แล้วเราเป็นกระดูกซี่โครงของใคร?

335216957_714a64b46c_o
Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ 13-14 ธันวาคม 2551

เจ้าหน้าที่ชายหญิงหน้าแฉล้มยื่นหนังสือเล่มเล็กๆ มาให้ ตอนเราเดินผ่านเข้าไป ผมส่งต่อให้เพื่อนที่ไปด้วยกัน เขาทำหน้าแปลกๆ เมื่อเห็นหน้าปก ความจริงแล้ว ผมเอง ก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่หาย ตั้งแต่ได้รับเชิญมางานนี้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน คนไม่เคย ต้องหัดลองอะไรใหม่ๆ มั่งสิ

บนปกหนังสือเล่มนั้น เขียนไว้ว่า “Marriage in Christ” บรรทัดต่อมาเป็นชื่อเจ้าสาวกะเจ้าบ่าว

“นายเจมส์” เจ้าบ่าว ผมรู้จักเขามานานมาก คุยเล่นกันเหมือนอายุรุ่นเดียวกัน ผมกับเขาเรียกแทนตัวเองว่า “เพื่อน” ตามด้วยชื่อเล่น บางครั้งก็เรียกตัวเองว่า เพื่อนเฉยๆ เช่น เพื่อนว่าโง้น เพื่อนว่างี้ หลายๆ ครั้ง คุยกันไปคุยกันมา ก็งงกันเองเพราะไม่รู้ว่า กำลังหมายถึงใคร แกหรือชั้น?

อาการเพื่อนโง้น-เพื่อนงี้ติดมาจากแฟนเก่าของเขา หล่อนเป็นพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งของผม ตอนที่นายเจมส์บวชที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลโพ้น ผมก็ไปร่วมงานของเขา ยังจำได้ว่า เพื่อนๆ แซวกันว่า เดี๋ยวคงได้ถ่อไปต่องานแต่งชัวร์ แต่สุดท้าย เจมส์ก็ไม่ได้ลงเอยกับเพื่อนสาวจอมเปรี้ยวของผม เจ้าสาวในชุดขาววันนี้ เธอก็ดูสวย น่ารัก ยิ้่มเก่ง ดูๆ ไป เธอขาวหมวยเหมือนเพื่อนผมนั่นแหละ รูปร่างและอายุก็น่าจะพอๆ กัน ต่างกันอยู่ที่ว่า เธอนับถือคริสต์

ผมคิดเล่นๆ นี่ถ้าเจมส์แต่งกับเพื่อนผม ผมคงอดไปร่วมงาน “แต่งแบบคริสต์” ผมมองไปที่คนข้างๆ ผม เขาก็คงรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่ได้มางานคริสต์

“พี่ๆ ต้องทำไงบ้างเนี่ย” นายปอถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวเค้าก็บอกเองมั้ง รู้แต่ว่า มองไปรอบๆ สิ” อดไม่ได้ล่ะครับคุณผู้อ่าน เกย์ดาร์เริ่มสตาร์ท ผมเดาว่า คุณผู้หญิงก็คงชอบมองไปรอบๆ หาคุณผู้ชาย ส่วนคุณผู้ชายก็คงชอบมองไปรอบๆ หาคุณผู้หญิง เราต่างชอบมองหากัน จริงมั๊ย?

“คงไม่มีหรอก ดูแต่ละคนดิ แต่มีอยู่คน โน้นไง หน้าประตู สูทขาวน่ะ ใช่แน่ ชัวร์ มองตาก็รู้”

ผมมองตามไปแบบเนียนๆ “อือ ก็น่ารักดี”

แล้วเราสองคนก็กลับมาสำรวมอาการ หลังจากมองไปสองรอบแล้ว เราตั้งมั่นอยู่ในความสงบบนม้านั่ง เตรียมรอพิธีแต่งแบบคริสต์ครั้งแรกในชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้น แต่เดี๋ยวสิ ยังอยากรู้อีกนิด “ไม่รู้ เพื่อนเจ้าบ่าว หล่อเปล่า?” ผมกระซิบ แต่คำถามนี้ ดูเหมือนนายปอจะไม่ได้ยิน ดูเขาใจจดใจจ่อกับความอลังการของสถานที่เบื้องหน้า

เป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่โต โอ่โถง ไม่หรูหราฟู่ฟ่า ภายในก่อด้วยอิฐเรียงรายขึ้นไปถึงหลังคา ไม่ติดกระจกสารพัดสี เครื่องทำความเย็นถูกออกแบบให้ฝังอยู่ในผนังอย่างเรียบร้อย บนเวที และทางเดิน จัดดอกไม้ กำลังดี ไม่ดูรก เบื้องหลังตรงผนังของด้านเวที เป็นรูปพระเยซูบนไม้กางเขน ผมเพิ่งสังเกตจริงๆ เดี๋ยวนี้เองว่า รูปพระเยซูบนไม้กางเขน เป็นภาพแสดงภาพความรุนแรงของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริง จับคนไปขึ้นกางเกน เปลือยท่อนบน ตอกฝ่ามือด้วยตะปู แต่สำหรับชาวคริสต์ นั่นหมายถึง การปวารณาตัวเพื่อพระเจ้า

คนเรา มักเห็นและเชื่ออะไร ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีหลายๆ คน ที่ใครบอกมา ก็เชื่อเค้าไปหมด

ผมมองกลับมาบริเวณรอบตัว เห็นคนอื่นๆ กำลังนั่งรออย่างใจจดใจต่อ บางคนเอาเท้าวางลงบนเบาะยาวที่พื้นตรงด้านหน้า ซึ่งมีไว้สำหรับคุกเข่า เป็นที่วางเท้าได้หรือเปล่าเนี่ย? แต่เห็นหลายๆ คน ก็ทำกัน ผมว่า ผมไม่ทำอย่างเขาดีกว่า ทั้งๆ ที่อยากจะเอาเท้าไปวางตรงนั้นเหมือนกัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผมหรอกครับที่เดินเข้าโบสถ์คริสต์ ตอนเรียนหนังสือชั้นประถม เคยมีโอกาสทำรายงานเรื่องศาสนา ผมเลือกศาสนาคริสต์ เพราะอยากรู้ แถมตอนนั้น คุณครูบอกว่า ต้องสาธิตพิธีกรรมให้เพื่อนๆ ดูด้วย ผมไปเข้าโบสถ์แถวบ้าน ไปซื้อเทปเพลงของชาวคริสต์ภาคภาษาไทยมาเปิดสร้างบรรยากาศ ยังจำได้ว่า ร้องยังไง… โอ้ พระชุมพา ขององค์พระเจ้า ผู้มีพระคุณที่ยกบาปของโลก ทรงพระกรุณา ทรงพระกรุณา….(ราวๆ นี้)

ผมเล่นเป็นบาทหลวงเอง ตอนนั้น ได้ผ้้าคลุมผืนใหญ่สุกสกาวแวววาวเลยล่ะครับ

เสียงแปร่งๆ ในภาษาไทยดังขึ้น พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีเป็นชายชราน่าจะอายุเกินหกสิบ เดาจากชื่อท่าน น่าจะเป็นฝรั่งเศส ท่านพูดไทย และอ่านไทย ด้านขวามือท่าน เป็นคณะนักร้องประสานเสียง พร้อมเคร่ื่องดนตรีประจำโบสถ์ เรามองไม่เห็นพวกเขาชัดนัก บาทหลวงฝรั่งท่าทางใจดีบอกทุกๆ ว่า พิธีการจะเริ่มขึ้นแล้ว และจะใช้เวลา 45 นาที

ผมพลิกไปดูหนังสือเล่มเล็กที่ได้รับแจกเดี๋ยวนี้เอง Oh My Gayness! มี 20 หน้า ด้านในเขียนไว้ว่า มิซซาบูชาขอบพระคุณ พิธีสมรส ชักไม่แน่ใจว่า เวลาที่หลวงพ่อบอกจะพอมั๊ย มีทั้งบทสวด บทเพลงสวดด้วยภาษาที่ฟังแล้วไม่น่าต้องแปล คำอธิบายความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ รวมถึงมีคำแนะนำ ให้ยืนขึ้น ให้นั่งลง ตามลำดับต่างๆ อ้อ หน้าสุดท้าย เป็นเพลง “เธอทั้งนั้น” ของ Groove Riders  เดาว่าคงไม่ใช่เพลงประจำโบสถ์

พิธีกรรมเริ่มต้นขึ้น ทุกคนยืนต้อนรับเจ้าสาวที่ค่อยๆ เดินมาจากหน้าประตู ตรงนี้คงไม่ต้องบรรยาย เพราะในหนังฝรั่ง คุณๆ เห็นกันบ่อยแล้ว ผมว่า คุณผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงคงเคยฝันว่าอยากแต่งงานในโบสถ์คริสต์เพราะดูโรแมนติกดี เจ้าสาวในชุดสีขาว ลากพื้น เดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่ผมสนใจจะดูเพื่อนเจ้าบ่าวมากกว่า อ้อ นั่นไง เห็นแล้ว  ต้องบอกว่า นายเจมส์เลือกเพื่อนเจ้าบ่าวได้ถูกจริงๆ ตัวสูงพอๆ กันกับเขา  ถ่ายรูปออกมาคงนิ๊ง เว้นแต่ว่า ไม่หล่อซักคน

ดูเหมือนความตื่นเต้นในงานนี้ คงไม่ใช่ผู้คนในงานซะแล้ว เห็นเพื่อนร่วมพิธีข้างๆ ผมนั่งอ่านหนังสือตามไป ผมก็กลับมามีสมาธิอีกครั้ง ไม่พลาดเปิดหนังสือตามไปยังหน้าต่าง เพราะมีสัญญาณไฟ ตรงมุมเสาสองด้าน คอยบอกเลขหน้าว่า ไปถึงไหน

พิธีกรรมผ่านไป หลังจากนั่งๆ ยืนๆ สองสามรอบ ถึงช่วงอ่านพระคัมภีร์ที่มีเนื้อหาที่เหล่าเฟมินิสต์ฟังแล้วคงต้องออกมาค้านสุดตัว ท่านบอกว่า ผู้หญิงควรทำตัวยังไง อย่างเช่น ตอนหนึ่งที่ว่า “ภรรยาที่รู้จักเงียบ เป็นพระคุณของพระเจ้า ภรรยาสงบเสงี่ยม เป็นพระคุณล้ำเลิศ ภรรยาที่บริสุทธิ์ย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์ใดๆ ….” คุณผู้อ่านที่เป็นคาทอลิกครับ ด้วยความเคารพ ไม่ได้ดูหมิ่น แต่ผมคิดว่า ภรรยาแบบนั้นในยุคนี้ คงหายาก

ผมเริ่มเมื่อย แต่ยังดีที่เขาให้นั่งสลับยืนต่อไปอีก พิธีการดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงไพเราะของนักร้องสาวช่วยสร้างบรรยากาศให้อบอวลด้วยรัก แล้วบาทหลวงก็ค่อยๆ เทศน์เรื่องราวของพระเจ้าให้ฟัง ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ ภาษาแปลกๆ รับรู้แต่ว่าพระเจ้าบอกให้มนุษย์รักกัน แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะมีเงื่อนไข ราวกับประเทศไทยที่มักมีสองบรรทัดฐานจนประชาชนงง

บาทหลวงเอ่ยถึงความเป็นมาของความรักของพระเจ้า ความเสียสละของพระเยซูคริสต์ และเล่าว่า มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากกระดูกซี่โครงท่อนหนึ่งของอดัม คุณผู้อ่านคงได้สดัลมามั่งแล้ว ผมก็เคย แต่คราวนี้ มันพิเศษ เพราะฟังจากปากของพระสงฆ์ และฟังอยู่ในโบสถ์ มันช่างดูศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก

มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากกระดูกซี่โครงท่อนหนึ่งของอดัม? มิน่าล่ะ มนุษย์ผู้หญิงต้องเชื่อฟังมนุษย์ผู้ชาย และเมื่อมนุษย์ผู้หญิงแต่งงานกับมนุษย์ผู้ชาย ตามคติความเชื่อเดิม หล่อนจึงมีฐานะไม่ต่างอะไรกับทรัพย์สมบัติของสามี หล่อนมีสามีเป็นเจ้าชีวิต

ผมมองคู่หนุ่มสาวตรงด้านหน้าที่กำลังเริ่มเอ่ยคำปฏิญาณความรักให้แก่กัน และมีพระสงฆ์อยู่ตรงนั้น ท่านแนะแนวทางชีวิตที่ควรเป็น ทุกสิ่งล้วนมุุ่งให้สามีภรรยารักกัน มีบุตร มีลูกมีหลาน ซื่อสัตย์ต่อกันและกัน และอยู่ร่วมกันตราบจนชีวิตจะหาไม่

ขณะฟังไป ความรู้สึกหนึ่งกลับแล่นเข้ามาในหัวผมทันทีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นี่เอง! ที่เรียกว่า การแต่งงาอันศักดิ์สิทธิ์ คู่เจ้าสาวกับคู่เจ้าบ่าว หรืออีกนัยหนึ่ง คู่เจ้าบ่าวกับกระดูกท่อนหนึ่งของเขา?

นี่เอง! ที่การแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน มันไม่ “ฟิต” กับหลักการของคริสต์ทั้งปวง ทั้งเนื้อหา วิธีคิด แนวลำดับขั้นตอนดำเนินการ ภาษาที่ใช้ ถ้าลองเอาผู้ชายสองคน หรือเอาผู้หญิงสองคน ไปหย่อนตรงจุดนั้น จุดที่คู่บ่าวสาวยืนอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาชาวคริสต์คงรับไม่ได้ และนี่เอง! ที่นำมาซึ่งการต่อต้าน การไม่ยอมรับ ก็ในเมื่อตลอดทั้งชีวิตของคาทอลิกคนหนึ่ง งานแต่งงานคือพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ที่ถูกสรรสร้างมาเช่นนี้ ทำขึ้นเพื่อรองรับมนุษย์ผู้ชายและมนุษย์ผู้หญิง ไม่ได้มีไว้เพื่อมนุษย์เพศเดียวกันแต่อย่างใด!

นี่เอง ที่ทำให้การต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันในเรื่องการแต่งงานดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ของคนรักเพศเดียวกันที่ยากลำบากที่สุด

แต่ในมุมกลับ ก็นี่เอง อีกนั่นแหละที่ทำไม หลายๆ คนที่บอกว่า เคยไปงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันมาแล้วประทับใจมากเพราะอะไร? เพราะเขาสองคนไม่เพียงฝ่าฟันกว่าจะมาถึงจุดที่ตัดสินใจแต่งงานกันได้ แต่เขาสองคนต้องฝ่าฟันกระแสสังคมที่บอกว่า เขาควรทำอะไร และห้ามทำอะไร

ผมว่า ขั้นตอนยากลำบากของชีวิตของคนเพศเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นขั้นการยอมรับตัวเอง การปรับตัวให้กับสังคม การได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง การได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันในที่สุด มันจะทำให้จุดที่เขาสองคนยืนอยู่ ไม่น่าจะศักดิ์สิทธิ์น้อยกว่าคู่ชายหญิงทั้งหลาย

ผมชักไม่แน่ใจ

เอ๊ะ แล้วถ้าเป็นงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน แขกที่มาในงานควรมีหนังสือคู่มือด้วยมั๊ย?

bookcoverแชะ! แชะ!  แจกครับแจก สัปดาห์นี้ อ่านคอลัมน์ Hiding No More เลิกแอบเสียทีแล้วอีเมลมาบอกว่า คุณอยากอ่านเรื่องอะไรบ้างในปี 2009 ข้อเสนอน่าฟัง จะได้รับหนังสือหมอดู ตรวจชะตาเกย์ของคุณฟรี แจก 3เล่ม หนังสือชื่อ “2009 Gay Horo” โดยอาจารย์อรรถพล น้อยวงศ์ (หมอมีน)  แชะ! แชะ!  และถ้าอยากไปคอนเสิร์ตมันส์ๆ + ปาร์ตี้คนหล่อปิดท้ายปี อาทิตย์ที่ 21 นี้ แวะไปเว็บ http://www.pd-creation.com ดูรายละเอียดงาน Passion  แล้วอีเมลมาบอกว่า ใครเป็นนักร้องในงานนี้บ้าง รับบัตรไปเลย 5 ท่านๆ ละ 2  สองรายการนี้ ส่งอีเมลมาได้ที่ vitayamail@gmail.com ภายในวันที่ 18 ธค นี้ แชะ! แชะ!

11 thoughts on “แล้วเราเป็นกระดูกซี่โครงของใคร?

  1. สนใจหนังสือจังเลยคับพี่วิทย์

    อยากรู้ว่าเค้าจะดูดวงเกย์แม่นจริงๆเหรอ

    จริงๆ แล้วอยากไปดูกับหมอมีนนะ ((แอบมีเบอร์ด้วยล่ะ))

    ไว้ว่างๆ จะไปดูหมอมีนแล้วมารายงานผลให้ฟังคับ

    อาทิตย์นี้บทความได้เนื้อหาสาระดีนะครับ

  2. รายงานรายได้เรื่อง milk สัปดาห์ที่ 3

    รายได้สัปดาห์นี้ $2,598,638 รายได้รวม $7,590,976 โรงฉาย 328 โรง

    ใครรู้มั่งว่าทุนสร้างเรื่องนี้มันกี่ล้านเหรียญคะ แต่ถ้าเป็นของโฟกัส ฟีเจอร์ มักไม่เกิน 20 ล้านอ่ะ แต่รายได้หนังดีโคตรๆ

    พี่วิทย์ ส่งเมล์ไปหานะคะ ตอบด้วยน้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

  3. ก่อนจะถึงขั้นตอนการแต่งงานคงจะต้องรู้ตาม title ก่อนมั้งครับ

    “แล้วเราเป็นกระดูกซี่โครงของใคร?”

    “แล้วคนที่เจอเจ้าของกระดูกซี่โครงชิ้นนั้นของตัวเองแล้ว อยากจะจัดงานแต่งใหม”

    “แล้วเจ้าของกระดูกซี่โครงชิ้นนั้น ไม่เห็นด้วยที่จะจัดงานแต่งล่ะ จะทำอย่างไร”

    “แล้วคนที่เจอเจ้าของกระดูกซี่โครงชิ้นนั้นของตัวเองแล้วกับเจ้าของกระดูกซี่โครง อยากจะจัดงานแต่งแต่คนอื่นๆรอบข้างไม่เห็นด้วย จะทำอย่างไร”

    “แล้วคนที่เจอเจ้าของกระดูกซี่โครงชิ้นนั้นของตัวเองแล้วกับเจ้าของกระดูกซี่โครงคู่อื่นๆ ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดงานแต่ง จะทำอย่างไร เพราะเขาพอใจที่รักกันอยู่แบบนี้ ไม่อยากให้มีการเรียกร้องอะไร”

    “แล้วสุดท้าย……แล้วเราเป็นกระดูกซี่โครงของใคร?”

  4. ออกตัวก่อนว่าไม่ได้อ่านไบเบิลเองตรงๆ แต่แฟนเก่าเคยอธิบายให้ฟังครับ เพราะฉะนั้น ถ้าอ้างผิ ชาวคาธอลิคช่วยแก้ไขให้ด้วยครับ

    ในความเป็นจริง พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงบาปของการเป็นเกย์ (หรือเลสเบี้ยนในนัยยะเดียวกัน) สิ่งที่คาธอลิคหลายท่านพยายามยืนยันว่ารักร่วมเพศเป็นบาปนั้น ส่วนหนึ้งเกิดจากการตีความพระคัมภีร์ไปเองด้วย เช่น ส่วนที่ระบุว่า เราไม่ควรร่วมเตียง (หรือนอนร่วมกับ) ชายอีกกคน เป็นการตีความให้หมายถถึงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลในเพศเดียวกัน ทั้งที่ควรจะตีความให้เป็นข้อห้ามของการมีสัมพันธ์กับสามี (หรือคู่สมรส) ของบุคคลอื่นมากกว่า (เพราะพระคัมภีร์คงไม่อ้างมาถึงสิ่งที่ไม่มีการพูดถึงอย่างโจ่งแจ้งในยุคสมัยของการเขียนพระคัมภีร์ในบทนั้นๆ)

    สงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะผมไม่ศรัทธากับพิธี เลยไม่คิดว่าการแต่งงานของคู่สมรสเพศเดียวกันมีความสำคัญ เว้นแต่เจ้าของงานแต่งอยากสร้างประเด็นให้สังคมได้รับรู้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าจะมีอะไรที่น่าคิดถึงมากกว่า ก็คือการได้รับสิทธิ๋อย่างเดียวกับที่คู่สมรสชายหญิงพึงได้ อย่างเช่น การเป็นทายาทตามกฎหมาย การตัดสินใจร่วมกัน สิทธิในการประกัน/รักษาพยาบาล อะไรพวกนั้น ซึ่งเกิดได้ต่อเมื่อคู่สมรส (ไม่ว่าจะเป็นใคร) สามารถจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมายเท่านั้นครับ

  5. เอ่อ.. ในทางกลับกัน กระดูกซี่โครงของอีฟไปเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอะไรล่ะคะ (ที่ถามนี่ไม่ได้ลบหลู่นะ คือไม่รู้จริงๆ!)

    จริงที่ว่าพิธีแต่งงาน มีเพื่อทำให้สังคม(คนที่เราไม่รู้จัก)รับรู้เป็นวงกว้างมากขึ้น (หรือเป็นข่าว)
    ถ้าจะถูกต่อต้าน/รังเกียจพิธีแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันล่ะก็ คู่รักคู่นั้นคงต้องฝ่าด่านมรสุมจากพี่น้องญาติมิตรคนใกล้ตัวมาก่อนแล้ว ถึงยังคบกันได้จนอยากจัดงาน พอถึงตอนจัดงานคงมีเหลืออคติน้อยลงแค่จากคนนอกแล้วล่ะ
    (คงไม่ใช่แอบคบกันแล้วจู่ๆก็แต่งงานสายฟ้าแลบ!)

    ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง Queens เลย
    ที่มีคุณแม่หลากหลายอาชีพร่วมกันเตรียมงานแต่งงาน(คริสต์)ให้ลูกชายเกย์ของตน
    เรื่องนี้ดูแล้วสนุก ไม่เครียด ไม่รันทดชีวิต แต่โลกความเป็นจริงล่ะ???

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s