อิตาลี วาติกัน เกย์หนุ่มคู่นั้น

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 20-21 กันยายน 2008

มีหนังอีกเรื่องมาเล่า สัปดาห์ที่แล้วเล่าไปเรื่องหนึ่ง ของไทย รอบนี้ เป็นของอิตาลี ตกลงคอลัมน์นี้จะกลายเป็นคอลัมน์รีวิวแต่หนังหรือเปล่าเนี่ย? คงไม่หรอกครับคุณผู้อ่านที่รัก แต่ไม่แน่ สัปดาห์หน้าอาจมีอีกเรื่อง

กุสตัฟและลูคาทำงานด้านสื่อสารมวลชนทั้งคู่ ชีวิตพวกเขาเรียบง่าย แต่แล้วหลายอย่างก็เปลี่ยนไป

เมื่อสองปีที่แล้ว ที่อิตาลี มีร่างกฎหมายใหม่กำลังนำขึ้นสู่สภา (มีชื่อย่อว่า DICO) จึงเป็นที่มาของสารคดีการผจญภัย กระเทาะสังคม “homophobia” ของอิตาลีที่สองหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ พากล้องวิดีโอหนึ่งตัวไปตามเก็บหลักฐานผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้คนบนท้องถนนแห่งกรุงโรม รวมถึงย่านที่อันตรายที่สุด ถ้าคุณเป็นเกย์

ที่จริงเขาสองคนนั่งอยู่เฉยๆ ทำงานที่ตัวเองรักไปวันๆ ก็ได้ ไม่เดือดร้อนอะไร แต่เผอิญ เขารู้สึกว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบเข้าอย่างจังกับสิ่งที่มีร่วมกัน นั่นคือ ชีวิตคู่

แปดปีที่อยู่ด้วยกัน แปดปีที่ดูแลกัน โดยไม่มีอะไรมารองรับ หากใครเกิดเป็นอะไรไป สิ่งที่หามา ทำมา คงพังทลายไป และในที่สุด จะต้องมีคนหนึ่งคนใดในนั้นตกเป็นเหยื่อของความไม่เท่าเทียมในสังคม และการกีดกันทางเพศอย่างรุนแรง แล้วจะเอาอะไรมาเรียกร้อง?

ประเด็นการรองรับชีวิตคู่คนเพศเดียวกันทางกฎหมาย ดูห่างไกลสุดเอื้อม และไม่น่ามีวี่แววจะเกิดขึ้นในบ้านเรา ใช่มั๊ย?

และอีกอย่าง หลายๆ คนยังคงบ่นว่า โธ่…พี่ แฟนยังหาไม่ได้เลย จะให้มาสนใจเรื่องพวกนี้ทำไม?

ก็จริง แต่ถามจริงๆ เหอะ อยากมีมั๊ยละแฟน คนที่จะกลายมาเป็น “คู่ชีวิต” น่ะ?

คนที่อิตาลี ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน พวกเขาไม่เคยคิดว่า เกย์ และเลสเบี้ยน คนรักเพศเดียวกัน ควรจะได้รับอะไร หรือมีสิทธิ์อะไร

ปีที่แล้วทั้งปี ตั้งแต่กุมภาฯ เรื่อยมา ประเด็นการรองรับชีวิตคู่คนเพศเดียวกันกลายเป็นประเด็นการเมืองขั้นรุนแรง ข่าวทีวี ข่าวหนังสือพิมพ์ การเดินขบวนประท้วง เนื้อหารายการทอล์คโชว์ทางทีวี ต่างก็หยิบยกเรื่องนี้มานำเสนออย่างเผ็ดร้อน อดนึกถึงทีวีบ้านเราไม่ได้ คงได้ดูอย่างนี้สักวัน…

สิ่งเหล่านี้แหละที่สองหนุ่มบันทึกไว้เป็นวิดีโอความยาวรวมกว่า 30 ชั่วโมง แล้วตัดออกมาเป็นสารคดี 80 นาที

สารคดีเรื่องนี้ ได้รับคำนิยมตามเทศกาลหนังต่างๆ ทั่วโลก เพราะความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ขัน และความกล้านำเสนอสิ่งทีี่ขัดกับเสียงคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งขัดกับความรู้สึกของตัวเอง

คงเป็นเพราะกรุงวาติกันอยู่ในย่านนั้นมั้ง คงเป็นเพราะคนอิตาเลียนให้คุณค่ากับสถาบันครอบครัวอย่างสูงสุดมั้ง และเวลาโป๊ปพูดอะไร พวกเขาไม่มีทาง ไม่เชื่อ พวกเขาจึงมองเห็นว่า DICO เป็นมหันตภัยคุกคามชีวิตและทรัพย์สินที่ควรจะต่อต้านอย่างหัวชนฝา

ทั้งๆ ที่ ความจริง เจ้า DICO ตัวนี้ ไม่ได้รองรับคู่เพศเดียวกันเท่านั้น แต่ยังให้สิทธิ์ใครก็ได้ที่อยู่ร่วมกัน และใช้ชีวิตคู่ อย่างน้อย 9 ปี (ได้สิทธิทางมรดก) และ 3 ปี (ได้สิทธิได้รับค่าเลี้ยงดู) แต่สำหรับคนอิตาเลียนหัวโบราณและเคร่งศาสนา (เพราะมีกรุงวาติกันอยู่ใกล้ๆ?) รับไม่ได้อย่างยิ่ง พวกเขาเลยออกมาต่อต้านกันยกใหญ่

ถ้าเป็นผู้สื่อข่าวคนอื่น ยื่นไมค์ถามคนเดินถนนหนทางคงเป็นสารคดีข่าวธรรมดา แต่นี่เป็นสองหนุ่มนักสื่อสารมวลชนและเป็นเกย์ เขาทำมากกว่านั้น

กุสตัฟ ไม่เพียงแต่ถามความเห็นคนเดินถนนว่า รู้สึกยังไงกับ DICO เขาเอาตัวเองกับแฟน เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาด้วย “แล้วอย่างผมกับแฟนล่ะ เราอยู่ด้วยกันมาแปดปีแล้วนะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเหรอ” กุสตัฟบอกคนโดนสัมภาษณ์อย่างนั้น อย่างไม่ปิดบัง ผมนึกถึงตัวเอง จะกล้าเหมือนเขามั๊ยเนี่ย?

ผมว่า การนำเสนอในจุดนี้น่าสนใจมากๆ ขณะที่คนถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ ยกเหตุผลว่า มันผิดธรรมชาติ มันผิดบาป มันทำลายสถาบันครอบครัว คนที่พูดสิ่งพวกนี้ออกมาก็บอกหรืออธิบายอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้

ตัวสารคดีนำเสนอความเห็นซ้ำๆ แบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน บางคนก็ออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง บ้างก็ทำหน้าขวยเขินที่รู้ว่า คนสัมภาษณ์กับคนอยู่หลังกล้องวิดีโอเป็นแฟนกัน

ผมว่า ผู้ชมคนอื่นๆ ในโรงคงรู้สึกเหมือนผม เหมือนกับว่า เรากำลังดูผู้คนที่เป็นหุ่นยนต์ถูกไฟฟ้าช็อต หรือตกมาจากที่สูง พูดจาซ้ำๆ ซากๆ วนไปวนมา

วันนั้น ผมไม่อยากได้ยินคำว่า “ครอบครัว” อีกเลย ดูมันเป็นคำที่ไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่แม้แต่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่คนส่วนใหญ่ในสารคดีนี้อ้างถึงมัน

ผู้คนในกรุงโรมยังมองเกย์ในมุมมองเดิมๆ ผมเพิ่งรู้สึกว่า อิตาลีล้าหลังกว่าหลายประเทศในยุโรป ก็ตอนนี้เอง

คุณผู้อ่านคงคิดว่า เป็นสารคดีสุดเครียด แต่ความจริงไม่ใช่ นี่เป็นฝีมือการผสมผสานอย่างลงตัว พวกเขาสอดแทรกอารมณ์ขัน ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ

ฉากหนึ่ง สองหนุ่มนอนอยู่บนเตียง กำลังจะเข้านอนแล้วล่ะ แต่ยังอดคุยกันเร่ื่องสิทธิ์ต่างๆ ไม่ได้ ถ้า DICO ไม่ผ่าน พวกเขาจะเป็นยังไง? เขาตั้งคำถามกันและกันอย่างเคร่งเครียด

หลังจากสาธยายผลลัพธ์อันน่าเศร้าไปแล้ว พวกเขาก็เฉลยให้คนดูรู้ว่า นี่เพิ่งพูดจบไปน่ะ อ่านตามบทอยู่นะ ไม่ได้พูดสดๆ เหมือนตอนเดินสัมภาษณ์คนบนท้องถนน มันเป็นฉากที่เขาสองคนตั้งใจ “เมก” ขึ้นมา แต่มันได้ผลนะครับ เพราะคนดูเข้าใจเรื่องสิทธิ์ที่เข้าใจยาก ได้ง่ายขึ้น

ตกลงแล้วอิตาลี ก็ไม่มีข้อยุติเรื่อง DICO แต่สองหนุ่มก็ยังคงใช้ชีวิตคู่ของพวกเขาต่อไป

ส่วนตัวผมเอง ผมไม่ได้เชื่อในเรื่องการแต่งงาน แต่ผมคิดว่า คนเราควรมีสิทธิ์เลือกว่าจะแต่งหรือจะจดทะเบียน หรือจะอยู่ด้วยกันเฉยๆ มันเป็นทางเลือก และทุกๆ ทางเลือกไม่ได้ดีทุกอย่างเสมอไป แต่ประชาชนทุกๆ คนควรได้สิทธิ์เสมอกันที่จะเลือก

หนังเรื่องนี้ชื่อ Suddenly, Last Winter (2007) ถ้า Suddenly Last Summer จะเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่ง

แชะ! แชะ!

ที่อังกฤษ สองหนุ่ม เจนนี่ หรือพอล และเอเอน หรืออาเลน วัยเกษียณแล้วทั้งคู่ เคยมีลูกแล้วทั้งคู่ ลูกก็โตแล้ว สองคนก็ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ตอนนี้ ตกลงมาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน สองคนมีความสุขดี รวมทั้งความสุขบนเตียงอีกต่างหาก ผมว่า เมืองไทยก็มีนะแบบนี้ เห็นบ่อยๆ หรือรับรู้บ่อยๆ ซะ เดี๋ยวคงชินกัน แชะ! แชะ!


อิตาลีเคยมีนักการเมืองเป็นสาวประเภทสองมาก่อน เธอชื่อว่า Vladimir Luxuria ถือเป็นนักการเมืองสาวประเภทสองคนที่สองของโลก แต่เป็นคนแรกของยุโรป ถัดจากก่อนหน้าที่เป็นชาวนิวซีแลนด์ คุณวลาดิเมีย เป็นนักแสดง พิธีกรรายการทีวี และเคยขายบริการทางเพศมาก่อนในอดีต เพราะขัดสนเงินทอง กว่าจะเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ขึ้นสู่อาชีพสูงสุดในชีีวิต เธอได้รับเลือกตั้งในปี 2006 ครั้งหนึ่งเธอเล่าว่า ไปเข้าห้องน้ำผู้หญิงในสถานที่ราชการนั่นแหละ เธอโดนนักการเมืองหญิงอาวุโสชื่อดังท่านหนึ่งโวยวาย บอกว่าเป็น sexual violation เรียกร้องให้เธอไปเข้าห้องน้ำผู้ชายแทน พร้อมเสนอให้มีการสร้างห้องนำ้เฉพาะของสาวประเภทสองแยกออกมาต่างหาก คุ้นๆ มั๊ย เรื่องแนวนี้?

12 thoughts on “อิตาลี วาติกัน เกย์หนุ่มคู่นั้น

  1. หวัดดีพี่ยอดดดดดดด

    ยังไม่ได้ดูหลายเรื่องเลย เหมือนกัน

    ต้องรีบหามาดู อัพเดทซะหน่อยซะแล้วสิ

    จะได้คุยกะพี่ยอดรู้เรื่อง…

  2. จริงๆ แล้วหนังสารคดีหลายๆ เรื่องที่เคยดูเป็นหนังที่สนุกมาก
    และที่สนุกกว่าคือบางครั้งมันเป็นตลกร้าย… มากถึงมากที่สุด
    (เหมือนสนองความก้าวร้าวในตัวเอง คริๆ)
    อย่าง Suddenly, last winter มีฉากหนึ่งที่ถามเหล่าแม่ชีหน้าสำนักวาติกันว่าพวกเธอคิดอย่างไรกับ DICO แล้วหน้าตาแม่ชีทั้งหลายก็เปลี่ยนราวกับหน้าของพวกเธอเป็นหน้ากากถอดเปลี่ยนได้
    ซึ่งอย่าหาว่านู้นนี้เลยนะ มันชวนให้ขำอย่างแรง
    ฉากนี้เหมือนกับสองหนุ่มนี้เล่นกับสัญชาตญาณดิบ… หรือว่าด้านมืดที่เราไม่ทันสำรวจในตัวมนุษย์ คือไม่ใช่เพียงเล่นกับแม่ชีเท่านั้น แต่เล่นกับคนดูด้วยว่าจริงๆ แล้วเราจะสงสารแม่ชีที่ถูกถามถึงเรื่องที่กระทบกับศรัทธาสูงสุด หรือว่าเราจะรู้สึกอื่นๆ อย่างเช่นเราที่รู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ที่เห็นแม่ชีหน้าถอดสีแล้ววิ่งหนีเหมือนเห็นผีเปรต
    เหอๆๆ สัพเพสัตตานะครับ

  3. พี่วิทย์เล่นบรรยายซะเห็นภาพขนาดนี้แทบจะไม่ต้องหามาดูแล้วมังครับ (อิอิ) ในฐานะสาวกของหนังสารคดี ปกติชอบดูอยู่แล้วไม่จำกัดแนวยิ่งถ้าเป็นสารคดีเฉพาะทาง(สีรุ้ง) อันนี้คงต้องขนขวายหามาดู แต่ยังไงถ้าพี่วิทย์ review ให้ขนาดนี้ต้องน่าสนใจแน่ ๆ

    แต่เรื่องต่อไปอยากให้เป็นของไทยเรามั่ง เพราะคิดว่าน่าจะมีอะไรดี ๆ ไม่แพ้ชาติอื่นนะครับ

    Take Care ^_^

  4. ขอโทษทีค่ะ มาตอบช้ามาก ไม่มีเวลา+เน็ตที่ร้านล่มแทบทุกวัน เบื่อเน็ต tot จัง ก็ต้องรอดูต่อไป ว่า dico จะผ่านหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่า อิตาลีอาจจะเป็นประเทศสุดท้ายในโลก ที่อนุญาตให้เกย์แต่งงานกันได้ ทั้งๆที่เกย์เต็มประเทศ อาจจะเป็นเพราะว่าโป๊ปอาศัยอยู่ที่อิตาลีมั้งคะ อีกอย่างที่นั่นน่ะ ประชาชนส่วนมากเป็นคาทอลิคที่เคร่งในคำสอนสุดๆ ลำบากหน่อยค่ะ ที่เกย์จะเรียกร้องสิทย์จากคนแก่หัวโบราณที่อยู่ในสภา

  5. ไม่รู้สิผมว่าบ้านเราอาจเป็นประเทศแรกในเอเซียก็ได้

    ที่ยอมรับการสมรสกันระหว่างเพศเดียวกัน(Same Sex Marriage)

  6. มีกฎหมายนั้นได้ก็ดี แต่ผมว่าเรื่องมีแฟนเป็นเรื่องสำคัญกว่า ขอให้มันยั่งยืนกันจริงๆเหอะก็พอแล้ว

  7. เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า…
    ในเรื่อง Suddenly, last winter เนี่ย
    ตอนแรกที่สองหนุ่มไปสัมภาษณ์คอธอลิกเคร่งศาสนาทั้งหลาย
    พวกเขาก็ตอบกันดี
    แต่พอสองหนุ่มนี่เฉลยว่าเขาเป็นเกย์และเป็นแฟนกัน
    ผู้ตอบคำถามพากันหนีกระเจิง

    เราอยากรู้ว่าในนาทีก่อนเฉลยกับหลังเฉลย
    คนถามยังคงมีอวัยวะครบ 32 เหมือนคนตอบหรือเปล่า
    ถ้าเหมือน ทำไมต้องทำท่าเหมือนเจอสัตว์ประหลาด
    แล้วพอผู้ตอบคำถามทั้งหลายกลับบ้านหรือเข้าห้องน้ำไปส่องกระจก
    แล้วเห็นตัวเองมีตา หู จมูก ปาก แขน ขา ลำตัว เหมือนเกย์ที่เพิ่งสัมภาษณ์เขาไป
    … เขาจะยังเห็นตัวเองเป็นคนอยู่มั้ย
    ในเมื่อคนที่สัมภาษณ์เขาเมื่อกี้ ก็มีตา หู จมูก ปาก แขน ขา ลำตัว เหมือนเขาทั้งนั้น
    แล้วทำไมต้องทำเหมือนเกย์ไม่ใช่คน
    คนที่มองเห็นคนเหมือนกันไม่ใช่คน ยังจะมองเห็นตัวเองว่าเป็นคนอยู่หรือไม่
    แอบข้องใจอยู่ลึกๆ

    …ช่วยไม่ได้นะ คริสต์เขามองว่าพฤติกรรมทางเพศกับเพศเดียวกันเป็นบาปมาตั้งแต่พระคัมภีร์เก่า The Old Testament แล้วนี่นา
    ก็ได้แต่ถอนหายใจมองเหม่อ…

  8. อยากทำสารคดีดีๆ ซักชิ้นเหมือนกัน
    แล้วเอาไปฉายให้ชาวโลกได้ดูมั่ง

    ความคิดก็มีและ
    ตังค์น่ะพอมี
    อุปกรณ์ เครื่องมือก็มีครบ
    แต่ที่ไม่มี คือ
    เวลากะ คนช่วยคิด ช่วยทำ…

    ใครอยากทำมั่งอ้ะ?

  9. หนัง Suddenly, Last Winter เข้าฉายแล้วนะครับที่ลิโด 2 รอบฉาย ตั้งแต่วันที่ 13-19 พ.ย. นี้ คือ 12.15 16.15 และ 18.15 น.

    ในหนังมีคุณ Vladimir ด้วยครับ และเธอก็กล่าวบนเวทีไฮค์ปาร์ก ใน Gay Pride ได้น่าประทับใจมากๆ ครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s