คอลัมน์ : ผมไม่ได้รักคุณ คุณไม่ได้รักผม เรามาแต่งงานกันเถอะ

main_pix1.jpg
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ
15-16  ก.ย. 2007  เซคชั่น Metro Life นสพ. ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์

หลังจากคบกับผู้หญิงอยู่พักหนึ่ง เขาก็หันไปควงผู้ชายแทน และจากนั้นมา เขาก็รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเขาไปเดินเล่นสีลมบ้าง-บางครั้ง ไปเริงร่าที่เซาน่า-อาจจะหลายครั้งอยู่สักหน่อย เขาชอบพบปะผู้คน เป็นหนุ่มมีน้ำใจเอื้ออารี กระทั่งเลี้ยงต้อยนักศึกษาคนหนึ่งก็กำลังทำอยู่“เฮียตั้ว” เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผม แต่ด้วยเหตุที่เขาแก่กว่าพวกเรา เพราะไปเรียนซ้ำชั้นตอนอยู่ต่างแดนในสมัยมัธยม ผนวกกับความเป็นเลิศของหัวสมองของเขาในห้องเรียน (จนได้เกียรตินิยม) ผมเลยยกให้เขาเป็น “พี่ใหญ่” ผมรู้สึกภาคภูมิใจตัวเขา และดีใจที่มีเพื่อนเก่งอย่างนี้

เรามีโอกาสมาพบกันอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ พอได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวช่วงที่ห่างกันไปในหลายๆ เรื่อง รวมถึงวีรกรรมความเจ้าชู้ของเขาทั้งในและนอกประเทศ เขาเล่าจนหมดเปลือก ผมฟังอย่างเพลิดเพลิน และมีเรื่องหนึ่งที่ผมอดขำไม่ได้
 
“สมัยเรียน ถ้าเฮียรู้ว่าเอ็งเป็น เอ็งเสร็จเฮียแน่ๆ” เขาพูดพร้อมหัวเราะเสียงดัง

แต่ลึกๆ ภายในใจแล้ว เขามีเรื่องๆ หนึ่งที่ครุ่นคิดมานาน ถึงแม้เขาจะโชกโชนช่ำชองกับผู้ชายและยอมรับตัวเองได้แล้ว เขาบอกว่า เขากำลังอยากแต่งงานกับผู้หญิง!

ผมอึ้งไปพักหนึ่งที่รู้ความในใจเรื่องนี้

ผมไม่รู้ว่า การเป็นลูกคนจีน เป็นลูกคนโต แถมเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลจะสร้างความกดดันได้ถึงเพียงนี้ ไม่เป็นตัวเราเอง คงไม่รู้สึก

เขาบอกด้วยว่า เขายินดีจะบอกความจริงกับผู้หญิงคนนั้นว่าเขาเป็นอะไร และที่อยากให้เธอมาแต่งงานด้วยก็เพื่อจะมี “ลูกสืบสกุล” ก็เท่านั้น แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับระหว่าง “เราสองคน” เพราะที่บ้านไม่มีใครรู้ว่าเฮียเป็นเกย์

“เป็นลูกชายต้องแต่งงานและมีลูกสืบสกุล” น่าจะเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้วในยุคอินเตอร์เน็ต แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันยังไม่หมดไปหรอก เหมือนผู้คนที่บ้าหวยและนิยมเครื่องรางของขลังเวอร์ชั่นต่างๆ กระมัง

เมื่อเร็วๆ นี้ เอง เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า แฟนของเขากำลังจะไปงานแต่งงานของเพื่อนคนหนึ่งสมัยเรียน เพื่อนคนที่ว่านี้ เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านที่มีนามสกุลดัง พ่อแม่ก็คาดหวังไว้ตลอดว่า ลูกชายต้องแต่งงาน

แต่กรณีนี้ต่างจากเรื่องเฮียตั้วตรงที่ว่า ที่ตระกูลนี้ บุพการีทั้งสอง “รับรู้” ว่า ลูกชายเป็นอะไร และว่าที่ลูกสะใภ้ ก็รับรู้ด้วยว่า คุณ “ว่าที่สามี” เป็นอะไร แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็อยากจะเห็นงานแต่งงานนี้เกิดขึ้น

ตกลงแล้ว คนเราจะแต่งงานกัน ไม่ใช่เพราะรักกันหรอกเหรอ?

จริงอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล และเรื่องภายในครอบครัว แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับเชิญไปงานแต่งงานของทั้งสองคู่นี้ และคุณรับรู้ด้วยว่า การแต่งงานของเขา “เป็นไป” เพื่อวัตถุประสงค์อะไร คุณจะไปร่วมเป็น “สักขีพยาน” พิธีแต่งงานของพวกเขามั๊ย?

ถ้าผมเกิดต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมอาจจะมองไปที่เจ้าบ่าว แล้วเห็น “ผู้พ่ายแพ้” หรือ “คนลวงโลก” คนหนึ่ง พอหันหน้าไปอีกทาง ผมก็คงไม่สามารถเห็นเจ้าสาว นอกจาก “วัวแม่พันธุ์”

ส่วนคนที่เหลือ น่าจะเป็นแก๊งค์มาเฟียและบรรดาสมุนที่สมรู้ร่วมคิดแผนการลวงโลกครั้งใหญ่

พวกเขาทั้งหลายที่อยู่ในกระบวนการนี้ อาจมีผลประโยชน์ร่วมกันก็ได้ ถึงไม่รู้อะไรกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำ ผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นคนๆ หนึ่งที่ไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นแค่วัวแม่พันธุ์ เธออาจจะกลายเป็นราชินีเลอเลิศด้วยทรัพย์สมบัติมโหฬาร และได้ขึ้นทำเนียบคนดังคนต่อไปเพราะนามสกุลสามี

สามีทั้งสองคงหลุดพ้นจากภาวะกดดันจากการเป็นลูกคนโต หรือลูกเดียว ไม่ต้องคอยระวังตัวเวลาผู้คนสงสัยว่า ทำไมยังไม่แต่งงาน เพราะบัดนี้มีเมียเป็นเกราะกำบังช่วยปกปิดสิ่งที่ตัวเองเป็น เขาไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้ แต่เป็นผู้ชนะต่างหาก?

ผมกับเฮียตั้วเริ่มห่างๆ กันไป เราไม่ได้คุยเรื่องแต่งงานอีก ผมรู้สึกว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่ผมรู้จักอีกต่อไป และวันหนึ่ง หากมีการ์ดแต่งงานส่งมาให้ ผมคง…ส่งคืนเขาไป

-end-

คอลัมน์เสริม “แชะ! แชะ! :
คุณผู้อ่านที่รักครับ ใกล้จะครบรอบสี่ปีของคอลัมน์ “เลิกแอบเสียที” แล้วนะครับ คอลัมน์นี้เกิดมาพร้อมกับ Metro Life ฉบับแรก ผมรู้สึกถึงความเมตตาของท่านผู้อ่านเสมอมาครับที่ให้คำแนะนำ และกองบก. ผู้จัดการที่ให้โอกาสโดยตลอด…ที่ผ่านมาในแต่ละสัปดาห์ ผมต้องเลือกเรื่องที่จะเขียนเพียงเรื่องเดียว รู้สึกรักพี่เสียดายน้องมาก (เพราะหล่อทั้งคู่) มีหลายเรื่องต้องพับไป ด้วยพื้นที่จำกัด นับแต่ฉบับนี้ไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีก หวังว่าท่านผู้อ่านคงเพลิดเพลินกับคอลัมน์ใหม่นี้ เหมือนได้คุยกันในบล็อคล่ะครับ

คลอดเสียที! พ็อคเก็ตบุ๊ครวมบทความจากคอลัมน์นี้ เป็นเล่มที่สามต่อจาก รุกรุกรับรับ…ครับผม (2547) และ ใช่แล้วครับ ผมเป็น ‘Gray’ (2548) เล่มนี้เนื้อหาเข้มข้นมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะผู้เขียน “กร้านโลก” ขึ้น ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ “mars” ที่กล้าหาญใช้ชื่อหนังสือว่า “เลิกแอบเสียที” และออกแบบหน้าปกได้โดนใจผู้เขียนอย่างยิ่งด้วยสีสันสายรุ้งสดใส เหมือนกับบอกว่า ชีวิตเกย์ ไม่ต้องอยู่ในสีม่วงสีเดียว หรืออยู่ในสีดำอำพรางตัว ถ้าคุณได้อ่านครบทั้งสามเล่ม แล้วยังแอบอยู่ ผู้เขียนคงเสียยยยใจมากกๆ เลยล่ะครับ แชะ! แชะ!

วันก่อนได้ไปงานสัมมนาของบริษัทนาโน รีเสิร์ช เรื่อง Newcomer New Revenue เกี่ยวกับการทำตลาดกับกลุ่มชายรักชายที่อาคารฐานเศรษฐกิจ อาจารย์หนุ่ม ภูสิต เพ็ญศิริ เจ้าของโปรเจกต์ย้ำว่า ถึงแม้เศรษฐกิจจะซบ แต่ตลาดชาวสีรุ้งไม่มีวันซบ บรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์ฟังไว้นะครับ อย่ามองข้ามศักยภาพของตลาดนี้ ฟังแล้วบรรดาชาวสีรุ้งคงรู้สึกชื่นใจ อยากจะซบไหล่ท่านจริงๆ ใครที่สนใจ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nanosearch.co.th/files/index.php แต่ถ้าใครอยากได้เบอร์มือถือของอาจารย์ ขอได้ที่ผม แต่จะโทรกลับหรือเปล่าไม่รู้นะ  แชะ! แชะ!

ข่าวต่างประเทศบ้าง หนุ่มห้าวฌอน เพนน์  นักแสดงมากฝีมือตกลงรับบทเป็น “ฮาร์วี่ มิลค์” นักการเมืองคนสำคัญของซานฟรานซิสโกที่ไม่ปิดบังตัวเองว่าเป็นเกย์และทำคุณูประการให้ประชาชนมากมาย คุณฮาร์วี่ถูกลอบสังหารในปี 1978 หนังใหม่เรื่องนี้กำกับโดยผกก. ชื่อดัง คุณกัส แวงท์ แซงท์ ข่าวแว่วๆ มาว่ามีคุณแมทท์ เดมอนมาเล่นด้วย แชะ! แชะ!
-end-

23 thoughts on “คอลัมน์ : ผมไม่ได้รักคุณ คุณไม่ได้รักผม เรามาแต่งงานกันเถอะ

  1. ใครเคยเจอเรื่องอย่างนี้มามั่งครับ? แล้วรู้สึกยังไง?
    อ้อ อีกอย่าง รูปต่างๆ ที่พี่วิทยานำมาลง มันโป๊ไปมั๊ย
    แล้วสร้างความยากลำบาก ตะขิดตะขวงในการอ่าน
    โดยเฉพาะหากต้องอ่านในที่ทำงานหรือเปล่า?

  2. พี่วิทย์ เมื่อกี้เข้าเว็บพี่ไม่ได้ โดนทีโอทีบล็อกคะ อึ้งไปเลย เว็บพี่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมตรงไหนเนี่ย เราว่า เรื่องรูป ลดดีกรีลงหน่อยก็ดีนะคะ รูปอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เว็บโดนบล็อกค่ะ เพราะมันเรตสูงเกินไป ส่วนบทความ มันก็แล้วแต่คนค่ะ เพราะบางคนก็แต่งงานเพื่อรักษาวงค์ตระกูล แต่เราก็เกลียดเกย์ที่แต่งงานกับผู้หญิงเพื่อปกปิดความเป็นเกย์อยู่ดี มันเป็นการทำร้ายผู้หญิงชัดๆเลย บทความที่แล้ว คุณ คนแห่งความสะใจ ถามเรามาว่า เราคือใคร ก็ขอตอบว่า เป็นสาววายธรรมดาๆคนนึง ชอบอ่านฟิควาย นิยายรักโรแมนติก และบ้าบอลมาก เป็นแฟนพันธ์แท้แมนยูไนเต็ดค่ะ ถ้าจะติดต่อเรา เมล์มาได้นะคะ beemanufan@yahoo.com ยินดีเป็นเพื่อนกับทุกคนค่ะ

  3. งงกับทีโอที เดี๋ยวบล็อก เดี๋ยวเลิกบล็อก เมื่อกี้เราเข้าเว็บไม่ได้ เอาไงกันแน่ งงจริงๆ พี่วิทย์ ส่งเมล์ไปหานะคะ ตอบด้วย

  4. ผมเห็นด้วยเรื่องภาพน่ะครับ จริงๆผมก็ชอบน่ะ แต่ถ้ามันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ web โดน block เนื่องจากภาพที่ sexy เกินไป ก็ลดทอนลง เพื่อเก็บเนื้อหาของบทความไว้ดีกว่าครับ

    ผมมีรุ่นพี่คนนึงที่ตัดสินใจแบบเดียวกับ เฮียตั้ว และปัจจุบันแกมีลูกโตแล้วครับ แต่ก็ยังไม่เลิก ชอบแวบไปมี sex กับผู้ชาย โดยที่ภรรยาไม่ทราบ บอกตามตรงผมรังเกียจ คนที่ปฎิบัติตัวแบบนี้มาก เจอกันผมก็ทักทาย สวัสดีแกปรกติเหมือนกับพี่คนหนึ่ง แต่ลึกๆ ผมไม่นับถือแกเลยครับ

    นอกจากนี้ ก็มีเพื่อนห่างๆคนนึง ปากก็บอกว่า เป็น Bi แต่ออกจะโน้มเอียงไปแนว ชอบผู้ชายมากกว่า รายนี้ก็แต่งงาน แต่งการมีลูกโตแล้ว ผมรู้จักภรรยาแกด้วย และมีความรู้สึกว่า ภรรยาก็ทราบดีว่า สามีตัวเองเป็นอย่างไร จากความรู้สึกที่สัมผัสได้ ผมว่าภรรยาดูไม่มีความสุขครับ แต่ต้องอยู่กัน เพื่อลูกมากกว่า ไม่ดีเลยครับ

    สรุปจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมก็เลยมีข้อสรุปว่า คนที่บอกว่าตัวเองเป็น Bi Sexual จริงๆแล้วน่า จะเป็น Bi first , Gay later มากกว่าครับ

  5. มันคือ “นรก” ที่ผมพอใจ

    คือ ประโยคที่สาวอิสานรอรักได้ยิน มาจากปาก “ผู้ชาย” ท่านหนึ่งที่ได้มีโอกาสรู้จัก มันเป็น “ปกาศิต” ที่ประกาศก้องอยู่ใน ห้วงคำนึง อันฮึกเหิม ก่อนจะเดินเข้าสู่พิธีแต่งงาน การหรูหรา ที่ใครๆ เห็นก็พูด “เป็น” เสียงเดียวกันว่า “เหมาะสม” กันเสียจริง

    เพื่อที่จะได้มาทราบในตอนท้ายว่า “นรก” ขุมนั้น ทรมานแสนสาหัส เจียนทนไม่ไหว

    แต่แอบทราบมาลึกๆ ว่า ฝ่ายสามี มิได้มีใจ ภักดี ต่อ ภริยา ของตน ยังคง “แอบ” หนี ไปมี “สัมพันธ์สวาท” กับชายอื่นอยู่เนื่อง ๆ

    ถ้าอย่างนี้แล้ว แต่งงานไปเพื่ออะไร

    1.เพียงเพื่อให้ครอบครัวของคุณมีความสุขตามที่เขาคาดหวังหรือคะ? ใครกันแน่ที่ควรมีความสุขจากการแต่งงาน แต่งเพื่อตัวเอง หรือแต่งเพื่อคนอื่น? (หรือว่ามีplot เหมือนนิยายประโลมโลก- แต่งเพื่อทรัพย์สมบัติ)

    2. มันเหมือนกันการโกหกกันไหมคะ ชีวิต “ซ่อนเร้น” มันมีความสุขฉะนั้นหรือไร?

    3. คุณไม่กลัวตัวคุณกลายเป็น พาหนะ นำโรคไปสู่ “ผู้หญิงโชคร้าย” ที่คุณเรียกว่า ภริยา และ แม่ของลูก ของคุณหรือ จิตใจคุณทำด้วยอะไร

    4. คุณเลือกใช้ชีวิตตามใจคุณ หรือใช้ชีวิตคุณ ตามปากคนอื่นคะ

    ส่วนใหญ่แล้วเท่าทีเคยสัมภาษณ์ เกย์ที่ต้องแต่งงาน ไม่ได้เกิดจากความคิดของตนเองทั้งนั้น ส่วนใหญ่มี “แรงบีบ” มาจากนอกจิตใจเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครอยาก “เป็น” คนเลวให้คนอื่นตราหน้าว่า “ชั่ว” หรอกคุณว่าจริงไหม?

    5. ดิฉันไม่เคยให้ใครมีความสุขจากการซ่อนเร้น “ความต้องการ” จาก “ส่วนลึก” ของจิตใจสักคน

    6. เรื่องนี้ ว่า ยาก ค่ะ แต่โดยส่วนตัว แล้ว ทัดทาน ทุกคนที่เคยรู้จักว่า “คิดดีแล้วหรือ” หรือ มันเป็นนรกที่ฉันพอใจ

    สาวอิสานรอรัก
    นักจิตวิทยาตัวฉกาจ

  6. ดูเหมือนจะมีประสบการณ์หรือได้รู้จัก กลุ่มเกย์แต่งงานบังหน้า
    กันนะครับ เรื่องเหล่านี้คงไม่หมดไปแน่ๆ ถ้าคนเรายังไม่ยอมรับ
    คุณค่าของการเป็นเกย์ของตน และรู้จักเคารพสิ่งที่ตัวเองเป็น
    อย่างว่าแหละครับ เราต่างอาศัยอยู่ในความกลัวทั้งสิ้น

    ตอนนี้กำลังจะตามหาสัมภาษณ์ ชายสองคน แต่งงานแล้ว
    มีลูกแล้ว แต่มาเป็นกิ๊กกัน ใครรู้จัก แนะนำด้วยก็ได้ครับ
    อยากสัมภาษณ์ชีวิตที่ต้องหลบซ่อนของเขาว่า มันมีเทคนิค
    หรือ “นรก” แบบไหนที่เขาคิดว่า จัดการได้

    เรื่องรูปนะครับ พีวิทยาจะพยายามให้หวือหวาน้อยลงนะครับ
    เอาเป็นแค่เซ็กซี่พอดูดี คือที่จริง แต่ละรูปก็ลงไปเพราะ
    ความสะใจน่ะครับ เวลาโดนห้ามอะไรมากๆ จะยิ่งทำ
    นิสัยไม่ดีง่ะ

  7. อ้อ… ถึง CYUI ถ้าอ่านตรงนี้อยู่ช่วยเมลเบอร์โทรมาหาพี่หน่อย
    วันนั้น ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่เลย อยากถามอะไรบางอย่างน่ะครับ

  8. เคยคุยเรื่องนี้กับรุ่นพี่คนนึง ที่ .. ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะไม่ไปไหนไกลว่านั้น
    (ไม่ได้แต่งงาน )
    เหตุผลสั้นๆคำเดียวครับ – มัน”ผิด”

    สำหรับเกย์ที่แต่งงาน มีลูก
    .. .ก็ว่ากันไปครับ เหตุผล+ความจำเป็นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
    และเราไม่สามารถเอาทัศนคติ/บรรทัดฐานของเราไปตัดสินใคร

    เรื่องราวของเฮียตั้ว ก็อย่างนึง / ของเพื่อนของเพื่อนคุณวิทยาก็อีกอย่างนึง

    การพิจารณาเรื่องนี้อยู่ห่างๆ เราอาจจะมีความเห็นอย่างหนึ่ง
    แต่หากใกล้เข้าไปกว่านั้น – สมมติว่าเกย์คนนั้น เป็นเพื่อนสนิทของเรา เรารู้จัก เข้าใจ เคยเห็นหน้าลูกเมียเขา
    ถามว่า เราควรยืนอยู่ที่จุดไหน ?
    เราจะ comment อะไรออกไปอย่างที่เราคิดไว้ได้จริงหรือ ?

    ในกรณีที่ยังไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น
    เห็นด้วยครับ ว่าควรรณรงค์ ให้เกย์มีสำนึกรับผิดชอบกับทั้ง ความรู้สึกของผู้หญิง และโดยเฉพาะ ความรู้สึกของตัวเอง

    ถึงเป็นเกย์ ก็เป็นสุภาพบุรุษได้นะ(เว้ย)

  9. ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียวในโลก แล้วไม่ต้องเกี่ยวอะไรกับคนอื่น
    คงจะดีสินะ…

    มีน้องอีกคน ไม่ได้คุยกับเขานานมากแล้ว เป็นคนนิสัยดีมากครับ
    ยังคิดถึงเขาอยู่ทุกวันนี้เลย

    เขามีแฟนผู้ชาย ในหมู่เพื่อน (เกย์) เขาก็เปิดเผยแฟนของเขา
    แต่ไม่ใช่ที่ทำงานและที่บ้าน วันหนึ่ง เขาก็ขอแยกทางกับแฟนคนนี้
    (พี่วิทยาก็รู้จัก) ท่ามกลางความงง ของเพื่อน เพราะสองคนนี้
    รักกันมาก แล้วก็บอกว่า อยากมีลูก

    อยากมีลูก ก็ต้องมีแฟนก่อนใช่มั๊ย
    เขาก็เริ่มคบผู้หญิง และบอกว่า เขาไม่รู้สึกตะขิดตะขวงอะไร

    เจอกันอีกครั้ง เขาคบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ไอ้เราก็พยายามถาม
    ก็ไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงคนนั้นรู้หรือเปล่าว่า เขาเคยมีแฟนผู้ชาย

    สักพัก เขาก็เลิกกับคนนี้ และบอกว่า กำลังมองหาคนใหม่อยู่

    หลังจากนั้น ก็ไม่ได้คุยกับเขาอีก เพราะไม่ได้มีวงโคจรในชีวิต
    ให้เจอกัน ไม่รู้ว่า ถ้าเขาอ่านบล็อกนี้อยู่หรือเปล่า

    ก็จริงนะครับ อย่างที่ Big ว่านั่นแหละ ต่อหน้า เราก็ไม่อยาก
    comment ชีวิตเค้าหรอก เค้ากำลังฝืนตัวเองหรือเปล่า?
    แต่ลึกๆ แล้ว อยากจะบอกให้เขาคิดดีๆ แต่เขาก็คง
    “คิดดีในแบบของเขา” แล้ว เราคนนอก ได้แต่รับรู้

    แต่ลึกๆ แล้ว ที่เราไม่ได้คุยทั้งๆ ที่มี MSN เขา มี อีเมล
    มีเบอร์มือถือเขา ก็เพราะ เราไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ
    ชีวิตเขา…เลย…มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ เหมือนเราได้
    อยู่คนละโลก ยังไงยังงั้น

    หรือท่านผู้อ่านคิดว่า พี่วิทยา ควรจะโทรไปถามเค้า
    ว่า เขาเป็นยังไงตอนนี้?

  10. -สังคม- มองคนติดเอดส์ว่าสมควรแล้วเพราะเป็นเกย์เป็นกระเทยหรือพวกเสพยาเสพติด
    -ชายหญิง- ว่าเกย์กระเทยเป็นพวกอารมณ์รุนแรง ขาดรัก รักสวยรักงามและฉาบฉวย
    -เกย์- มองอีแอบที่แต่งงานว่าผิด ทำร้ายคนอื่น ไม่มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ตัว…
    ………เก่าไป? กดขี่ทางเพศ? มนุษย์มีความหลากหลายเกินจะรับได้? หรือไอ้พวกนี้มีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคุณ? หรือไม่ดีเท่าคุณ?

    หรืออย่างที่พี่ยอดว่า “ไม่เป็นตัวเราเอง คงไม่รู้สึก”
    หรืออย่างที่สาวอิสานว่า “ไม่มีใครอยากเป็นคนเลวให้คนอื่นตราหน้าว่าชั่วหรอก”

    แต่การแต่งงานไม่ใช่นรกที่เค้า”พอใจ”หรอกคับ เพราะพ่อแม่ส่งผู้หญิงมานอนเฝ้าข้างๆ ให้ต้องสวมหน้ากากสามีที่ดีตลอด24ชม. ต้องมีลูก ให้ต้องเป็นพ่อที่ดีไปตลอดชีวิต เพียงไม่นานเค้าก็ลากเมียและลูกลงสู่ห้วงทุกข์ไปด้วย (Family Dysfunctions) เพราะเค้า”ไม่ใช่”ตั้งแต่ต้น
    อะไรเป็นต้นเหตุ? การยอมตามความคาดหวังของสังคม และ สังคมมองว่าเกย์เป็นสิ่งบกพร่อง เค้าอาจไม่กล้าต่อต้านแต่ไม่ควรยอมรับ ปฏิเสธตัวตนด้วยการแต่งงาน โชคร้ายที่เมียก็อับอายเกินจะยอมรับความจริง และอยู่เพื่อลูก ล้วนทำไปเพราะสังคมคาดหวังเช่นนั้น
    หวังว่าทุกคนคงหาทางออกร่วมกันได้ ไม่มีคำว่าสายที่จะเผชิญความจริง เวลาได้พิสูจน์แล้วว่านรกในใจมันน่ากลัวขนาดไหน พร้อมจะเลิกเป็นทาสของสังคมรึยังคับ

    สำหรับเกย์ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การแต่งงานเช่นนี้ ไม่ว่าใครจะรู้บ้าง หรือใครบ้างที่ไม่รู้ตัวจริงของคุณ หรือคุณจะพยายามมากเพียงใด มันไม่สำเร็จหรอกคับ ทีมที่สมาชิกมีเป้าหมายแตกต่างกันแถมยังมีเป้าหมายซ่อนเร้น ไปไม่ไกลหรอก และอย่าลืมว่าคนที่ทรยศต่อทีมมักได้รับการลงโทษเสมอ จากครอบครัวที่คุณพยายามทำให้เค้าพอใจ

    สำหรับเกย์ด้วยกัน ขอยกบางส่วนจากหนังสือ”ปรัชญาชีวิต” ของคาลิล ยิบราน ถอดความโดย ระวี ภาวิไล

    บ่อยครั้งที่เราได้ยินเธอกล่าวขวัญถึงผู้กระทำความผิดพลาด ด้วยคำพูดประหนึ่งว่าเขาผู้นั้นมิใช่พวกเธอคนหนึ่งแต่เป็นผู้แปลกหน้าและเป็นผู้เข้ามารังควานโลกของเธอ
    แต่เรากล่าวว่า ผู้บริสุทธิ์และทรงคุณธรรมก็ไม่อาจก้าวขึ้นเหนือสิ่งสูงสุด อันดำรงอยู่ในเธอแต่ละคนได้

    เช่นเดียวกัน ผู้เลวทราม และผู้อ่อนแอก็ไม่อาจตกต่ำกว่าระดับต่ำที่สุดของเธอได้
    ดังเช่นใบไม้แต่ละใบไม่อาจแปรเป็นสีเหลืองได้โดยทั้งลำต้นไม่ได้มีความรู้อย่างเงียบ ๆ ฉันใด
    ผู้กระทำผิดก็ไม่อาจกระทำชั่วได้โดยปราศจากความมุ่งมาดอันแอบแฝงอยู่ในเธอทั้งหมดฉันนั้น
    เธอทั้งหลายพากันเดินเข้าสู่อาตมันเป็นขบวนแถว
    เธอเป็นทางเดิน และเป็นทั้งผู้เดินทาง

    และเมื่อเธอคนหนึ่งสะดุดล้มลงนั้น เขาล้มลงเพื่อผู้อยู่ข้างหลัง โดยเตือนให้ผู้อื่นระวังก้อนหินที่ขวางทาง

    และเขาล้มลงเพื่อผู้ที่ไปข้างหน้า ซึ่งถึงแม้เดินไปได้โดยเร็วกว่าและก้าวเที่ยงกว่า แต่ก็มิได้เอาก้อนหินที่ขวางทางออกไปเสียด้วย

  11. การเผชิญหน้ากับความจริง อาจน่ากลัวและยากที่จะยอมรับ
    แต่มันคือความจริง เมื่อยอมรับและให้เกียรติกับตัวเองพอ สุดท้ายคนที่มีความสุขก็คือตัวเอง สิ่งตามมาก็คือบุคคลรอบกายก็มีความสุขตามไปด้วย ผมเชื่ออย่างนั้น

    …when you tell the lie, you have to tell the another lie…

  12. จะว่าไป เรื่องเกย์แต่งงาน สาวอิสานฯ คิดว่า “มันก็เป็นชีวิตของเขา” นะคะ
    แต่อย่างไรเสีย สาวอิสานฯ คิดว่า สาวอิสานรอรักคงไม่แต่งค่ะ (เพราะ ดิฉันไม่อยากตีฉิ่ง หรือทำ “เลสเบี้ยนกิริยา” ให้รู้สึก เป็น “ทุกข์กริยาจริต” สยองหัวใจตัวเองค่ะ … อิอิ ความจริง แล้ว คือไม่มีใครเอาค่ะ)

    อย่างไรก็ตามมีเรื่องอยากจะมา แชร์ ร่วมกันว่า

    ผู้ชายที่พิศมัยผู้ชายด้วยกัน ยุคหนึ่ง(ตอนนี้เหล่านั้นอายุนะจะประมาณ 40 ขึ้นกันหมดแล้ว) ไม่รู้สถานะภาพของตัวเอง เพราะสังคมสมัยนั้น นั้นไม่มีคำว่าเกย์ หรือยังไม่มีภาพลักษณ์และรูปลักษณ์ว่า ผู้ชายจะรักผู้ชายได้

    มีแต่คำ “กะเทย” ซึ่งออกจะดูเหยียดๆ ในความรู้สึกผู้ถูกเรียก..
    กะเทยเป็นโรคที่ต้องรักษา และน่ารังเกียจ หากใครเปิดตัว
    นั่นเป็นความรู้ของผู้คนในยุคสมัยหนึ่ง

    ดังนั้น ผู้ชายที่(อยาก)รักผู้ชายด้วยกัน จึงได้แต่เก็บงำ ความรู้สึกนั้นไว้ภายใน
    ประกอบกับ ทัศนคติที่ สังคมสร้างไว้ คือ ผู้ชายก็ต้องแต่งงาน ถ้าไม่แต่งงาน ก็จะกลายเป็นอีตุ๊ต อีกะเทย ดังนั้น คนทีไม่แต่งงาน ในยุคนั้น จึงต้องมีทางให้ออกไม่กี่ทางคือ

    1. เป็นกะเทยมันไปเลย ไหนๆก็ไหนๆ
    2. เป็นคนธรรมมะ ธรรมโม เคร่งศาสนา
    3. เป็นคนเก็บกด และแปลกแยก
    4. เป็นคนทำงานที่เอาแต่ทำงาน
    (ลองหันไปดูรอบๆ ตัวคุณๆ สิคะ ดิฉันว่ามีเยอะนะคะ เห็นในทีวี ที่ดังๆ แต่ยังไม่แต่งงาน ก็มีหลายคนนะคะ )

    มันเป็นโชคดีของเด็กยุคใหม่ค่ะ ที่โลกเปิดมากขึ้นและ ทัศนคติที่บรรจุลงในสมองให้กลายแสดงออกมากขึ้น เริ่มมีคำว่า เกย์ และ เริ่มมีการยอมรับสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น ความมีตัวตนของชายรักชาย เริ่มมีปรากฏตัวให้เห็น ให้เป็นแบบอย่าง

    จน ผู้ชายมีหนวดอาชีพตำรวจท่านหนึ่งที่ สาวอิสานรอรัก ได้มีโอกาสรู้จัก ถึงกับเปรยออกมาว่า “อิจฉาเด็กสมัยนี้ เป็นชายรักชายก็บอกกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องเก็บงำไว้กับตัวเหมือนเรา”

    ไหมล่ะคะ? มีใครบ้างที่ไม่อยากทำตัวตามความรู้สึกของตัวเอง แต่ในเมื่อสังคม หล่อหลอมให้ใครคนหนึ่ง ต้องเปิดบังความต้องการจากส่วนลึก จน แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นความคาดหวังจากคนอื่น อะไรเป็นความต้องการจากตัวเราเอง

    …มันไม่ง่ายหรอกค่ะที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะชีวิตทั้งชวิต ก็เติบโตมาแบบปิดบัง มาทั้งชีวิต (แต่งงานมีลูกอีกนิดจะเป็นไรไป ..ฮา..)

    ดังนั้น จึงทั้งน่าเห็นใจ น่าสงสารใจ น่าตำหนิใจ และน่าขุ่นหัวใจ ไปในคราวเดียว เมื่อได้รับรู้ว่า ผู้ชายรักผู้ชายจะไปแต่งงาน

    อย่างไรเสีย ไม่ว่าคุณจะเป็นชายจริง หญิงแท้ ชายรักแท้ ชายรักเทียม
    …ไม่หลอกลวงตัวเองเป็นดีที่สุด

    “เขาปฏิเสธความจริง ในขณะที่เขาก็โหยหาความจริง”

    เท่าที่เคยวิเคราะห์ จบลงด้วยโคกนาฏกรรมทั้งนั้น โศกนาฏกรรมในหัวใจของเขาเอง ค่ะ…

    สาวอิสานรอรักนักวิเคราะห์นโบบายรักและแผนหัวใจ…ฮา

  13. เขียนกันได้อย่างหนุกหนาน ทำเอาพี่วิทยาอ่านอย่างเมามัน

    เอางี้…กรณี 40 up แต่งไปแล้ว มีลูกแล้ว เพราะสมัยที่โตๆ มา ไม่มี
    คำว่าเกย์ อย่างนั้น เราจะบอกว่า คนกลุ่มนี้ พอ “ยอมรับและเข้าใจ”
    ได้ ก็พอฟังได้นะ

    แต่ที่โตมามีคำว่า “เกย์” แต่ไม่เคยสำรวจตัวเองเลย แล้วจะแต่งงานนี่
    น่าจะไม่เข้าข่ายนะ เพราะถือว่า อยู่ในโลกแห่งข่าวสาร แต่กลับปิดกั้น
    ตัวเองซะนี่ หรือว่า เป็นโชคร้ายของเค้าที่ไม่เข้าถึง “สัจธรรม”?

    คิดไปคิดว่า น่าจะมี course Thearpy จริงๆ จังๆ เสียทีนะ สำหรับ
    คนที่ยอมรับความจริงของตัวเองไม่ได้ และคิดจะแต่งงานเพื่อ
    ทำตามความคาดหวังของสังคม ทีพวก Exodus มี gay-thearapy
    โม้ว่าเปลี่ยยเกย์ให้หายได้ ก็น่าจะมี course Thearapy เปลี่ยน
    คนติดกับอยู่ในกรอบทางเพศ ให้เข้าใจและมีความสุขขึ้นกับ
    สิ่งที่ตัวเองเป็น เราอาจจะมีเกย์ที่อยากช่วยเหลือคนอื่นๆ เพิ่ม
    ขึ้นมาอีกคน เหมือนกับหลายๆ คนในที่นี้

    คิดว่าไง ดีมั๊ย?

  14. พี่ยอด
    ผมเห็นด้วยคับ อาสาเป็นวิทยากรด้วย
    จะช่วยกระเทาะให้หมดเปลือกทีเดียว
    ถือว่าเป็นการทำบุญนะคับ ช่วยให้คนได้รู้จักตัวเองมากขึ้นเนี่ยะ

    หยั่งงี้เรียกแมวมองได้ไม๊พี่?
    พาเด็กใหม่เข้าวงการง่ะ

    ปล. ผมเมล์เบอร์โทรให้พี่ยอดที่vitadam2002 @ yahoo.com แล้วนะคับ

  15. โห น้องๆ หนูๆ เฮียๆ คิดการใหญ่
    จะเปิดตัวที่ห้างฯไหน บอกมาเลย
    เราจะไปนั่งกินเบียร์รอ วิทยากร+pretty
    (สอยไปดริงค์ต่อไง 5 5 5)

    แต่ได้ข่าวแว่วๆมาว่า
    วิทยากรเป็นเด็กดีมีอนามัย no Lกฮ
    ส่วน ยัย pretty สาวอิสานฯนี่คอทองแดง
    แม่นบ่?

    อิ อิ อิ

  16. CYUI ได้รับแล้วครับ พอดีวิ่งวุ่นอยู่ ไม่ได้นั่งกะที่ซ้ากที เดวโทรไป
    นะ ขอโทษครับ ปล่อยให้รอ…สาวอิสาน…เป็น pretty ได้…แต่ชุดที่ใส่ต้องเอามาให้ดูก่อน…อิ อิ…big กินเบียร์รอแน่นะ…ถ้าออกมาแล้ว
    หายไปกับผู้ชายละก้อ…อุ อุ อุ…

    อ้ะ บทฟามใหม่อัพเดทแล้วนะ คราวนี้รูปไม่โป๊ ใส่ผ้าขนหนูเรียบโร้ยย…
    ใครมีรูปหนุ่มเอเชียน ฝากส่งมาด่วน ตอนนี้ขาดแคลนมากครับ…

  17. (ที่จริงทำไปแล้วนะ โครงการนี้น่ะ ถ้าใครจำได้ ก้อ…รวมพลคนไม่มี
    เพื่อนไง ตอนนี้ก๊วนนั้นกลายเป็นเพื่อนกันแน่นปึ้ก ไปไหนมาไหน
    ด้วยกันตลอด พอเจอพวกเค้าที เห็นแต่ละคนมีความสุขขึ้น ก็ดีใจน่ะครับ)

  18. มีเพื่อนผู้หญิงคนนึง…แอบชอบเพื่อนสนิท(ผู้ชาย)…ท้ังคู่สนิทกันในระดับนึง…แต่เพื่อนฉันก็ไม่แน่ใจว่าผู้ชายคนที่เธอชอบนี่จะเป็นเกย์หรือปล่าว..ข้อสังเกตคือเวลาดื่มน้ำนี่เขายกนิ้วก้อยกรีดเชียว…อีกอย่างเพื่อนผู้ชายของเธอคนนี้มักขอแวะมาขอนอนที่คอนโดเป็นประจำ…มีข้ออ้างไปเรื่อยเพื่อนฉันก็ใจดีให้นอนด้วย(อีกอย่างเพราะใจอ่อน)…
    ทั้งคู่นอนด้วยกัน(เตียงเดียวกัน) แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…บ่อยๆ เข้าเลยชักสงสัยว่า…เพื่อนผู้ชายของเธอนี่…ไม่ได้คิดอะไรกันเธอจริงๆเพราะเป็นเพื่อนกัน หรือเขาจะเป็นเกย์กันแน่เนี้ยะ…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s