สาเหตุที่ทำให้เป็นเกย์ (ในพ.ศ. นี้)

วิทยา แสงอรุณ vitayamail @ gmail.com

3photography

ไม่คิดว่า อยากจะถามคำถามนี้อีกแล้ว อาจจะเป็นเพราะ หนึ่ง…มันน่าเบื่อ สอง…ไม่ว่าวงการไหนๆ ทั้งแพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือไสยศาสตร์ ก็ยังไม่สามารถฟันธง ให้คำตอบที่ชัดๆ ได้่

แต่เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอะไรบางอย่างน่าทบทวนเกิดขึ้นกับคำถามน่าเบื่อๆ พรรค์นี้

ในรายการวิทยุที่พูดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ซึ่งผมกับเพื่อน อีกสองคนอาสาชวนคิดชวนคุยมาได้สักพักหนึ่งแล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่า เรายังไม่เคยสำรวจ “กลุ่มผู้ฟัง” เลยว่ามีทัศนคติยังไงเกี่ยวกับตัวเอง

เลยเป็นที่มาของคำถามง่ายๆ แต่ไม่เคยมีคำตอบอย่าง “คุณคิดว่า อะไรทำให้คุณเป็นเกย์?”

“โทรเข้ามาสิครับ” แล้วกริ่งกริ๊งกร๊างก็เริ่มดังไม่ขาดสาย หลายๆ ความเห็นที่หลั่งไหลเข้ามาบ่งชี้ว่า ที่เป็นเกย์เพราะที่บ้านมีแต่ผู้หญิง

“ผมอยู่กับแม่และยาย” “ผมอยู่กับยายและน้าสาว” และอีกผมหนึ่ง บอกว่า “ผมเป็นน้องคนเล็ก โตมากับพี่สาวหลายคน”

แทบทุกคนบอกอย่างหนักแน่นต่อไปอีกด้วยว่า อีกส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะ พ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน หรือไม่ก็ ไม่มีพ่อเป็นแบบอย่างที่ดี เลยเป็นเกย์ เป็นกะเทย

ผมว่า คนเป็นพ่อนี่แหละน่าตำหนิที่สุด เพราะไม่รู้จักอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เอาแต่ออกไปทำงาน หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว และไม่รู้จักหัดทำตัวเป็นแบบอย่าง

หรืออีกนัยหนึ่ง เราก็ควรจะเห็นใจ “แม่” “ยาย” “น้าสาว” และ “พี่สาวหลายคน” นั้นด้วยหรือเปล่า ที่เลี้ยงดูบุตรหลาน แล้วอยู่ๆ ก็ทำให้ลูกหลาน เป็นเกย์ เป็นกะเทย โดยไม่รู้ตัว?

สัปดาห์ถัดมา เราตั้งประเด็นนี้อีกครั้ง และชวนคุณผู้ฟังคิดเพิ่มเติม ถามว่า สมัยก่อน ใครคือคน ที่ออกไปทำงานนอกบ้าน? อีกคำถามหนึ่งคือ แล้วหน้าที่เลี้ยงดูลูก ส่วนใหญ่แล้วใครทำ? ตามด้วยอีกคำถาม แล้วคนที่เกิดมากำพร้าพ่อ กำพร้าแม่ และไม่มียาย หรือไม่ก็ ไม่มีพี่สาวหลายคนล่ะ น่าจะโตขึ้นมา “กลาย” เป็นรักเพศเดียวกัน? หรือ “กลาย” เป็นรักต่างเพศ? หรือรักทั้งสองเพศ หรือ…ไม่รักเพศใดเลย?

โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่า “การเลี้ยงดู” หรือ “สภาพแวดล้อม” อย่างโรงเรียนหญิงล้วน หรือโรงเรียนชายล้วน จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็ก หรือเยาวชนคนหนึ่ง “กลาย” เป็น เกย์ กะเทย ทอม หรือดี้ได้ ผมเชื่อว่าเขาเป็นของเขาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่่ว่า รู้ตัว และยอมรับความจริงเมื่อไหร่ต่างหาก

และสิ่งที่ผมเชื่ออีกเรื่องก็คือ “คนเป็นเกย์ส่วนใหญ่ พอไม่รู้ว่า อะไรเป็นสาเหตุให้พึงพอใจเพศเดียวกัน ก็มักจะมองไปรอบๆ พอนึกขึ้นมาได้ ก็บอกใครๆ ไปแบบไม่แน่ใจนักว่า คงเป็นเพราะโตมากับแม่ ไม่มีพ่ออยู่บ้าน หรือไม่มีพ่อเป็นแบบอย่าง”

คำถามอีกคำถามที่สำคัญก็คือ แล้วคนเป็นเด็กกำพร้าล่ะ? แล้วคนที่มีแม่เข้มแข็ง เป็นได้ทั้งพ่อ ทั้งแม่ล่ะ? ลูกจะเป็นอะไร? แล้วถ้าเรามองไปไกลๆ กว้างๆ กว่านี้ ในโลกนี้ ก็น่าจะมีเกย์ กะเทย มากกว่าที่คิด เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ ล้วนมีมารดาทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร?

การพยายามค้นหาสาเหตุของเหล่าเกย์ กะเทย แล้วบอกว่า พ่อไม่อยู่บ้าน หรือโตมากับผู้หญิงมาตลอดจึงไม่ต่างอะไรกับการบอกกล่าวใครๆ ไปว่า ที่ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ เพราะ “ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่มี ‘คนอื่น’ ทำให้เป็น”

จากฐานความคิดแบบนี้ หากคนๆ นั้น ไม่รู้สึกดีกับสิ่งที่ตัวเองเป็น คนทั่วไปก็จะสรุปว่า เขาคนนั้นกำลัง“การกล่าวโทษ” บุพพากรีของตน โทษพี่สาว หรือโทษคุณยายที่เลี้ยงมา อย่างช่วยไม่ได้ และที่สำคัญสะท้อนให้เห็นว่า การเป็นเกย์ เป็นกะเทย คือปัญหาและเป็นชีวิตด้านลบ ที่ครอบครัวควรระวัง และควรเลี้ยงดูดีๆ อย่าให้เป็นเชียว

การเป็นคนรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่ความผิด ผมจึงคิดว่า ไม่ควรจะไปกล่าวโทษใคร หรือโทษอะไร กระทั่งตำหนิสิ่งแวดล้อมเรื่อยเปื่อย

ดังนั้น คำถามที่เราพยายามค้นหาคำตอบอยู่ตลอดว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เป็นเกย์ จึงเป็นเรื่องไม่น่าถามแต่เพราะส่วนหนึ่งที่ถามก็เพราะเกิดจากฐานความคิดที่ว่า ถ้ารู้สาเหตุแล้ว จะได้ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิด ซึ่งเป็นวิธีคิดของคนที่ไม่เคยสนใจว่า โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว และไม่เคยตั้งคำถาม ถามตัวเองเลยว่า ที่ผ่านมาตนเองถูกหล่อหลอม และถูกตีกรอบในเรื่องเพศมาแล้วกี่ชั้นต่อกี่ชั้น?

และเมื่อยังถามเช่นนี้กันอยู่ การเป็นคนรักเพศเดียวกันก็ไม่ต่างอะไรจากอาการเจ็บป่วย หรือเป็นเชื้อโรค ที่น่าจะมียารักษา หรือวิธีการป้องกันที่เด็ดขาดได้ผล แต่มันก้อ…ไม่มี

beachhouse

ในสัปดาห์ที่สอง เรายังคงได้เสียงกริ๊งกร๊างอยู่ ที่น่าสนใจคือ วัยรุ่น 15-18 โทรเข้ามามาก เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน

พวกเขาตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมถึงเป็นเกย์ หรือเป็นกะเทย และไม่คิดว่า จะต้องไปโทษใคร หรีืออะไร แม้กระทั่งโทษอินเตอร์เน็ต เกมคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี

ผมเดาเอาว่า เด็กวัยรุ่นยุคใหม่ที่เกิดมาในยุค “รักแห่งสยาม” คงมีวิธีคิดไม่เหมือนกับ คนในยุค “เพลงสุดท้าย” หรือ “ฉันผู้ชายนะยะ”

แล้วคุณผู้อ่านที่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงที่รักเพศตรงข้ามล่ะครับ เคยถามตัวเองบ้างมั๊ยครับว่า อะไรเป็นสาเหตุให้คุณเป็นคนรักต่างเพศ?

-end-
ตีพิมพ์ หน้าม่านมายา กรุงเทพธุรกิจ 26 พ.ค. 2009

25 thoughts on “สาเหตุที่ทำให้เป็นเกย์ (ในพ.ศ. นี้)

  1. เราว่าคนมันจะเป็นก็เป็นอ่ะ
    บางที สาเหตุก็ไม่สำคัญเท่ากับเราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงในสังคมที่จัดที่ทางให้กับกลุ่มที่ “ไม่เหมือน” คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทางเพศ กลุ่มทางชาติพันธุ์สีผิว กลุ่มอาชีพ กลุ่มอายุ กลุ่มวิถีชีวิต ฯลฯ

    สังคมที่แบ่งคนออกเป็นกลุ่มแล้วให้คุณค่ากับมัน หรือเรียกอีกอย่างว่าปิดป้ายให้กับคนแต่ละกลุ่ม ความต้องการจัดประเภทและให้คุณค่ากับคนแต่ละกลุ่มอาจจะเป็นเหตุให้เค้ามาตามค้นหาว่าทำไมเราถึงไม่เหมือนพวกเขา ซึ่งน่ากลัว น่ารำคาญ น่าขยะแขยงมากกว่า สิ่งที่ควรทำน่าจะเป็นการวิธีอยู่ร่วมกันกับความหลากหลายต่างหาก

  2. คงต้องให้ช่วงเวลามันผ่านพ้นไปเป็นยุคสมัยมั๊งครับ

    ยุคเก่า ๆ …เกย์ยุคเก่า ก็คิดและเชื่อแบบหนึ่ง

    เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะเปลี่ยนแปลความคิดกันมากขึ้น

    …..

    น่าเสียดายว่าการเรียนรู้ ผ่าน “วิธีคิดแบบสังคม” มันยังไม่ค่อยแพร่ไปมากนัก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้เกี่ยวกับ

    “สังคมที่กำหนดเพศคนไว้แค่สอง”

    ยังไม่ค่อยได้เผยแพร่เรียนรู้กันมากนัก

    มันก็เลยเป็นไปได้ว่า ในยุคเก่าก่อน เกย์มักเชื่อว่าตนเองเป็นเกย์เพราะพ่อ-แม่- หรือตนเองเกิดมาท่ามกลางพี่สาว …

    ถ้าเข้าใจกันมากขึ้นว่า สังคมมีอำนาจในการกำหนดเพศคนไว้แค่ 2 เกย์ก็คงจะเข้าใจตัวเองกันมากขึ้นว่า

    ตกลง กรูเป็นเกย์ เพราะกรูถูก “สวมเขา” นี่หว่า …

    แท้จริงแล้ว กรูจะเป็นอะไรก็ได้

    หรือ อาจเป็นอะไรได้มากกว่า คำว่า “เกย์” เสียอีก

    (อ่านแล้วคงไม่งงนะครับ)

  3. ด่วน ผู้ที่กำลังมองหางานอยู่
    สมาคมฟ้าสีรุ้ง เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่

    เมล์ส่งต่อมา มีเนื้อหาดังนี้

    สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เปิดรับสมัครงานครั้งใหญ่ ทั้งหมด 11 ตำแหน่ง
    เพื่อเสริมศักยภาพขององค์กร และรองรับการทำงานในโครงการกองทุนโลกรอบ 8
    โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 8-27 มิถุนายน 2552สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าดูรายละเอียดการรับสมัคร
    วิธีการสมัคร และข้อมูลตำแหน่งต่างๆ ได้ที่ http://rsat.info/jobs

  4. ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ดีนะครับ น้อง Zoe และเจ้าชายฯ

    คือหลายๆ กรณี บางคนก็บอกว่า ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าชอบเพศเดียวกัน
    คิดว่า จริงๆ แล้ว เป็นไปได้มั๊ย?

  5. “”ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าชอบเพศเดียวกัน””

    อึมใช่… อันนี้ “สำคัญ” และ “น่าสนใจนะ”

    เพราะตั้งแต่ตอนผมอยู่ ป.6 ลงไป

    ผมก็ไม่รู้หรอก ว่าโตขึ้นจะมาชอบผู้ชายด้วยกัน

    ………. กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็ตอน ม. 1 ……….

    แต่บางคนเขาก็ช้ากว่านั้นอีกนะ ตั้ง อายุ 20 ผ่านไปแล้ว (เข้า มหาวิทยาลัยไปแล้ว )

    …………………

    แต่บางคนก็ sense ดีมั่ก ๆ รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ตั้งอยู่อนุบาล

    ………………

    ผมว่ามันเป็นไปได้นะ ที่แต่ละคนจะมีโอกาส “รู้ตัว” ได้ช้า-เร็ว แตกต่างกัน …

    คงเพราะอย่างงี้ละมั๊ง ต่างก็เลยมีเหตุผลให้กับตัวเองว่า อะไรทำให้ตัวเองเป็นเกย์ แตกต่างกันไป

    ……….

    แต่ทางที่ดีกว่านั้น ผมว่า “ความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเกย์” นั้นสำคัญที่สุด

    เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ดีเลิศที่ไม่มีใครให้เราได้ นอกจากตัวเราให้ตัวเราเอง

    ด้วยความห่วงใยครับผม

  6. แวะมาอ่านเสมอๆ แต่ไม่ค่อยได้คอมเม้นต์น่ะครับพี่

    ว่าแล้วเรื่องนี้ก็คงไม่มีใครสรุปอะไรได้หรอกครับ ต่างคนก็ต่างทฤษฎีต่างคำตอบ แล้วบางที่มันก็คงไม่ได้มีแค่คำตอบเดียวถูกไหมครับ หลายๆ คนอาจจะเป็นเกย์ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน จากยีน จากการเลี้ยงดูซื่งล้อมรอบด้วยผู้หญิง พ่อไม่เป็นแบบอย่างไม่น่าเคารพ หรือแม้แต่ที่ว่ามันแฟชั่น อ่ะเตรียมเถียงแล้วสิพี่ว่าไม่มีทาง คือ ผมก็แค่คิดว่าอาจจะมีผู้ชายบางคนติดใจรสสัมผ้สกับผู้ชายด้วยกันแล้วคิดว่าดีกว่าผู้หญิง หมายถึง ในแง่การดำเนินชีวิต ผ้ชายด้วยกัน ง่ายๆ ไม่งอน ไม่เรื่องมาก อ่ะจะเถียงผมอีกละสิว่า ผู้ชายอย่างเราๆ เรื่องมากกว่าผู้หญิงอีก 555

    แต่ถ้าถามผมนะ ผมว่าของผมน่าจะมาจากการเลี้ยงดูบวกกลับขาดความอบอุ่่นจากพ่อน่ะครับ ผมก็เลยต้องหาความรักความอบอุ่นจากผู้ชายด้วยกัน หรือผมอาจจะไม่อยากทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนที่พ่อทำกับแม่ก็เป็นไปได้

    สวัสดีครับผมมมมมม

  7. คนกำเนิดมาได้ไง? เปลี่ยนแปลงมายังไงจึงเป็นอย่างทุกวันนี้? ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงและพบหลักฐานใหม่ๆไม่รู้จบ
    นับประสาอะไรกับเกย์ในสังคมที่ปิดกั้น ที่เกย์ต้องเดินหน้าไปด้วยการลองผิด-ถูกเอง กระซิบถามได้แต่คนที่ไม่มีประสบการณ์เหมือนๆกัน เกย์คนอื่นๆดูจะไม่เหมือนเราซะเลย เค้าคงไม่เข้าใจข้อจำกัดที่เราเผชิญหรือทนทุกข์อยู่หรอก สื่อที่พอจะเข้าถึงและน่าจะเข้าใจเราก็ทำท่าจะพุ่งหลาวไปเป็นปัจเจกสุดขั้ว
    ถูกต้องที่พี่ยอดมีแนวโน้มจะสรุปว่า เกย์มีแนวคิดต่างกันตามวัย ตามยุคหรือสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมเค้ามา แต่มันไม่”เป็นธรรม”(ไม่ใช่”ยุติธรรม”นะคับ คนละอัน) ที่จะบอกว่าเค้าไม่เข้าใจสิ่งที่เค้าเป็น เพียงเพราะพี่ไม่ได้โตมาในครอบครัว ไม่มีครอบครัวหล่อหลอมขึ้นมา(อ่านจากเรื่องเก่าของพี่) หรือรับเพียงเพราะโทรศัพท์ฟังคนคุยคนละ15นาทีหลายๆคนที่พูดในแนวเดียวกัน แต่ไม่เหมือนที่พี่คิด
    มนุษย์นั้นซับซ้อนเพราะประเสริฐ หรืออาจเป็นในทางกลับกัน
    สิ่งที่เราคิดหรือเข้าใจ ไม่ใช่ทั้งหมดที่มีที่เป็น อย่างมากก็เป็น”ส่วนใหญ่”

    ดูเหมือนพี่ยอดจะindyขึ้นนะ บทความดูฟันธง, ชวนถกเถียง มากกว่าการนำเสนอ, เผยแพร่พัฒนา อย่างเคยเป็นมา หรือร้อนวิชา? หรือผมคิดไปเอง?

  8. วันนี้ก็มีคอมเม้นท์ดีๆ หลากหลายความเห็นมาให้อ่านอีก
    แล้วนะครับ รู้สึกดีใจที่มีคนชวนคิด ชวนเถียง
    จะได้ไม่คิดอะไรไปคนเดียว

    จริงๆ แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่
    มักคิดไปในทางเดียวกัน โดยเฉพาะในหัวข้อนี้
    ก็เลยอยากเถียงให้เค้าคิดอย่างอื่น
    และที่เขียนไป ก็มีคนเถียงกลับมา นี่ไง

    คนเรามักจะเอาตัวเองเป็นตัวตั้งเสมอ
    แล้วเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เหมือน
    หรือต่างอย่างไร

    มีคนบอกว่า คอลัมนิสต์ ต้องพยายาม
    วางตัวเป็นกลางไว้ก่อน แต่จริงๆ มัน
    ไม่กลางหรอก มันคือความคิดเห็นของคนเขียน
    ทั้งนั้นแหละ อย่างที่เขียนไว้ในบทความ

    และยิ่งเรื่องเกย์ เรื่องเพศแล้ว มันยังไม่มี
    ข้อมูลใดพิสูจน์แล้วมารองรับ เราก็เถียงกันด้วย
    ความคิดเห็น (ส่วนตัว) กันต่อไป

    จุดสำคัญอยู่ที่ว่า เราก็ควรถกเถียงกันต่อไป
    เผื่อจะฉุกคิดอะไรอื่นๆ ที่ยังไม่เคยคิดถึง

    และสุดท้ายนะครับ และที่พี่คิดว่าสำคัญก็คือ
    เราต้องรู้สึกดีกับตัวเองก่อน แล้วไม่ต้องไปโทษใคร
    หรืออะไร ที่ทำให้เราเป็นเกย์กัน

    อ้ะ คิดว่ายังไงกัน?

  9. หวัดดีครับพี่ยอด

    ตอนแรกผมกะจะอ่านเฉยๆ ขออยู่เงียบๆเป็นผู้อ่านที่ดี แต่อ่านไปอ่านดันคันไม้คันมือ รู้สึกตะหงิดๆ แล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ไปด้วยว่า “เออ ทำไมกรูถึงเป็นเกย์ว่ะ” – – – เป็นคำถามที่สมัยยังแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่ผมเคยถามตัวเองมานานมากแล้วเหมือนกัน

    และมักจะพ่วงกับคำถามว่า “ทำไมกรูต้องเกิดมาเป็นเกย์ด้วย ทำไมไม่ชอบผู้หญิงเหมือนคนอื่นเขา หากคนอื่นรู้ว่าเราเป็นเกย์ เราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน หากเพื่อนๆรู้มันจะเลิกคบกับเรามั้ย แล้วหากพ่อแม่รู้ว่าเราเป็นเกย์ เราจะถูกตัดขาดจากครอบครัวด้วยหรือเปล่า แล้วอีกสารพัดคำถามว่า อะไร ทำไม อย่างไร ซึ่งมักเป็นคำถามที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ๆกับการเป็นเกย์ของตัวเองซ่ะส่วนใหญ่

    แต่จากที่ผมได้ลองเปิดใจ ลองค้นหาคำถามคำตอบและเรื่องราวเกี่ยวกับเกย์ ทั้งจากอินเตอร์เน็ต หนังสือต่างๆ โดยเฉพาะที่โดนใจผมมากๆก็คือ “เธอและเขามาจากดาวดวงไหน” “เรนโบว์บอย”ก็ช่วยให้ผมมีความกล้าที่จะบอกคนอื่นถึงตัวตนของเราเริ่มจากบอกเพื่อนมหาลัย พี่น้อง เพื่อนที่ทำงาน สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกพ่อแม่ ซึ่งคำถามแย่ๆแบบนี้ที่กล่าวไปข้างต้นก็ค่อยๆเลือนหายไปจากสมอง คืออยากจะบอกว่าที่เล่ามาทั้งหมดเนี่ย ปัจจุบันนี้ผมไม่สนใจเลยว่า อะไรทำให้ผมเป็นเกย์

    แต่……ก็อยากลองวิเคราะห์เล่นๆดูนะครับ สมมตินะครับสมมติ สมมติว่ามีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่โตมาในครอบครัวแบบคนจีน มีพี่สาวน้องสาวอีกสามคน และถูกเลี้ยงมาโดยอาม่ากับอาอี้ ลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆก็มีแต่ผู้หญิง จึงโตมาด้วยการเลี้ยงดูจากผู้หญิง พ่อก็ดุบ้างไม่ดุบ้างตามเหตุผล ส่วนแม่ก็เหมือนแม่ทั่วๆไปดูแลลูกๆ ขี้บ่นเวลาลูกไม่เชื่อฟัง พอต่อมาเข้าเรียน ก็ดันมาเรียนโรงเรียนชายล้วนซะอีก และก็ต้องอยู่หอของโรงเรียนด้วยถึงจะครบสูตร

    Input
    วัยเด็ก : ถูกเลี้ยงดูด้วยอาม่ากับญาติพี่น้องที่เป็นผู้หญิง อันนี้คงจะจัดเข้าว่าสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูมีผลใช่ม่ะ
    วัยรุ่น : ดันมาเลี้ยงโรงเรียนชายล้วนอีก โอ้แม่เจ้า…………มันช่างสอดคล้อง จริงๆเลย

    Output
    ฟันธงแบบที่ชอบอ้างเหตุผลง่ายๆเหลวๆอ่อนปวกเปียกแบบนั้นว่า เกย์ชัวร์!!!!!! เผลอๆ อนาคตอาจจะอยากประกวดทิสทิฟฟานี่เพื่อเทียบรัศมีกับน้องปอย แล้วค่อยผันตัวเองเป็นนางโชว์ ทำนมและเฉาะครบสูตรโรงเรียนสาวประเภทสอง

    แต่……วิธีคิดง่ายๆแบบนี้ ใครๆก็คิดคำตอบได้ครับถ้าผมลองเพิ่มเงื่อนไขไปว่า ในบรรดาพี่สาวน้องสาวก็ค้นพบตัวเองเหมือนกัน
    คนหนึ่ง : เป็นเลสเบี้ยน ส่วนคนที่เหลือเป็นทอม แล้วแบบนี้จะอธิบายยังไงดีล่ะครับ???

    ในขณะที่ตัวเด็กผู้ชายเองเพิ่งจะเริ่มสับสนว่าตัวเองชอบผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ ตอนที่ตัวเองอยู่มัธยมซึ่งก็ไม่ได้อยากแต่งหญิง สะดี้ดสะดิ้ง วี๊ดว๊าย อีกทั้งจะเข้ากับกลุ่มผู้หญิงก็รู้สึกขัดๆเพราะเรียนแต่โรงเรียนชายล้วน ก็เลยห่ามๆ ส่วนเพื่อนผู้ชาย ก็ไม่ค่อยเห็นเป็นพวก ก็ต้องปรับตัวนั่งลงทำความเข้าใจกันพักหนึ่ง

    มาดูตัวอย่างสมมติที่ 2
    เด็กชายคนหนึ่งมีพี่สาว 2 คน พี่ชาย 1 คน ตัวเองเป็นน้องคนเล็ก ที่บ้านมีความสุขและอบอุ่นตามสมควรพ่อกับแม่มีบทบาทเท่าๆกัน สมัยตอนเรียนก็เรียนโรงเรียนสห คบแต่เพื่อนผู้ชาย อ่านหนังสือการ์ตูน เล่นกีฬาได้ทุกประเภท ทั้งฟุตบอล บาสเก็ตบอล แต่เด็กชายคนนี้โตมาก็เป็นเกย์

    ตัวอย่างสมมติที่ 3
    เด็กชายคนหนึ่งโตมาในครอบครัวคนจีน มีพี่สาวหนึ่งคน พี่ชายหนึ่งคน ถูกเลี้ยงมาโดยอาอี๊(น้าสาว)ทุกคน เด็กชายคนนี้รู้ตัวเองว่าชอบผู้ชายตั้งแต่อยู่อนุบาล แต่ไม่กล้าบอกใคร ดูภายนอกเป็นผู้ชายเรียบร้อย ดูหงิมๆ ออกแนวเนิร์ดๆ ใส่แว่นตาและเหล็กดัดฟัน ไม่เคยบอกใครเรื่องตัวเองที่ชอบเพศเดียวกัน จนถึงมหาลัยจึงได้บอกเพื่อนสมัยมัธยมแค่ 2 คนกับตอนปี 4 ก่อนที่จะจบมหาลัยได้ตัดสินใจบอกมนุษย์เพศผู้อีกคนซึ่งเป็นผู้ชายในกลุ่มที่เด็กผู้ชายคนนี้แอบชอบ แต่ก็นก – – –

    นี่แค่ตัวอย่างเท่าที่พอนึกได้นะครับ ผมเขียนเองและลองนึกๆหาสาเหตุดู มันก็ยังงงซ่ะเองเลยครับ ที่ผมงงเพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นปัจจุยหรือสาเหตุ และผมคิดว่าคงเหมือนหลายๆคนที่ก็ไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่แท้จริงมันคืออะไร เหมือนกับปัญหา “ไก่กับไข่”

    สุดท้ายคนบางกลุ่มก็เลยเลิกที่จะสนใจคำถามว่าอะไรทำให้เป็นเกย์ โดยเฉพาะไม่สนใจว่าใครจะเป็นเกย์ หรือไม่เป็นเกย์ ยอมรับในความแตกต่างและมีความเป็นปัจเจกชนกันมากขึ้น เข้าใจคำว่า สิทธิและเสรีภาพกันมากขึ้นมักพบ ลักษณะแบบนี้ในเด็กยุคสมัยปัจจุบันนี้แหล่ะครับ หรือที่เรามักเรียกกันว่า Gen-Y นี่ล่ะครับ

    ในขณะที่คนบางกลุ่มก็เลิกสนใจคำถามว่าอะไรทำให้เป็นเกย์ แต่กลับไปยอมรับกับคำตอบที่เรามักคุ้นๆกันนั่นแหล่ะครับ เช่น จากการเลี้ยงดู โรงเรียนชายล้วน คบแต่เพื่อนผู้หญิง พ่ออ่อนแอ แม่เข้มแข็ง พ่อขี้เหล้าเมาแล้วทุบตีแม่ ฯลฯ แล้วสถาปนาคำตอบเหลวๆ หลวมๆที่หยุดนิ่ง ตายตัวแบบนี้ไว้เป็นสรณะ เป็นเกาะป้องกันและเอาไว้ตัดสินคนอื่นเวลาเจอผู้คนในสังคมที่เป็นเกย์

    เกย์แอบบางคนย้ำนะครับว่าบางคนที่มักรับคำตอบแบบนี้มาไว้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัวแต่ทำตรงกันข้ามกับคนอื่นที่ไม่ใช่เกย์คือไม่ไปตัดสินคนอื่นแต่กลับมาตัดสินตัวเอง มองความเป็นเกย์ว่าเป็นปัญหา ไม่มีค่าที่ควรจะภูมิใจความเป็นเกย์ หรืออย่างน้อยคงทำความเข้าใจกับคำว่า Gay Pride ได้ยาก

    พอเขียนถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึงประเด็นคำถามที่พี่ยอดและทีมงาน Bangkok Radio For Men ตั้งคำถามไว้ว่า “หากเกิดชาติหน้าอีก จะเป็นเกย์อีกมั้ย???” ผมว่ามันเชื่อมโยงกันเลยนะครับ

    สำหรับผมนะ ถ้าชาติหน้าจะต้องเกิดเป็นเกย์อีก ก็โอเคดีนะพี่ ขอให้มีอาการครบสามสอง มีสติปัญญาและสัมมาทิฏฐิ เท่านี้ก็ดีมากๆแล้ว นี่ขนาดยังไม่ขอเรื่องแฟนนะ ผมว่าหลายๆคนที่ไม่อยากเกิดเป็นเกย์อีกเพราะว่าปัจจุบันไม่มีแฟนนี่ล่ะครับ หรือถ้าเคยมีก็ไม่เคยพอใจ เหมือนยังไม่เจอเจ้าชายขี่ม้าขาวตัวจริงเสียงจริง เท่านั้น

    ยิ่งเขียนยิ่งยาว พอเท่านี้ก่อนละกันครับ เดี๋ยวจะขี้เกียจอ่านกันเปล่าๆ – -“
    ไปล่ะครับ ^ ^

    • ถ้าต้องเป็นอีก ก็เป็นได้อีก ชัวร์!!!!! ขออย่างเดียวครับ ให้ได้อยู่ในสังคมที่ผมรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะ come out ได้ตั้งแต่ตอนที่เป็นวัยรุ่นเท่านั้นแหละ

      ชอบไอเดียที่พี่วิทยาบอกว่า ชงท้ายแล้ว บางทีก็เป็นเพียงแค่เพราะเราหาทางที่จะหาคำตอบว่าทำไมเราเป็นเกย์ หันไปหันมา เจออะไรใกล้ตัวที่พอจะโทษมันได้ (หรือป้ายความผิดให้ได้) ก็เลือกอันนั้น คุณพ่อไม่อยู่ให้เป็นตัวอย่างมั่ง คุณแม่เข้มแข็งเกินไปมั่ง มีแต่พี่สาวน้องสาวมั่ง แล้วแต่จะว่ากันไป

      บ้านผมอบอุ่นครับ มีผู้ชายเข้มแข็งและผู้หญิงแข็งแกร่ง และผมเป็นเกย์ (ไม่ถึงกับ I’m here, I’m quere, get used to it หรอกครับ) และถ้าเป็นได้ ก็คงเป็นเหมือนผู้ชายหลายคนที่เลือกแฟนที่มีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนคุณแม่ แต่กรณีของผม แฟนที่เคยมีมา มีคุณสมบัติทางอย่างเหมือนพ่อมากกว่าเท่านั้นเอง

  10. สวัสดีอีกรอบครับ

    ที่พี่วิทยาถามเรื่องคนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเกย์จนโตเป็นไปได้มั้ย เราคิดว่าเป็นไปได้นะครับ อารมณ์มันน่าจะคล้ายๆ เรื่องเมาคลีลูกหมาป่า หรือลูกเป็ดขี้เหร่ทำนองนั้น คืออาจจะพบเห็นมีเพื่อนเป็นเกย์เป็นกะเทย แต่ตัวเองก็โตมาในวิธีคิดแบบรักต่างเพศ หรือถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบรักต่างเพศ ก็เลยปฏิเสธจะรับเอาคำว่าเกย์มาใส่ในชีวิต พอมาเจอคนที่ใช่ – ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม – จึงค่อยรู้จักตัวเอง

    คล้ายๆ กับอุปมาอุปมัยของพวก Postmodern น่ะครับ เรื่องนายกับทาส คือถ้าเราทำงานใช้แรงงานของเราไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเป็นทาส เพราะมันเป็นงานที่เราทำของเราอยู่แล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนมาสั่งให้เราทำโน่นทำนี่ ทั้งๆ ที่เป็นงานที่เราทำอยู่แล้ว สถานะความเป็นทาสจึงเกิดขึ้นกับเรา เพราะมีคนนึงมาสถาปนาตัวเองเป็นนายคอยชี้นิ้วสั่ง

    คนเป็นรักเพศเดียวกันก็เช่นกัน บางทีเราก็เป็นของเราอยู่แล้ว ไม่ได้รู้สึกผิดชอบอะไร มันเป็นสัญชาตญาณธรรมดาของเรา แต่มันก็จะมีมือที่เรามองไม่เห็นมาปิดป้ายว่าเราผิดศีลธรรม ชั่วช้า วิปริต เราก็เลยรู้สึกผิด ทั้งๆ ที่ถ้าไม่มีใครมาทำให้เราผิด เราก็จะเป็นคนรักเพศเดียวกันเหมือนเดิม… ส่วนตัวคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราเป็นอะไร แต่มันอยู่ที่คนมองเรามากกว่าว่าเค้ามองเราเป็นอะไร

    ส่วนอีกประเด็นเรื่องเกิดชาติหน้าเป็นเกย์อีก (เป็นเกย์อีกที ซัก 3 – 4 ชาติ ฮิๆ) สำหรับเราแล้วเราเฉยๆ นะ เป็นอะไรก็ได้ ขอให้มีปัญญารู้เท่าทันกับปัญหาที่เกิดขึ้นดีกว่า เพราะบางทีการเกิดเป็นอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเกิดที่ไหนครับ

    ขอบคุณครับ

  11. ชาติหน้าเป็นเกย์อีก?
    ถ้าถามตอนรู้ตัวว่าเป็น(อายุ26) จนถึงอายุราว33 จะตอบว่าไม่อยากเป็น
    ตั้งแต่อายุ33ถึงปัจจุบัน(38) ตอบได้ว่าอยากเป็นอีกนะ เป็นช-ญ ไม่เห็นจะมีความสุขกว่าเราแต่อย่างใด

    สำคัญที่อยากมีโอกาสไม่น้อยไปกว่าที่มีในชีวิตนี้

  12. อยากเป็นอีกไหม ตอบยากแฮะ
    เอาว่าเกิดเป็นอารายก็ได้ไม่มีปัญหาครับ ^^

    ตอนนี้แค่พอใจที่เราไม่เป็น แล้วก็ไม่ได้รู้สึกด้อยไปกว่าคนอื่นครับผม
    คิดบวกๆ เด้ออออ

  13. ตามที่ พี่ ITK กล่าวมานั้นค่อนข้างตรงกับคนที่เขาเป็นอยู่จริงๆ เป็นผู้ชายเรียบร้อยไม่แสดงออกแต่อยู่กลุ่มเพื่อนหญิง เข้ากลุ่มผูชายก็ขัดๆ โตเป็นผู้ใหญ่ก็มีแฟนเป็นผู้หญิง คบกับแฟนนานหลายปี ทั้งรักและผูกพัน เขาเคยตัดสินใจเลิกกับแฟนและสารภาพว่าตัวชอบผู้ชาย แต่ก็ไม่ยอมคบกับผู้ชาย สุดท้ายก็กลับมาคบกับแฟนอีก และก็เลิกกันอีกด้วยความสับสนและต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีชีวิตที่ดีกว่าถ้าได้แต่งงานกับผู้ชาย แต่มันเสียเวลาและทำให้ผู้หญิงก็อายุไม่น้อยแล้ว เจ็บปวดทั้งคู่ แล้วคิดว่าควรทำอย่างไร

  14. .เติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง เลยเป็นเกย์
    .สังคม’สมัยนี้’ มันเสื่อม เลยมีเกย์เยอะขึ้นทุกวัน
    ฯลฯ

    ส่วนตัวมองว่า สองข้อข้างต้น ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เป็นเกย์
    แต่เป็นปัจจัยที่ ทำให้การเป็นเกย์เป็นเรื่อง’ยอมรับได้’

    เคยอ่านเจอจากไหนไม่รู้ว่า เกย์เป็นมาตรวัดความเจริญ [ฮา]
    ที่ไหนมีเกย์ แปลว่าสังคมนั้นมันเจริญแล้ว มันยอมรับเรื่องนี้ได้
    ที่ที่ไม่เห็นเกย์ไม่ได้แปลว่าไม่มี แต่สังคมไม่อนุญาตให้เปิดตัว

    ถ้านอกประเด็นขออภัยค่ะ

  15. ที่ผมเข้ามาในเว็ปนี้ไม่ใช้อะไรหรอผมเองที่เป็นผู้ชายแท่ๆคนนึงก็อยากรู้ ด้วยความกลัวเกย์มากๆ ว่าเกย์มันเกิดขึนได้อย่างไร (เขียนโมไปงันๆอะที่จริงแล้วอยากเข้ามาบอกว่ากูไม่ชอบเกย์มากแค่ไหน หรือ ด่านะแหละ)

    ผมรู้นะว่าผู้ชายหลายคนนะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์หรือตุดแต่พอมารู้อีกที่มึงก็เป็นไปสะแล้ว (แต่สำหรับผมผมรู้ตัวเองดีถามตัวเองอยู่ทุกเวลาเพราะฉะนันผมไม่มีทางเป็นง่ายๆหรอกโวยต่อให้ตายก้ไมเป็นถ้ากุเป้นกุก็จะฆ่าตัวตายต่อให้มึงเอาเงิน 1000ล้านมาให้กุ กุก็ไมเป็นเงินซื่อกุไม่ได้เพราะกูร้วยอยู่แล้วมึงไม่ต้องเอาเงินมาให้กุแต่ถ้า ฟรี โดยที่กุไม่ต้องทำอะไรเลย กุก็เอา)

    กูไม่ชอบเกย์โคตร
    ผมถามหน่อยนะครับว่าไอพวกที่เป็ฯเกย์เนีย
    มันจะเป็นไปทำไม
    เวลามีไอนันกันกับผู้ชายก็เห็นของที่เหมื่อนกัน (ูถามหน่อยมึงไม่เบื่อหรือไงวะ)
    ผู้ชายเหมื่อนกันมีเหมื่อนกันจะชอบไปทำไม

    ชอบผู้หญิงดีกว่า
    หาดูได้ยาก
    สวยๆ น่ารักๆ ผมยาวๆ sexy หน่อยๆ (อะแหล่มเลย)
    แล้วผู้ชายมีไร
    เหมื่อนกันหมด
    ผู้หญิงน่าสนใจกว่าเยอะ

    ที่ผมไม่ชอบเกย์มันไม่ใช้ไรหรอก
    1.เกย์หลายคนมันแอบไม่เปิดเผย
    2.สวนมากพวกคนหล่อๆผิวขาวๆมันจะเป็นเกย์กัน (แล้วผมก็เกิดมาหน้าตาก็นับว่าใช้ได้เลยที่เดียวผิวก็ขาวใส แต่คนอืนมันคิดว่าผมเป็นตุดเป็นเกย์แต่ที่จริงแล้วผมไม่ใช้ ทุกวันนี้ผมเสียใจมากที่เกิดมาหน้าตาดีผิวขาว)
    3.ผมไม่รู้เลยว่าเพื่อนๆหรือรุนพี่ที่ผมครบอยู่ใกล้ชิดอยู่จะเป็นเกย์หรือปล่าว ทุกวันนี้ผมยังนั้งกลัวๆอยู่เลย

    แล้วผมคิดว่าพวกเกย์เนียเกิดจากพวก ที่อกหักจากผู้หญิงที่รัก หรือ หาผู้หญิงไม่ได้แล้วจากนันก็คิดว่าผู็หญิงมันแย่เรื่องมากสนใจผู้ชายแทนดีกว่า

    สวนผู้หญิงที่เป็น tom ผมคิดว่าเกิดจากการอกหักจากผู้ชายที่ตนเองรักหรือหาผู้ชายไม่ได้ เลยคิดว่าผู้ชายมันแย่เรื่องมาก เป็น tom ดีกว่า

    หลายคนมักจะพูดกับผมแบบนี้

    • ขอบคุณครับที่มาคอมเม้นท์ ส่วนใหญ่ที่เขียนมา ก็มาจากความคิด
      เดิมๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ เคยคิดศึกษา ถามไถ่ผู้รู้ ก่อนจะสรุปด้วยความคิดเดิมๆ
      ของตัวเองบ้างมั๊ยครับ? ขอบคุณครับที่แวะมา

  16. อย่าเถึยงกันเลยคับ ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะจาก ญาติ พี่น้อง พ่อแม่ หรือ แม้แต่คนรู้จัก เนี่ยแหละคับสาเหตุใหญ่ ที่เวลามีเรื่องขึ้น เด็กผู้ชายจะเก็บไว้คับ พอโตมาทำให้เกิดความสับสน

  17. ผมนั้นเองก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่ของกระผมนั้นจะมิโทษใคร เพราะเราแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่แตกต่างกันออกไป
    สาเหตุที่เป็นนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นทางบ้านไม่มีผู้ชายเลย ต่อมาการเลี้ยงดู เพราะคุณแม่บางท่านก็อยากได้ลูกสาวก็มี
    แต่ดันออกมาเป็นชายไปซะได้ ก็เลี้ยงแบบผู้หญิงไปเลย สาเหตุที่โทษในการเลี้ยงเพราะผู้ชายนั้นจะมียีนซึ่งเป็นเพศหญิงครึ่งหนึ่ง
    กันทุกคน ดั้งนั้นเราสามารถที่จะเป็นได้เพราะยีนนั่นไงหละ ต่อมาสำหรับบางท่านที่บอกว่าอยู่ๆๆก็เป็นอันนี้เมื่อดูเรื่องอื่นไม่ได้มันๆไม่ใช่ปัญหาเพราะเราอาจจะทำอะไรไว้ไม่ดีในชาติที่แล้วเราก็เลยต้องมารับกรรม เช่นเราเคยว่าเขาว่าเป็นทำไม เขาจึงต้องลองมาเป็นดูบ้างนะครับ แต่เหตุผลนี้ก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ อาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึก หรือเป็นเพราะเรานั้นอยากลองดูบ้าง เหตุต่อมาอาจเป็นเพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนที่อ่อนไหวง่าย เพราะโลกเรานั้นก็จะต้องดูแลสิ่งต่างๆ ดูอย่างขยะที่อยู่ในท้องทะเล โลกนั้นก็ยังมีการกำจัดทิ้ง เราก็เช่นเดียวกัน คนจะมากขึ้นเรื่อยๆเพราะเรามีหมอ มีการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นไงหละ โลกก็เลยทำการเปลี่ยนเพื่อให้สมดุลย์กันทุกทาง เพราะผมเชื่อว่าคุณคงดูสาระคดีจระเข้เพราะไข่ฝังอยู่ในใตเพื้น แต่เพศนั้นจะแบ่งได้ก็เพราะความร้อนของโลกเราไง ผมเชื่อว่า เกย์หรือสาวประเภทสอง จะเยอะขึ้นกว่าเดิม ขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆ นะครับไม่เชื่อคุณก็ลองคำนวณดูก็แล้วกัน ส่วนผมนั้นไม่ต้องการอะไรมากก็ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ได้สร้างให้กระผมมีชีวิตได้ทุกวันนี้ก็พอ
    ขอบคุณครับ

  18. อยากสนทนากับคุณ zoe ครับ เพราะแนวคิดคล้ายๆกัน

    ส่วนในบทความของคุณ วิทยา อ่านช่วงแรกๆผมกะเข้ามาเถียงนะ ฮ่าๆๆ ว่าอะไรอีกวะ พ.ศ.นี้แล้ว เรายังมองเรื่องนี้ไม่พ้นกรอบของการเลี้ยงดู การขาดความอบอุ่นของพ่อ อะไรพวกนี้อยู่อีกเหรอ แต่คุณวิทยาทิ้งคำถามไว้ได้ดีมาก ที่ถามว่า ทำไมคนรักต่างเพศถึงเป็นคนรักต่างเพศ นี่เป็นความคิดแบบคริสต์ที่ตต.นำมาให้หรือเปล่า? ในปัจจุบันที่โลกไร้พรมแดนและอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคลเริ่มโดดเด่นขึ้น กรอบรักต่างเพศกับรักเพศเดียวกันยังใช้ได้อีกหรือ

    มีผู้ชายหลายคนที่มีลูกเมียแต่ก็ยังติดรสรักผู้ชายและยังเป็นสามีที่ดี คุณจะอธิบายกรณีเหล่านี้ยังไง?

    นักมนุษยศาสตร์สมัยใหม่อธิบายว่าความคิดเรื่องเพศแบบตต.(ที่มีคริสต์แรงๆ)มันอธิบายเรื่องเพศในที่อื่นๆ เช่น เอเชียไม่ได้ เพราะสังคมญี่ปุ่นที่สมัยก่อน ก็มีผู้ชายที่ร่วมเพศกับผู้ชายโดยไม่มีอะไรผิดปกติ สังคมไทยสมัยก่อนก็ไม่มีคำเรียก เกย์ ทอม เลส เพราะมันถือเป็นรสนิยมเท่านั้น

    และผมเห็นด้วยว่าเราไม่ควรมาถามแล้วว่า ทำไมถึงเป็นเกย์ แต่เราควรมาศึกษาเรื่องราวของ เพศวิถี เพศสรีระ เพศสภาพ และศึกษาประวัติศาสตร์เพศของไทยให้ดี เพราะโดยพื้นฐานประเทศของเราผมคิดว่าสมัยก่อนเราก็ไม่ได้กีดกันเรื่องนี้กันรุนแรง พื้นฐานด้านนี้เราต่างจาก ตต. ที่สมัยก่อนมีกฏหมายห้ามรุนแรงมาก ถึงพวกฝรั่งที่ว่าเสรียังทำกันไม่ได้ แต่ทำไมเราจะไปไกลกว่าฝรั่งไม่ได้

  19. ผมยากบอกก่อนว่า “เกย์” กับ “กระเทย” ไม่เหมือนกันนะครับ

    เกย์ คือ คนที่ชอบชายและยากโดน

    กระเทย คือ คนที่ยากเป็นผู้หญิง
    แต่ก็อย่าดูถูกว่าเกย์กับกระเทยไม่ดีนะครับ
    ผมยอม รับ เลยว่า ผมก็เป็นเกย์ แต่ผมรู้สึกเหมือนไม่ใช้ตัวของตัวเอง
    อีกใจหนึ่ง เป็น ชาย อีกใจหนึ่งเป็น เกย์
    แต่ไม่รู้ว่าใจใหนเป็นของเราเอง
    จริงๆผมก็ไม่ชอบกระเทยนะครับ
    แต่ผมชอบเกย์มากกว่า
    แต่สุดท้ายผมขอบอกเลยว่า เกย์ ก็ดีเหมือนกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s