เส้นแบ่งแห่งความรู้สึก

150.jpg
เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ 26-27 ม.ค. 2008

อาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกอดแปลกใจไม่ได้ มีหลายคนมาบอก มาเล่า มาเม้าธ์เกี่ยวกับตัวเองบ้าง พาดพิงถึงเพื่อนอีกคนบ้างว่า เป็นผู้ชายที่ชอบผู้หญิง กับผู้หญิงก็เคยมาแล้ว แต่ตอนนี้ สนใจอยากจะลองมีอะไรกับผู้ชาย

คนที่มาเล่าไม่ได้ติดต่อผมมา เพราะอยากชวนให้ผมไปลองด้วยหรอกนะครับ เป็นแค่เรื่องเล่าให้ฟัง และมันก็คงไม่ใช่เทรนด์เซ็กซ์แฟชั่นของปี 2008 หรือปีถัดๆ ไป ชัวร์ น่าจะเป็นแค่เหตุบังเอิญ หรือเป็นเพราะผมอยู่ตรงนี้ งงๆ กับเรื่องเพศวิถี เพศสภาพ และเพศสัมพันธ์อยู่เรื่อย รวมถึงอยากรู้เรื่องชาวบ้านออกบ่อยๆ (บ่อยๆ แต่ไม่ประจำ) ก็เลยมีเรื่องแนวนี้แวะเวียนเข้ารูหู?

“เป็นไบฯ ละมั๊ง?”

“เป็นเกย์ล่ะสิไม่ว่า แอ๊บแมนอยู่หรือเปล่า หรือเพิ่งรู้ตัวจริงๆ?”

“ชอบล้อเล่นน่า พูดเล่นๆ ไปให้ได้เฮ ก็เท่านั้น”

ผมได้ฟังความเห็นต่างๆ นานา ก็อดสงสัยต่อไปอีกไม่ได้ หรือว่า มีคนอย่างนี้จริงๆ ในสังคม? คนที่ไม่ได้เป็นไบฯ คนที่ไม่ได้เป็นเกย์? แต่แค่อยากลองเพราะสนใจอยากรู้?

แต่เป็นเพราะ “พวกเรา” ต่างหากที่ปฏิเสธตัวตน และความต้องการของ “พวกเค้า” เหมือนกับที่หลายๆ คนพูดหนักแน่นและมั่นใจสุดๆ กับใครต่อใครว่า ในโลกนี้ ไม่มีไบเซ็กช่วลหรอก ไม่มี๊…

แล้วคุณผู้อ่าน คิดยังไงครับ?

ผมทิ้งๆ ขว้างๆ กับความคิดนี้ไปพอสมควร เพราะยังหาคำตอบไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง…เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความง่วง

“ว่างมั๊ย มากินข้าวกับพี่หน่อยสิ” เสียงเข้มๆ เจื้อยๆ เลื้อยออกมาจากหูโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดี
ผมไม่ได้ยินเสียงนี้มานานหลายปีแล้วล่ะครับ แต่ยังจำได้แม่น ตราตรึงเลยแหละ

ผมพยายามค้นหาความหมายในน้ำเสียงของเจ้าของ ก็ดีใจนะครับ ที่เขาโทรฯ มาทักทาย แต่ขณะเดียวกันก็น่าสงสัยในท่าที และความำต้องการ

เมื่อหลายปีก่อนนู้น ผมกับพี่ชายคนนี้  “เกือบ” จะมีอะไรกันไปแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ผมจะเลิกแอบเสียอีก หรือคุณจะเรียกว่า เราสองคนมีอะไรกันไปแล้วก็สุดแล้ว มันจะเหมือนตอนคลินตันจุ๊กจิ๊กกับน้องโลวินสกี้แล้วปาวๆ บอกใครๆ ว่า ไม่ได้มีเซ็กซ์กะหล่อน? เอางี้ คุณๆ อ่านต่อไปแล้วจะเรียกยังไงก็แล้วแต่ แต่สำหรับผม มันเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่อีหลักอีเหลื่อสวนทางกับความรู้สึกลึกๆ เอามากๆ

เขาดีกับผมในฐานะรุ่นพี่มาโดยตลอด คอยช่วยเหลือ และเป็นธุระให้ไม่เคยบ่น เขาเป็นหนุ่มนักกีฬา รูปร่างสันทัด ไม่อ้วน ไม่ผอม ผมไม่รู้ว่า เขามาติดใจอะไรผม แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ได้รู้สึกอย่างเดียวกับเขา หลายๆ ครั้ง ได้ยินได้ฟัง สิ่งที่เขาพูด ก็รู้สึกหมั่นไส้ซะด้วยซ้ำ

หากมีโอกาส ผมอยากจะอยู่ห่างๆ เขา แต่ก็มีเรื่องจนได้ ที่ผมต้องไปอยู่ใกล้ๆ

วันหนึ่งเขาหาเรื่องมาพักห้องเดียวกับผมในที่สุด ตอนเราไปงานสัมมนาต่างจังหวัดเป็นคณะใหญ่ ผมยังดีใจอยู่ ที่โรงแรมแห่งนั้นจัดห้องเตียงคู่ให้ และผมไม่เคยคิดจะเมาหลังงานเสร็จเหมือนเพื่อนหลายๆ คนที่ใจจดใจจ่อกับการเมาเพื่อการเฉลิมฉลอง ส่วนพี่คนนี้ เขากลับคิดและทำตรงกันข้ามกับผมโดยสิ้นเชิง

เขาบ่นอุบแต่แรกเลยว่า อยากได้เตียงใหญ่พอรู้ว่าเราได้ห้องเตียงแยก 

ดึกแล้ว เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงของเขา ด้วยอาการเมา ส่วนผมก็อยู่บนเตียงของผม ผมง่วงเต็มที ส่วนเขาเหมือนกำลังรออะไรอยู่ ในบรรยากาศที่ทุกอย่างเป็นส่วนตัว ในเวลาที่คนเราห่างไกลบ้าน และสายตาผู้คนคอยจะสงสัย และไม่ต้องกังวลเรื่องงาน พร้อมกับวัยอยากรู้อยากลองของผมเอง ผมบอกตัวเองว่า ผมคงไม่เริ่มอะไรก่อน แต่ว่า…ถ้าเขาเริ่มก่อนล่ะ?

“มานั่งข้างๆ พี่หน่อยสิ” แน่ะ ในที่สุด เขาก็โพล่งขึ้น หลังจากความเงียบมานาน

ผมบอกไปว่า “พี่นอนเถอะ ผมง่วงแล้ว”
แต่เขายังยื้อไม่เลิก เขาร้องขอให้ผมเข้าไปใกล้ๆ เขา บอกซ้ำๆ ว่า ผมรังเกียจเค้า ไม่อยากอยู่ใกล้เค้า  และบอกว่าจะไม่นอนจนกว่า ผมจะลุกไปหา ผมตัดสินใจเลิกผ้าห่ม แล้วลุกขึ้นไปนั่งข้างเตียงเขา กลิ่นเหล้าโชยแตะจมูกชัดกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้ ผมมองหน้าเมาๆ ของเขา แล้วจู่ๆ เขาก็โผขึ้นมากอดผมไว้ จมูกและริมฝีปากเริ่มเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของมัน

แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลย จะเป็นเพราะเหล้าเหม็นๆ ที่มาจากลมหายใจของเขาปนกับกลิ่นบุหรี่ตุๆ หรือเป็นเพราะ ผมไม่เคยรู้สึกคึกคักกับคนๆ นี้เลย ก็อาจจะใช่ ผมปล่อยให้เขาก้าวหน้าต่อไป ในใจก็อยากรู้ว่า มันจะไปได้ไกลแค่ไหน

เขาจับหัวไหล่ แล้วกดตัวผมให้นอนลง แล้วเขาก็เริ่มถอดเสื้อตัวเองออก ซุกไซร้ไปตามซอกคอผม หลายครั้งที่เขาต้องการใช้ริมฝีปากเข้ามาประกบ แต่ผมต้องสะบัดหน้าหนีอย่างรับไม่ได้ ถ้าตอนนั้นมีกล้องวิดีโอ คุณจะเห็นภาพ คนๆ หนึ่งหายใจหอบ รุกรี้รุกรน วุ่นวาย หวังจะมุ่งหน้าต่อไปไม่หยุดหย่อน แต่มีอีกคนหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้

นึกแล้วยังอดขำตัวเองไม่ได้เลยครับว่า ผมช่างทำไปได้ นอนเฉยๆ ให้คนเมามาตะกาย

ความรู้สึกตอนนั้นก็คือ พูดตรงๆ เลยล่ะครับ สะใจ สะใจที่ได้รู้ว่า พี่ชายคนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเขาเองสร้างภาพมาตลอด

ที่ผ่านมา ยิ่งตอนกลางวันของวันนั้น เขาชอบพูดเปรยๆ ให้คนอื่นๆ ได้ยินเข้าหูอยู่บ่อยๆ ว่า มีแฟนแล้ว และรอแต่งงานกับสาวคนนี้อยู่อย่างมุ่งมั่น ทั้งๆ ที่คนฟังต่างไม่เคยมีใครรู้จักเธอผู้นี้ ไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้า “แฟนสาว” ที่อยู่ในประโยคบอกเล่าลอยๆ ของเขา

แต่ตอนนี้ เขากำลังวุ่นวายอยู่บนตัวผม และผมก็ยังคงแน่นิ่งเป็นท่อนไม้อยู่อย่างนั้น เขาคงเหนื่อยได้ที่แล้ว ส่วนผม…รู้สึกแปลกๆ เหมือนตัวร้ายในหนัง เพราะผมรับรู้ความจริงที่คนอื่นไม่รู้แล้วในตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมมีอำนาจอะไรบางอย่างเหนือเขา ตอนนี้ ผมกำความลับของเขาไว้ (รับรองไม่ได้กำอย่างอื่นของเขาสักนิด)

“ที่แท้ ก็เกย์เหมือนกรูนั่นแหละ ทำเป็นเก๊ก ปัดโธ่” ผมนึกในใจอย่างสะใจเหลือล้น หลังจากคว้ากระดาษทิชชู่ให้เขาทำความสะอาดตัวเอง

ผมค่อยๆ ลุกขึ้น กลับมาที่เตียงของผม ในใจหนึ่ง ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่กรูทำอะไรไป (วะ) อย่างนี้จะเรียกว่า มีเซ็กซ์กันแล้ว รึเปล่า? แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเขาเลยนี่ครับ ผมแค่นอนนิ่งๆ แต่อีกใจก็บอกว่า ดีนะ ที่เขาไม่ใช่คนที่ผมคลั่งไคล้เหมือนพี่ชายหลายๆ คนที่อายุแก่กว่าผมก่อนหน้า หากมีใครที่ผมหลงเอามากๆ แล้วคนนั้นอยากให้ผมไปแชร์เตียงด้วย เป็นคุณ ก็คงไม่นอนนิ่งๆ แล้วให้มันจบไปเร็วๆ อย่างนั้นหรอก

ผมไม่ได้ “ได้” หรือ “เสีย” อะไรไปกับเหตุการณ์คืนนั้น ตอนนี้ ผมรู้เต็มอกแล้วว่า พี่ขี้เมาคนนี้ชอบผู้ชาย และผมก็มั่นใจอย่างเต็มที่ว่า ผมไม่ได้ชอบเขา ลึกๆ ผมกลับรู้สึกต่อต้านกับคนอย่างเขาที่ “เอาแน่ เอานอนอะไรไม่ได้” ชอบผู้ชาย ก็อ้างว่าชอบผู้หญิง ไม่รู้ว่า กำลังหลอกผู้ชายด้วยกัน หลอกผู้หญิง หรือหลอกตัวเอง?

เรารับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เขายังดูหื่นๆ เหมือนหลายปีก่อนหน้านั้น

แล้วเขาก็ถามว่า จะทำอะไรต่อ พอผมบอกไปว่า กลับเข้าบ้าน นั่งทำงานต่อ เขาก็บอกว่า อยากแวะไปอยู่เป็นเพื่อน พอผมปฏิเสธไป เขาก็บอกว่า ตอนเย็น เลิกงานแล้ว อยากให้ผมแวะไปหาเขาที่บ้าน

“ไม่หรอกครับ” ตอนนี้ ผมไม่ได้อยากรู้ หรืออยากจะเอาชนะอะไรเหมือนตอนนั้นอีกแล้ว ผมรู้สึก ไม่อยากเจอคนๆ นี้อีก ยิ่งตอนนั่งอยู่ในรถแท็กซี่ด้วยกัน เขาหยิบรูปหนึ่งขึ้นมา ในนั้นมีเขายืนอยู่ข้างๆ ผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า “นี่ เมียพี่”

ผมรู้สึกฉุนเล็กๆ ที่เขาช่างหน้า…หลอกผู้หญิง แต่ผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า แต่เอ๊ะ ผมรู้ได้ยังไงว่า เขาหลอกผู้หญิง ผู้หญิงคนนั้นอาจจะรู้ว่า เขามีอะไรกับทั้งผู้ชาย และกับผู้หญิง ผู้หญิงคนนั้นอาจไม่แคร์ และที่สำคัญ ตัวเขาเองก็คงไม่แคร์ หรือต้องมีเส้นแบ่งอะไรในการที่จะมีอะไรกับผู้ชาย และผู้หญิง

แล้วผมจะรู้สึกรังเกียจคนอย่างเขาไปทำไม?

ขณะที่โลกและสังคมต้องการแบ่งแยกจัดแจงหมวดหมู่เพื่อการจัดการอย่างชัดเจน แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นความสำคัญกับการแบ่งแยกอย่างนั้น มันจะใช่มั๊ย? ถ้าเรารณรงค์และบอกปาวๆ ว่า ให้ผู้ชายรักกับผู้ชายได้ ผู้หญิงรักกับผู้หญิงได้ ทำไมเราจึงต่อต้าน หากใครคนหนึ่งรักกับผู้หญิงก็ได้ รักกับผู้ชายก็ได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกว่า ตัวเองเป็นอะไร?

ผมไม่ได้ถามเขาว่า เขารักเมียเขาไหม ผมมองสำรวจหน้าเขาทีหนึ่งก่อนเปิดประตูรถ แล้วก้าวออกไป ก็ดูเขาเป็นคนที่มีความสุขดี

แชะ! แชะ! ถล่มทลาย จนเครื่องคอมฯ จองตั๋วพังไปหลายรอบ โทรศัพท์ไม่ว่าง เจ้าหน้าที่เกือบขอลาป่วย เมื่อภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม ฉบับ Director’s Cut” เปิดจองเมื่อสองอาทิตย์ก่อน (ปิดต้นฉบับล่วงหน้า ผมเลยเม้าธ์ไม่ทัน แต่ขอบันทึกเอาไว้ละกัน) ผู้อยู่ในเหตุการณ์เผยว่า ประชาชนล้นหลาม หลั่งไหล แห่ตั้งแถวยาวเหยียดเป็นอนาคอนด้าจากชั้นสามของโรงหนัง Houserama ไหลเรื่อยจนมาถึงชั้นสอง และส่วนใหญ่ผู้อยู่ในแถวเป็นชาย ตอนนี้ใครสงสัยเรื่อง Gay Power คงเคลียร์ แชะ! แชะ! เสื้อยืด DVD ของที่ระลึก และการจองตั๋ว รวมถึงรอบไหนยังพอมีที่ว่างอยู่ โปรดแวะที่เว็บ www.houserama.com หรือ โทร 02-641-5177-8 (อดทนกดหน่อย สายแน่น) Congratulations นะครับ มะเดี่ยว สุดยอด! แชะ! แชะ!

13 thoughts on “เส้นแบ่งแห่งความรู้สึก

  1. สะใจสุดยอดครับพี่
    เอาตัวเข้าแลกเพื่อพิสูจน์ว่าเค้าเป็นอะไรกันแน่
    โดยที่ไม่เคลิ้มไปกับเค้าด้วย อยากทำอะไรทำไปฉันไม่แคร์

    ผมว่าคน ๆ นี้น่าสมเพชจนวินาทีสุดท้ายเลยนะ
    ก่อนจากกันยังมีการเอารูปเมียตัวเองมาให้ดู
    เพื่อที่จะบอกว่าฉันเป็นผู้ชายไม่ใช่เกย์นะ
    เห็นมั้ยฉันมีเมียแล้วด้วย

    โถ ๆ ๆ นี่ถ้าบอกว่าเป็นไบยังพอจะน่าเชื่ออยู่บ้าง
    แต่พอประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว
    ผมว่าเค้าเป็นเกย์ที่รับตัวเองไม่ได้และใช้ผู้หญิงบังหน้า
    ตอนนี้กำลังพยายามหาที่ปลดปล่อยเพราะมันสุดจะกลั้นแล้ว

    ขอโทษนะครับ ถ้าความเห็นแรงเกินไป
    พอดีว่าไม่ชอบคนที่ไม่มี self-esteem แบบนี้น่ะครับ

  2. ยังคิดเหมือนเดิมครับ – โลกนี้ไม่มีไบเซ็กช่วล

    “ไบเซ็กช่วล” เป็นคำปลอบใจของเกย์ที่ยังไม่ยอมรับความจริง
    หรือตัดสินใจแต่งงานไปก่อน … ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล / ความจำเป็นใดๆก็ตาม
    เกย์หลายคนที่เลือกการแต่งงาน เขาจะมั่นใจว่า เป็นเกย์แล้ว”หายได้/เลิกได้” แต่เมื่อพบว่ามันเลิกไม่ได้ …. มัน River of no return – สายนํ้าไม่ไหลกลับ ชัดๆ

    ผมรู้จักหลายคนที่อยู่กับความรู้สึกแบบนี้
    เขาเป็นทุกข์นะครับ โดยเฉพาะคนที่มีลูก และต้องทำหน้าที่คุณพ่อ
    เพราะบางครั้งเรื่องแบบนี้มันก็พูดยาก
    แล้วยิ่งคนเรา พออายุมากขึ้น .. การที่ต้องทน ต้องฝืนเป็นอะไรที่”ไม่ใช่”เนี่ย มันทำให้เครียดกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้

    หลายๆครั้งที่การตัดสินใจครั้งสำคัญๆของชีวิตเรา มันก็ไม่ได้นำมาซึ่งความปกติสุขได้เท่าที่เราคาดหวัง …ทั้งที่ก่อนจะตัดสินใจลงไป ก็บอกตัวเองว่าใคร่ครวญดีแล้ว

    ก็ได้แต่บอกกล่าวน้องๆ/เพื่อนฝูงชาวเรา ที่ยังมีความคิดที่จะแต่งงาน
    โดยหวังว่าจะประคับประคองความเป็น”เสือไบ”ไปได้ตลอดรอดฝั่ง ว่า.. คิดให้ดีๆ

    : )

  3. ผมยังเชื่ออยู่นะครับว่าเสือไบมีอยู่จริง แต่ก็มี่ีแน่นอนคนใช้คำว่าไบเซ็กชวลหรือความเป็นเมโทรเซ็กชวลบังหน้าความเป็นเกย์ของตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะเขาก็อาจยังไม่กล้าพอที่จะต้านต่อแรงกดดันต่างๆได้ แต่ประเด็นที่สำคัญคือเขาไม่น่าจะไปหลอกผู้ญแล้วก็ไปมีครอบครัวต่อ

    …ผมเคยอ่านบทความอยู่อันหนึ่ง เป็นประมาณว่าบทความด้านจิตวิทยา เขาบอกว่าคนเรามันจะมีสัดส่วนความชอบต่อเพศต่างๆอยู่และตรงนี้นำมาใช้ตัดสินได้ว่าคุณเป็นเกย์หรือผู้ชายกันแน่
    เช่น ถ้าเกิดชอบผู้ญ 50% ชอบผู้ช 50% ก็เป็นไบ, ชอบผู้ญ 90% ชอบผู้ช 10% ก็ถือว่าเป็นชาย(heterosexual) หรือในทางกลับกัน ชอบผู้ช 90% ชอบผู้ญ 10% ก็ถือว่าเป็นเกย์ ผมไม่แน่ใจว่าการทดลองครั้งนั้นเขามีวิธีการสำรวจกันยังไง ใครสนใจก็ลองไปหากันดูนะครับ

  4. ผมว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ที่เราหลายๆคน เคยเจอกันอยู่ โดยส่วนตัวผมก็มีรุ่นพี่ที่นับถือกันท่านหนึ่งที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน แกก็แต่งงานมีลูกโตแล้วครับ ล่าสุดที่เจอกันโดยบังเอิญ ก็พูดเล่นกับพี่เค้าไปว่าตกลงไม่จับปลา 2 มือแล้วใชไหมครับ คำตอบที่ได้รับ ทำเอาผม อึ้ง ไปเหมือนกัน เพราะแกบอกว่า มันเลิกยาก…

    มันทำเอาผมหมดศรัทธาพี่เค้าทีเดียว แต่พอมาคิดดูอีกที ตัวแกเองก็คงเหมือนกับ ตกนรกทั้งเป็นอยู่น่ะครับ…

  5. บ่ายนี้ว่างแล้วค่ะ หลังจากที่กรำงานมาตั้งแต่ธันวาคม 2550 เรื่อยมาจนถึง จะปลายเดือนมกราคม 2551…

    วันนี้ก็เลยแวะเข้ามาอ่าน
    เมื่ออ่านดังนั้นแล้ว ก็ต้องคอมเม้นท์ไว้เป็นกำลังใจแด่ท่านผู้เขียน…

    ในความคิดของสาวอิสานฯ นะคะ
    ใดๆ ในโลกนี้ ก็ล้วนแต่มายาทั้งสิ้น
    ความคิดต่างๆ ก็ล้วนแต่มนุษย์คิดสร้าง สมมุติคำเรียกกันขึ้นมาทั้งสิ้น

    เกย์ ไบ กะเทย ตุ๊ด ทอม ดี้ และอื่นๆ (เก้ง กว้าง ฯลฯ) ก็ล้วนแต่ เป็นคำที่มนุษย์ สมมุติ ขึ้นมา เพื่อ ประโยชน์ตามปัจจัยต่างๆ

    เช่น เพื่อแบ่งแยก แบ่งกลุ่ม

    หรือ เพื่อ รวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

    หรือ จะไมได้ไม่ต้องเข้ากลุ่มกับพวกได (อ่านแล้วจะงงๆ หน่อยนะคะ)

    สาวอิสานรอรัก เคยครุ่นคิดว่าสาวอิสานรอรักเป็นอะไรกันแน่นอยู่พักหนึ่ง เมื่อสงสัยดังนั้นจึงได้ทำการทดลองตามเหตุและปัจจัย เพื่อการตอบคำถามนั้น ด้วยการเวียนว่ายไปตาม วัฏจักรกาม … ชายบ้าง หญิงบ้าง

    สุดท้ายพบคำตอบว่า แท้จริงเราเป็นมนุษย์ คนหนึ่ง อาศัยอยู่ ในเส้นแบ่งความเป็นและความตาย อันไม่รู้อนาคตข้างหนึ่ง

    สุดท้ายพบคำตอบว่า แท้จริงเรามีชีวิตเพื่ออาศัยอยู่ในโลกแห่งการสมมุติว่ารับรุ้ได้เพียงคนละไม่(น่าจะ)เกิน 100 ปี

    สุดท้ายค้นพบว่า ในท้ายที่สุด ทุกอย่างจะกลายเป็นมายา เมื่อลมหายใจดับไป เมื่อได้คลายความร้อนกลับคืนสู่ธรรมชาติ เราจะกลายเป็นศพ เน่า เปื่อย น่ารังเกียจ ผุพัง สลายไปไม่เหลือซาก

    น่าแปลก ที่เมื่อตายไปแล้ว ไม่มีใคร มีใครมาแบ่งแยกเราว่า นี่เป็นศพเกย์ นี่เป็นศพทอม หรือนี้เป็นศพใบเซ็กช่วล

    … ทุกคน จำกัดอยู่ในคำ คำเดียวคือ ศพ…

    ฉะนั้นแล้ว เกย์ หรือไม่เกย์ ไม่สำคัญสำหรับสาวอิสานฯรอรักอีกต่อไป

    สิ่งที่สำคัญคือ เรามีความสุขสงบกับปัจจุบันแล้วหรืออย่างไร มองลึกเข้าไปข้างในมีสิ่งใดบ้างที่ กระทำแล้วจะเกิดความงอกงามแห่งสังคมดีงาม

    ทีทำอยู่ทุกวันนี้ ก็ทำได้เพียง จรดอักษร ลงกระดาษ จรรโลงใจผู้อ่านในบรรณพิภพอักษร…เพราะดิฉันเองก็เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ในสังคมสมมุติที่เรียกตัวเองว่าประเทศไทย

    เมื่อคุณตาย คุณจะยังสงสัยอยู่หรือไม่ว่า ว่าคุณจะเป็นศพ อะไร…

    เกย์หรือไม่เกย์ไม่สำคัญ สำหรับ สาวอิสานฯ อีกต่อไป
    ใครอยากจะเรียกร้องอะไรก็เรียกร้องไป
    เพราะท้ายที่สุดทุกอย่างก็เป็นเพียงเรื่องสมมุติมายา…

    ขอบคุณสำหรับบทความที่เขียนกันหรืออ่านเรื่อยมาค่ะ

  6. ถ้าคิดว่าในโลกนี้เป็นหนึ่งเดียว ในทุกเรื่อง ผมว่าคงไม่มีเรื่องหน้าปวดหัวหรอก ว่ามั้ย :) คงมีความสุขมากขึ้น

  7. เหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นกับผมเองเหมือนกัน
    แต่ทุกวันนี้ เค้าก็มีภรรยา มีลูกแล้ว แต่เมื่อไรก็ตามที่เราเจอกัน
    เราจะต้องมีสัมพันธ์ต่อกัน

  8. ไม่ต้องไปทุกข์
    ไปเคียดแค้นอะไรเขาหรอกค่ะ
    ที่เขาเลือกแต่งงาน เลือกมีลูก

    ถ้ามันจะเป็นนรก
    มันก็เป็น ขุมนรกที่เขาเลือกแล้ว

    ค่ะ

    จบการรายงานข่าว
    สาวอิสานรอรักนิวส์ รายงานจากเชียงใหม่เจ้า

  9. การหลุดพ้นจากอะไรบางอย่าง ด้วยการมีสติ มันจะดีกับทุกๆ คน
    แต่กว่าเราจะได้สติ เราคงต้องเจออาการสติแตกซะก่อน พี่วิทยา
    ว่า “โลกของเกย์” บางมีนะ มีอะไรๆ ยั่วยวนให้เราขาดสติได้บ่อยๆ
    ถ้ามองมันว่า เป็นเรื่องท้าทาย ไม่ใช่ปัญหา เราคงได้ปัญญากัน
    ดีขึ้นหลังจากนั้นแหละ

  10. เคยได้ยินคนบอกเหมือนกันว่า เสือไบ มันไม่มีจริง

    สำหรับประสบการณ์โดยตรงผมก็คือเคยมีแฟนเป็น ญ. ซึ่งไม่ใช่มีเพื่อบังหน้า .. เพราะเธอสวยสุดยอดเลยอ่ะ แต่ได้แค่ กอด จูบ ลูบ … เกือบจะมีอะไรกัน แต่ด้วยกลัวท้อง และอะไรหลายอย่างจึงไม่ได้มีโอกาส

    และก็เคยคบกับ ช. อยู่ ซึ่งผมก็เรียกได้ว่าเป็นความรักสองแบบ ที่ผมไม่ได้มีเซ็กส์เข้ามาเกี่ยวข้อง…

    แต่ที่เคยมีเซ็กซ์ทั้ง ญ. และ ช. มาจากการเที่ยว(แบบป้องกัน)ครับ

    สรุแ เสือไบน่ะ มีจริง แต่อาจน้อยเพราะอาจมีไบไม่จริงมาร่วมด้วย 55

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s