พุธ 28 นี้มีสัมภาษณ์ผกก.กะน้องมาริโอ้ ใครอยากให้ถามอะไรมั๊ย?

peachset1.jpgmarioset11.jpg

 (คาดว่า ไม่น่ามีไรผิดพลาดคลาดเคลื่อน ใครอยากจะฝากคำถามอะไร ฝากมาได้
ในบล็อคนี้เลยคร้าบบ)

41 thoughts on “พุธ 28 นี้มีสัมภาษณ์ผกก.กะน้องมาริโอ้ ใครอยากให้ถามอะไรมั๊ย?

  1. คิดไม่ออก… เหมือนตอนนี้รัก”นายรักแห่งสยาม”ไปแล้ว
    ก็จะรักพ่อแม่ของเค้าไปด้วย(คุณมะเดี่ยว)
    รักแขนขาและทุกองค์ประกอบ(นักแสดงทุกคน ย้ำว่าทุกคนจริงๆนะ)
    รักการพูดคุยของเค้า(การเล่าเรื่อง)
    รักสิ่งที่เค้าบอก(แก่นของเรื่อง)
    รักๆๆๆๆๆ
    อยากไปนั่งฟังพี่ๆคุยกันมากกว่า เค้าพูดอะไรเราก็เชื่อหมด พยักหน้าอย่างเดียว ก็รักเค้าหมดใจแล้วนี่

    ปล. อยากให้ทำของที่ระลึกออกมาเยอะๆ เพราะ รักง่ะ

  2. ทำไมหน้าหนังออกมาเป็นแบบนี้? ไม่สื่อถึงเนื้อในเลย…
    แต่ตอนนี้ก็ผ่านมาจะ1อาทิตย์แล้ว น่าจะทำโปรโมทดึงกลุ่มเป้าหมายอื่นได้แล้ว(ไม่แค่วางตัวว่าเป็นหนังวัยรุ่น)
    ผมล่ะช่วยโปรโมทสุดตัว แต่สหมงคลไม่เห็นทำอะไรเลยอ่ะ ผมรักหนังเรื่องนี้นะ สหมงคลทำเหมือนไม่รักอ่ะ

  3. ทำไมเลือกคุณพิมพ์พรรณ บูรณะพิมพ์มารับบทอาม่า?
    โดนใจผมมากๆ ผมรู้สึกจริงๆว่าผู้หญิงคนนี้เป็นอาม่าจริงๆ และเป็นอาม่าในแบบที่เรียกหลานว่า”เพื่อน” ด้วย

    เลือกได้ยอด
    คุณพิมพ์พรรณเจ๋งมากๆคับ

  4. ตอนที่มิวต้องแสดงการทำCPRกับเอ็กซ์ แล้วเอ็กซ์บอกว่ามิวยื่นลิ้นเข้าปาก ผมเข้าใจว่าผู้กำกับจะแสดงความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจระหว่างมิวกับเอ็กซ์
    แต่ว่ามีคำอธิบายเหตุการณ์นี้ไม๊คับ? หลายคนคิดว่ามิวทำแบบนั้นจริงๆและมองภาพมิวไม่ค่อยดี
    ผมมองว่าเอ็กซ์อายและกลัวโดนเพื่อนๆล้อว่าจูบกับมิว(เพราะภาพมิวในเรื่องถูกมองว่าออกหวาน-ออกสาว จากคำพูดของพี่ชายของหญิง) จึงหันเหสถานการณ์ไปแบบนั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของเด็กวัยรุ่นที่กลัวโดนล้อมากๆ

    คุณมะเดี่ยวว่าไงคับ?

  5. เป็นอะไร มากไหม คะ รี บนหัวดิฉันเนี่ย???
    อิอิ (ล้อเล่ง)

    อยากถามว่า เอ็กส์ แอบ รัก มิว ใช่หรือไม่คะ
    พยายามบอกมิว ต่างๆ นานา แต่มิวไม่รุ้
    เพราะมิ้ว หมกมุ่นอยู่กับโต้งคนเดียว

    ดิฉันมองแมวตา เอ็กส์ออกค่ะ

    เพื่อนแอบรักเพื่อนใช่ไหมค่ะ

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    น้องเอ็กส์ค่ะ สาวอิสานรอรัก รักคุณค่ะ

  6. มาริโอ้แสดงออกทางแววตาและใบหน้าได้ดีมาก “หญิง”ก็เช่นกัน
    กำกับให้เค้าแสดงอารมณ์ได้ดีจังคับ

    หลายฉากก็จับบุคลิกที่น่ารักของนักแสดงได้น่าชื่นชมจังคับ เช่น
    ตอนโต้งฟังมิวร้องเพลง”กันและกัน”ในปาร์ตี้ที่บ้าน แล้วภาพที่โต้งสะบัดหน้ากึ่งพยักหน้าแบบว่า”โดนใจ”กับเพลงของมิว
    และตอนที่นักร้องเด็กที่ร้องเพลง”คืนอันเป็นนิรันดร์”โดนจูนแย่งกินก๋วยเตี๋ยว ก็น่ารักมีเสน่ห์มากๆ

  7. ชอบเพลง”คืนอันเป็นนิรันดร์”มากคับ ทำไมเลือกน้องคนนี้มาร้อง?
    โดยส่วนตัวผมคิดว่าเสียงเค้าในเพลงนี้มัน ทั้งทุกข์และปลอบโยนไปพร้อมๆกันเลยคับ เหมือนมีเพื่อนมานั่งร้องให้ด้วยกัน สอดคล้องกับภาพที่โต้งโอบมิวเอาไว้เลย ลงตัวมากๆคับ

  8. อยากให้ถามหน่อยครับว่า วันที่ 8 ธันวาหนังยังฉายอยู่ไหมครับ เพราะอยากไปดูมากๆๆแต่ยังติดสอบปลายภาคอยู่(เพราะอยู่ภาคอินเตอร์)
    ช่วยถามหน่อยนะครับ กลัวออกโรงไปแล้วไม่ได้อุดหนุนโดยตรงจิงๆ

  9. ดีใจมากที่คุณวิทยาจะช่วยเป็นสื่อกลางให้เพราะอยากถามผู้กำกับมากๆๆๆ แต่คงไม่มีโอกาสได้ถามเอง…ที่ผมข้องใจสุดๆ ทำไมจึงทำให้หนังจบแบบนี้ ผมเองชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดและเป็นหนังไทยเรื่องเดียวในชีวิตที่ทำให้ผมดูในโรง 2 ครั้งได้…ต่อนะครับ…ผมว่าโต้งได้เลือกทางที่ “ดีที่สุด” ของเขาแล้วตั้งแต่ตอนเลือกตุ๊กตา ซึ่งแม่เองก็ดูจะยอมรับได้ จากนั้นก็ยังเลือกปฏิเสธโดนัทอีก แต่ทำไมจึงไม่คบกับมิวล่ะครับ ผมว่าหนังเปิดทางให้โต้งเลือกมิวแล้วนี่ครับ หรือถ้าไม่อยากให้หนังจบแบบเป็นการส่งเสริมเรื่องเกย์ ผมว่าทำจบแบบเปิดให้คนดูคิดต่อเองก็ยังได้ เช่น ให้โต้งเอาจมูกซานต้ามาให้เฉยๆ โดยไม่พูดเรื่องความรัก…แต่ในหนังนั้นจบแบบตัดรอนด้วยคำอำลา “โชคดีนะ” ซึ่งผมเข้าใจว่าคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว มันทำร้ายจิตใจมากๆๆๆ นะครับ ยังไงช่วยถามคุณมะเดี่ยวให้ได้นะครับ ขอบคุณครับ

  10. 5 5 5
    สงสัยเหมือนน้องสาวอิสานเช่นกัน ว่าน้อง Cyui เป็นไรไปอ่ะ ?

    เพิ่งไปดู”รักแห่งสยาม”มาครับ
    ด้วยแรงเชียร์ของน้องๆแถวนี้แหละ : )

    ที่เด่นที่สุดต้องขอชม คือ ไอเดียในการพล็อตเรื่อง และ theme ที่ต้องการจะบอก มันสอดคล้องกันดี และเก็บความได้หมด
    เป็นสคริปต์ที่ดีเรื่องนึงของหนังไทยเลยนะครับ
    เสียดายอยู่นิดเดียว ตรงที่รู้สึกว่าหนังมันยาวไปหน่อย

    ผมชอบบทของจูนมากๆ ทำให้หนังมีความลงตัวสูง แล้วน้องพลอย เฌอมาลย์ ก็เล่นได้ดีจริงๆ

    ที่ทำให้ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย ( คิดเหมือนคุณ big คนข้างบน )
    ว่าประโยคที่โต้งพูดออกมาตอนท้ายเรื่องน่ะ – ไม่มีซะยังจะดีกว่า
    เพราะตัวบทก็ปูทาง ใส่ลูกล่อลูกชนเฉพาะประเด็นนี้มาได้แน่นมากๆ
    แบบที่คุณมะเดี่ยวให้สัมภาษณ์ว่า กว่าจะได้สคริปต์มาเนี่ย พลิกแล้วพลิกอีก
    แต่ก็ เฮ้อ .. ไม่น่ามาตีลังกาตอนจบเลยว่ะ : (

    ผมชอบความหมายของคำว่า”เหงา”ในเรื่องนี้เอามากๆ
    เพราะมัน”โดน” แบบชัดเจน กระจ่างแจ้งหัวใจดีจริงๆ

    ปล. ถึงน้องสาวอิสานฯ
    ผมว่าน้อง X ไม่ได้แอบรักน้องมิวหรอก
    แต่สาวอิสานฯนั่นแหละ ที่หลงรักน้อง X ว่ะ
    อิอิอิ – เถียงเด่ะ เถียงเด่ะ

    ปล.ถึงน้อง Cyui
    เฮ้ย ผมมองฉาก CPR ว่าเป็นการล้อเลียนอารมณ์ Homophobia ของทั้งคนทำหนัง คนแสดง คนดู และคนทั้งสังคม ทั้งโลก แบบฉากเดียวกวาดเรียบ
    ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ว่าใครเป็นคนเริ่ม
    (แต่ถ้าคิดแบบสมมติฐานเกี่ยวกับน้อง X ของสาวอิสานฯละก็
    สามารถเอาชีวิตน้อง X ไปเขียนสคริปต์ สร้างหนังได้อีกเรื่องนึงเลยนะ โดยเริ่มจากฉากนี้ไง 5 5 5 )

    ท้ายนี้ขอชมทีมงานเรื่องนี้ทุกคน ที่ทำให้เรารู้สึกอิ่มในหัวใจ
    ไม่มีคำถามถึงน้องมาริโอ้นะครับ แต่ฝากกอดน้องเขาแน่นๆซักหนึ่งนาที (จะไหวไหมล่ะครับ ป๋าวิทย์ 5 5 5 ?)

  11. ปล. อีกที
    ฝากคุณยอดบอกคุณมะเดี่ยว เชิญน้อง Cyui ไปเลี้ยงข้าวเย็นซักมื้อสิ
    ในฐานะ แฟนพันธุ์แท้ ไง

    อิอิอิ

    พี่ big คนเดิม

  12. Another hot issue น่ะครับ สำหรับหนังเรื่องนี้ แต่จะว่าไปแล้ว ผมก็ชอบหนังเรื่องนี้เอามากๆ และก็เป็นเหมือน คุณ big … ด้วยแรงกระตุ้นอันเนื่องมาจากแรงเชียร์ของเพื่อนๆ เป็นสำคัญ ที่ต้องรีบไปดู เพื่อมา share ความคิดเห็นกัน

    สุดท้ายก็ ตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ไปอีกคนแล้วครับ วันนี้หลังเลิกงาน จะไปดูเพื่อเก็บรายละเอียดอีกครั้งครับ … เพียงครั้งแรกที่ดูมา ก็ไม่แปลกใจเลยครับว่า ทำไม เพื่อนๆหลายๆคนถึงชอบหนังเรื่องนี้กันนัก

    อย่างที่เคยเขียนไว้ก่อนหน้าว่า เห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ครั้งแรก ก็เข้าใจว่า เป็นหนังรักของน้องๆวัยรุ่น … แต่พอมาคิดดูอีกที ผมก็พอเข้าใจน่ะครับว่าทำไมค่ายหนังจึงเลือกตัดหนังตัวอย่างออกมาแบบนั้น … ถึงแม้ว่าสังคมบ้านเราจะเปิดรับ เรื่อง เกย์ มากพอควร แต่ผมว่าลึกๆแล้วก็ยังมีความรู้สึก homophobia กระจายอยู่ทั่วไปน่ะครับ

    เอาล่ะครับ กลับมาคุยเรื่องหนังกันต่อดีกว่า โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ เป็น drama หนักๆ เรื่องนึงเลยครับ ภาพรวมของหนังทำได้ดีเอาเรื่อง การเลือกนักแสดงทุกๆท่าน เหมาะสม ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวเด่นๆที่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ ตั้งแต่ มิว โต้ง หญิง โดนัท และกลุ่มเพื่อนๆที่รายล้อมอยู่ทั้งหมด ทุกคนแสดงได้ดี ดูลื่นไหล เป็นธรรมชาติครับ เสริมด้วยนักแสดงรุ่นพี่ คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น คุณพิมพ์พรรณ คุณสินจัย คุณกบ-ทรงสิทธิ์ และ คุณพลอย-เฌอมาลย์ โดยเฉพาะ คุณพลอย ที่ทำให้เราเห็นว่า เธอก็เป็นนักแสดงที่มีศักยภาพคนหนึ่งทีเดียวครับ แต่จากที่ผ่านๆมา อาจจะไม่ได้รับบทที่เปิดโอกาสให้เธอนัก

    ผลที่ได้รับจากกลุ่มนักแสดงทั้งหมดข้างต้น ไม่ทำให้ผมรู้สึกเลยครับ ว่าหนังเรื่องนี้ใช้เวลานาน ถึง 2 ชม.กว่าๆทีเดียว อาจจะเป็นด้วยเราเกิดความรู้สึกเป็นส่วนร่วมไปกับหนัง จนไม่รู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไปด้วย

    ขออนุญาตพูดถึงฉากที่ประทับใจหน่อยน่ะครับ … ไม่ขอกล่าวถึง ฉากที่
    มิว กับ โต้ง ทำให้คนดู ฮือฮา น่ะครับ เพราะว่า มันกลายเป็น talk of the town ไปแล้ว … โดยส่วนตัว ผมชอบฉากตอนท้ายๆ ที่ คุณสินจัย กลับมาที่บ้าน เพื่อนำอาหารกลางวันมาให้ คุณกบ โดยดูจะเป็นเรื่องปรกติที่จะพบว่า อาหารเช้าที่เตรียมไว้ จะไม่ได้รับการแตะต้อง และถูกปล่อยให้เย็นชืด และคงเป็นกิจวัตร ที่เธอจะนำอาหารกลางวันร้อนๆ เปลี่ยนให้ และนำอาหารเช้าที่ค้างอยู่นั้นมาทานเป็นอาหารกลางวันของเธอเอง โดย คุณกบมายืนมองอยู่ข้างหล้ง พร้อมน้ำตาคลอเบ้า … มันทำให้ผมรู้สึก และ เข้าใจ ไปพร้อมๆกับตัวละครที่คุณกบแสดง ถึง ความรัก ความห่วงใย ที่ตัวละครที่ คุณสินจัย แสดงมีต่อครอบครัวของเธอ … มันตอบโจทย์ทั้งหมดเลยครับ ว่า ทำไมเธอถึงทำสิ่งต่างๆก่อนหน้า โดยที่เรารู้สึกตรงกันข้ามและเห็นว่าไม่เหมาะสม … บอกตรงๆ ผมเริ่มตื้อๆ ตั้งแต่ฉากนี้ แล้วหนังก็เริ่มขมวดเกลียว และหลอมรวม ให้คนดูเห็นถึงการตัดสินใจ ของตัวละครต่างๆทุกตัว โดยมีเรื่องให้เราขบคิดไปพร้อมๆกัน ผมว่า ผู้กำกับ fair ดีครับ ที่จะให้เราเห็นว่า อะไรๆ มันไม่สวยงาม และ happy ending ไปซะทั้งหมดหรอก ซึ่งรวมไปถึง ความรักที่ มิว และ โต้ง มีให้ต่อกัน

    ด้วยองค์ประกอบรวมของสังคมปัจจุบัน ผมว่ามีหลายคนทีเดียวครับ ที่ตกอยู่ในสถาณการณ์เดียวกับ โต้ง ที่มีความรู้สึกสับสนในตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกได้ถึง ความรัก ทีมีกับ มิว แต่ก็ไม่สามารถทำให้มันออกมาเป็น บริบท ทีเราคาดหวังได้ … ในทางตรงกันข้าม มิว เป็นตัวละครที่ชัดเจนมากครับ เขาทราบว่าตัวเองเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร และสุดท้ายผมเชื่อว่า เขาจะแข็งแรงขึ้น โดยมีเพื่อนๆที่เข้าใจ และ ยอบรับ ตัวตนของเขา เป็นกำลังใจ อยู่รอบข้าง

    Bravo ครับ ขอ Standing Ovation ให้กับหนังเรื่องนี้

  13. ช่วยบอกคุณมะเดี่ยวออก DVD แบบ Director’s Cut 4 ช.ม. เต็มได้ไหมครับ ต้องการดูฉบับเต็มมาก ๆ เพราะประทับใจทุกอย่างของภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะการแสดงของนักแสดงทุกท่านครับ หวังว่าคงมีโอกาสได้ชมฉบับเต็ม 4 ช.ม. นะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

  14. อยากได้ไฟล์ MVอ่ะจ๊ะ สาวอิสานรอรัก พอจะมีที่ให้โหลดบ้างหรือเปล่า หรือว่าพอจะส่งเป็นไฟล์ให้บ้างได้ป่าว

  15. บทสัมภาษณนี้ เพื่อนส่งมาให้ค่ะ ไม่เกี่ยวกับ ของคุณวิทยาค่ะ
    เห็นหลายท่านใน้ชอบก่อน ก็เลยเอามาแบ่งปันค่ะ

    ขออนุญาต เจ้าของบ้านนะคะ

    เอาบทสัมภาษณ์ผู้กำกับ มะเดี่ยว – รักแห่งสยาม มาให้อ่านกันคับ เห็นหลายคนอยากอ่าน
    เขียนโดย : mori
    Tue, 11/27/2007 – 15:06.

    (ปล. ถ้าเปลี่ยนคนถามแล้วจะขีดเส้นใต้กั้นให้

    (ผู้ชม)ทำไมถึงให้ครอบครัวของพี่สินจัยเป็น Catholic

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) เป็นคำถามที่ดีมาก ฮ่ะ ผมอาจจะโดนบางคน แบบ….เอ๊ะ ทำไมต้องเป็น Catholic เพราะว่าประเทศเราก็มีคน Catholic และผมก็เติบโตมาจากโรงเรียน Catholic แต่ที่บ้านนับถือศาสนาพุทธ แต่ว่าตัวผมเองเข้าพิธี Catholic หมดทุกอย่าง แล้วก็ผมก็รู้สึกว่าความรักมันคือสิ่งยึดเหนี่ยว บางครั้งก็คือศาสนา บางครั้งศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจเราไว้ไม่ได้แล้วนี่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราได้ก็คือคนที่เรารัก ในหนังก็จะมีสัญลักษณ์ อย่างโต้งเนี่ย หัวเตียงเค้าจะมีเขียนว่า I believe แล้วก็เอ่อ…..คือตัวเค้ายึดมั่นอยู่กับอะไรสักอย่างอยู่ แล้วก็มีโปสเตอร์หนังเรื่อง Heaven

    ————————————————-
    (ผู้ชม)ผมอยากจะถามแบบอิน อิน เลยน่ะครับ ทำไมครอบครัวของสินจัยกับน้องเค้า เศร้ามากกกกกกกกกก

    (พิธีกร)เน้นน่ะค่ะ เศร้ามาก

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) สงสารใช่มั้ยฮ่ะ คือหนังเรื่องนี้ไอเดียแรกเริ่มคือว่า ณ เวลาที่คนเราตกอยู่ในความทุกข์และความเศร้า ตกอยู่ในช่วงเวลาที่หาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ สิ่งใดที่ดึงเค้าออกมา สิ่งใดที่ทำให้เรายืนรอเวลาให้ผ่านไปได้ โดยที่เราไม่ตายไปซะก่อน โดยไม่หมดหวังในชีวิตไปซะก่อน นั่นคือความรัก เนื้อหนังคืออย่างนี้ แต่ทุกคนเห็นหน้าหนังจะเป็นหนังใส ๆ น่ะฮ่ะ จากเนื้อหนังจริง ๆ จะพูดถึงความรักในมุมกว้างกว่านั้น กว้างกว่าความรักของหนุ่มสาว กว้างกว่าความรักของวัยรุ่น นี่คือสิ่งที่อยากจะบอก แล้วก็เป็นเหตุให้ว่าจริง ๆ แล้วครอบครัวของพี่นกมีความทุกข์เป็นรูปธรรม แต่ตัวมิวเค้าก็มีความทุกข์คือความเหงา เค้าไม่มีอาม่าแล้ว เค้ารู้สึกว่าตัวเค้าแตกต่างจากคนอื่น นี่คือความเหงาที่เอ่อ…..ที่ก็จะเป็นคำถามที่ว่าทำไมถึงเป็นเรื่องของคนเพศที่ 3…..เพศในโลกนี้มันไม่มีเพศหรอกครับ พอพูดถึงความรักแล้วมันเป็นไปได้หมดทุกอย่าง อย่างมิวเองนี่ เค้าคือ…คือถ้ามันมากกว่า กว่า….. ความรู้สึกแตกต่างอ่ะ ความรู้สึกที่เค้ามีอะไร แล้วมัน…มัน…มันไม่เหมือนกับคนอื่นที่มีความทุกข์ในใจของมิว บางครั้งเราอาจจะไม่เข้าใจประเภทนั้น ที่แตกต่างไปจากเรา ครับ นี่คือความทุกข์ของคนอีกแบบนึง

    ————————————————
    (ผู้ชม)ในจุดที่เรามีการพล๊อตให้มีการหายไปของลูกคนโตน่ะค่ะ น้องแตงนี่ จุดนี้ผู้กำกับมีเก็บไว้เป็นตอน 2 ภาค 2 ของหนังเรื่องนี้หรือเปล่าค่ะ เพราะว่ามันน่าสนใจ ตรงที่เค้าจากไป แล้ว ก็มีคนคล้าย ๆ เข้ามา แล้วก็จากไปอีก มันเลยเหมือนกับว่าชีวิตคนเนี่ยมันไม่ควรจะเศร้ามันน่าจะมีตอน 2 ใช่มั้ยค่ะ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ไม่ใช่ครับ หนังเรื่องนี้จบบริบูรณ์ครับ จริง ๆ ผมอยากจะขึ้นในจอว่า “สวัสดี” แต่เกรงว่าจะเป็น “ภาพยนต์ไทยที่รัก” ไป ก็…คือ…. ที่เซ็ทว่าให้หายไป รู้สึกเหมือนเป็นดารามากเลย พูดไปก็มีแสงแฟลช วาบ วาบ(ฮา….) ที่หายไปเลยโดยที่ไม่มี เอ่อ…คือปกติถ้าจะมีการหายไปต้องมีการหนีออกจากบ้าน มีการทะเลาะเบาะแว้ง ต้องมีเหตุผลในการหายไป แต่รู้สึกว่าการหายไปโดยไม่มีเหตุผลมันเจ็บปวดกว่า เพราะมันไม่รู้ว่าทำผิดอะไร แต่ก็คือว่าอ่า…ไปหลงป่านี่แหละ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเนี่ยในเวอร์ชั่น ในบทประพันธ์ ยาขอบ(เป็นมุข) ได้เขียนเอาไว้ว่า ตัว….เอ่อ…..คล้าย ๆ กับว่าตัวโต้งตอนเด็ก ๆจะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่มาบอกว่าหลงป่าแล้วหายไป ความรู้สึกของโต้งก็คือไม่เชื่อ ยังค้างคาใจอยู่จนโต จะรู้สึกว่าตอนเด็ก ๆ พ่อแม่หลอกเราหรือเปล่า แต่ประเด็นนี้เราไม่ได้เอามาเป็นปริศนาใด ๆ จนกระทั่งจบเรื่อง ผมรู้สึกว่ามันเป็นการหายไปของคน ๆ นึง แล้วมันทำให้ครอบครัวนี้ sad มาก บางทีเค้าอาจจะแต่เรื่องขึ้นมา บางทีเค้าอาจจะตายไปแล้วก็ได้ แต่ก็แต่เรื่องขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมใจตัวเองไม่ให้มันเศร้าเกินไป ไม่ให้เด็กอย่างโต้งเนี่ยเห็นว่าชีวิตมันโหดร้ายขนาดไหน ตามเนื้องเรื่องที่แต่งไว้ แต่พอมาเป็นหนังด้วยเรื่องเวลา เลยต้องมีการตัดทอนลงไปบ้าง แล้วก็การกลับมาเมื่อตอนโตเนี่ย เหมือนช่วงกลาง ๆ ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะดี อย่างเช่นตอนที่เอ่อ….ตอนที่มิว เจอกับโต้งแล้ว ตอนที่จูนเข้ามาในครอบครัวนี้แล้ว เหมือน ความรักนี้พระเจ้าประทานให้เรา พระเจ้าประทานเป็นของขวัญให้เราได้ชุ่มชื่นกับมันแป๊บนึง ให้รู้สึกว่ามันมีอะไรดีขึ้นน่ะ มันเหมือนเป็นความหวัง แล้วถึงจุดหนึงเราต้องกลับมาสู่ความเป็นจริงน่ะ
    (พิธีกร) ก็เป็นอีกหนึ่งอารมณ์ของหนังเรื่องนี้น่ะค่ะ

    ——————————————————
    (ผู้ชม)เอ่อ…อยากถามว่า บ้านหลังนั้นมิวอยู่คนเดียวเหรอครับ หลังจากอาม่าเสียไปแล้ว

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ใช่ครับอยู่คนเดียว มีป้าออยอยู่ดูแลด้วย แล้วป้าออยตัดออกไปครับ…..คือจะงงใช่มั้ยครับว่าทำไมเด็กอยู่บ้านคนเดียวได้ คือเรื่องในหนังเนี่ยสร้างจาก…..เอ่อ….จะบอกว่าสร้างจากเรื่องจริงเลยก็ไม่ได้ คือ มีแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงมากกว่า เด็กมัธยมสมัยนี้พ่อแม่ส่งมาเรียนกรุงเทพฯ มาอยู่หอตัวคนเดียวก็มี คือมิวเนี่ยพ่อแม่ไปทำงานอยู่ที่อื่น เค้าก็อยู่บ้านนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าทำไมจะอยู่บ้านนี้อย่างปลอดภัยไม่ได้ เพราะงั้นก็เลยไม่มีปัญหาที่มิวจะอยู่คนเดียวได้
    ———————————————————–
    (ผู้ชม)ก็คือด้วยความที่ว่าหนังเรื่องนี้น่ะค่ะจะมีการ PR ออกมาในแนวที่ว่าเอ่อ..ใส เป็นเรื่องความรักของหนังรักวัยรุ่นอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ แต่ว่าพอดูหนังออกมา มันดูที่จะหักมุมเยอะเกินไปน่ะค่ะ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ไม่ใช่อ่ะกิฟท์ (ฮา)

    (ผู้ชม)คิดว่าอืม….

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) พี่แหกตาหนูใช่มั้ยค่ะ (ฮา)

    (ผู้ชม)คือ …..เข้าใจในมุมมองความรักหลายอย่างที่พี่พูดแต่เหมือนแบบ มันจะต้องดูฟีดแบคที่กลับมาด้วยหรือเปล่าอ่ะค่ะ เพราะว่าหลายอย่างที่อ่านจากในหนังสือพิมพ์เอย ในPR เอย มันดูเน้นในเรื่องความรักของตัวละครหลัก 4 คนมากกว่า หรือเปล่าน่ะค่ะ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) เป็นคำถามที่ดีฮ่ะ เพราะตอนนี้กำลังเป็นประเด็นอยู่ ว่าเราแหกตาประชาชนหรือเปล่า จริง ๆ แล้วการ PR หนังเรื่องนี้ผ่านการคิด ตริตรองมานับครั้งไม่ถ้วน แล้วสิ่งที่เราทำออกไปเราคิดว่ามันสิ่งที่อ่า…..ถูกต้องแล้วที่จะทำตอนนี้ อืม…..สมมุติว่าผมจะ PR หนังเรื่องนี้ออกไปบอกว่าโต้ง มิว รักกันน่ะ ใครจะมาดูหนัง ประเด็นของหนังมันใหญ่กว่าที่โต้ง มิวรักกัน ประเด็นของหนังมันเยอะมากว่า อ่า ถ้า…ครอบครัวนี้มีปัญหา คนก็จะเข้าใจเป็นหนังดราม่า แต่เรามั่นใจว่าเราทำหนังที่มีประเด็นที่ดี แล้วเราก็เชื่อว่าเนื้อเรื่องมันแข๊งแรง แลัวมันให้อะไรกับคนดู เพราะฉะนั้น ถ้าเราเกิดประชาสัมพันธ์ออกไปว่า โต้ง มิว รักกันน่ะ สุดท้ายคนก็อาจจะเข้าไปหนังเราไปเป็นอย่างอื่น ไม่ถึงขั้นแหกตาแล้วกัน เอาแค่….เบิ่งเนตร….(ฮา) อืม…โอเค เราก็ยอมรับว่าสิ่งที่ตามมามันก็ต้องมี…. เฮ้ย…เรากำลังหลอกลวงคนหรือเปล่า แต่ถ้าเกิดดูในเทรเลอร์จริง ๆ แล้วเนี่ย อ่า…มันก็มีกลิ่นอยู่บ้าง มันก็ไม่ได้เล่าเรื่องอะไร และก็ไม่ได้พูดถึงครอบครัวคุณนก กับ กบ ในนั้นก็ไม่ได้มีเช่นกัน แล้วเราก็คิดว่าความรักในมุมนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว มันเป็นเรื่องปกติ เราไม่ได้พูดว่า อ่า…เราต้องเข้าใจเพศที่ 3 ดูเรื่องนี้แล้วคุณไม่ต้องเข้าใจก็ได้เรื่องของคุณ แต่ว่ามันคือความรักอย่างนึงอ่ะ แล้วมันทำให้ชีวิตคนเป็นยังงัย เท่านั้นเองครับ
    ——————————————————
    (ผู้ชม)มี 2 คำถามอ่ะน่ะครับ คือ ทำไมถึงให้เป็นชาย กับ ชาย

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) มันพูดถึงคนในช่วงเวลาที่เหงาที่สุด แล้วก็ที่อ้างว้างที่สุดอ่ะ คุณเจอฟางลอยมาเส้นนึงคุณก็เกาะไว้แล้วอ่ะ ดังนั้น เราพูดเรื่องหนังรัก ความรักในความเข้าใจของคุณ ถ้าคุณเข้าใจว่าเป็นของชาย และ หญิงเท่านั้น ผมว่ามันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ความรัก…เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มันมากกว่านั้น แล้วแบบมันทำให้คนสองคนที่กำลังอยู่ในวัยแบบสับสนในตัวเองอ่ะ แล้วช่วงนั้นมันมีปัญหาชีวิตของเค้าอยู่แล้วแบบเค้าเหมือนกับมีชิ้นส่วนที่มาต่อได้พอดี ณ เวลานั้น มันคืออะไร แต่วันนึงในตอนจบที่แบบ คนนึงรู้แล้วว่าแบบว่า ชิ้นส่วนที่หายไปของตัวเองน่ะ มันควรจะไปสวนกับชิ้นอื่นของสิ่งที่ขาดอยู่หรือเปล่า เค้าเลือกที่จะไปสวมกับชิ้นอื่น แล้วอีกคนนึงก็ต้องยอมที่จะเจ็บปวด เพื่อเรียนรู้ว่าจะเติบโตยังงัย

    (ผู้ชม)อีกคำถามนึง อยากจะถามนักแสดง ฉากนั้นยากมั้ยครับ (ฮา)

    (โอ้-โต้ง) ครับ ก็ยากเหมือนกันครับ ปกติก็….ก็ ไม่ได้ทำทุกวันครับ (ฮา) แต่โอ้ก็คิดว่ามันเป็นงานของโอ้ เป็นนักแสดงที่ดีก็ต้องเล่นให้ได้ทุกบทบาทครับ

    (พีช-มิว) คือจริง ๆ ตอนแรกก็หนักใจเหมือนกัน ว่าต้องเล่นอย่างนี้ด้วยเหรอ แต่พอ ได้สนิทกับโอ้ ได้มาคุย มันก็เหมือนเป็นเพื่อนกัน ตรงนั้นมันเป็นหน้าที่ของเรามากกว่า พอสั่งคัตปุ๊บ ก็กลับมาเป็นโอ้ กับ พิช เหมือนเดิม แต่ในนั้นมันคือโต้ง กับ มิว เราจะทำยังงัยให้โต้ง กับ มิว เป็นที่ถูกเชื่อมากที่สุด แค่นั้นเองครับ
    ——————————————————–
    (ผู้ชม)เพลงกันและกันที่ใช้ประกอบหนังเรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจจากไหนในการแต่งเพลงนี้ขึ้นมา แล้วก็ แต่ให้เพื่อใครหรือเปล่าครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) คำถามเปลือยใจ เอ่อ….(เขิน)…มันก็มีแรงบันดาลใจอยู่แล้วฮ่ะคือเอ่อ ในฐานะคนสร้างงาน ก็เหมือนกับมิวในหนังอ่ะครับ เพลงรัก ถ้าไม่รักมันก็เขียนไม่ได้ แต่เราก็ต้อง ในตอนนั้นที่เขียนเพื่อจะเอามาเป็นบทหนังเนี่ย คือตอนนั้นไม่รักแล้วเพราะว่าเค้าไม่รักเรา แต่เรายังรักเค้าอยู่ ก็…ก็เขียนได้ ก็เหมือนกับมิวในหนังอ่ะครับ รักน่ะ….แต่ไม่เอา (ฮา)
    ——————————————————–
    (ผู้ชม)ขอถามต่อเลยแล้วกัน อย่างตัววงออกัส อย่างฉากที่เป็นคอนเสิรต์ หรือฉากต่าง ๆ เนี่ย อันนี้ถามนิดนึงว่าเล่นดนตรีสดกันเองหรือเปล่าเอ่ย ตัวละครหรือสมาชิกในวงเนี่ยเล่นดนตรีกันอยู่แล้วหรือว่าเล่นดนตรีเป็นอยู่แล้วหรือเปล่า เพราะผมไม่ค่อยรู้ในส่วนรายละเอียดหนังเท่าไร

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) วงออกัสเล่นดนตรีเป็นกันอยู่แล้วทุกคนครับ เพียงแต่ว่าก่อนเราจะถ่ายเราต้องเอาวงไปอัดแบ๊กกิ้งแทรกก่อน คือเล่นสดในห้องอัดก่อนประหนึ่งว่าได้มีการเล่นจริง ๆ แล้วก็ใช้แบ๊กกิ้งแทรกมาเปิดตอนถ่าย เพราะถ้าเกิดว่าเราให้เล่นดนตรีวนซ้ำตรงเดิมเวลาเทกนี่ โอ้โห …น้องมือบวม ปากแหก ไม่ต้องเล่นอะไรต่อไปแล้ว เราใช้วิธีเอาแบ๊กกิ้งเทรคมาเปิดแล้วให้น้องเล่นซิ้งค์ แต่ว่าน้องมิวเนี่ยต้องร้องจริง เพราะว่าเราเชื่อว่า ต่อให้มาร้องทีหลังก็ไม่ให้อารมณ์เท่าตอนแสดง เพราะตอนแสดงสมาธิจะเกิดแล้วก็จินตนาการจะเกิดแล้วจะถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้ดีกว่า ซึ่งก็ต้องชมน้องพิชด้วยว่าถ้าเกิดว่าร้องเพลงไม่แข๊งอ่ะ เชื่อว่า 3-4 เทคก็ไปแล้ว แต่ว่านี่ร้องเป็น 10 เที่ยวก็ยังโอเคอยู่
    ———————————————————
    (ผู้ชม)I’ve got a question about the ending. Have you consider a different ending? Happy.
    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) No it’s only one ending.
    (ผู้ชม)OK. It’s ending in the book or based on the book inside.
    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) No it’s not form the book. The book’s just a kidding. It’s my original screen play.
    ———————————————————-
    (ผู้ชม)ก็เป็นหนังที่ดีมากในรอบปีที่ได้ดูกันมา ก็เหมือนคำถามตะกี้น่ะครับ ว่ามียั้งไว้เยอะหรือเปล่าในเรื่องของเพศอ่ะครับ หญิง-ชาย, ชาย – ชาย เนี่ยครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) เรียกว่าเต็มที่แล้วฮ่ะ แล้วก็คิดว่าแค่นี้พอแล้ว คือถ้าเยอะไปกว่านี้ หนังจะเบี่ยง แค่นี่ คนก็ฮือฮา คนก็กระพือกันแล้วแบบ ทำอะไรกัน แกแหกตาฉันนิ เราว่าแค่นี้ก็พอแล้ว มันทำให้เห็นถึงความรักของคน 2 คนได้เพียงพอแล้วครับ มากไปกว่านี้จะกลายเป็นอย่างอื่น

    (ผู้ชม)น้อง ๆ เล่นได้เยี่ยมมาก ถ้าไม่เดินเข้ามาในนี้ พี่ยังเชื่ออยู่เลยว่าเด็กสองคนนี้เป็นจริง ๆ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) งั้นแกอย่าเพิ่งเข้ามา…ออกไป (ฮา) ขอบคุณมากครับ
    ———————————————————-
    (ผู้ชม)อยากถามเรื่องวงออกัสน่ะครับ คือวงออกัสนี่คือเป็นวงที่เล่นได้อยู่แล้วหรือเปล่าครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ครับ

    (ผู้ชม)แล้วคิดจะสร้างวงออกมาจริง ๆ เลยหรือเปล่าครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) เอ่อ…ตอนนี้ก็มี original soundtrack ขายอยู่ครับ

    (ผู้ชม)แล้วคิดจะเอาน้องวงออกัสออกมาปั้นเป็นจริง เป็นจังให้เป็นศิลปินเป็นจริง เป็นจังหรือเปล่าครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) เป็นเรื่องที่คงจะคิดกันอีกนานครับ แล้วเหมือนว่าเรื่องนี้มันเป็นความทรงจำที่ดีของพวกเราแล้ว อย่างพิชก็ต้องเรียน แล้วน้อง ๆ หลายคนก็ยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมอยู่ ถ้าเกิดมาปฏิบัติหน้าที่เป็นศิลปินเต็มตัว ก็อาจจะลำบากนิดนึง แต่ในอนาคตน้องเรียนจบแล้วก็คงว่ากันอีกทีครับ ผมรู้สึกว่าวงออกัสมันเป็นความทรงจำดี ๆ ของหนังเรื่องนี้แล้ว
    ———————————————————-
    (ผู้ชม)คือถ้าอ่านมาไม่ผิดนี่ ได้ยินว่า เวอร์ชั่นแรกที่มะเดี่ยวตัดนี่ ยาว 2:45

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) 3 ชั่วโมงกว่าครับ

    (ผู้ชม)เราจะมีโอกาสได้ดูเวอร์ชั่นนั้นมั้ย คือความเข้าใจของเรา เราคิดว่ามันเป็นเวอร์ชั่นที่มะเดี่ยวอยากนำเสนอมากที่สุดหรือเปล่า

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) อืม….ดูอันนี้น่ะค่ะ น่าจะเหมาะสำหรับการดูในโรงที่สุดแล้ว คือถ้าดู 3 ชั่วโมงกว่าอาจจะฉีแตก แล้วก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่แน่ว่าใน DVD อาจจะมี director cut แต่คิดว่าเวอร์ชั่นยาวขนาดนั้นมันเป็นอารมณ์ที่ล่องลอยมากกว่า มันจะมีความเป็น artistic กว่านี้ มาก ๆ อ่ะครับ คือเราเล่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนภาพความทรงจำ ดังนั้นเราไปถ่ายอะไร เราก็ไปถ่าย ถ่ายมาแบบ เด็กนั่งคุยกัน ก็แบบ ก่อนหน้านี้คุยกันเรื่องอะไรไม่รู้ไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร ตามประสาวัยรุ่น มันก็สนุกดีเราก็ถ่าย ถ่ายเก็บไว้ ก็เป็นเรื่องของน้ำค่อนข้างเยอะ แต่ว่าดูแล้วมันดึงอารมณ์ ดึงความทรงจำอะไรออกมาได้ค่อนข้างเยอะ
    ———————————————————
    (ผู้ชม)มาถามน้องโดนัทบ้างดีกว่า ที่มีเดินไปกับคนอื่นที่ไปกับใคร
    (เบสท์-โดนัท) มีกิ๊กเยอะค่ะ ถูกตัดไปคนนึงด้วย
    ———————————————————–
    (ผู้ชม)หนังเรื่องนี้ พอจบไปแล้วคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวโดนัท จะเป็นยังงัยต่อไป

    (เบสท์-โดนัท) ก็…เลิกกันไปแล้วอ่ะ อาจจะมีหวนคืนมาก็ได้ไรงี้ โต้งอาจจะคิดได้ว่า โดนัทสวย คิดว่าถ้าวันนึงเค้าย้อนกลับมามองเค้าน่าจะคิดได้ว่าไม่ควรทำอย่างนั้นเลย ผู้หญิงคนนี้รักเค้ามาก แล้วก็อยากให้เค้าเข้าใจเรา แต่เค้าไม่เข้าใจเราหลาย ๆ อย่าง

    (ผู้ชม)แล้วในกองถ่ายมีประทับใจอะไรบ้าง

    (เบสท์-โดนัท) จริง ๆ ตอนแรกจะมีกิ๊กใหม่แค่คนเดียว แต่มาเพิ่มเป็น 2 คน 3 คน

    (หัวเราะ) ก็…คนที่เค้ามาเล่นด้วยน่ะค่ะ มีคนนึงเค้ามีความเป็นธรรมชาติสูง แล้วเค้าก็เข้ากับเราได้ดี เหมือนเป็นกิ๊กกันจริง ๆ ก็ประทับใจตรงนี้ด้วย แล้วก็ประทับใจพี่มะเดี่ยวด้วย ที่เพิ่มกิ๊กให้กับหนู ไม่รู้ว่าคนอื่นดูกันเค้าจะคิดว่าตัวจริง เป็นอย่างนี้หรือเปล่า เครียดเหมือนกันค่ะ
    ———————————————————–
    (ผู้ชม)อะไรที่ทำให้มิวตัดใจกลับมาร้องเพลงในวัน Christmas เพราะดูแล้วมันยังไม่ได้คำตอบ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ก็มีซีนนึงที่ถูกตัดออกไปน่ะครับ เนื่องด้วยความยาว ก็คือมิวไปที่ห้องซ้อมแล้วก็ มีการพูดเล่นกันน่ะ เหมือนพวกวัยรุ่นคือ…มันจะโกรธก็ไม่ได้โกรธกันจริงน่ะ พอแบบจะเอาน้องอ้วนขึ้นร้องเพลงน่ะ แต่เสียงไม่ตรงคีย์เค้า คือเป็นเด็กอ่ะ แล้วเสียงมิวโตแล้ว มิวกับน้องเสียงไม่ตรงคีย์กัน แล้วก็แบบน้องก็ร้องไม่ได้ ก็เลยงอแง แล้วมิวก็กลับเข้าไปหา แล้วก็พูดเล่นกันเหมือนเดิมอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน แล้วก็คือ

    (ผู้ชม)แล้วก็มีข้อสังเกตอันนึงว่าทำไมเลขประจำตัวตอนเด็กกับตอนโตไม่ตรงกัน

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) อ๋อ …เลขประจำตัวตอนประถมกับมัธยม มันคนละตัวกันอยู่แล้ว
    (คนในโรงฮือฮาในความละเอียดในการดูหนัง)
    ——————————————————–
    (ผู้ชม)ถามน้องเบส น่ะครับ ว่าตอนอ่านบทนี่อ่านทั้งหมดหรือว่าอ่านเฉพาะของตัวเองเป็นหน้า ๆ

    (เบสท์-โดนัท) ได้อ่านเรื่องย่อน่ะค่ะ ส่วนบทนี่ได้อ่านเฉพาะบทของหนู เพราะบทค่อนข้างน้อย

    (ผู้ชม)คือมันทำให้เราไม่ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบหรือเปล่า

    (เบสท์-โดนัท) ก็จะรู้จากเรื่องย่อน่ะค่ะ ก็ทำความเข้าใจว่าเรื่องมันเป็นประมาณนี้

    (ผู้ชม)คือพี่สังเกตว่าบางที มันไม่ต่อเนื่องกับเหตุการณ์ เหมือนเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้รับรู้ต่อเหตุการณ์ มันก็เลยรู้สึกว่าบางทีมันไม่ต่อเนื่อง ก็มันก็เป็นการวิเคราะห์อ่ะน่ะครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) โลกมันร้อนครับ ตัดต้นไม้มากไม่ดี

    (ผู้ชม)ถามมะเดี๋ยวน่ะครับว่าตอนที่โต้งเลือกตุ๊กตาจากแม่ แล้วน้องโต้งเลือกจะใช้ตุ๊กตาผู้ชาย อันนั้นเป็นความหมายที่อยากถามมากครับ ว่าเลือกที่จะเป็นผู้ชาย หรือว่าเลือกที่จะชอบผู้ชาย

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) น้องโต้งน่ะชอบสีแดง เค้าก็เลยเลือกตัวนั้น (ฮา) อ่า….บอกเป็นนัย ๆ ครับว่าโต้งเค้าเลือกในทางเดินของเค้าอ่ะแหละ เพราะของอย่างนี้เป็นแล้วมันเปลี่ยนกันยาก
    ——————————————————-
    (พิธีกร)แล้วเห็นบอกว่าใช้เวลาในการทำ 5 ปี
    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) เขียนพล๊อตเรื่อง 5 ปีครับ แต่ถ่าย 5เดือน เริ่มถ่ายเมื่อ 26 ธันวาคม ปีที่แล้ว
    ———————————————————–
    (ผู้ชม)ประเด็นที่ว่าเอ่อ….เราอ่อนแอเกินว่าที่จะอยู่ตัวคนเดียวนี่เป็นมุมมองของผู้กำกับหรือว่าเอ่อความคิดของแผนก PR

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ก็เป็นคำพูดของผมที่ให้สัมภาษณ์ คือส่วนนี้เรารู้สึกได้กับชีวิตจริงน่ะครับ เรารู้สึกได้ว่าอย่างในหนังระหว่างกร กับสุนีย์ นี่เวลาเค้ามีปัญหากัน ทะเลาะกัน ฝ่ายนึงป่วยไม่ทำการทำงานอะไรแล้ว แต่อีกฝ่ายนึงทำไมยังอยู่ด้วยกัน ทำไมถึงยังดูแลกันอยู่ ผมว่าโอเค การที่ต้องดูแลคนป่วยขนาดนั้น มันรู้สึกแย่ มันรู้สึก bad แต่ว่าการที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเลยเนี่ย มัน…มัน…รู้สึกรันทดหดหู่ คือมันแย่กว่า คิดดูสิว่าเราอยู่ไปแก่ ๆ ไปวันนึง อยู่ในบ้านแล้วก็ตายไปอย่างเงียบเหงา มันน่ากลัวขนาดไหน มันก็คือความคิดของกร กับสุนีย์ว่าทำไมต้องอยู่ด้วยกันย

    (ผู้ชม)อีกนึดนึงน่ะค่ะ หนังยาวไปนิด

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ไม่นิดอ่ะครับ ผมว่ายาวเยอะเลยครับ ผมเคยตัดสั้นลงกว่านี้แล้ว รู้สึกเหมือน Babel มันมีแต่เรื่อง ๆ มาต่อกัน แล้วจะกดดันเครียด ๆ ๆ เราก็เลยต้องใส่อะไรเพื่อรองรับอารมณ์นั้นไว้ ครับ นี่เป็นเวอร์ชั่นที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว แล้วก็การจะตัดสินใจให้หนังยาวขนาดนี้ไม่ใส่เรื่องง่าย ก็ต้องฟันฝ่าทั้งกับอ่า….ทั้งนายทุน ทั้งโรงหนัง ทั้งการที่รอบมันลดลงด้วย แต่เราทุกคนก็ตัดสินใจจะปล่อยให้หนังมันยาวอย่างนี้แหละ เพื่อที่ว่าเราจะได้ดูหนังที่เต็มอิ่มเต็มอรรถรสกัน
    ——————————————————–
    (พิธีกร)ระหว่างรอน่ะค่ะ ขอถามหน่อยนึงแล้วกัน ที่มีฉากนึงที่เป็นผึ้งไต่จากน้ำแดงไปตามหลอด ถ่ายนานมั้ยค่ะฉากนี้

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) อ่าต้องเรียนในทราบว่าฉากนี้ ไดอะลอกตอนที่ 2 ของ เคียสโลวสกี้( อันนี้ผู้ถอดเทปไม่แน่ใจว่าเขียนถูก หรือฟังถูกหรือเปล่า พอดีมีเสียงแทรกเข้ามา) ซีนเนี้ย ก๊อปมาทั้งดุ้นเลย คือเรารู้สึกว่าผู้กำกับคนนี้เป็นแรงบันดาลใจของเรา การดูหนังของเค้าทำให้เราบรรลุการทำหนังไปอีกขั้นนึง คือเราดูหนังของเค้าอ่ะ แล้วเรารู้สึกอยากจะบูชาอยากจะ tribute อะไรสักอย่างในหนังของเราให้กับคนนี้ ถ้าเกิดใครเป็นนักดูหนังจริงๆ นักดูหนังที่ดูหนังมามากๆ เนี่ย น่าจะเคยเห็นซีนนี้มาแล้วบ้าง ก็คือก๊อป ช๊อตต่อช๊อตเลย คือเพื่อการนี้เลย เพื่อบูชาคนนี้ ซึ่งการบูชาครูก็หมดฟิลม์ไปประมาณ 3 ม้วน ใช้ผึ้งไปรวงนึง คือเอาผึ้งเนี่ยใส่กล่อง แล้วก็เจอะ ๆ กล่องให้ผึ้งมันหายใจ แล้วเราให้เค้าเอาหลอดมาจิ้มเค้า แล้วกดหัวลงไปในน้ำแล้วให้มันตะกายขึ้นมาเอง ก็สูญเสียน้องผึ้งไปหลายตัว ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า คือมันทำให้เรารู้ว่า อ๋อ….บรมครูของเราเนี่ย เค้าลำบากขนาดไหนกว่าจะถ่ายได้ มัน ๆ สั่งไม่ได้ บางทีเค้าตะกาย ๆ จะถึงปากแก้วอยู่แล้ว อ้าวล่วงลงไปอีกแล้ว

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ส่วนในความหมายของซีนนั้นคือ เหมือนคนที่ขึ้นมาจากความตาย หลุดพ้นมาจากความตายแล้วพร้อมที่แบบ….แต่เค้ายังไม่หลุดออกจากโมเมนท์ ที่เอ่อ…. ยังงัยดีอ่ะ คือ ตัวความสัมพันธ์ระหว่างกร กับสุนีย์ มันมาคลี่คลาย จนในที่สุด ตอนฉากไข่พะโล้ แต่ว่าตอนนั้นเค้าเหมือนกับว่าเค้ากำลังขึ้นมาจากความตายแล้วมัน แล้วเป็นโมเมนท์ที่เค้าได้อยู่นิ่ง ๆ แล้วครุ่นคิด คือผึ้งในทางสัญลักษ์ของตะวันตกเนี่ย หมายความว่าผึ้งเป็นตัวแทนของการไปมาระหว่างโลก กับ นรก
    ——————————————————-
    (ผู้ชม)ศึกษาข้อมูลเกย์มามากน้อยแค่ไหนครับกว่าจะมาทำหนังเรื่องนี้ครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ทั้งชีวิตครับ (ฮือฮากันทั้งโรง)

    (ผู้ชม)ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้ครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) มันไม่ได้อยู่ในความสนใจของเรามากกว่าเรื่องอื่น ๆ แต่…มันคล้ายกับว่า …อย่างที่ผมบอกไปว่าในความเป็นจริงเนี่ยความรักมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น แล้วก็ เอ่อ…เพื่อตอกย้ำคำพูดนี้แหละครับว่า สมมุติเราทำหนังรักเรื่องนึง แล้วมันเป็นหนังรักแบบหญิงชายทั่วไป เราก็ทำได้ แต่ว่าความรู้สึกอิมแพคของมันกับหนังเรื่องนี้มันก็จะไม่ได้เท่านี้อ่ะครับ

    (ผู้ชม)คิดจะมาทำหนังเกย์จริง ๆ จัง ๆ แข่งกับพี่พจน์-อานนท์ หรือเปล่าครับ

    (มะเดี่ยว-ผู้กำกับ) ไม่อ่ะครับ

    (ผู้ชม)ถามทั้งสี่ท่านเลยน่ะครับ ว่าคิดยังงัยกับเกย์ แล้วก็ความรักของเกย์

    (โอ้-โต้ง) คิดว่ามันก็เป็นอะไรที่มีอยู่ทั่วไป แล้วก็เป็นความรักที่เราเห็นได้อยู่ในทุก ๆ วันอ่ะครับ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าไม่ดีอะไรครับ เป็นความรักที่ขึ้นอยู่กับบุคคลต่าง ๆ

    (พีช-มิว) จริง ๆ ความรักมันเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา เกิดขึ้นกับอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่างเกย์อะไรนี่ ก็เป็นความรักรูปแบบนึง มันอยู่ที่ว่ามันไปอยู่ที่ไหนมากกว่า

    (เบสท์-โดนัท) ก็จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะมีความรักแบบนี้ แต่ว่าเราควรทำให้เหมาะสมถูกต้อง คืออย่างไป…ในที่สาธารณะให้เด็กวัยรุ่นเอาตาม

    (มะเดี่ยว)ผมตอบว่าดีครับ
    ———————————————————
    (ผู้ชม)ช่วยอธิบาย อารมณ์สุดท้ายของฉากสุดท้ายในหนัง

    (พีช-มิว) คือมันจะมีก่อนนั้นนิดนึงที่โต้งจะบอกว่า “โชคดีน่ะ” พีชใช้เวลาสำหรับฉากนี้ประมาณ 3-4 เทค คือพีชต้องแปลว่าคำว่าโชคดีน่ะมันหมายความว่าอะไร จนพี่มะเดียวเดินมาบอกว่า เฮ้ย โชคดีน่ะมันไม่ได้ เอ่อ…บ้ายบาย แต่มันคือ เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วน่ะ ครับ แล้วตอนที่มิวเอาจมูกไปเสียบ ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามันไม่ลงล๊อค คือตุ๊กตามันจะเบี้ยว มิวก็จะขำในความเสร่อของโต้งอ่ะครับ แล้วที่พี่ถามว่าอารมณ์ของหนังสุดท้ายมันคืออะไรอ่ะครับ คือจริง ๆ แล้วมันเหมือนตอนจบของเรื่อง ทุกคนมีแผล แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป

    แก้ไขเมื่อ 27 พฤษจิกายน 2007 15:48

    (ว่าแต่คนอื่น เป็นเอามาก อิสานก็เป็นเอามากเหี้ยๆ เหมือนกันค่ะ วันๆ อ่านแต่เรื่องเหล่าที่เครือข่ายส่งมาให้)

  16. พออ่านแล้ว รู้สึกว่าตอนจบที่มิวเอาจมูกไปเสียบกับตุ๊กตา เราคิดเหมือนกันกับความรู้สึกของผู้กำกับ และมิวเลย ยิ่งเศร้ามากๆ

    เฮ้อ… หลอนอีกแล้วเรา

  17. ได้อ่าน บทวิจารณหนัง์เรื่องนี้
    โดยคุณโตมร ศุขปรีชา ลงใน กรุงเทพธุรกิจ 30 พย. 2550
    เป็นบทวิจารณืที่เยี่ยมมากๆเลยครับ
    ตอบข้อสงสัยเบื้องต้น ว่า ทำไมครอบครัวของโต้งต้องเป็น Catholic และ ทำไม บทภาพยนตร์จึงจงใจนำเสนอฉากต่างๆที่เกี่ยวเนื่องอยู่บ่อยๆ
    อีกทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ที่โปรยอยู่ตลอดเรื่อง
    ที่ถึงแม้จะรู้สึกละครับ ว่ามัน”มีอยู่” จากความตั้งใจ แต่เราก็ไม่เข้าใจ

    พอได้อ่านบทวิจารณ์นี้แล้ว
    ทำให้ที่เคยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ยาวเกินไป เป็นเรื่องที่เรา”รู้ไม่จริง” : )
    ที่สำคัญ ฉากจบ – ประโยคทโต้งพูดกับมิว ที่ทำเอาี่เราไม่ happy เลย กลับกลายเป็นประโยคที่ “ต้องพูด” ไม่พูดไม่ได้

    บทวิจารณ์ชิ้นนี้ ทำให้เห็น”ความลงตัว”ในระดับที่สูงมากชองภาพยนตร์เรื่องนี้

    โอ ชีวิตคนเรา มันเกาะเกี่ยวอยู่กับความเศร้าจริงๆ(ว่ะ)
    แต่ เราก็ต้องเดินต่อไปละนะครับ

    และขอ standing ovation ปรบมือให้น้องมะเดี่ยว กับทีมงาน”รักแห่งสยาม”ทุกท่าน
    รวมทั้งคุณโตมร ศุชปรีชา ที่ทำให้เราตาสว่าง

    กะว่าต้องเข้ามาโพสต์ให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

  18. รักแห่งสยาม ความรักของเกย์คาทอลิก
    30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 10:00:00

    คุณเคยสงสัยไหมว่า เพราะอะไร ตัวละครใน ‘รักแห่งสยาม’ ถึงต้องเป็นคาทอลิกและเป็นเกย์
    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลายปีก่อน เมื่อไปไอร์แลนด์ ผมเคยถามคุณป้าคนหนึ่งหลังแก้วเหล้าว่า ไอร์แลนด์ซึ่งเป็นดินแดนแห่งคาทอลิกนั้นมีเกย์ไหม และมีการรวมตัวกันของกลุ่มเกย์คาทอลิกเหมือนที่ออสเตรเลียบ้างไหม คุณป้าแทบจะทำหน้าผีหลอกใส่ผม แล้วบอกผมว่า คำสองคำนี้เอารวมกันไม่ได้ เพราะมันไม่ ‘เมคเซนส์’ เอาเสียเลย เกย์กับคาทอลิก มันจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ถ้าคุณเลือกที่จะเป็นเกย์ คุณก็ต้องไม่เป็นคาทอลิก แต่ถ้าคุณจะเป็นคาทอลิก คุณก็ต้องไม่เป็นเกย์

    ผมพลันนึกขึ้นได้ ณ บัดดลว่า ถ้าคุณเป็นคาทอลิกอย่างเคร่งครัด ที่เดียวที่ผู้ชายจะหลั่งน้ำอสุจิใส่ได้ก็คือในช่องคลอดของภรรยาที่ ‘รับศีลสมรส’ หรือผ่านการแต่งงานกันมาอย่างถูกต้องตามพิธีต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าแล้วเท่านั้น แม้แต่การทำอัตกามกิริยาหรือใส่ถุงยางยังถือว่าผิดเลย สำมะหาอะไรกับการหลั่งน้ำอสุจิใส่ปากหรือทวารหนักของผู้ชายด้วยกัน ซึ่งแม้โดยมาตรฐานของสังคมรักต่างเพศทั่วไปก็ยังเห็นว่าเป็น Bad Sex

    ด้วยเหตุนี้ สำหรับผม การที่ตัวละครใน ‘รักแห่งสยาม’ เป็นคาทอลิก และเป็นเกย์คาทอลิกด้วย จึงเป็นประเด็นที่ท้าทาย ตื่นเต้น และน่าพูดถึงมากที่สุด

    เพราะนี่คือหนังไทยเรื่องแรกที่วิพากษ์ความเป็นคาทอลิกที่มีการควบคุมทางเพศอย่างเคร่งครัด เป็นประเด็นที่ไม่มีใครพูดถึง แต่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของหนัง

    1.คริสต์มาสและซานตาคลอส

    ทำไมเรื่องคาทอลิกถึงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดหรือครับ คำตอบง่ายๆ อยู่ที่ผู้กำกับ ‘จงใจ’ จะทำประเด็นนี้ให้ ‘ดูเหมือน’ เป็นเรื่องที่ ‘พลาด’ ที่สุด และตอนแรกผมก็เกือบจะงับกับดักนี้เข้าให้แล้ว เพราะถ้าดูเผินๆ เราสามารถ ‘ตัด’ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคาทอลิกออกไปได้ทั้งหมด เด็กสองคนไม่จำเป็นต้องมาเจอกันในโรงเรียนก็ได้เพราะบ้านอยู่ใกล้กันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเกิดเรื่องใหญ่ตอนคริสต์มาส ไม่จำเป็นต้องมีฉากเล่นละครตอนพระกุมารประสูติ ไม่จำเป็นที่จะต้องสวดก่อนอาหาร และยิ่งไม่จำเป็นเลยที่ต้องให้มิวไปร้องเพลงในคอนเสิร์ตวันคริสต์มาส การใส่ฉากเหล่านี้เข้ามาแทบจะทำให้หนังมีกลิ่นอายเมโลดราม่าของซีรีส์ฝรั่งดาษดื่นที่ทำกันทุกปลายปีไม่มีผิดเพี้ยน

    แต่แล้ว ด้วยความละเอียดในแง่มุมอื่นๆ ของผู้กำกับ (เช่น เรื่องการใช้สี การใช้สัญลักษณ์ผ่านตุ๊กตา ความพิถีพิถันในการแสดง ฯลฯ) ก็ได้ทำให้ผมรู้สึกว่า ยิ่งผู้กำกับใส่เรื่องที่ดู ‘ไม่จำเป็น’ เข้าไปมากเท่าไร กลับยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามันเป็นเรื่อง ‘จำเป็น’ มากเท่านั้น

    การใส่ประเด็นคาทอลิกลงไปในหนังโดยดูเหมือนไม่จำเป็นตอกย้ำให้คนดูรู้ว่า นี่คือหนังที่ผู้กำกับจงใจจะวิพากษ์ความเป็นคริสต์ และเน้นย้ำลึกลงไปถึงคริสต์แบบคาทอลิกโดยเฉพาะ!

    ตอนเด็กๆ ผมเชื่อว่ามิวกับโต้งเรียนอยู่ในโรงเรียนคาทอลิก อาม่าของมิวนั้นอาจไม่ใช่คาทอลิก แต่เป็นคนจีนที่มีฐานะร่ำรวยและได้รับอิทธิพลจากตะวันตกอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นลวดลายวอลล์เปเปอร์ในบ้านหรือการเล่นเปียโน เผลอๆ อากงหรือสามีของอาม่าอาจจะเป็นคาทอลิกก็ได้ แต่หนังไม่ได้กล่าวถึงอย่างชัดเจน เพียงแต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ทว่าทั้งหมดคือการปูพื้นฐานให้เห็นเหตุผลที่มิวเข้าไปเรียนในโรงเรียนคาทอลิก โดยอาจจะเป็นหรือไม่เป็นคาทอลิกก็ได้

    ส่วนโต้งนั้น การอยู่ในครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัดทำให้ที่บ้านต้องส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนคาทอลิกอยู่แล้วคล้ายเป็นไฟลต์บังคับ ถ้าถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าครอบครัวของโต้งเป็นคาทอลิกที่เคร่งครัด คำตอบอยู่ที่การสวดก่อนอาหาร ซึ่งปัจจุบันคาทอลิกส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ ยกเว้นในครอบครัวที่เคร่งจริงๆ เท่านั้น

    ความงามของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ตรงนี้

    อยู่ตรงที่ผู้กำกับสร้างปม ‘ความขัดแย้ง’ ที่รุนแรงมากขึ้นมา แต่กลบเกลื่อนให้เหลืออยู่เพียงจางๆ อย่างแนบเนียน แฝงอยู่เฉพาะในบรรยากาศโดยไม่มีใครเอ่ยปากขึ้นมาตรงๆ ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสกับหัวใจของคนดูได้โดยไม่รู้ตัว

    โรงเรียนที่เด็กทั้งสองเข้าเรียน มีชื่อว่าเซนต์นิโคลัส ซึ่งชื่อก็บอกเต็มตัวอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนคาทอลิก โรงเรียนเซนต์นิโคลัสจึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ผมเข้าใจว่าไม่น่าจะมีโรงเรียนชื่อนี้อยู่ในกรุงเทพฯ หรือถ้ามีก็ไม่น่าจะอยู่แถวๆ สยามสแควร์แน่ๆ โรงเรียนนี้จึงเป็นสถานที่สมมติที่ซ้อนอยู่กับสถานที่จริงอย่างสยามสแควร์ และเป็นความจงใจที่ใส่เข้ามาเพื่อให้ผู้ชมสะดุดอย่างชัดเจน

    ทำไมต้องเป็นเซนต์นิโคลัส ?

    เซนต์นิโคลัสนั้น ที่จริงแล้วเป็นชื่อจริงของ ‘ซานตาคลอส’ ยังไงล่ะครับ

    สำหรับคนไทย ซานตาคลอสคือสัญลักษณ์ของคริสต์มาส ขณะที่คริสต์มาสเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์!

    ครอบครัวของโต้งส่งโต้งเข้าเรียนในโรงเรียนเซนต์นิโคลัส ก็แปลว่าเขาต้องการให้ลูกได้รับการอบรมกล่อมเกลาในแบบคาทอลิกแท้ๆ ที่ต้องมีการเรียนคำสอนทุกวันมาตั้งแต่เด็ก นั่นขยายความให้ลึกขึ้นได้ว่า โต้งเองก็ต้องมี ‘ราก’ แบบคาทอลิก ที่จะมากจะน้อยก็เชื่อในพระเจ้าและมี ‘ความกลัว’ บางแบบฝังอยู่ในหัวใจเหมือนที่ชาวยิวกลัวพระเจ้าจะลงโทษถ้าทำผิด และนั่นส่งผลสะเทือนมาถึงตอนจบของเรื่อง-ตอนจบที่คนดูบอกว่าเศร้าเหลือเกินนั่นแหละครับ

    อย่างไรก็ดี การหายตัวไปของแตง-พี่สาวของโต้ง ทำให้ครอบครัวของโต้งเจ็บปวดจนต้องย้ายที่อยู่ เขาจึงถูกพรากไป ไม่ใช่พรากไปจากมิว แต่พรากไปจากโรงเรียนเซนต์นิโคลัส ซึ่งก็คือการพรากไปจากความเชื่อมั่นศรัทธาในแบบคริสตชน เรื่องนี้จะเห็นได้จากการที่ครอบครัวของโต้งไม่สวดก่อนอาหารอีกต่อไป การหายตัวไปของแตงทำให้ทั้งพ่อและแม่ (โดยเฉพาะพ่อ) ไม่เหลือศรัทธาในพระเจ้าและศาสนจักรอีก

    เมื่อเราได้พบกับโต้งอีกครั้งในตอนโต เขาจึงเรียนอยู่ในโรงเรียนอะไรสักอย่างที่ผมเชื่อว่าไม่ใช่โรงเรียนคาทอลิก โดยดูจากชุดนักเรียนกางเกงสีดำ (ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล) สะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาในศาสนาที่ครอบครัวนี้สูญเสียไปซ้ำอีกครั้ง โต้งจึงสามารถเรียนโรงเรียนอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนคาทอลิก

    แต่มิว (ซึ่งไม่น่าจะใช่คาทอลิก) ยังเรียนอยู่ที่เซนต์นิโคลัส ปลูกฝังและเติบโตขึ้นมากับดนตรีที่เขารักและได้รับการถ่ายทอดมาจากอาม่า โดยสัญลักษณ์แล้ว เขาจึงยังอยู่กับความเป็นคาทอลิก ไม่ว่าจะเป็นคาทอลิกหรือไม่ก็ตาม

    …………………………….

    2.ความรักและคาทอลิก

    เมื่อความรักถือกำเนิดขึ้น เด็กชายทั้งคู่เลือกเดินตามมันไป

    สำหรับชาวคริสต์ แก่นสำคัญของศาสนาก็คือความรัก ดังนั้น เมื่อเด็กผู้ชายทั้งสองรักกัน จึงไม่น่าจะมีอะไรเป็นอุปสรรค

    แต่ที่จริง ความเป็นคาทอลิกเองกลับกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในความรักของคนทั้งสอง แน่นอนว่าย่อม มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย แต่กรอบใหญ่ของชีวิตบางกรอบก็พยายามขีดเส้นกั้นให้ความจริงบางอย่างเหนือกว่าบางอย่าง ความรักจึงมักถูกตีวงให้ต้องจำกัดตัวเองตามไปด้วย

    สำหรับโต้ง ครั้งหนึ่งคริสต์มาสเคยหมายถึงการสิ้นสุด เขาเล่นละครเป็นลูกแกะอยู่บนเวที แต่แล้วเขาก็ต้องถูกบังคับให้พรากจากนายชุมพาบาลของตัวเองไป เขาต้องจากโรงเรียน จากเซนต์นิโคลัส จากเพื่อน และจากแม้กระทั่งความรักความอบอุ่นของครอบครัวตัวเองไปในวันคริสต์มาสนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่โต้งจะไม่ตื่นเต้นยินดีอะไรนักกับการจัดต้นคริสต์มาสของแม่ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังพกเอาความเป็นคาทอลิกเอาไว้ในตัวเต็มเปี่ยมเหมือนต้นไม้ที่ฝังรากลึกอยู่ในดิน

    และแล้ว คริสต์มาสอีกครั้งหนึ่งก็ได้ทำให้เขาต้องตัดสินใจ คริสต์มาสที่พกเอาความเป็นคาทอลิกไว้ในตัวเต็มเปี่ยมไม่เพียงเคยทำให้ใครบางคนหล่นหายไปจากชีวิตของเขา แต่ความเป็นคาทอลิกยังรั้งเขาไว้ไม่ให้ย้อนกลับไปสานสัมพันธ์กับคนคนนั้นต่ออีกด้วย

    หลายคนคาใจว่า เหตุใดเมื่อแม่ของโต้งอนุญาตกลายๆ แล้วว่าให้เขาเลือกสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด เขาจึงยังไม่เลือกที่จะคบกับมิวในฐานะแฟนอีก ผมคิดว่าประโยคสั้นๆ ที่โต้งบอกมิวในตอนท้ายว่า-เขาไม่อาจคบมิวในฐานะแฟนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักมิว-นั้น เป็นประโยคที่สรุปความเป็นเกย์คาทอลิกเอาไว้ได้ชัดเจนหมดจดที่สุด

    ความเป็นคาทอลิกได้เอื้อมมือที่มองไม่เห็นเข้ามาเหนี่ยวรั้งความรักแบบเกย์ของโต้งเอาไว้ เขาจึงไม่อาจเดินต่อไปบนหนทางของความรักแบบนี้ได้ การเป็น ‘แฟน’ ของผู้ชายกับผู้ชายถือเป็นเรื่องผิดสำหรับคาทอลิก แต่โต้งก็ฉลาดพอที่จะบอกมิวว่า ถึงจะมีเงื่อนไขนี้ค้ำคออยู่ แต่เขาก็ยังสามารถ ‘รัก’ มิวได้

    มันเป็นการลดเลี้ยวเพื่อหลีกหนีออกจากกรอบกั้นที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเด็กผู้ชายคาทอลิกที่รักกับเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง สิ่งที่หนังได้ทำลงไป จึงเป็นการวิพากษ์ความขัดแย้งในการตีความเรื่องความรักของศาสนจักรคาทอลิกอย่างแนบเนียนและแยบยล

    มิวไม่ใช่คาทอลิก แต่มิวคือตัวแทนของ ‘ซานตาคลอส’ ผ่านการเป็นนักเรียนโรงเรียนเซนต์นิโคลัส (เฮ้ย! ได้ข่าวว่ามึงไปคบกับเด็กโรงเรียนเซนต์นิโคลัสเหรอวะ-เพื่อนของโต้งเคยถามอย่างนั้น) ด้วยเหตุนี้ มิวจึงเป็นซานตาคลอสของโต้งมาโดยตลอด แม้มิวจะรับตุ๊กตาไม้ตัวนั้นมาจากโต้ง แต่มิวกลับคือผู้ให้ เป็นส่วนเติมเต็มของโต้ง เป็นความชื่นชมยินดีที่เหลืออยู่เพียงสิ่งเดียวในชีวิตของโต้ง

    ถ้าคุณมองดูบ้านของโต้ง คุณจะพบบ้านที่มีเฟอร์นิเจอร์เพียงน้อยชิ้น มันคือบ้านที่แลดูรกร้างว่างเปล่าไม่ผิดอะไรกับจิตวิญญาณที่ว่างเปล่าของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง บ้านของโต้งดูมีฐานะร่ำรวย แต่ไม่เหลือความอบอุ่นอะไรอีกแล้ว ขณะที่มิวอยู่คนเดียว แต่บ้านของมิวกลับแลดูอบอุ่นอย่างประหลาด ผ้าปูที่นอนสีเขียวดูมีชีวิต เช่นเดียวกับคีย์บอร์ดและเสียงเพลง รวมถึงรูปถ่ายที่เป็นร่องรอยความอบอุ่นในอดีต เขายังได้สวัสดีอาม่าก่อนไปเรียน แม้อาม่าจะเหลือเพียงภาพถ่ายก็ตาม แต่โต้งไม่มีสิ่งเหล่านี้ มันหายไปพร้อมกับแตง

    คำถามก็คือ ระหว่างมิวกับโต้ง ใครเป็น ‘คาทอลิก’ มากกว่ากัน?

    ถ้าดูจาก ‘ฟอร์ม’ หรือรูปแบบภายนอก แน่นอน-โต้งย่อมเป็นคาทอลิกมากกว่า แม้เขาจะเรียนโรงเรียนรัฐบาล แต่ที่บ้านก็เป็นคาทอลิกแน่ๆ

    แต่ถ้าดูจาก ‘สาระ’ ของชีวิตเล่า แม้มิวจะบอกว่าเหงา แต่ผมไม่รู้สึกเลยว่าเขาเหงา เขามีเพื่อน มีจิตวิญญาณของผู้ชราที่ล่วงลับล่องลอยเป็น ‘เพื่อน’ (เหมือนที่อาม่าเรียกเขา) อยู่เสมอ ชีวิตของมิวจึงอบอวลด้วยความรัก

    และความรักก็คือสาระที่แท้ของการเป็นคาทอลิก

    จึงเหมาะสมแล้ว ที่มิวจะใส่เสื้อนักเรียนที่ปักอักษรย่อว่า ซ.น.ค.

    เพราะเขาคือซานตาคลอสของโต้ง

    ……………………….

    3.กรอบที่กักขัง

    ในฉากโต้งกลับบ้านมานอน และสินจัยเปิดประตูห้องนอนของโต้งเข้ามาหลังตามหาลูกชายมาทั้งคืน เราจะเห็นโปสเตอร์บนหัวนอนของโต้งเป็นรูปไม้กางเขน มีถ้อยคำเขียนว่า I Believe ซึ่งแปลว่า ฉันเชื่อ หรือฉันศรัทธา สีพื้นของโปสเตอร์นั้นมีสีเขียว ซึ่งในหนังให้เป็นสีของมิว โดยนัยนี้ มิวและความเป็นคาทอลิก จึงหลอมรวมเข้าหากันและกัน และวางตัวอยู่ใกล้ชิดกับโต้งมากกว่าที่ใครๆ คิด

    ผู้กำกับใส่สัญลักษณ์ต่างๆ เข้ามาอย่างอ่อนโยน เมื่อมองในด้านกลับ ผมเลยอดคิดไม่ได้ว่าการโปรโมทหนังแบบจงใจลวงโดยไม่ใส่เรื่องเกย์เข้ามาเลยนั้น น่าจะเป็นเสมือนการร้องขอความเข้าใจที่นุ่มนวลจากสังคมโฮโมโฟเบียมากกว่าการจงใจหลอก เช่นกันกับการทำให้มิวมีความเป็นคาทอลิกอยู่ในตัวมากกว่าโต้ง ก็คือการสลับสาระกับรูปแบบ และการ ‘สลับ’ นี้ ก็ปรากฏอยู่ในเรื่องให้เห็นเป็นระยะ เช่น หน้าตาของมิวและโต้งในวัยเด็กกับวัยรุ่น คนที่อยู่กับโต้งตอนที่โต้งจะซื้อจมูกตุ๊กตาให้มิว (คือโดนัทกับหญิง) การสลับ ‘คุณค่า’ กับ ‘ราคา’ ที่แพงขึ้นผ่านกาลเวลาของตุ๊กตาตัวนั้น การสลับบทบาทในครอบครัวของสินจัยและทรงสิทธิ์ การที่มิวลุกขึ้นร้องเพลงบนเวทีทั้งที่บอกว่าร้องไม่ได้อีกต่อไปแล้ว การสอดใส่ ‘จมูก’ ของตุ๊กตาของเล่นที่ไม่พอดีในตอนจบ และแม้แต่การทำให้ต้นคริสต์มาสในบ้านของโต้งมองดูสูงชะลูดคล้ายเป็น phallic symbol ทั้งยังดูหดหู่ผิดจากต้นคริสต์มาสทั่วไป

    การสลับสิ่งเหล่านี้ แง่หนึ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง บางครั้งเกือบจะฉูดฉาด ทว่าผู้กำกับควบคุมไว้ได้ให้มันนวลเนียน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผมรู้สึกคล้ายกับว่าหนังต้องการให้เรามองโลกใบเดิม (เช่น ‘สยาม’ ซึ่งสุดแสนจะ Cliché ไม่ว่าจะหมายถึงสยามสแควร์หรือสยามประเทศ) เสียใหม่ ด้วยการหยิบคุณค่าความหมายใหม่ๆ ใส่เข้ามา หรือถ้าหาคุณค่าความหมายใหม่ไม่ได้ในโลกใบที่ทุกอย่างซับซ้อนสับสนและไม่มีใครค้นพบอะไรใหม่ ก็อาจทำเพียงมองมันสลับที่กันบ้างเท่านั้นเอง เพียงเท่านั้น-บางครั้งก็อาจทำให้ชีวิตน่าอยู่มากขึ้น ไม่เปล่าดายจนเกินไป และอาจมีความเหงาในหัวใจน้อยลง

    บางทีเราก็ไม่อาจต่อกรกับกรอบใหญ่ๆ ในชีวิตได้ทั้งหมด มือที่มองไม่เห็นมักยื่นเข้ามาควบคุมเราอยู่เสมอ การสลับที่ของบทบาทและความหมายเหล่านี้ จึงเป็นการปฏิวัติเงียบต่อโครงสร้างใหญ่ที่กดทับเราอยู่ สำหรับผม หนังเรื่องนี้คือการตะโกนใส่หน้าศาสนจักรคาทอลิกว่าฉันจะรัก เพราะความรักคือเนื้อแท้ของมนุษย์ และเป็นเนื้อแท้ของความเป็นคาทอลิกด้วย

    ใครที่บอกว่า วัยรุ่นสมัยใหม่สนใจแต่ตัวเอง ลองคิดดูอีกทีหนึ่งนะครับ เพราะแม้ในหนังเรื่องนี้ที่มีท่าที ‘พูดถึงตัวเอง’ เต็มที่ ก็ยังแอบแฝงการวิพากษ์โครงสร้างใหญ่ชนิดที่คนรุ่นก่อนไม่เคยกล้าทำเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

    หนังเรื่องนี้คือการประกาศว่ามีเกย์คาทอลิกอยู่ในโลกนี้จริงๆ และพวกเขาคือเกย์คาทอลิก

    ไม่ว่าจะพลิกดูจากความหมายไหน !

    ……………………………

    หมายเหตุ: (นอกจากจะเป็นบรรณาธิการหนุ่มไฟแรงแห่งนิตยสาร GM แล้ว โตมร ศุขปรีชา ยังเป็นนักเขียน – นักแปล และ คนทำงานด้านความคิด ที่มีมุมมองทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกด้วย บทวิจารณ์หนังเรื่อง ‘รักแห่งสยาม’ ในครั้งนี้ คงเป็นหลักฐานมัดตัวผู้เขียนจากถ้อยคำนี้ได้เป็นอย่างดี – นันทขว้าง สิรสุนทร )

  19. ขอบคุณครับที่ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล
    เราจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ร่วมกัน และมีเรื่องให้เรา
    ได้เข้าใจ เมื่อเรามองคนอื่นจนเข้าใจ
    จนในที่สุด เราอาจจะเข้าตัวเองมากขึ้น
    ฉันเป็นใคร?

  20. ขอบคุณ คุณ big ครับ สำหรับบทวิจารณ์ จาก กรุงเทพธุรกิจ น่าจะมาจาก section จุดประกายใช่ไหมครับ

    เดี๋ยวต้องไปตามล่า หามาเก็บไว้ซะหน่อย (แบบเดียวกับ ตอนที่ Brokeback Mountain เข้าฉาย ผมก็ไปตามเก็บบทวิจารณ์เหมือนกัน)

    บอกตามตรง “รักแห่งสยาม” เป็นหนังที่ผิดไปจากความคาดหมายครั้งแรกของผมจริงๆ และ คงเสียใจ เอามากๆถ้าไม่ได้ดูครับ

    ลองเข้าไปเช็คกระทู้ใน Pantip ห้องเฉลิมไทย หนังเรื่องนี้ เข้า win ไปแล้วครับ ทั้งความถี่ของคนที่เข้าไปดู และ ได้รับการ vote ให้เป็นกระทู้ยอดนิยมไปแล้วครับ

  21. บทวิจารณ์โดยคุณโตมร ฯ ลงใน กรุงเทพธุรกิจครับ

    ความจริงว่าจะทำลิงค์ให้ แต่ไม่แน่ใจ ว่าอนาคต ลิงค์ที่ว่าจะโดนลบหรือไม่ ก็คงค้นหายาก เพราะเป็น เว็บของ นสพ.รายวัน
    อยากให้บทความดีๆแบบนี้ อยู่คู่บอร์ดไปนานๆครับ

    http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/30/WW06_0605_news.php?newsid=206747

    แถมให้อีกลิงค์นึง ของคุณนันทขว้าง
    http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/23/WW06_0605_news.php?newsid=204849

  22. 1.ผมสงสัยว่าในเรื่อง”รักแห่งสยาม”หลังจากฉากที่มีงานเลี้ยงที่บ้านของโต้งแล้ว มิวกับโต้งก็มานั่งดูดปากกันถามว่าพี่มาริโอรู้สึกอย่างไรกับฉากนี้
    2.ขอถามว่าพี่มิว,พี่มาริโอว่าพี่ทั้ง2เป็นเกย์ใหม
    ตอบด้วย

  23. อยากรู้ว่า มาริโอ้(หล่อน่ารัก)มีแฟนยังค่ะ ถ้ายังไม่มี ขอเป็นแฟนสักคนได้ไหมค่ะ(แฟนคลับน่ะค่ะ)

    ปล.อยากเห็นตัวจริงจังอ่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s