A Moment of Truth

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 21-22 ก.พ. 2009 MetroLife Section หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ วันเสาร์

hunk_4

ในหนังสือดังเล่มหนึ่ง…

The Velvet Rage: Overcoming the Pain of Growing Up Gay in a Straight Man’s World ผู้เขียน ดร. Alan Downs บอกไว้ว่า “การเลิกแอบ” หรือที่ฝรั่งใช้คำว่า “Coming out of the closet” เป็นกระบวนการขั้นหนึ่งและสำคัญในการปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ไปในทางที่ดีขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญและยากที่สุด

สิ่งที่สำคัญและยากกว่านั้นคือ การเอาชนะความรู้สึก “ละอายใจ” (Shame) หรือความรู้สึกอับอาย ให้ได้ ไม่ว่าในขณะไหนสถานการณ์ไหน กับใคร!

ความรู้สึกละอายทีี่ว่านี้ มีอยู่ในตัวคนเป็นเกย์แทบทุกคน จะมีมาก มีน้อยต่างกันไปขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็กที่คนๆ นั้นเคยเผชิญมา

เด็กบางคนเคยถูกล้อ ถูกเหยียดหยามซึ่งๆ หน้า เด็กบางคนเคยได้ยินคนรอบข้างพูดถึงเกย์ กะเทย เลสเบี้ยนในแง่ลบ เหตุการณ์นี้มักจะเกิดใกล้ตัว ก็ในบ้านนี่แหละ เป็นแม่พูด เป็นพ่อพูด หรือเป็นพี่น้อง หรือคุณยายในบ้านพูด ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่า ตัวเราเป็น แต่การพูดถึงบุคคลอื่น และพูดจาเหยียดหยามให้ยินได้ฟังนั้น ทำเอารู้สึกเจ็บและละอายได้เหมือนๆ กัน มันส่งผลต่อๆ มาเพราะ เกิดอาการ “ฝังใจ” กับสิ่งที่ยินมา

เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เหล่ามนุษย์สีรุ้งมักไม่รู้ตัวหรอกว่าได้สะสมเอาความรู้สึกนี้ติดตัวมาเรื่อยๆ ความรู้สึกละอายใจหรือความรู้สึกด้านลบต่อสิ่งที่ตัวเองเป็น กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ และเงื่อนไขในการดำรงชีวิตอย่างไม่รู้ตัว

หลายๆ ครั้งมันกลายเป็นกำแพงที่ขังตัวเราไว้ข้างใน หลายๆ ครั้งมันกลายเป็นความลึกลับดำมืดที่เราหาคำตอบก็ไม่ได้ซักทีว่า ทำไมคนที่เราคบหาอยู่ด้วย ผ่านมาตั้งหลายคนแล้ว มันถึง “ไปไม่รอด” หลายๆ ครั้งมันคือ คำถามที่ว่า สิ่งที่ฉันสร้าง สิ่งที่ฉันไขว่คว้า หรือสิ่งที่ฉันทำอยู่ ทำไมมันถึงไม่ทำให้ฉันมีความสุข “ที่แท้จริง”?

แม้กระทั่งคุณได้ “เลิกแอบ” แล้วก็ตาม เพราะการเลิกแอบหมายถึง คุณเลิกหวาดกลัวกับสิ่งที่คุณเป็น ไม่ได้หมายถึงว่า คุณไปป่าวประกาศอะไร แต่การที่คุณเลิกแอบแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า

การเดินทางค้นหาความหมายของชีวิตของคุณนั้นสิ้นสุดลง มันแค่เริ่มต้น ในทิศทางใหม่…

14533504

ในกล่องรับอีเมล…

ผมได้รับจดหมายของคุณผู้อ่านอยู่เสมอๆ ดีใจที่ทุกครั้งที่มีคนเขียนมาคุยด้วย และจะดีใจมากๆ ที่มีคนเขียนมาเล่าให้ฟังว่า ได้เลิกแอบแล้วกับใครต่อใครบ้าง ไม่ว่ากับเพื่อน กับครูที่โรงเรียน หรือสุดยอดกว่านั้นคือ กับที่บ้าน

มีจดหมายอยู่ฉบับหนึ่งเล่าว่า เขาเริ่มรู้สึกดีกับสิ่งที่เขาเป็น หลังจากได้พยายามทำความเข้าใจตัวเอง เข้าใจ “sexuality” หรือวิถีทางเพศของตัวเองมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว เลิกหันหลังให้กับคำถาม หรือแกล้งลืมมันไป

แต่มีอย่างหนึ่งที่รู้สึกอึดอัด และยังหาคำตอบไม่ได้

ครั้งหนึ่ง ท่านผู้อ่านผู้นี้ไปฟิตเนส ปกติเขาเล่นฟิตเนสได้โดยไม่ต้องมีเพื่อน หรือไม่ต้องมีก๊วน หรือต้องไปจับกลุ่มคุยกัน อาจเป็นเพราะเขารู้สึกไม่จำเป็น หรือยังรู้สึกแปลกแยก ก็ไม่ชัดเจน

และแล้ววันหนึ่งขณะนั่งพัก มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุมากกว่าเขาเข้ามาทักทาย ชวนเขาพูดคุยเรื่อยเปื่อย เขาเข้าใจว่า ผู้หญิงคนนั้นคงแค่อยากจะคุย ไม่ได้จะมา “เข้าหา” เพราะดูเหมือนเธอจะแต่งงาน มีลูกสาวแล้วหนึ่งคน เขาเคยเห็นสองคนเดินด้วยกัน และคิดว่าน่าจะเป็นคุณแม่คุณลูกกัน

ในขณะหนึ่ง…ขณะที่บทสนทนาพาไปเรื่อยๆ น้าผู้หญิงคนนั้นถามถึงว่า มีแฟนหรือยัง? เขาก็ตอบว่า มีแล้ว จากนั้น เขาก็พยายามชวนพูดคุยในเรื่องอื่นๆ แทน แต่ดูเหมือนคุณน้าจะสนใจเรื่องที่เขามีแฟนซะมากกว่า หล่อนคอยแวะเวียนวกถามเรื่องแฟนของเขาอยู่หลายครั้ง ราวกับกำลังสอบสัมภาษณ์เพื่อไปทำลูกเขย จนเขารู้สึกอึดอัดและเบื่อหน่าย เขาขอตัว และทิ้งความรู้สึกบางอย่างเอาไว้เบื้่องหลัง

วันต่อมา เขาคอยระวังตัว ไม่อยากข้องแวะกับคุณน้าผู้หญิงคนนั้นอีก

posterthai02

ในโรงหนัง…

ผมเพิ่งดูหนังเรื่อง “a MOMENT in June” จบ ตอนแรกคิดว่าจะไปดูที่พารากอน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ผมอยากดูที่ลิโด้มากกว่า โรงหนังใหญ่ๆ อย่างนั้น ที่นั่งสบายกว่าที่ลิโด้แน่นอน แต่ความรู้สึกว่า โรงหนังเล็กๆ จะอยู่ได้ ก็ต้องมีคนไปดูเหมือนกัน ผมตีตั๋วเข้าไปนั่งดูอย่างตั้งใจ เพราะอยากดู “ชาคริต” เล่นเป็นเกย์ ไม่ได้เล่นเป็นผู้ชายแต่งหญิง หรือแกล้งเป็นกะเทย

ฉากแรกคือ ฉากที่ชาคริตกับนักแสดงหนุ่มอีกคน (นภัสกร มิตรเอม) กำลังลากันอย่างอึดอัดในโบกี้รถไฟ แรกๆ คนดูที่อาจไม่รู้มาก่อนว่า เรื่องนี้มีคู่ชายหนุ่มที่รักกัน ก็คงงงๆ กับสิ่งที่ทั้งสองคนพูด แต่บทสนทนาก็พาค่อยๆ พาไป และเผยให้เห็นว่า จริงๆ แล้วสองคนนี้ไม่ได้เป็นเพื่อนมาส่งเพื่อน แต่เป็นคนรักที่กำลังมีปัญหาอะไรบางอย่าง และพยายามร่ำลากันอย่างไร้เยื่อใย

หนังเรื่อง “a MOMENT In June” (ชื่อไทย ณ ขณะรัก) มีคู่รักอีกสองคู่ ซึ่งนับรวมแล้ว มีสามคู่ แต่จริงๆ แล้วคู่หนึ่งเป็นตัวแทนของอีกคู่หนึ่ง จึงกลายเป็นสองคู่ แต่ลึกไปกว่านั้นคือ ทุกๆ คู่ กลายเป็นตัวแทนของกันและกัน เพราะผูกโยงทุกคนไว้ด้วยเรื่องราวของความรัก และการให้โอกาส ที่อาศัยการเล่าเรื่องสลับไปมา

ผู้กำกับ คุณโอ ณัฐพล (บางที่ก็เขียนนัฐพล) วงศ์ตรีเนตรกุล ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หนังเรื่องนี้ “ไม่ใช่หนังเกย์”

นี่คงเป็นอีกครั้งที่คุณผู้อ่านที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว และพอได้ยินคำว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์ คงอยากตั้งคำถามว่า แล้วหนังเกย์ กับหนังไม่เกย์ มันต่างกันยังไง? คำว่า ไม่ใช่ “หนังเกย์” มีความหมายในประโยคบอกเล่าธรรมดาๆ เฉกเช่นเดียวกับประโยคที่ว่า หนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังผี หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรัก หรือหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังฆาตกรรม

หรือเปล่า?

คำว่า “เกย์” ในที่นี้ หมายถึงอะไร? ประเภทของหนังชนิดหนึ่ง? เนื้อหาของหนัง? ตัวละครที่พูดในหนัง? ประเด็นที่หยิบยกมาในหนัง? หรือแท้จริงแล้ว คนพูดทำนองนี้กำลังกลัวว่า คำว่า เกย์ จะทำให้หนังติดลบในจิตใจคนฟังก่อนจะไปดูหนัง?

ในหนังเรื่องนี้ ไม่ใครพูดว่า เกย์ ซักคำ และต้องบอกว่า เป็น “ความเนียน” ที่คุณโอ ซึ่งกำกับและเขียนบทนี้เองทำได้เนียน จนต้องยกน้ิวให้

บนรถไฟสายกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ คุณเดือนเต็ม สาลิตุล รับบทเป็นนักเขียนชื่ออรัญญา ได้พบกับคุณนภัสกร รับบทเป็น “พล” แฟนหนุ่มหน้าเศร้าของชาคริต เมื่อคุณน้าผู้หญิง พบกับชายหนุ่มโดยบังเอิญ และด้วยรถไฟติดขัด จนต้องพักการเดินทาง เลยเปิดโอกาสให้ทั้งสองพูดคุย แลกเปลี่ยนกัน คุณน้าผู้หญิงไม่ได้กำลังตามหาลูกเขยให้ลูกสาวของหล่อน

คุณน้าผู้หญิงกลับถามชายหนุ่มถึงเรื่องความรักของเขาและแฟนของเขา ในบทสนทนาภาษาไทย เราจะพบความเนียนของผู้กำกับและผู้เขียนบท เพราะคนดูไม่รู้หรอกว่า ตกลงแล้ว ชายหนุ่มได้บอกคุณน้าผู้หญิงคนนี้ด้วยหรือเปล่าว่า แฟนของเขาเป็นผู้ชาย แต่ในซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ คุณน้าผู้หญิงใช้คำว่า “he” เป็นสรรพนามแทนในภาษาไทย ซึ่งเธอได้ใช้คำว่า “เค้า” ในการพูดถึงแฟนของชายหนุ่มในบทสนทนา แล้วคนดูอย่างผม ก็เลยเข้าใจได้ว่า คุณน้าผู้หญิงรู้ดีว่า ชายหนุ่มคนนี้มีแฟนเป็นผู้ชาย คุณน้าไม่ได้ทำหน้าตกใจแล้ว หรือต้องทำหน้า “เหวอ” หรือพูดว่า “อะไรนะ?”

“ความเนียน” อีกครั้งเกิดขึ้น ตอนที่คุณสุเชาว์ พงษ์วิไล (หุ่นดีมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อสำหรับคนมีอายุ ในกางเกงชั้นในสีขาว) ได้มาปรากฎกายขึ้นที่โรงละคอนเพื่อพบกับชาคริต ซึ่งกำลังกำกับละคอนเรื่องใหม่อยู่ แล้ว “คุณพ่อ” ก็ถาม “คุณลูก” ว่า “แล้วพลล่ะ” โดยที่คนดู ไม่ต้องตั้งคำถามอีกเลยว่า คุณพ่อรู้หรือเปล่าว่า คุณลูกมีแฟนเป็นผู้ชาย

ในกล่องรับอีเมล…

ผมคงจะเขียนตอบหนุ่มคนนั้นที่เขียนมาเล่าถึงความอึดอึดที่เกิดขึ้นที่ฟิตเนสว่า ฟังดูมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่เราเพียงแค่เดินหลบหน้าไป หรือโชคดีที่ไม่ได้เจอน้าผู้หญิงคนนั้นอีก หรือเราเองพยายามไม่นึกถึงมันอีก แต่มันจะเวียนกลับมาในที่สุด และทำให้เราต้องตั้งคำถามตัวเองอีกว่า เราเป็นอะไรไป ในเมื่อได้เลิกแอบแล้ว เรายังคงมีความรู้สึก “ละอาย” อยู่อีกล่ะหรือที่ต้องบอกใครๆ เวลาโดนถามเพื่อที่อยากจะบอกว่า ความรักของคุณคือผู้ชายอีกคน

ผมจะบอกเขาอีกว่า ไปดูหนังเรื่อง “a MOMENT In June” แล้วดูซิว่า ต่อไปนี้ เวลาคุณพูดกับใครถึงตัวตนของคุณ หรือใครคนนั้นของคุณ คุณจะแค่ทำให้มัน “เนียน” ไปกับชีวิตคุณแบบในหนังได้มั๊ย?

แชะ! แชะ! ใครสนใจจะเป็นผู้สื่อข่าวรายการทีวีรายการใหม่ เกี่ยวกับเพศศึกษา รับผู้จบนิเทศฯ วารสาร หรือสื่อสารมวลชน เป็นชาย หญิง หรือเพศใดก็ได้ที่บุคลิกดี เป็นตัวของตัวเอง และสนใจเรื่องเพศศึกษา อายุระหว่าง 22-25 ปี ส่งอีเมล ประวัติส่วนตัว และจดหมายแนะนำตัว พร้อมรูป สอบถามรายละเอียด หรืดส่งข้อมูลมาได้ที่เมล์เดียวกันนี้นะครับ vitayamail”แอท”gmail.com แชะ! แชะ!

14 thoughts on “A Moment of Truth

  1. หวัดดีครับพี่วิทย์

    นึกว่าวันนี้จะไม่ได้อ่านบทความของพี่ซะแร้วววว กะว่าจะโทรไปหาอยู่พอดี

    ณ ขณะรัก ดูจากไตเติ้ลหนัง ไม่ค่อยเร้าใจ อยากจะดูซักเท่าไหร่ แต่พอได้ฟังที่พี่เล่ามา ก็ทำให้อยากดูขึ้นมาละ เพราะว่าเนื้อเรื่องจากที่พี่เล่ามา มันมีที่มาที่ไปในตัวของมันดีนะครับ

    แชะ แชะ ถ้าอายุไม่เกิน นี่จะสมัครเป็นผู้สื่อข่าวรายการทีวีเลยนะครั่บเนี่ย

  2. วันนี้คุณวิทยาเขียนได้”เนียน”ดีครับ ขอชม

    ศำหรับความเห็นของผม กับ เรื่องความอึดอัดของ”หนุ่มคนนั้น” ที่ก็คงเกิดขึ้นกับเราๆท่านๆอยู่บ่อยๆ
    เท่าที่เจอมามากๆ บอกได้เลยว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จอะไรที่”เนียนพอ”สำหรับในทุกสถานการณ์

    สำหรับผุ้ชายอายุ 30 เข้มๆ หรือ 40 something ที่ไม่ได้แต่งงาน มีแฟน หรือมีวิถีชีวิตตามขนบ ตามความคาดหวังต่างๆของสังคม
    มันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะตกเป็นเป้า
    บางครั้งผมรู้สึกว่ามันเป็นการ”ถูกคุกคาม”แบบซอฟท์ ๆ
    เบาสุด คือ “ไอ้นี่เกย์รึเปล่า”

    อาจจะฟังดูเหมือนเป็นอคติ แต่เชื่อว่าคนที่เคยเจอมาบ่อยๆ คงรู้สึก
    และ”หน่าย”ที่จะคุยต่อ ทันทีที่มีสัญญาณให้ได้ทราบ
    คือ พอจบบทสนทนาแล้วมีโอกาสกลับมาทบทวน เราจะรู้สึกถึงความอึดอัด ไร้สาระ ที่เราก็ไม่รู้ว่าจะไปต่อปากต่อคำ หรือมี social conversation ทำนองนี้ไปบ่อยๆ เพื่ออะไร

    สำหรับ a moment in June สาวอิสานฯเธอโปรโมทไว้เยอะ
    ไว้รอฟังเธอเล่า ในสำนวน ภาษา + บรรยากาศของเธอ ว่าจะ”เพริด”ได้แค่ไหน

    สำหรับวันนี้ กำลัง happy ที่ Slumdog Millionaire กวาดออสการ์ไปได้อย่างสะใจ
    แต่ถ้าจะให้เชียร์หนังเข้ารอบออสการ์ซักเรื่องช่วงนี้
    ขอแนะนำ “Vicky Cristina Barcelona”ครับ
    ราคะ ตัณหา ตาสว่าง 5 5 5

  3. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดส์
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดส์
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดส์

    ดิฉันชอบอาสุเชาว์มากกว่าคุณชาคริตอีกค่ะ
    เป็นคนที่ดูดี ดิฉันชอบมั่กๆ

    คุณอาสุเชาว์คะ คุณอามีคนซักกางเกงในสีขาว ตัวนั้นหรือยังค่ะ
    สาวอิสานฯ สัญญาว่าจะ ขยี้มือซักตรงส่วนที่เป็นเป้าให้สะอาดเอี๋ยมเลยค่ะ

  4. ลองเขียนมาให้อ่านกันครับ

    “อาจเป็นเพราะรัก ที่สุดใจ หากแต่เป็นรักไม่สมใจ อาจเป็นเพราะเทให้หมดใจ หากแต่ไม่รู้ ไม่สาใจ”

    “ใจโดนดั่งคลื่นซัด แล้วพัดไปไกลสุดตา
    ใจโดนดั่งลมพัด แล้วพัดไปไกลสุดฟ้า
    ไม่หวนคืนมาเลย…”

    “อารมณ์น้อยๆของคนเดียวดาย ไม่คิดเคยทำร้ายใคร
    กับใจน้อยๆ ที่ล้มลงไป ไม่หวังให้ใครให้คืน
    แค่เพียงจะให้อย่างนั้นอยู่คนเดียว
    จะนอนหลับฝันอยู่คนเดียว
    แค่คืนๆนั้นแค่คืนเดียว…ไม่ยอมตื่น”

    คุณดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกยังไงกันครับ
    “งงมาก ดูไม่รู้รื่อง”
    “ติสท์เกินทน”
    “หนังเกย์หรอเนี่ย”
    “บลา บลา บลา บลา #@!@#$%^&*()^%^&$@+)_$“

    สำหรับผม ดูจบแล้ว ท่อน้ำตาแตกเลยครับ เดินออกมาจากโรงหนังต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ –ปวดฉี่อ่ะ กินโค้กมากไปหน่อย
    แต่พอมองกระจก ตายังแดงๆอยู่เลย น้ำตายังคลอๆจะไหลก็ไม่ไหลแหล่ มันเหมือนอาการอยู่ๆก็มีเรื่องสะเทือนใจกับบางสิ่งที่สูญเสียไป ในหัวมีแต่ “ความคิด” ว่าหากมีโอกาสครั้งที่ 2 เราจะทำอะไรให้สิ่งที่สูญเสียไปนั้นกลับมาอีกใหม

    ผมลองเข้าไป seach ดูตามพันติ๊ปเพื่อดูความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ เจอทั้งคนที่ชอบและก็ไม่ชอบ ที่ไม่ชอบเพราะส่วนใหญ่บอกว่าดูไม่รู้เรื่องและคาดหวังไว้สูง ส่วนตัวผมกลับชอบหนังเรื่องนี้นะ ถ้าไม่ชอบคงไม่มานั่งพิมพ์อยู่แบบนี้

    งานนี้ต้องขอบคุณอาเฮียหว่อง กา ไว เพราะผมดูหนังเฮียหลายรอบมากๆกว่าจะเข้าใจ ทำให้ “ณ ขณะรัก” เรื่องนี้ผมเลยดูแบบสบาย มีงงและไม่เข้าใจบ้างเล็กน้อย ผมชอบหนัง ชอบฉาก ชอบแสงสี ชอบนักแสดง-แม้ว่าบางคนจะบอกว่ามันดูแข็งๆ และผมก็ชอบบท ย้ำอีกครั้งว่าผมชอบบทแม้ว่าบางคนบอกว่ามันไม่ดูธรรมชาติ แต่สำหรับผม บทแบบนี้แหล่ะที่มันโรแมนติคและเข้ากับอารมณ์แบบเหงาๆ โรแมนติคแบบหว่องกาไวแต่เป็นสไตล์ของผู้กำกับนัฐพล วงศ์ตรีเนตรกุลหรือคุณโอ แม้บางอย่างมันจะดูขาดๆเกินๆแต่แบบนี้ล่ะที่เรียกได้ว่าเกือบจะใช่งานแบบหว่องกาไว

    อาจจะเป็นเพราะผมมีพื้นฐานจากที่เคยแสดงละครเวทีกับคนละคร “มรดกใหม่” ของครูช่าง ผมเลยรู้สึกว่าการแสดงของนักแสดงมันเลยดูสดๆเมื่อเทียบกับการแสดงของนักแสดงในภาพยนตร์หรือละครที่เราเคยเห็นกันมา และผมเชื่อว่า นักแสดงเรื่อง “ณ ขณะรัก” นี้ต้องใช้พลังของการแสดงมากกว่าการแสดงทุกครั้งที่พวกเขาเคยผ่านมา อย่างน้อยที่สุดต้องใช้พลังในการเชื่อตัวละครที่กำลังแสดง ว่าเขา/เธอคือตัวละครตัวนั้นจริงๆและสิ่งที่กำลังจะพูดตามบทนั้นมันต้องออกมาจากข้างในจริงๆ เพราะการนำละครเวทีที่เรารุ้ว่าเป็นการแสดงในสายตาคนดูแต่จะให้คนดูเชื่อมันเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งนักแสดงทั้งหมดนี้ทำได้ดีทีเดียว

    สำหรับเรื่องย่อผมไม่ขอเล่าตรงนี้เพราะคงหาอ่านได้ไม่ยากนัก แต่ผมอยากจะเล่าถึงความรู้สึกและ “ความคิด” ที่ผมได้และรู้สึกว่ามันตามมาหลอนๆ เหมือนกับว่า “ความคิด” บางอย่างที่ผู้กำกับทิ้งไว้มันมีมนต์ขลังที่ทำให้ผมเชื่อว่า หลายคนที่ดูเรื่องนี้แล้ว มันรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่ผ่านมา เราทำอะไรพลาดไปบ้างหรือเปล่า และเรายังมีสิทธิ์ที่จะแก้ไขสิ่งนั้นได้อีกครั้งใหม
    แม้ว่าในความจริงเราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรให้มันดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยใน “ความคิด” + “ความรู้สึก” เรามีสิทธิ์ที่จะแก้ไขมันได้ จริงใหมครับ?

    แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะลืมคิดถึงความรู้สึกคนที่เรารักว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการกระทำ ที่เราทุ่มเทเวลาและหมกมุ่นอยู่กับงานที่เรารักและคิดว่าคนรักของเราเขาคงเข้าใจ เหมือนกับปกรณ์(ชาคริต) ที่ลืมคิดถึงความรู้สึกของพล(นภัสกร มิตรเอม)จนพลเริ่มสับสนความรักของเขากับปกรณ์ ท้ายที่สุดพลจึงตัดสินใจเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงของหัวใจตัวเอง โดยบอกปกรณ์ว่า เขาจะกลับมาวันที่ 31 พ.ค. เวลา 19.30 น.

    เมื่อความรักมีสีเคลือบของความสงสัยและความไม่แน่ใจซึ่งปกรณ์เองก็คงเริ่มรู้สึกเช่นกัน จึงทำให้ปกรณ์พูดตอบพลไปว่า ถ้าถึงวันนั้นเขาไม่ได้มารอรับ พลจะเข้าใจนะ สำหรับพลอาจจะเพียงต้องการเวลาเพื่อทบทวนความรู้สึกตัวเองซึ่งจริงๆแล้วผมเชื่อว่าพลก็คงไม่ได้ต้องการเลิกกับปกรณ์ แค่เพียงอยากขอเวลาจากปกรณ์ ที่ส่วนใหญ่หมดไปกับละครเวที เวลาแค่นี้ปกรณ์คงไม่รู้สึกอะไรมากนักกับการไปครั้งนี้ของเขา

    สำหรับปกรณ์เองเมื่อไม่มีพลแล้ว ผมเชื่อว่าเขารู้สึกว่าบางอย่างอาจจะกำลังจะสูญเสียไปและยิ่งละครเวทีที่เขากำลังกำกับอยู่ ได้ตอกย้ำถึงบางสิ่งบางอย่างมันจะเสียไปถ้าเราไม่รีบเข้าไปไขวคว้าไว้ และเมื่อมีโอกาสครั้งที่สองเขาจึงอยากกลับไปแก้ไขและคว้าสิ่งนั้นไว่ก่อนที่มันจะสลายหายไปเหมือนกับสายลมที่พัดมาแล้วก็ยากที่จะย้อนกลับมาเป็นสายลมสายเดิม เวลาที่พลขอไปจากปกรณ์ก็ย้อนกลับมาให้ปกรณ์เอง เวลาที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ เป็นเวลาที่ทำให้ปกรณ์ได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองเช่นกัน เพียงแต่เราจะให้โอกาสตัวเราเองใหมเมื่อมีโอกาสอีกครั้ง

    พลเองคงรู้สึกแย่ไม่น้อยกว่าปกรณ์กับการที่ต้องแยกกัน เหตุเพราะความไม่ลงตัวของเวลาและเหตุการณ์ที่เข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ พลอาจรู้สึกว่า “อาจเป็นเพราะเทให้หมดใจ หากแต่ไม่รู้ ไม่สาใจ” ความรู้สึกน้อยใจกับการไม่ได้รับความสนใจแม้ว่าพลได้มีผลงานที่สำคัญคือรูปถ่ายสีส้มๆ รูปถ่ายรูปนั้นที่ได้ลงหนังสือ การถ่ายรูปคงเป็นสิ่งพลรักไม่ต่างกับที่ปกรณ์รักละครเวที แต่ปกรณ์ก็ไม่สนใจ และจำไม่ได้ว่ารูปนั้นเป็นรูปถ่ายตอนไหน แต่คนดูอย่างผมได้รับรู้แทนปกรณ์ว่า รูปนั้นถ่ายเมื่อทั้งสองย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน

    ความสำคัญของรูปนั้นอาจจะไม่มีค่า ณ ตอนที่พลถามปกรณ์ว่าจำรูปนั้นได้ใหม แต่เมื่อปกรณ์มีเวลาทบทวน ณ ห้วงความคิดหนึ่งของปกรณ์ รุปถ่ายนั้นคงเป็นรูปถ่ายที่เขากำลังกอดพลอยู่หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจบางอย่าง ที่เขาคงอยากบอกกับปกรณ์แบบนั้น หากแต่ว่า…ถ้ามีโอกาสนั้นอีกครั้งหนึ่ง

    ผมเชื่อว่า หลายคนอาจจะเป็นเหมือนพลที่บางครั้งความรู้สึกน้อยใจและเสียใจที่บอกใครไม่ได้ของพล มันอาจจะออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อมีพื้นที่ของตัวเองเพียวเสี้ยว ณ เวลาหนึ่ง เราเลยได้เห็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งอาจจะร้องไห้ออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมมองว่าการร้องไห้ของพลในครั้งนี้ ไม่ได้แสดงถึงความอ่อนแอในใจของพลเลย แต่ผมกลับเห็นความอึดอัดความสับสนในความรู้สึกของตัวพลเอง และในชีวิตจริงหลายคนคงเคยเป็นแบบนั้นรวมทั้งตัวผมเอง และเมื่อเขามีสติกลับคืนมา เขาก็รีบหยุดร้องไห้และตัวตนที่เขากำลังรู้สึกอยู่เพียงแค่นั้น เพราะพื้นส่วนตัวในความคิด มันได้หายไปแล้ว

    สิ่งสุดท้ายที่อย่างน้อยผมได้รับรู้และรู้สึกร่วมคือ ผู้กำกับที่เขียนบทเรื่องนี้เองคงมีความรู้สึกต่างๆเหล่านี้เหมือนกับตัวละครหลัก : ปกรณ์ พล จากบทสัมภาษณ์ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ คงจะมีเวลาบ้างช่วงที่คุณโอยุ่งอยู่กับการกำกับละครเวที/การแสดงภาพยนตร์สั้นที่เขาทำอยู่ตอนสมัยเรียน จนทำให้ต้องมีปัญหากับคนรัก และคงมีอีกครั้งที่เหมือนรู้สึกว่าไม่ได้รับความสนใจจากคนที่เรารักเลย ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่านะ แต่ผมดูแล้วรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
    และหากพวกเราทุกคนมีโอกาสอีกครั้ง…..คุณจะทำอะไร

    ”จะมีใหมที่หัวใจจะมีโอกาสอีกครั้ง”

    ราตรีสวัสดิ์พี่น้องชาวไทยที่รัก
    23.00 น.
    022308

  5. ผมทำงานในโรงภาพยนตร์สุดล้ำ ตั้งใจว่าจะใช้สิทธิ์พนักงานไปดูแบบเต็มๆมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสนั้นสักที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ได้ดูเลย มันก็ผ่านหูผ่านตามาบ้างเวลาเปิดปิดโรงฯ หนังรักเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังเกย์ชัดๆ แต่มันดูเจาะจงไปไหมที่ต้องเป็นความรักของเกย์เท่านั้นที่ไม่มีวันสมหวัง อยากถามคุณวิทย์บ้างว่าถ้าคุณวิทย์ทราบข่าวอุบัติเหตุเหมือนๆกับที่ปกรณ์ทราบ คุณวิทย์จะทำยังไงจะทำเหมือนปกรณ์หรือเปล่า ทำไมดูแน่ใจจังเลยว่าเราคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว ทำไมไม่พยายามคอยติดตามหรือว่าค้นหาให้มันชัวร์ๆก่อน ไม่ได้หรือไงกัน เค้าอาจจะยังสบายอยู่ก็ได้ หรือกลัวว่าเรื่องจะไม่รับกับเพลงประกอบฯ ผมเฝ้าถามตัวเองและเพื่อนร่วมงานที่ได้มาเปิดปิดโรงด้วยกัน ถามไปน้ำตาก็ไหลไป เศร้าแทนเค้า ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่มีคนรัก มีแต่แมวรักชื่อว่ากระดุมเงินที่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด อยู่มาได้ 12 ปี 2 เดือน 2 วัน มันป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แล้วก็ตายจากไป คืนก่อนหน้านั้นมีงานเลี้ยงปีใหม่พนักงาน กลับเสียสว่างสัก 7 โมงได้ บ้านเหม็นมากๆเหมือนเป็นที่ทิ้งขยะสด จัดแจงเปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมดูดกลิ่นไล่ไปทางอื่นเสีย แม่บอกว่ามันร้องหาทั้งคืน เดินไปดูมันก็เห็นมันนอนอยู่หันหน้ามามองอ้าปากเหมือนจะร้อง แต่เงียบมันได้แต่อ้าปากพะงาบๆอยู่อย่างนั้น ผมก็ง่วงนอนมากๆคิดว่ามันคงไม่เป็นไรเลยไปนอน หลับไปเท่าไรไม่รู้ก็ฝัน ฝันเห็นมันมาเล่นด้วยแล้วมันก็วิ่งหายไป เรียกเท่าไหร่มันก็ไม่กลับมา แล้วผมก็ลืมตาตื่นขึ้น ชั่วอึดใจเดียวที่ยังนอนอยู่บนเตียง ผมก็รู้สึกแปลกๆ บ้านมันเงียบสนิทจนบรรยากาศมันดูเหงาๆแปลกๆไม่เหมือนเดิม ผมคิดทบทวนความฝันแล้วก็คิดแต่ว่าฝันอะไรบ้าๆ มันต้องนอนอยู่หลังบ้านแน่ๆ ผมลุกเดินไปดูกระดุม มองไปเพียงครั้งแรกสมองก็ตีความสิ่งที่เห็นได้แล้ว แต่ก็พยายามคิดปลอบใจอยู่ว่าเมาขี้ตา พัดลมระบายอากาศมันบังไว้ต่างหาก ผมเลยมองไม่เห็นว่ามันหายใจ ไม่เห็นว่าท้องมันขยับตามแรงลม ครั้นพอเดินถึงตัวมัน ผมหลุดปากประโยคเดียวจริงๆ กระดุมไปแล้วเหรอ ผมลองจับตัวมันดู เย็นแล้ว น้ำตาผมไหลพรั่งพรูออกมา ผมร้องไห้ ผมเสียใจ จริงๆแล้วมันคงต้องไปแต่เมื่อคืนแล้ว แต่มันคงอดทนเพื่อรอผมกลับมา แต่ผมก็ไม่เข้าใจมัน ผมกดโทรศัพท์ไปหาแม่ บอกแม่ว่า ไปแล้วนะ จะให้ทำยังไงต่อ ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออก คุยกับแม่ก็พยายามไม่ให้แม่จับได้ว่าร้องไห้อยู่ แม่บอกว่าเอาใส่ถุงดำมาให้แม่ที่วัด จะขุดหลุมฝังเอาไว้ข้างศาลาหมอชีวก ตรงร้านที่แม่ขายดอกไม้อยู่ บ่ายวันนั้น ผมใส่รองเท้าแตะสลับคู่ กางเกงขาสั้นไม่ใส่ข้างใน เสื้อยืดยับๆ หัวหูฟู น้ำตาไหล สวมถุงมือ หิ้วถุงดำ นั่งมอไซค์รับจ้างไปวัด คุณจะเชื่อไหมว่าผมคิดถึงมันทุกวัน ตอนที่หนังจะจบ เพลงประกอบขึ้น ชัดเลย ผมกลับคิดถึงแต่กระดุม

  6. อาทิตย์นี้อัพช้าไปนิด แต่ดูสิ มีคนเขียนให้พี่วิทย์อย่างดีๆ ทั้งนั้น
    ไม่รู้จะรักใครแล้ว ต้องรักคนอ่านนี่แหละ

    ตอนแรกขี้เกียจ ตอนนี้ชักรู้สึกถูกกระทุ้ง
    คือ ใจจริงอยากสัมภาษณ์น้องโอเค้านะ สัมภาษณ์ในสไตล์
    ของเรา วันก่อนโน้นก่อนหนังเข้า เห็นเค้าให้สัมภาษณ์
    ทางช่อง 9 รู้สึกไม่สะใจ คงเพราะเวลาน้อย
    หลายคำถาม พิธีกร ยังไม่มีโอกาสได้ถาม
    แต่ถ้าให้พวกเราถามอย่างที่ใจอยาก
    ถาม ไม่เกรงใจ ไม่ตอบไม่ว่าอะไร
    คิดว่า ต้องมีอะไรน่าสนใจมากมาย

    เดวจะหาเบอร์มือถือน้องโอ
    เค้าก่อนนะ พอดี ยังหา “connector”ไม่เจอ

    เอางี้สิครับ ถ้ายังไง ใครกลับมาอ่านบล็อคนี้อีกในสัปดาห์นี้
    ฝากคำถามไว้ก็ได้นะ

    อยากถามอะไรผู้กำกับ?

    จะดีมากถ้าพี่ิวิทย์ติดต่อได้
    จะได้ขอให้สัมภาษณ์ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 1 มีค นี้
    ซะเลย

    22.00 ถึง เที่ยงคืน FM 102

    (เริ่มจัดรายการสดอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 กพ.)

  7. ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้
    เพราะกางเกงในสีขาวตัวนั้นของอาสุเชาว์
    และหัวนมดำๆ ของชาคริต

    เท่านั้นค่ะ กรั๊กกๆๆๆๆๆ

    ล้อเล่นค่ะ

    ชอบหนังเรื่องนี้ ที่ production ค่ะ
    แล้วก็ Lighting ค่ะ
    ชอบฉากที่ลมพัดและ หลอดไฟ ไหวไปตามแรงลม
    มันดูวังเวงพิกล

    ลงนาม
    สาวอิสานรอรัก แฟนคนปัจจุบันของอาสุเชาว์

  8. หนังเรื่อง MILK จะฉายอีกรอบ ฟรีครับ แต่เวลาไม่ค่อย
    จะดีมาก 15.00 ศุกร์นี้ ที่เอสพลานาด ใครอยากดู
    อีแมวมาได้ครับ จัดให้….

    vitayamail แอท gmail.com

  9. อาสุเชาว์ของดิฉันถูกกล่าวร้ายค่ะ

    อาสุเชาว์ไม่ได้เป็นเกย์นะ เพราะอาสุเชาว์รักอยู่กับสาวอิสานรอรักซึ่งเป็นผู้หญิงสวยมาก ผู้ชาย รัก กับผู้หญิงไม่เป็นเกย์ หรอก

    http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7529505/A7529505.html

    นี่เลย ไปอ่านกัน อ่านแล้ว ขำพรืด ขำพรืดดดด

  10. จากที่ผมคุยเรื่องหนังกับพี่วิทย์ไปแล้ว
    สรุปว่า…
    การที่หนังมีความเป็นตัวของตัวเอง
    เป็นสิ่งที่สำคัญมาก – มากที่สุด
    เพราะเปรียบได้ว่าหนัง 1 เรื่อง
    ก็คล้าย ๆ กับ คน 1 คน และ
    การที่คน ๆ หนึ่งมีอะไรแตกต่างจากคนอื่น
    ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีทั้งคนรักและคนเกลียด
    และเช่นเดียวกัน ย่อมถูกคาดหวังจากคนอื่น
    ว่าอยากให้เป็น อย่างนั้น อย่างนี้
    ผมจึงคิดว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลายอย่าง
    รู้ถึงความแตกต่างทางความคิดที่ผสมผสานกันอยู่
    รู้ว่าคนทำหนังเป็นคนที่กล้านำเสนอในแนวทางของตัวเอง
    และสุดท้าย รู้ว่าความรักไม่ว่าเป็นแบบไหนก็ยัง
    สวยงาม และ มีคุณค่าในตัวเอง

    ขอให้สำราญกับการรับชมกันทุกคนนะครับ ^_^

  11. ชอบ A Moment in June อ่ะครับ
    ไปดูรอบแรกก็ร้องไห้ตอนท้ายเรื่อง แบบว่าระเบิดน้ำตาเลยทีเดียว
    พอไปดูรอบ 2 กะว่าไม่ร้องแล้ว เพราะรู้เรื่องหมดแล้ว
    แต่ปรากฏว่า ร้องไห้เยอะกว่ารอบแรกเสียอีก

    ของเค้าดีจริง

    สนับสนุนให้พี่วิทยาสัมภาษณ์คุณโอครับ
    ผมว่าเค้าโอดี เหอๆๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s