เพศศึกษาล้าหลังในหลักสูตรโรงเรียนไทย

วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ เสาร์-อาทิตย์ 18-19 ตุลาคม 2551

แว่วๆ ว่า ทั่นรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุงกำลังงงๆ กับบรรดาโครงการรณรงค์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะแคมเปญ “ยืดอก พกถุง” ตอนนี้ประเด็น “ชี้โพรงให้กระรอก” จึงถูกหยิบออกมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มันน่าจะโดนฝังไปแล้วในยุคก่อนโน้น

ฝ่ายคนทำงานลงพื้นที่และเห็นกับตาว่า เกิดอะไรขึ้นในโรงเรียนไทยยุคอินเทอร์เน็ตพากันออกมายันว่า

หากรัฐยังยึดความคิดในแบบเดิมๆ กระรอกเด็กหญิงก็จะพากันท้อง ส่วนกระรอกเด็กชายก็จะเติบโตไป “กระรอก” หญิงต่อไปโดยไม่รู้จักป้องกัน เพราะคิดไม่ถึงว่า ความสนุกเพียงชั่วคราวในโพรงกระรอกที่ตนเองไม่รู้จักจะมีผลพวงอะไรตามมา

ในงานสัมมนาเรื่องเพศครั้งใหญ่ประจำปีชื่อว่า “เพศวิถี สุขภาวะทางเพศ” เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วโดยมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (ส.ค.ส.) เหล่านักวิจัยระบุว่า ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาพบว่า การสอนเยาวชนเรื่องเพศศึกษาในสถานศึกษา ไม่ได้ไปช่วย “ปลุกกำหนัด” ให้เยาวชนลุกขึ้นมาเซ็กซ์กันมากขึ้น แต่เยาวชนมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง และความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายมากขึ้น

รัฐจึงควรทบทวนบทบาท โดยไม่จำเป็นต้องคอยทำตัวเป็นผู้กำกับ เป่านกหวีดปี๊ดๆ ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

การเรียกร้องและห้ามปรามอย่าง “โครงการรณรงค์ให้หญิงรักนวลสงวนตัว” จึงไม่ต่างอะไรกับลมกรอกหูหนึ่งไปทะลุอีกหู เพราะในทางปฏิบัติ หญิงยุคใหม่ ฉลาดขึ้น เก่งขึ้นได้รับการยอมรับมากขึ้น และมีสิทธิ์ในเนื้อตัวของตัวเองมากขึ้น (ยกเว้น ยามที่พวกเธอตกเป็นทาสของสื่อยัดเยียดความขาว) ผู้หญิงยุคใหม่จึงเลือกได้เองว่า จะทำอะไรกับร่างกายของเธอ และจิ๋มของเธอโดยไม่ต้องฟังความเห็นใคร

ตัวแปรสำคัญเพื่อให้ทุกๆ หน่วยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงก็คือ หลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียน รวมถึงคุณครู และผู้เรียน

ผู้อภิปรายในวงสนทนาเรื่องหลักสูตรเพศศึกษา ท้าวความเบื้องลึกเบื้องหลังได้อย่างน่าฟังว่า หลักสูตรเกี่ยวกับเพศศึกษาของชาติไทยมีอายุอานามไม่น้อย คือ เฉพาะร่างโครงน่ะทำไว้ตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

พอสงครามยุติ ก็ปัดฝุ่นทำต่อ ซึ่งในเวลาถัดมา มีการปรับปรุงหลักสูตรเป็นระยะ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความเป็นไปที่แท้จริงของสังคมไทยในโลกปัจจุบันได้ โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายทางเพศ หรือความรักในเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่และหิน สำหรับแทบทุกโรงเรียนในปัจจุบัน

แต่ละโรงเรียนเตรียมตัว และมองเรื่องเหล่านี้ต่างๆ กันไป นอกจากระดับอคติของครูหรือผู้บริหารในโรงเรียนแล้ว ตัวแปรสำคัญอีกอย่าง ก็คือ หลักสูตรที่รัฐจัดทำให้นั่นแหล่ะ

บางโรงเรียนได้รับแนวทางที่เรียกว่า “ใบความรู้สำหรับผู้เรียน” จากภาครัฐเพื่อนำไปสื่อสารกับนักเรียนต่ออีกทอดหนึ่ง และตอนนี้ ก็ยังมีใช้กันอยู่

ใจความหนึ่งน่าสนใจมาก ผมขอเจ้าของงานวิจัยมาอ่านดูแล้วรู้สึก “งานเข้า” อย่างแรง

ขอยกข้อความบางส่วนมาให้อ่านกันนะครับ (ในวงเล็บไม่เกี่ยว เป็นความรู้สึกส่วนตัว)

“…รักร่วมเพศ เป็นพฤติกรรมทางเพศที่พบมากที่สุดในจำนวนพฤติกรรมทางเพศที่ผิดไปจากลักษณะที่คนปกติทั่วไปประพฤติกัน (คนอ่าน…เป็นเชื้อโรคอย่างหนึ่ง ชัวร์) เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง (คนอ่าน….เหมือนป่วยไง ป่วยได้เท่าเทียมด้วยนะทั้งชายและหญิง)

แต่ก่อนนั้นทางจิตเวชถือเป็นความผิดปกติ แต่ปัจจุบันไม่ถือว่า รักร่วมเพศเป็นความผิดปกติ (คนอ่าน….แล้วที่เขียนมาก่อนหน้าล่ะ ฟังดูผิดปกติชัดๆ จะเอาไงเนี่ย?)

แต่จะถือว่ารักร่วมเพศผิดปกติต่อเมื่อพฤติกรรมนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากทางจิตใจ ปัญหาการดำรงชีวิต และเกิดความคับข้องใจ เกิดปัญหาทางอารมณ์ อาการซึมเศร้า เบื่อชีวิต คิดฆ่าตัวตาย (คนอ่าน….ถ้าสังคมไม่มีอคติทางเพศ อาการ หรือสิ่งที่ว่ามานี้ จะเกิดขึ้นมั๊ย?)

การเปลี่ยนแปลงพวกรักร่วมเพศนี้ทำได้ยากมาก (คนอ่าน….นั่นไง หมายถึง ‘รักษาได้ ใช่ปะ?” นอกจากผู้นั้นมีความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะเก้ไขพฤติกรรม (….แสดงว่า ถ้าลองตั้งใจลืม ลองตั้งใจไม่คิด ลองตั้งใจไม่รู้สึก ก็คง ‘หายได้’ งั้นสิ?) ซึ่งจะต้องปรึกษาจิตแพทย์ (…คนไหนดี จิตแพทย์คนไหนเคย ‘รักษา’ ได้?) จึงเน้นที่การป้องกันมากกว่า (….เหมือนพ่นเสปรย์กันปลวก?)

เมื่อมีเพื่อนเป็นคนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ ไม่ควรรังเกียจ และคิดว่า เป็นคนผิดปกติ (ก็อ่านมาตั้งนาน อ่านดูแล้ว ผิดปกติชัดๆ จะไม่ให้ไม่รังเกียจได้ไง?)

รักร่วมเพศส่วนมากมีสาเหตุมาจากได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่อยู่ในวัยด็ก ฉะนั้นจึงไม่ใช่ความผิดของผู้ที่เป็นรักร่วมเพศ (โทษคนเลี้ยงซะงั้น? พ่อแม่ควรเสียใจกับการกระทำของตัวเอง?) ควรยอมรับเขา และไม่สร้างความกดดันให้เขา ซึ่งจะทำให้เขาอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข (อ่านแล้ว กดดันชะมัด คงจะสุขอ้ะนะ) (จาก กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ 2550ค, น. 182 )

คุณผู้อ่าน อ่านจบแล้ว อยากจะรู้จักตัวคนเขียนมั๊ย ผมล่ะ อยากเห็นหน้า อยากรู้จักผู้นั้นมากๆ แล้วขออนุญาตสืบสาวตัวท่านไปถึงวัยเด็ก การเลี้ยงดู ประวัติครอบครัว และประสบการณ์ทางเพศเลยทีเดียว

ใครจะไปรู้ล่ะ ท่านผู้นั้น อาจชื่อ เฉลิม

การศึกษาด้านเพศของไทย ยังต้องดำเนินต่อไป ในภาพรวม ผมเห็นว่า มีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นแล้ว ดีกว่าเมื่อหกเจ็ดปีมาก โรงเรียนไม่ควรมองว่า การรักเพศเดียวกันเป็นปัญหา แต่มองว่า เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เท่าทันโลก ที่สำคัญ ผมคิดว่า คนเป็นครูควรได้สัมผัส รับรู้ และหันมาจัดการกับอคติทางเพศของตัวเองก่อนจะไปสอนใครๆ

แชะ! แชะ! เว็บไซต์ “เกย์รักรถ” ของฝรั่งชื่อ http://www.gaywheels.com สำรวจมาสดๆ ร้อนๆ ว่า โวคสวาเกนท์ VW Rabbit ครองใจอันดับหนึ่ง ตามด้วย รุ่น Eos จากแบรนด์เดียวกัน อันดับสามเป็นของมาสด้า MX-5 Milata ครองตำแหน่งควงคู่กับ Audi A3 อันดับสี่เป็นมาสด้า MAZDA3 ส่วนอันดับห้าเป็นของโตโยต้า Yaris อืมม์ คล้ายกับที่เมืองไทยมั๊ย? แชะ! แชะ! ก่อนพูดอะไร คิดนิดนึง แคมเปญใหม่ที่ชักชวนให้วัยรุ่นระวังคำพูดที่แสดงความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์เกย์และเลสเบี้ยน คำหนึ่งที่ขอรณรงค์กันก็คือ “That’s so gay” แปลไทยน่าจะประมาณว่า “โคตรเกย์เลย” โครงการรณรงค์ได้นางเอกวัยรุ่นอย่างฮิลารี่ ดัฟฟ์ มาพูดให้ฟัง ไปดูกันที่ http://www.ThinkB4YouSpeak.com แชะ! แชะ!

12 thoughts on “เพศศึกษาล้าหลังในหลักสูตรโรงเรียนไทย

  1. คนเขียนตำรานี่ ท่าทางที่บ้านจะขายพวกจับฉ่าย รวมมิตร แกงโฮะ หรืออะไรทำนองนั้นนะ
    คือเอาตำรานั้น หนังสือโน้น บทความนี้ มาตัดแปะ แล้วก็โฮะรวมกัน
    ไม่วิเคราะห์ สังเคราะห์ ชั่งน้ำหนัก เอาตรรกะมาหักล้าง
    หรือถามผู้รู้พหูสูตรให้กระจ่างแจ้ง
    ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเรื่องเพศวิถี หรือพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็คือเรื่องเกย์เนี่ย มันเป็นความรู้แบบพหุมิตินะ คือมันมีแง่มุมที่จะรับรู้หรือเข้าใจได้จากหลายมิติทางสังคม ทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความเชื่อ ศิลปะ ฯลฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เขียนตำราควรตระหนักอย่างยิ่ง ไม่ใช่เขียนแบบยำใหญ่ใส่สารพัด แล้วพออ่านแทนที่จะได้ภาพรวม กลับพบแต่ภาวะไร้ระเบียบ ยุ่งเหยิง ขาดเอกภาพ ไม่มีแกนกลางยึด ไม่มีความคิดรวบยอด อ่านแล้วไม่รู้ว่าผู้เขียนจะนำเสนออะไร นอกจากความเปล่ากลวงของสมองผู้ขียนเอง

    น่าเศร้ายิ่งนัก การศึกษาไทย…

    อ่านเรื่องรถแล้วจะบอกว่า เราเองก็ชอบรถเต่านะ ที่บ้านมีอยู่คัน แต่ตอนนี้ไปอยู่บ้านน้าแล้ว และที่สำคัญ น้องมาริโอ้ก็บอกว่าชอบรถเต่าเช่นกัน จำไม่ได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับไหน เอ๊ะ… รึว่าน้องจะ… ไม่น้าาาาา

  2. เจอระ

    หนุ่มฮ็อต “มาริโอ้ เมาเร่อ” ชอบโฟล์คเต่าแต่ยังนั่งแท็กซี่

    คอลัมน์ รถคันโปรด หน้า 21 มติชนรายวัน วันที่ 18 ตุลาคม 2551

    กำลังเป็นดาราวัยรุ่นสุดฮ็อตอันดับต้นๆ ของเมืองไทยขณะนี้ สำหรับ มาริโอ้ เมาเร่อ

    เขาเกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2531 มีชื่อภาษาไทยว่า ณัฐวุฒิ สุวรรณรัตน์ ขณะนี้กำลังศึกษาระดับอุดมศึกษาที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มจากงานถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา จนในปี 2550 มีผลงานสร้างชื่อจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง รักแห่งสยาม

    จากบทบาท “โต้ง” ในรักแห่งสยาม ทำให้มาริโอ้ดังเป็นพลุแตก แจ้งเกิดเป็นซุปเปอร์สตาร์เมืองไทย มีงานหลั่งไหลเข้ามามากมาย

    มาถึงขณะนี้ เขากำลังถูกวิจารณ์ว่าชอบเบี้ยวคิว พฤติกรรมเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม เมื่อมีโอกาสถามกับเจ้าตัว คำตอบก็คือ

    “ผมยังเป็นคนเดิมเหมือนปกติทุกอย่าง อาจเป็นการเข้าใจผิดกันไป”

    เมื่อถามถึงรถคันโปรด “สำหรับผมรถคันโปรดต้องเป็นตระกูลโฟล์คเท่านั้น เพราะคุณพ่อเป็นคนเยอรมัน จึงซึมซับรถโฟล์คมาก ถ้าจะให้เลือกรถที่ชอบ คงเป็นรถเต่า สีดำ เพราะทั้งรูปลักษณ์และการขับขี่ถือว่าถูกใจ”

    ส่วนคำถามที่ว่า เมื่อมีงานทำแล้ว มีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว จะซื้อหรือไม่

    “คงเป็นเรื่องอนาคต ต้องดูอีกที แต่ตอนนี้ยังไม่มีรถขับ เวลาไปไหนมาไหน พึ่งบริการแท็กซี่เป็นหลัก ผมไม่ชอบขับเพราะรถติดมาก”

    ถามว่ามีตุ๊กตาหน้ารถหรือยัง มาริโอ้ยืนยันว่ายังเป็นโสด

    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชอบนั่งแท็กซี่หรือเปล่า ถึงยังไม่มีตุ๊กตาหน้ารถ เดี๋ยวเถอะรอให้ซื้อรถก่อน เดี๋ยวก็รู้ว่าเป็นใคร

    http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01car02181051&sectionid=0124&day=2008-10-18

  3. ใครเขียนคะเนี่ย เล่นเอาอึ้ง มองมุมเดียวสุดๆเลย สงสัยเป็นลุงแก่ๆหัวโบราณที่ไม่ได้แต่งงานแหงๆ

  4. ในสายตาของคนบางกลุ่ม
    เกย์เป็นเชื้อร้ายชนิดหนึ่ง
    ไม่อยากเข้าใกล้…
    ต้องหาทางกำจัด…

    ในสายตาคนบางกลุ่ม
    เกย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
    สร้างสรรค์ สวยงาม
    ประดุจรุ้งหลังฝน

    นานาจิตตัง ค่ะ
    เป็นคนที่ยากสุดแล้ว

    เป็นอะมีบา พารามีเซียม สบายกว่าตั้งเยอะ
    หากินไปวันๆ ตามระบบนิเวศ
    เพราะระบบสมองยังไม่พัฒนามาก
    เพราะคงไม่ต้องมาแบ่งว่า
    “เธอเป็น อะมีบ้าเกย์หรือ ยี้ ออกไปๆๆๆ ฉันไม่ให้อยู่ในหนองน้ำแห่งนี้”

    ส่องเข้าไปในกล้องจุลทรรศน์ ดิฉันก็เห็นเขาอยู่รวมกันดีค่ะ
    ไม่เห็นจะแบ่งเป็น อะมีบ้าพันธมิตร หรือะมีบา นปก.
    อะมีบ้าเกย์ อะมีบ้าเสือไบ อะมีบ้าเก้งกว้าง ฯลฯ
    เหมือนมนุษย์เราแต่อย่างได

    ดิฉันสงสัยและสงสัย
    ว่ามนุษย์ที่ชื่อตัวเองประเสริฐและมีพัฒนาการมากกว่า
    กับอะมีบ้าสัตว์เซลเดียว
    ใครชีวิต สงบสุขกว่ากัน

    สาวอิสานรอรัก
    “ผู้หญิงชุดแดงคนนี้ รักเธอเสมอ”

  5. -:- อ่านแล้วรู้สึกเหมือนพี่วิทย์ตรงที่คนสร้างหลักสูตรคงมองว่า “รักร่วมเพศ” (ใครอยากถูกเรียกแบบนี้ยกมือขึ้น) เป็นปัญหาของสังคมที่ต้องกำจัดทิ้ง (คล้ายมะเร็งชนิดหนึ่ง) ทำไมผู้มีการศึกษาในบ้านเราหลายคนจึงยังไม่ยอมตื่นขึ้นมารับความจริงว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นภาวะทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
    -:- ในทางกลับกันผมว่าแทนที่จะพยายามปลูกฝังค่านิยมแบบเอียง ๆ ให้ซึมเข้าสมองวัยรุ่น มันคงจะเข้าท่ากว่าถ้าเราให้ข้อมูลที่เป็นความจริงและเปิดกว้างโดยชี้ให้เห็นว่าตัวของวัยรุ่นเองมีสิทธิ์เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการแต่เขาต้องยอมรับและเข้าใจสิ่งที่เขาเป็นเพื่อให้สามารถรับได้กับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และถ้าให้ผมเดาหากมันเป็นไปในแบบนั้นก็น่าจะมีวัยรุ่นอีกไม่น้อยเลือกใช้ชีวิตแบบ “ชนกลุ่มน้อย” ในสังคมกันมากขึ้นถ้าสังคมเปิดกว้างยอมรับพวกเขามากกว่าแต่ก่อน
    -:- อีกด้านหนึ่งผมมองว่าอาจจะเป็นเพราะสังคมไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่ “หลวม” มาก ๆ สมาชิกขาดความเป็นตัวของตัวเอง สถาบันครอบครัวขาดแรงยึดเหนี่ยวทางจิตใจต้องไปแสวงหาวัตถุภายนอกมาทดแทนความอบอุ่นที่ขาดหายไป (เหมือนอย่างที่ “รักแห่งสยาม” ถ่ายทอดออกมาให้เห็น)
    -:- ผมว่าสมัยนี้วัยรุ่นในบ้านเรามีพัฒนาการทางความคิดมากขึ้นจนน่าจะสามารถตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องมีคนมาชี้นำหรือบงการอย่างที่ในหลักสูตรพยายามกำหนดไว้เพียงแต่พวกเขายังไม่ค่อยมีโอกาสตัดสินชีวิตตัวเองและอาจจะไม่ค่อยมีคนคอยเอาใจใส่ให้คำปรึกษาอย่างแท้จริง
    -:- เราทุกคนในฐานะส่วนหนึ่งในสังคมไทยน่าจะ “ตื่น” ขึ้นมาเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงดีกว่าพยายามสร้างสังคม “อุดมคติ” อันสวยงามแต่ กลวง แกว่ง และเปราะบาง ถ้าเริ่มกันตอนนี้อาจจะยังเหลือสิ่งดี ๆ ให้คนรุ่นหลังได้รู้สึกขอบคุณดีกว่าต้องให้เขาเสียดายสิ่งที่พวกเราไม่รู้คุณค่าและพลาดพลั้งทำลายมันไปโดยไม่รู้ตัว
    -:- ด้วยความห่วงใยครับ (zolar9@yahoo.com) -:-

  6. สมัยผมอยู่ม.ปลาย อาจารย์ที่โรงเรียนเคยสอนว่า รักร่วมเพศเป็นจิตเภทแบบหนึ่ง อึ้งครับ -*-

    เปลี่ยนหลักสูตรแล้ว ต้องมาเปลี่ยนทัศนคติผู้สอนด้วยก็ดีนะครับ

    “…รักร่วมเพศ เป็นพฤติกรรมทางเพศที่เกิดขึ้นทั่วไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติโดยมีลักษณะที่ผู้ชายมีอารมณ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน และผู้หญิงก็มีอารมณ์ทางเพศกับผู้หญิงเช่นเดียวกัน รักร่วมเพศเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดและจะชัดเจนมากขึ้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นและเป็นจนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา โดยการใช้ชีวิตของรักร่วมเพศไม่แตกต่างจากชายหญิงทั่วไป

    รักร่วมเพศไม่ใช่อาการผิดปกติเพราะเกิดขึ้นตามธรรมชาติจึงไม่ต้องรับการรักษาใดๆ

    ผู้ที่มีเพื่อนหรือคนรอบข้างเป็นรักร่วมเพศโดยทั่วไปจะรู้โดยสัญชาตญาณ และต่างยอมรับในพฤติกรรมทางเพศของกันและกันอย่างไม่มีปัญหาหรือแบ่งแยกหรือกีดกันรักร่วมเพศ เพราะมิตรภาพมีค่ามากกว่าความแตกต่าง

    (จาก กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ 25….ค, น. 182 )

  7. ผมว่าน่าเหนื่อยใจเหมือนกันกับความพยายามให้ความรู้คนในสังคม ไม่ต้องพูดถึงความรู้ความเข้าใจของนักเรียนประถมและมัธยมและผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรอกครับ แม้แต่คนที่มีการศึกษาระดับสูงกว่านั้น ก็ไม่เข้าใจ และในบางครั้งถึงแม้พยายามเข้าใจ หรือพยายามทำท่าว่า(ข้านี้ก็) เข้าใจ (เหมือนกันนะโว้ย) เอาเข้าจริงก็เปล่าทั้งเพ

    ผมสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย และพบเห็นสถานการณ์น่าหงุดหงิดแบบนี้ หลายครั้ง เมื่อไม่กี่วันนี้ ก็เพิ่งเปิดประเด็นกับเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งทราบโดยทั่วกันว่า ผมเป็นเกย์ ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานเจ้าหล่อนจะรับได้ (และเคยนั่งใช้สายตาจิกหนุ่มๆ ด้วยกันมาแล้ว) แต่ลึกๆ แล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะเธอไม่สามารถใช้คำว่า “เกย์” เพื่อบรรยายสถานภาพของผมได้ ต้องใช้คำว่า “พวกเดียวกับพี่” หรือ “เป็นเหมือนกับพี่” แทน (เถียงกันเพื่อให้เธอสามารถใช้คำว่า เกย์ จนเกือบเสียเพื่อนนั่นแหละครับ)

    อีกสถานการณ์ซึ่งกระทบได้กว้างกว่า คือ เมื่อไม่นานนี้เหมือนกัน ผมไปประชุมวิชาการ ก็มีนักวิจัยอาวุโสท่านหนึ่งบรรยายเรื่องการติดตามและปัจจัยของโรคที่เพิ่งเกิดใหม่ (เช่น SARS, AIDS etc) ซึ่งหนึ่งในปัจจัยคือจำนวนของเกย์ในสังคมที่ชัดเจนขึ้น ผมยอมรับในประเด็นนั้น เพราะการปรับเปลี่ยนของสื่อมีผลต่อพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับโรคติดต่อจริง แต่ที่รับไม่ได้ คืออาจารย์ท่านนั้นระบุว่า การเป็นเกย์เป็นกระแสสังคมด้วย(ซึ่งในสายตาของอาจารย์ท่านนั้น คงเหมือนกับว่า ตอนนี้ การเป็นเกย์กำลังบูม เหมือนการเขียนบล๊อก และ Hi5) คันยิบๆ อยากลุกขึ้นมาถามว่า อาจารย์เข้าใจความหมายของเกย์และเลสเบี้ยนมากน้อยแค่ไหน และอาจารย์คิดว่าผมจะเป็นเกย์ตามแฟชั่นไปทำไม???? กลัวแต่จะกลายเป็นการหาเรื่องให้โดนกาหัวเวลาขอทุนวิจัยในอนาคต ก็เลยได้แต่กลับมานั่งวิพากษ์กับเพื่อนๆ ลับหลังแทน

    ยังหงุดหงิดไม่หาย แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงอยู่ดีครับ

  8. เอานะ อย่างไรเสียประเทศไทยก็น่าอยู่กว่าประเทศเพื่อนบ้าน
    ใกล้เคียงเรานี่ละกัน ลองอ่านข่าวนี้ดูก็น่าจะรู้ว่า เขาสติแตกกัน
    ไปหรือไง หว่า

    มาเลย์เตรียมออกกฎห้ามเด็กเป็น ‘ทอมบอย-กะเทย’ [ไทยรัฐ 25 ต.ค. 51 – 00:31]

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (24 ต.ค.) ว่า นายฮารุสซานี อิดริส ซากาเรีย มุฟตี ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาอิสลามของรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า สภาฟัตวาแห่งชาติ จะออกกฎห้ามเด็กหญิงประพฤติตัว หรือตัดผมสั้น และแต่งกายเลียนแบบเด็กผู้ชาย ซึ่งการประพฤติตนดังกล่าวถือว่าผิดต่อหลักศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะบางคนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรม และเป็นบาป นอกจากนี้ ยังห้ามเด็กชายประพฤติตัวเลียนแบบเด็กผู้หญิงด้วย

    ทั้งนี้ กฎข้อบังคับดังกล่าวมีขึ้นหลังเกิดเหตุเด็กหญิงที่มีพฤติกรรมเลียนแบบเด็กผู้ชายก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงเรียนบ่อยครั้ง

    อ่านจบแล้วก็คิดว่า ถ้ากฎนี้นำออกมาใช้จริง ๆ จะล้าหลังขนาดไหน
    แล้วต่อไปเกย์มาเลย์ คงบินมาเที่ยวเมืองไทยกันว่าเล่นกว่า
    แต่ก่อนเป็นแน่แท้ :P

  9. อ่านแล้ว มันส์มากๆ ครับ
    ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันเขียน
    และแชร์ประสบการณ์

    homophobia ยังเป็นเชื่้อร้ายที่ต้องจัดการต่อไป
    เราจะเจอมันในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าสถานการณ์
    เล็ก หรือใหญ่ เราจะพบ homophobia แม้กระทั่ง
    กับคนข้างๆ ที่บอกว่า ไม่ได้รังเกียจเกย์

    หรือบางครั้งว พบมัน ในใจเราเอง
    เราจึงต้อง มีสติ แยกแยะให้ออกว่า
    ที่รู้สึกต่อเหตุการณ์ คำพูด หรือการกระทำ
    ที่เพิ่งเกิดขึ้น มันเป็นเพราะ homophobia
    หรือไม่

    นี่ต้องฝึกบ่อยๆ แล้วจะเกิดภูมิคุ้มกัน
    ไม่ได้มันเข้ามาอยู่ในใจเราอีก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s