” เหมือนในเว็บบอร์ดทั่วๆ ไป

เพื่อนพี่วิทยาไปดูมาเมื่อวาน 7-8 คน แต่ละคนก็คิดเห็นต่างกันไป บางคนต่าง “สุดขั้ว” เชียวแหละ ไหนมาดูสิว่า มีใครไปดูมาแล้วมั่ง หรือกำลังจะไปดู หรือไม่อยากดูเลยก็มาเขียนได้นะครับ มีสองสามท่านบอกว่า จะไม่ไปดู แต่ถ้าไม่ไปดู ก็จะไม่รู้ว่าเป็นยังไงนา…

21 thoughts on “Freestyle: หนังที่ดูมา เพื่อนกูรักมึงว่ะ

  1. เออ พี่วิทย์คะ อยากดูเหมือนกันนะคะ แต่เรายังแหยงกับผลงานที่ผ่านมาของพจน์ อานนท์ อยู่เลย อยู่ในช่วงตัดสินใจค่ะ ว่าจะไปดูหรือไม่ดู ตอนนี้หนังเรื่องนี้ยังไม่เข้าที่แพร่เลย และน้องสาวเราชวนเราไปดูแล้วค่ะ

  2. พึ่งไปดูมาครับ ความคิดเห็นเลยยังไม่หลุดไปจากสมอง
    อย่างแรกเลยคือ เห็นด้วยที่ถ่ายภาพได้สวยครับ แต่ละช็อตนำมาทำเป็นโปสเตอร์สวยๆได้สบาย และเพลงประกอบหนังก็เพราะทั้งความหมายและทำนอง
    ส่วนตัวเรื่องต้องบอกว่า พล็อดเรื่องใช้ได้ แต่ว่าในบางช่วงบางตอนของหนังมายังขาดๆ ไม่ว่าจะที่มาที่ไป หรือการเดินเรื่อง ดูแล้วมันเกิดคำถาม และไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งไม่สมจริงพอที่จะทำให้เกิดอารมณ์ร่วมตามไปกับหนัง ตัวหนังผมว่าอาจจะไม่ทำเงินเท่าไร แต่ถ้านำภาพจากหนังแล้วรวมเล่มพร้อมทั้งเขียนเป็นนิยายแล้ว มันอาจจะน่าสนใจกว่าก็ได้นะครับ
    แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้กำลังใจคนทำหนังและคนแสดงทุกๆท่านครับ

  3. ขอบคุณน้อง Bee กับคุณ Noname มากครับ เมื่อวานกับวันนี้ พี่วิทยาได้รับโทรศัพท์หลายสายมาก บอกว่า ไปดูมาแล้ว อยากจะพูดซะหน่อย ก็เลยได้ฟังความเห็นหลากหลายมากมากย สายหนึ่งโทรมาจากอุดร เล่าว่า ไปดูมา แล้วก็เจอเหล่าสตรีไปดูกันเยอะมาก ดูไปก็หัวเราะไป เลยไม่รู้ว่า หัวเราะอะไร ส่วนตัวหนุ่มอุดรเองก็บอกคล้ายๆ กับคุณ Noname นี่แหละครับ น้องอีกคนก็โทรมาบอกว่า ชอบตรงเรื่องครอบครัว ทำเอาน้ำตาซึมไปเลย แต่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องความรักของทั้งสองคนเท่าไหร่

    คนอื่นๆ ล่ะครับ คิดว่ายังไง รออ่านอยู่นะ

  4. สวัสดีครับคุณวิทยา

    ผมไปดูมาแล้ว ตามที่บอกไว้ใน blog หนังของ Adam Chandler ครับ จริงๆแล้วว่าจะเขียนตั้งแต่วันเสาร์ แต่ผมอยากให้เวลาตัวเองพิจารณาความคิดตัวเองให้รอบคอบหน่อย ก่อนที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จริงๆแล้ว ความคิดแวบแรกที่เกิดในสมองมันก็น่าจะดี แต่ใคร่ครวญเสียหน่อยก็ไม่เลวน่ะครับ

    หนังเรื่องนี้ ผมเป็นกลางมากเลยครับ ก็เลยชวนเพื่อนสนิทที่เป็น ผู้หญิง ไปดูด้วยกัน เธอไม่ใช่สาวเลส แต่ชอบดูหนังแนวเราครับ และตกลงกันว่าหลังจากหนังจบเราจะมานั่งคุยกันว่ามีความเห็นอย่างไรกันบ้าง สรุปรวมได้ตามนี้ครับ

    หนังสวย และเพลงเพราะจริงๆครับ ผมว่าเอาไปฉายตามเทศกาลหนัง Gay & Lesbian ดังๆได้สบายเลย แต่ก็ยังขัดใจ และอึดอัดกับความสมเหตูสมผล ความสมจริงของตัวละครโดยเฉพาะ พระเอกนำทั้ง 2 ท่าน

    ถ้าจะวัดเอาคุณภาพของการแสดง คุณรัตนบัลลังค์ ดูจะมีแต้มต่อมากกว่า คุณชัยวัตน์ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากตัวบทด้วย ที่เปิดโอกาสให้มากกว่า จริงๆตัวละครที่มีบทพูดน้อยๆ และต้องถ่ายทอดอารมณ์ผ่านทางสีหน้า แววตา ก็อันตรายสำหรับนักแสดง รวมถึงตัวผู้กำกับด้วย แต่ในความรู้สึกผม “เมฆ” ดูหดหู่ ไม่มีความสุข และทำให้เชื่อหน่อยๆว่า “อิฐ” เป็นคนที่เข้ามาเติมเต็ม และส่วนหนึ่งของความสุขในชีวิตของเขา

    สำหรับ คุณชัยวัตน์ กับบทของ “อิฐ” เป็นตัวละครที่ผมไม่ค่อยรู้สึกร่วมเท่าใหร่ ผมไม่ค่อยเชื่อว่า เขารักเมฆจริงๆตามที่บทปูทางให้ dialogue บางประโยค ดู over และ ออดอ้อน จนเกินไปจากบุคคลิก ของตัวละครที่ให้เราตีความว่า เขาเป็นตำรวจ และอยู่กินกับแฟนสาวมาก่อน และกำลังวางแผนแต่งงาน มันไม่แน่จะเป็นไปได้ว่า เขาจะดู caring เมฆมากๆ ในช่วงเวลาสั้นๆของการอยู่ด้วยกันช่วงหลบหนี และเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ

    สังเกตฉากที่ อิฐ ชวน เมฆ ทานอาหารที่เขาซื้อมาไหมครับ ตอนแรก ผมงง หน่อยๆ ว่า น้ำตาซึมทำไมว่ะ สุดท้ายเพื่อนบอกว่า เขาน้อยใจไง ว่าชวนทานข้าวแล้ว เมฆ ไม่ยอมทาน มันต้องถึงกับน้ำตาซึมเลยหรือ

    ฉากที่ดูออกจะ over drama มากๆในความเห็นของผมกับเพื่อน ตัวอย่างเช่น ฉากอาบน้ำก่อนที่ทั้ง 2 คนจะมี sex กัน ผมยอมรับว่าภาพ องค์ประกอบของภาพ การตัดต่อสวยเอามากๆ แต่ดูไม่มีเหตุผลครับ ผมกับเพื่อนเราลองคิดกันเล่นๆว่า ถ้าเราย้ายที่อาบน้ำใหม่ ให้อยู่ใกล้กับส่วนที่ทั้ง 2 คนจะมี sex กันบนเตียง ผลที่ออกมาก็ไม่น่าจะแตกต่างกันนัก เพราะเรายังคงสามารถให้ตัวละครแสดงความรักต่อกันช่วงหนึ่งก่อนที่จะ final on bed ได้

    อีกฉากต่อเนื่องกันหลังจากที่มี sex ที่ อิฐ ขอโทษ เมฆ ก็ไม่เข้าใจอีกนั่นหล่ะว่าทำไมต้องขอโทษ การที่ทั้ง 2 คนมี sex กันมันอยู่บนพื้นฐานของการยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายน่ะ

    ขออีกฉาก คือตอนที่ทั้ง 2 คนมาเจอกันที่บ้านของ เมฆ และมี soft sex action บนถนน ก็ดู over ครับ ผมว่าถ้าเราลดดีกรี การแสดงความรักกัน ให้เหลือเพียงการ โผเข้ากอดกัน และ kiss กัน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว (อีกอย่างคือ frame หลุดที่ เมฆ เผยอปากรอการจูบ มันไม่สวยเลยครับ) และการที่ทำให้ฉากนี้เป็นคำตอบให้กับ ตัวแสดงที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น แม่และน้องชายของเมฆ รวมถึง แฟนสาวของอิฐ ให้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของตัวละครเอกของเรื่อง ก็ดูยัดเยียดเกินไปครับ

    บ่นมาพอสมควร มาถึงส่วนที่ดีๆของหนังกันบ้าง … ภาพสวยมากๆ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้น เพลงประกอบก็เพราะสุดๆ การจัด composition ขององค์ประกอบภาพในแต่ละ frame ถูกใจไปหมดครับ การนำแสนอ masculinity ด้วยภาพของพระเอกทั้ง 2 ท่าน ด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น หรือ เปียกน้ำ ล้นเหลือครับ (จนออกจะมากไป โดย เฉพาะ อิฐ) …หนุ่มไทยนี่หล่ะ sexy สุดๆหล่ะครับ

    ฉากที่น่ารักมากๆ ฉากหนึ่งคือ ตอนที่ทั้ง 2 คนแอบมองกันตอนที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆกัน ทำให้ผมนึกถึง หนังเรื่อง Trick ที่ Gabriel แอบมอง Mark ในรถไฟใต้ดิน คุณวิทยาพอจะจำได้ไหมครับ … เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ผมชอบวิธีนำเสนอแบบนี้เอามากๆ มันจะดี หรือ แย่ ก็อยู่ที่ ความรู้สึกที่ออกมาจากแววตานี่หล่ะครับ

    นักแสดงสมทบโดยเฉพาะ คุณอุทุมพร คุณรัชนู และ คุณชลประคัลภ์ เล่นน้อยฉาก แต่มีคุณภาพสุดครับ เป็นส่วนที่ดีมากๆของหนังทีเดียว พร้อมๆกันก็เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับนักแสดงหน้าใหม่ ได้เรียนรู้การแสดง และการเข้าถึงตัวละครจากรุ่นพี่เหล่านี้

    สรุปในถาพรวม ผมเอาใจช่วยหนังเรื่องนี้มากทีเดียว เพราะมันเป็นเหมือนใบเบิกทาง ให้กับตลาดหนังไทย ที่จะทำหนัง Gay & Lesbian มากขึ้น และอย่างที่ theme หนังกล่าวไว้ว่า ความรัก เป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่ว่ามันจะเกิดกับเพศใดๆ :-)

  5. ยังอยากให้ผู้คนไปดูกันเยอะๆ น่ะครับ
    ที่คุณ Green เขียนมา ก็คิดเห็นคล้ายกันหลายประเด็นทีเดียว

    คือเรื่องนี้ “ที่มาทีไป” ไม่ได้ค่อยได้รับการเอาใจใส่เท่าไหร่
    ทำให้หนัง “ขาดน้ำหนัก” ในพัฒนาการความสัมพันธ์ของตัวละคอนทั้งสอง

    เลยส่งผลให้คนดู (อย่างผม) ไม่เชื่อว่า ตัวละคอนสองตัวนี้รักกัน
    พอไม่เชื่อว่า เขารักกัน ส่วนที่ตามมาต่างๆ เลยกลายเป็นภาพเลือนๆ
    ที่ไร้น้าหนัก เบาหวิว

    พูดในฐานะคนดูหนังนะ คือจะบอกไปหนังที่ผมทำก็มีจุดอ่อน
    เยอะแยะ แต่ก็ต้องปรับปรุงไปล่ะครับ คือเรื่องนี้ คุณพี่พจน์
    “จงใจ” บีบน้ำตาคนดู (ทีใจอ่อน) เป็นหลัก ด้วยการใส่เพลง
    และ “จงใจ” สร้างโศกนาฎกรรมซ้ำซ้อนให้ทุกตัวละคอนพบ
    จุดจบทีน่าอนาถใจ เพื่อจุดประสงค์คือ น้ำตาแห่งความสงสาร

    มีเพื่อนหลายๆ คน หลั่งน้ำตาออกมามามาย ขณะที่อีกหลายคน
    ก็ไม่ถึงจุดนั้น ซึ่งความจริง ความเศร้าทำได้ง่ายๆ มาก ก็ยัดเพลง
    ไปบ่อยๆ เขย่าอารมณ์ไปหลายๆ ที แต่มันเป็นความเศร้า
    ที่ไม่ได้เกิดจากความลุ่มลึก แต่เป็นความเศร้าที่ถูกบังคับให้เศร้า

    ส่วนตัว เลยไม่อินน์ไปกับเนื้อเรื่องเลย ยิ่งตอนจบยิ่งไปกันใหญ่

    ฉากจูบกันบนถนน เมฆเหมือนจะดูดอิฐเข้าปากซะมากกว่าจะ
    จูบกันอย่างดูดดื่ม หรือโหยหา มันไม่สวยอย่างที่ผ่านมา ไม่เข้าใจว่า
    ทำไมถึงเก็บช็อตนึ้ไว้…

    อ้อ เห็นด้วยครับที่ว่า น้องชัยวัฒน์คงอ่อนซ้อมไปหน่อย
    เขาเป็นตัวเอก น่าจะได้รับการฝึกฝนการแสดงมากกว่านี้
    และบทนี้สำคัญมาก อีกหน่อยคงเก่งกว่านี้ ได้แค่นี้ก็ต้องบอกว่า
    นายแน่มาก…ที่กล้าเล่น

    เรื่อง HIV/AIDS ไม่แน่ใจว่า คนดูจะเกลียดคนเป็น AIDS
    หรือสงสารกันแน่ ดูมันหนักไปข้างเดียวซะมากกว่า หวังว่า
    คนดูจะสงสารและไม่รังเกียจน่ะครับ เรื่องนี้ sensitive มาก
    ในการนำเสนอผ่านสื่อ

    หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นการเมืองเรื่องเพศในที่สุด
    ถ้ามีคนดูเยอะ คนจะเชื่อเรื่อง gay power ถ้าคนดูน้อย
    คนจะบอก หนังเกย์ไม่ควรมาสู่ mainstream อย่างนี้

    ผมอยากให้ไปดูกันเยอะๆ นะครับ และเป็นกำลังใจให้คนทำหนัง
    (เหมือนให้กำลังใจตัวเองนั่นแหละครับ)

  6. ผมกะแล้วว่าคุณวิทยาน่าจะแวะมาเขียนอะไรเพิ่มเติม ก็เลยแวะมาเช็คดู และมาอ่านทวนข้อความที่เขียนเอาไว้ พบว่ายังมีบางประเด็นที่ยังไม้ได้ share ให้ทราบครับ

    อย่างที่เกริ่นแล้วว่า หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมกับเพื่อนเรามี discussion meeting เล็กๆ กัน และมีข้อสรุปสำคัญ(ในความคิดของเรา)ว่า น่าจะตัดต่อ และลำดับภาพใหม่ เพื่อให้ดูน่าสนใจและสร้างความน่าเชื่อถือให้คนดู กับความรู้สึกที่ตัวละครนำทั้ง 2 คนมีต่อกัน

    เราคิดกันว่า หนังน่าจะเริ่มต้นด้วย scene ที่ เมฆ เริ่มสะกดรอยตาม อิฐ ตามจับตัว จนจบไปถึงช่วงที่ทั้ง 2 คนหลบหนีการตามล่า ระหว่างนั้น เริ่มปูพื้นฐานให้เราทราบว่า งานที่ เมฆ ทำอยู่ คือนักฆ่า กล่าวถึง สภาพครอบครัวของเมฆ ตามที่เราเห็นในภาพยนต์ พ่อเลี้ยงสำส่อน แม่และน้องชายที่รับเชื้อ AIDS มาจากตัวพ่อ … และย้อน กับ เพิ่มจำนวน scene ที่ทั้งสองคนเจอกัน โดยบังเอิญ ให้มากขึ้นหน่อย … focus ไปที่ สีหน้าและแววตา ของทั้ง 2 คน เวลาที่มองดูซึ่งกัน และกัน ให้คนดูเกิดความรู้สึก curious หน่อยๆว่า ต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่

    หลังจากนั้น ตัดกลับมาช่วงที่ทั้ง 2 คนเริ่มอยู่ด้วยกัน flash back แทรกเรื่องราวของ อิฐ กล่าวถึงที่มา ที่ไป ตัวตน พร้อมๆกับแทรก scene video ที่แสดงความสัมพันธ์ของ อิฐ กับเพื่อนที่เป็นตำรวจ ที่สร้างความน่าสงสัยในระดับหนึ่งถึงความสนใจในเพศชายของอิฐ ให้คนดูสนใจ ติดตาม

    เริ่มกลับมาที่สำดับภาพตามปรกติในช่วงที่สองคนอยู่ด้วยกัน ใน safe house ของเมฆ การแสดงความห่วงใย อาทร ของตัว อิฐ ที่มีต่อ เมฆ อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่ขอตัด dialogue บางส่วนที่ฟังดูขัดเขินออกไป เพิ่มบทและ scene อีกนิดเพื่อให้โอกาสคนดูรู้สึกว่า เมฆ ก็มีความรู้สึกที่ดีกับ อิฐ เช่นกัน

    ไล่ระดับความรู้สึกขึ้นไปจนจบที่ ฉากอาบน้ำ และ มี sex ของทั้งสองคน อ้อยอิ่ง และแช่ภาพในช่วงที่ 2 คนนอนอยู่ด้วยกันบนเตียงหลังมี sex … close up ไปที่สีหน้าของเมฆ ที่มองไปที่ อิฐ ที่ นอนอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาที่อ่อนโยน และสร้างความรู้สึกว่า นั่นแหละ คนรักของเขา อยู่ที่นั่น

    ตัดฉากที่ดูไม่มีเหตุผลออกไป ไม่ว่าจะเป็นการกลับบ้านด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ของ อิฐ ที่ผมคิดว่าไม่มีเหตูผล … ผมพอเข้าใจการติดตามหาตัว เมฆ ของ อิฐ หลังจากนั้น ที่ภาพยนต์นำเสนอ แต่ลดลงนิดนึงน่าจะไม่เสียภาพรวมซะทีเดียว

    นำเวลาที่เหลือ ไปลำดับเหตูการณ์ที่ทำให้ บุคคลใกล้ชิดตัวแสดงนำทั้ง 2 คน รู้ว่า เขาทั้ง 2 คนรักกันเพื่อแทนฉาก soft sex action on the road

    และสุดท้ายของหนัง เราคิดตรงกันว่า จะให้จบแบบ happy ending ครับ เพราะภาพรวมของหนังบีบคั้นอารมณ์คนดูมามากพอแล้ว :-)

    อ้อ พูดถึง sub title ภาษาอังกฤษ คำแทนตัวแสดงนำ น่าจะเป็น ITT and Mek มากกว่า ที่จะเป็น Stone & Cloud น่ะครับ

    Bye ครับ

  7. เมื่อสองวันก่อน ผมดูหนังเรื่องนี้จบพร้อมๆกับความคิดที่ว่า เฮ้อ! จบได้สักที ตามด้วยความคิดเกี่ยวกับความไร้เหตุผลตรงนั้นตรงนี้ของหนัง และคิดว่าไม่รู้สึกอินเลย

    วันนี้ ความเศร้าซึมลึกล้นทะลักออกมา รู้สึกว่าทุกฉากทุกตอนที่ค่อยๆร้อยเรียงเข้าสู่สมองเรานี่มันเหมาะเจอเหมาะเหม็งมาก ไม่มากไป ไม่น้อยไป บาดลึกให้เจ็บได้ขนาดนี้

    เหมือนรอยแผลที่แรกเริ่มทำให้รู้สึกชาๆตึงๆก่อน แล้วค่อยๆแผ่ขยายความเจ็บซ่านออกมา นั่นแหละครับ “เพื่อน กูรักมึงว่ะ” ที่ผมรู้สึก

  8. คุณพี่พจน์น่าจะได้ตัดต่อหนังเรื่องนี้อีกสักรอบอย่างนั้นนะ
    มีหลายส่วนที่เยิ่นเย้อ และไม่ได้ช่วย flow ของหนังอย่างมาก
    ถ้าไม่ได้ถ่ายอะไรใหม่เพิ่มเติม (ซึ่งยากกกมากในทาง
    ปฏิบัติ) ก็น่าจะเล่าเรื่องใหม่อย่างที่ Green ว่า และตัดบทสนทนา
    “ประดักประเดิด” ออกไป ก็เห็นด้วยนะครับ

    ส่วนตอบจบ ไม่แน่ใจว่า ถ้า Happy Ending แล้วจะมีผลยังไง
    กับความรู้สึกคนดู เพราะโจทย์ของเรื่องนี้ที่คนทำตั้งไว้คือ
    อยากให้คนดูร้องไห้ เศร้าซึม และซาบซึ้ง

    มีอีกคำถามหนึ่ง ไม่ได้ตั้งใจจะเปรียบเทียบฝีมือนะครับ
    เอาเป็นว่าในฐานะคนดูแล้วกัน

    ชวนคุยต่อ…

    อยากถามว่า คนที่ดู BB Mountain ได้รับ Chilly effect
    (แบบว่า หนาววาบในความรู้สึก) เมื่อเทียบกับเรื่องนี้
    แล้วต่าง หรือเหมือนกันยังไง?

  9. สวัสดีอีกครั้งครับ คุณวิทยา อย่าแปลกใจน่ะครับว่าเจอผมอีกแล้ว การดูหนังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมครับ ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่คุณมี เรื่องราวพูดคุยเกี่ยวกับหนังแล้วล่ะก็ เป็นเจอผมแน่ๆ

    BB Mountain ผมกระหน่ำดูไป 4 รอบครับ (ดูกับเพื่อนซี้ 1 รอบ ดูกับแฟน 1 รอบ และดูคนเดียวอีก 2 รอบครับ) ยอมรับเลยครับว่า มันมีความรู้สึกลึกๆติดตัวกลับบ้านทุกครั้งไป มันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างค้างอยู่ในใจ ในความคิด โดยเฉพาะฉากใกล้จบของเรื่อง ตอนที่ Ennis แวะไปเยี่ยม พ่อและแม่ ของ Jack และเข้าไปในห้องนอน Jack เปิดตู้เส้อผ้า เจอเสื้อของเขากับของ Jack ที่แขวนซ้อนกันอยู่ ฉากนี้ทำเอาผมอึ้งไปเลยครับ ผมว่า Heath เล่นได้ลึกดีทีเดียว

    นอกจากนั้นแล้ว ฉากสุดท้ายที่เราเห็น เสื้อ 2 ตัวนั้นอีกครั้ง ในรถบ้านของ Ennis ก็เหมือนกับว่า หนังจะตอกย้ำความรู้สึกคนดูอีก ให้ซึมหนักเข้าไปอีกครับ

    จะว่าไปแล้ว ผมว่าบริบทรวมของ BB Mountain และ BKK Love Story เหมือนกันเลยน่ะครับ เป็นเรื่องความรักของ ผู้ชาย 2 คน ที่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผ่านไปนานขนาดไหนก็ตาม ทั้ง 2 คนก็ยังคงรักกันอยู่ ซึ่งจากความเห็นส่วนตัวผม life need to move on มากกว่าครับ … เก็บมันไว้เป็นความทรงจำที่ดี นานๆครั้งระลึกถึงมันบ้าง น่า จะ ok กว่า

    นอกเหนือจากนั้นแล้ว หนังทั้ง 2 เรื่อง ทำให้เราเข้าใจว่า ทั้ง Ennis และ อิฐ ยังคงเก็บตัว และ หัวใจ ของเขาทั้ง 2 คนไว้กับ Jack และ เมฆ จน assume ได้ว่า จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต … โอ้ มันออกจะดู over drama เอามากๆ แต่ มันเป็นภาพยนต์น่ะครับ ถ้าอิงชีวิตจริงมากเกินไป ก็ไม่น่าสนใจซิน่ะ

    นอกจากเนื้อหาของหนังแล้ว ในส่วนของภาพและเพลงประกอบ BB Mountain เสนอด้วยภาพที่สดใส สบายตา เพลงประกอบเข้ากันอย่างไม่มีที่ติ ซึ่งขัดแย้งกับ theme ความโศรกเศร้า ลึกๆในความรักของตัวละครนำ … ส่วน BKK Love Story
    ภาพอึมครึม เพลงเศร้า นักแสดงน้ำตาท่วมจอ ซึ่งก็เป็นอย่างที่ คุณวิทยา กล่าวไว้ครับ ว่ามันจงใจจัดให้ คนดูร้องให้กันจริงๆ ซึ่งอะไรที่พยายามยัดเยียดกันเกินไป ผลที่ออกมามันมักจะตรงกันข้าม

    … แต่โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างชอบ คุณรัตบัลลังก์ กับบทของ เมฆ น่ะครับ และหวังว่าจะเห็นเค้าเล่น หนัง drama มากขึ้นในอนาคต (ถ้าโอกาส และ โชคช่วย เขาน่ะครับ)

    อ้อ ก่อนจบ ผมเพิ่งสังเกตเหมือนกันครับว่า เรื่อง BKK Love Story สาวๆไปดูกันพอสมควร โดยเฉพาะ วัยรุ่น ซึ่งน่าจะไปดูนักแสดงนำทั้ง 2 คนเล่นบทรักกัน แต่ไอ้เสียง หัวเราะ หรือ อุทาน ตอนที่ทั้งสองคน make love กันนี่ยังไม่เข้าใจว่า มันตลกตรงไหนหรือ? คุณวิทยามีความเห็นอย่างไรครับ

  10. ย้อนไป BB Mountain นิดนึงครับ จำไม่ได้ว่า ตอนจบที่ Ennis เอาเสี้อ
    ของ Jack กลับมาด้วย เสื้อขอ Ennis อยู่ข้างนอกแทนใช่หรือเปล่า?
    ตอนนี้จำไม่ได้ค่อยได้ล่ะครับ เพราะไปดูสองรอบเอง ซื้อดีวีดี (แผ่นจริง)
    มาเก็บไว้ แต่ป่านนี้ มันก็ยังอยู่ในซองพลาสติก คือใจหนึ่งไม่อยากเปิดดู
    เพราะมันทำให้ความรู้สึกโหวงเหวงโครงเคลงกลับมา กลัวจะเศร้าซึมลึก
    อีก เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ร้องไห้มีน้ำตาหยดมาแหมะๆ แต่มีใครน้า บอกว่า
    ร้องไห้อยู่ในใจลึกๆ …

    ชอบคุณรัตนบัลลังก์เหมือนกันที่คุมเกมได้อยู่ อารมณ์ที่แสดงออก
    เรียกว่า จับตัวละคอนตัวนี้อยู่หมัด

    ผู้หญิงกับเสียงหัวเราะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขาหัวเราะแก้เก้อ
    เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกวาบหวิวที่เห็นผู้ชายสองคน make love
    หรือเขาหัวเราะ เพราะบทสนทนาประดักประเดิดหรืออย่างไร….

    อ้ะ ท่านอื่นๆ คิดเห็นอย่างไร วานบอกกกกด้วยคร้าบ…

  11. แวะเข้ามาป่วนอีกแล้วครับ

    เรื่อง BB Mountain ถ้าผมจำไม่ผิด เสื้อของ Jack ทับซ้อนเสื้อของ Ennis อยู่น่ะครับ จริงๆก็เลือนๆอยู่เหมือนกันครับ และเรื่องนี้ผมก็ไม่พลาดที่ต้องมี DVD เก็บไว้ เรียกว่า “ต้องมีเก็บไว้” ก็ว่าได้ครับ และถ้าจะดูอีกครั้งก็ต้องเลือกวันที่รู้สึกสบายๆ เพราะถ้าดูจบเมื่อไหร่ มันจะหดหู่ขึ้นมาทันที

    คุณวิทยา เคยดูหนังเรื่อง Mambo Italiano ไหมครับ ผมอยากแนะนำให้ดู เพราะบรรยากาศและเนื่อหาของหนัง น่าจะใกล้กับสังคมไทยเรามากๆ

    เนื่อเรื่องย่อ กล่าวถึง ลูกชายคนเดียวของบ้านที่เป็น Italian Native และย้ายมาตั้งรกรากที่ Canada เป็นหนัง Comedy Drama ครับ หนังสีสันสดใส แต่แฝงเนื่อหาลึกๆบางอย่างซ่อนไว้

    ผมเพิ่งสังเกตเห็นจากเรื่องนี้ครับ ว่า ครอบครัวชาว Italian เหมือนกับครอบครัวไทยของเรามากๆ เช่นอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อแม่มีส่วนร่วมและต้องการร่วมรับรู้กับเกือบทุกเรื่องของลูกๆตัวเอง

    ปํญหาเริ่มต้นเมื่อ ลูกชาย ต้องการเปิดเผยตัวเองว่าเป็น เกย์ และต้องการให้ พ่อแม่ และคนใกล้ชิด รับรู้ และ ยอมรับ ซึ่งรวมถึงแฟนหนุ่มที่เป็นตำรวจซึ่งยังดำเนินชีวิตแบบ Straight อยู่ หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป แฟนหนุ่มทนไม่ได้กับการกระทำดังกล่าว และหันไปแต่งงานกับผู้หญิง (เหตุการณ์นี้ คุ้นๆ เอามากๆ น่ะครับ) แต่พระเอกของเรื่องก็ยอมรับในสถาณการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดี หาทางออกที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยไปสมัครทำงานที่ Gay Helpline โดยหวังว่าการรับฟังปํญหาจากคนอื่นจะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปํญหาชีวิตตัวเองด้วย และที่นั่นก็เป็นสถานที่ที่เขาพบคนที่เหมาะสมกับเขาในที่สุด

    มี Scene นึงในหนังที่ผมดูแล้วซึมไปเลยครับ คือ ช่วงที่แฟนหนุ่มของพระเอกย้ายออกไป และเริ่มคบกับผู้หญิง แต่ก็ยังแอบเป็นห่วงและคิดถึงพระเอกอยู่ แวะกลับมาคืนกุญแจที่ apartment ของพระเอก

    หนังปูบทสนทนาให้เราได้รับรู้ถึงความห่วงใย และความรู้สึกดีๆที่ทั้ง 2 คน ยังมีต่อกัน และจบ Scene นั้นด้วยประโยคที่พระเอกถามแฟนหนุ่มของตัวเองว่า “Did you ever love me?” แต่……ไม่มีคำตอบใดๆออกมาจากปากของแฟนหนุ่มของเขา….นี่แหละครับ สาเหตูของการซึมลึกๆครับ

    อยากแนะนำให้ดูครับ

    Bye ครับ

  12. สวัสดีครับ ผมเห็นกระทู้แล้วอดไม่ไหวที่จะต้องมาแสดงความคิดเห็นบ้างโดยส่วนตัว ผมเองชอบหนังเรื่องนี้มาก ผมไม่เคยได้ทราบข่าวของหนังเรื่องนี้มาก่อน จำได้ว่ารอบแรกที่ไปดู ไปดูด้วยความอยากรู้และเปิดใจรับเต็มที่ (ลืมบอกไปว่าผมดูทั้งหมด 5 รอบ) ต้องบอกว่าประทับใจผมมาก ถึงแม้ว่าเนื้อหาของเรื่องมันยังไม่สมเหตุสมผลก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้ผมมองข้ามข้อด้วยตรงนั้นไปก็คือ ภาพ มุมกล้อง และดนตรีประกอบที่ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆๆ ฉากทุกฉากดูสวยไปหมด โดยเฉพาะฉากที่ขับมอเตอร์ไซร์แล้วมีนกบิน เห็นแล้วขนลุกเลยครับ ยิ่งพอได้ฟังเพลงประกอบตอนช่วงที่อิฐตามหาเมฆ บรรยายแทบไม่ถูกเลยครับ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ผมมองไม่เห็นข้อด้อยในรอบแรกที่ดู หลังจากนั้นผมก็มาอ่านดู comment ตาม post ต่างๆ แล้วก็ไปดูอีกครั้งครับ จะบอกว่าทุกรอบที่ผมไปดูจะมีผู้หญิงไปดูค่อนข้างเยอะ ผมจะสังเกตุช่วงฉากเลิฟซีน กลุ่มผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ บางคนก็ปิดตา บางคนก็ร้องอือออกมา บางคนก็ซุกหน้าลงกับคนข้างๆ ผมว่ามันเป็นอาการของคนที่เขินอายนะครับ เพราะครั้งแรกที่เห็นฉากนี้ผมเองก็อายจนต้องเอามีปิดตาเลยทีเดียว เอ..แต่ทุกรอบที่ผมดูมาไม่มีใครหัวเราะนะครับ
    พูดถึงนักแสดง ผมต้องยกให้คุณเอ รัตนบัลลังก์จริงๆ แสดงได้ดีมากๆ ส่วนคุณตีอบ ชับวัฒน์ ก็พยายามเต็มที่เช่นกัน ก็เป็นกำลังใจให้และหวังว่าสองคนนี้จะได้ประดับวงการดาราของไทย จริงๆ อยากจะบรรยายอะไรมากกว่านี้นะครับ แต่เนื่องจากว่าพิมพ์ไม่ค่อยเก่ง เอาไว้จะมาแสดงความรู้สึกใหม่นะครับ

  13. เพิ่งได้ไปดูหนังเรื่องนี้มาครับ…

    …ความรู้สึกที่บอกตัวเองก่อนเลยก็คือ ผมไม่อินกับหนังเท่าไหร่…อาจจะเป็นเพราะหนังไม่สามารถปูทางให้ผมเชื่อได้ว่า อิฐกับเมฆรักกัน…ทั้งเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปูมหลังของตัวละคร และระยะเวลาที่ใช้ร่วมกัน…มันดูรวดเร็วและขาดเหตุผลที่น่าเชื่อถือมากเกินไป…ถ้าหนังให้เวลากับการสร้างความสัมพันธ์ให้มากกว่านี้ น่าจะทำให้เนื้อเรื่องมีน้ำหนักมากขึ้น…และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตามมาน่าจะมีความสมจริงมากกว่านี้…

    …คุณเอ รัตนบัลลังก์ เล่นได้ดีครับ…ปัญหาอยู่ที่คุณต๊อบ ชัยวัฒน์ที่ยังขาดความลื่นไหลในตัวละคร ซึ่งด้วยน้ำเสียงที่ใช้ก็ยิ่งทำให้ฟังดูประหลาดมากขึ้น…ฟังดูไม่ค่อยออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ เลยครับ เหมือนมีคนบอกบทให้พูดจริง ๆ…ส่วนนึง ผมต้องโทษบทพูดของหนังด้วยครับ…ฟังดูตลก และไม่ใช่คำพูดที่เราจะใช้ในชีวิตประจำวัน…หรืออาจจะใช้พูดในความหมายที่ตัวละครต้องการสื่อ แต่มันต้องไม่ใช่ประเภท “คิดถึงจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้”…อะไรทำนองนี้…

    …ยังไงก็ตาม ผมชื่นชมในความพยายามของคุณพจน์ อานนท์ ที่จะสร้างหนังดี ๆ ขึ้นมาซักเรื่อง…แต่มันติดอยู่ตรงเรื่องการตลาดด้วย…เพราะถ้าคุณทำหนังเกย์ซักเรื่อง แล้วไม่ได้มีบทเรียกน้ำตา มันก็ยากที่จะเรียกคนนอกกลุ่มเป้าหมายได้…ผมเชื่อว่า นั่นเป็นปัญหาที่บังคับให้คุณพจน์ต้องพยายาม…จนความพยายามที่มากเกินไป มันดูเป็นการดันทุรัง…ทำให้หนังออกมาในรูปแบบที่เป็นอยู่อย่างนี้…

    …เอาใจช่วยครับ…ผมเชื่อว่า แค่คุณทำหนังดี ๆ ซักเรื่องที่ไม่ต้องสนใจตลาด จับกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ต้องโปรโมทมาก…จัดฉายตามโรงหนังอาร์ตเล็ก ๆ ก็ได้ครับ…มันน่าจะเป็นที่ฮือฮา และได้รับการยกย่องมากกว่านี้…

    …เพราะผมยังอยากเห็นหนังไทยที่ให้ความรู้สึกดี ๆ กับการใช้ชีวิตของพวกเรามากกว่านี้…

  14. สวัสดีคะ…
    คือหนูเป็นผู้หญิงอะนะคะ(เด็กนิดนึง) แต่ชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆ
    ไม่ว่าจะเป็นภาพในเรื่อง ฉากของหนัง เพลง รวมไปถึงนักแสดงของหนังเรื่องนี้ ไม่มีคำพูดคะ
    รากกกกก เมฆ

  15. ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ความรู้สึกค่อนข้างจะคล้อยตามไปกับหนัง แค่ในชีวิตจริงที่เป็นอยู่ เราเองก็อยากมีใครสักคนที่เข้าใจ และมีความรักให้แก่กัน ชอบหนังมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ ดนตรีประกอบ นักแสดง ตัวแสดงทุกตัวที่แสดงในหนังให้ความรู้สึกว่าเขาเป็นคน ๆ นั้นจริง ๆ น่ะ ก็รอว่าเป็น DVD เมื่อไหร่จะซื้อเก็บไว้ ก็ฝากไปยังผู้ผลิต และผู้จัดทำด้วยว่า หากมีเบื้องหลังการถ่ายทำ บทสัมภาษณ์ต่าง ๆ ใส่ไว้เยอะ ๆ น่ะครับ

  16. เพิ่งได้ดูหลังจากที่หนังฉายไปตอนเดือนกันยา เรามาอยู่นี่ได้ดูแล้วปลื้มสุดๆ อยากไห้อาพจน์ทำหนังอย่างนี้อีกค่ะ แสดงเก่ง และสะท้อนสังคมได้ดีจริงๆ

  17. ตั้งแต่ที่ได้ดูหนังมาไม่ว่าจะเป็นหนังไทย หนังต่างประเทศ ยังไม่มีเรื่องไหนดูแล้วถูกใจเท่ากับเรื่องนี้เลย เราชอบดูหนังเรื่องนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลย ซื้อซีดีมาดูแล้ว และก็ติดตามผลงานของพี่เอโดยตลอด เราชอบพี่เอมากกกกกกกกกกกกกก ถ้าใครมีรูปของพี่ส่งมาให้เราบ้างนะ

  18. เราดู10กว่ารอบแล้วก็ไม่เห็นเบื่อเลยเพราะเราชอบคนเล่นที่ชื่อเมฆค่ะเล่นได้ใจเราดีเพราะก่อนจะเล่นเรื่องนี้พี่เขาเล่นนรสิงห์มาก่อนหล่อมากและขนาดเล่นหนังเรื่องเพื่อนกูรักมึงว่ะไปแล้วแต่ผู้ใหญ่ก็ยังติดต่อเล่นหนังอีกเยอะมากโดยเฉพาะปีนี้2551มีละครช่อง7ติดต่อกันเลยแล้วก็ภาพยนตร์บอกได้เลยว่างานพี่เขาเยอะมากเลยค่ะเราถึงชอบพี่เขาเพราะเขายิ้มหล่อดีน่ารักด้วยเพื่อนกูรักมึงว่ะเราชอบอยู่ฉากนึงที่พี่เขานอนมองหน้ากันที่สลับกันไปมาง่ะ….จะบอกว่ารักเธอ..จะบอกว่าหลงเธอบาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s