พ่อผมเป็นเกย์ และสมบัติของพ่อ

เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com Metro Life 28-29 June 2008

ใครที่เดินผ่านผู้ชายคนนี้ไป คงต้องเหลียวหลังแล้วมองซ้ำอีกที สิบกว่าปีที่แล้ว เขาเคยเข้าประกวด “Man of the Year” เวทีผลิตดารา นักร้องสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองไทย “พล” ติดอันดับหนึ่งในสิบ

เขาเป็นหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผมยาว จมูกโด่ง ใบหน้าเรียวยาว ถ้าไม่บอกว่า อายุเลยเลขสามมาห้าปีแล้ว ผมก็คงคิดว่า เขาเพิ่งจะยี่สิบปลายๆ และถ้าเขาไปเล่นบท “แบดบอย” ในหนังสักเรื่อง คงสมจริงซะไม่มี

เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ในร้านคาราโอเกะกึ่งผับชื่อ “Love Seat” ที่เขาเพิ่งเปิดมาได้สี่ห้าเดือน ใครที่เคยไปเที่ยวกลางคืนย่านอตก. คงจะรู้ว่าที่เที่ยวแถวนี้แบ่งเป็นสองโซน ผับเกย์อยู่โซนหนึ่ง และ “ผับสห” อยู่แยกออกไป ผับสหหมายถึงผับที่เน้นคนเที่ยวชายหญิง เกย์ก็เข้าไปได้น่ะครับ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ไปกัน เพราะมีผับเกย์ให้เลือกมากมายในย่านนี้

พลจะแวะมาดูแลร้านนี้ตอนหัวค่ำ ส่วนช่วงบ่าย เขาจะใช้เวลากับงานอีกแห่ง อยู่แถวๆ สถานีรถไฟสามเสน ผมไม่รู้ว่าจะเรียก “GG Men’s Club” ของเขาว่าเป็นกิจการของตระกูลหรือมรดกตกทอดดี

พ่อของเขาเปิดซาวน่าแห่งนี้มา 15-16 ปีแล้ว

“พ่อผมเป็นเกย์น่ะครับ พอพ่อเสีย ผมก็รับช่วงต่อ” เขาพูดถึงพ่อด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดามาก

ตอนอายุ 3 ขวบ พ่อกับแม่แยกทางกัน ผมถามพลว่า สาเหตุหลักเพราะพ่อเป็นเกย์หรือมีเรื่องอื่นที่พ่อกับแม่ไปด้วยกันไม่ได้? ทีแรก พลก็ไม่แน่ใจ เพราะตอนนั้น เขายังเด็กมาก แต่พอเขานึกย้อนกลับไป เขาก็บอกว่า

“สงสัยเพราะพ่อไม่นอนกับแม่ละมั้ง”

แม่เป็นคนเลี้ยงดูเขาซึ่งเป็นลูกคนเดียวมาตลอดหลังแยกทางกับพ่อ ชีวิตไม่ได้ลำบากอะไรนัก เขาจะเจอหน้าพ่อก็ตอนช่วงวันเทศกาลอย่างปีใหม่ ตรุษจีน วันปิดเทอม และในโอกาสอื่นๆ เวลาเขาอยากจะได้อะไรขึ้นมา เขาก็จะบอกแม่ว่า “ไปขอพ่อไป๊”
ตอนนั้นพ่อเขาเปิดกิจการอยู่แห่งหนึ่งในย่านสีลมซอย 4 และเขาก็แวะไปที่นั่นบ่อยๆ

“แรกๆ ก็ไม่รู้หรอกครับว่า เป็นอะไร ไปขอตังค์พ่อทีไร ก็มีผู้ชายใส่กางเกงในยืนเต้นอยู่บนเวที แล้วก็เจอผู้ชายอีกคน เด็กกว่าพ่อมาก เป็นคนบริหารงาน พ่อกับคนนี้สนิทกันมาก ผมมารู้ทีหลังว่า นี่แหละเป็นแฟนพ่อ”

แม่ของเขาไม่ได้แต่งงานใหม่ และความสัมพันธ์กับพ่อของเขา ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย แม้เวลาจะล่วงเลยไปสิบกว่าปี จนเขาอายุ 18

“แม่เกลียดพ่อมากครับ” เขาเล่า

พอแม่เขาจากไป พลก็ใช้เวลากับพ่อ และงานของพ่อมากขึ้น ตอนอายุ 18 เขานั่งอยู่หลังโต๊ะแคชเชียร์ คอยเก็บตังค์ ยามสนุก เขาก็จะทำหน้าที่เปิดเพลง เปิดแผ่นให้เด็กหนุ่มๆ บนฟลอร์ เต้นกันไป พอถึงช่วงห้าทุ่มกว่า หรือเที่ยงคืน พ่อเขาก็จะไล่ให้เขาขึ้นไปนอน เพราะช่วงเวลานั้น เป็นช่วง F…โชว์

“พ่อคงไม่อยากให้ผมเห็นภาพแบบนั้น”

เขาคลุกคลีอยู่กับพ่อ เพื่อนๆ ของพ่อ และกิจการธุรกิจกลางคืนของพ่อมาจนเรียนรู้การบริหารตั้งแต่ต้นจนจบ มันเข้าไปอยู่ในสายเลือดของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่เคยเกเร ไม่เป็นโล้เป็นพาย เขาเคยทะเลาะกับแม่ แล้วก็หนีไปอยู่กับพ่อ พอพ่อต้องจากไป เขาก็รู้สึกรับผิดชอบ และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“ที่ GG ซาวน่าของผม ผมชอบออกกำลังกาย เล่นยิม ลูกค้าบางคนไม่รู้จัก ก็ส่งสายตา เข้าหามั่ง แต่ส่วนใหญ่เขาจะรู้น่ะครับ เพราะเราเปิดมานาน เพื่อนของพ่อหลายๆ คนก็ยังมาเที่ยวที่นี่อยู่ ไว้พี่แวะไปสิ ผมจะแนะนำเพื่อนพ่อให้ ถ้าพี่อยากรู้เรื่องราวสมัยนั้น” พลบอกผม

ธุรกิจที่พ่อสร้างไว้ เขากำลังทำให้มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเขารักมัน เขามีไอเดียใหม่ๆ ตลอดเวลาที่จะขยายมันให้ใหญ่โตขึ้น

“พี่รู้เปล่าว่าที่ร้านผมน่ะ ไม่มีคนเป็นเกย์ซักคน คนนั้นน่ะ ก็ลูกพี่ลูกน้องผมเอง ไม่ได้เป็นเกย์เหมือนผม พนักงานทุกคนของผมก็ไม่รู้สึก แปลกแตกต่างอะไร ผมว่าคนเป็นเกย์สนุกสนานดี ผมชอบทำงานแบบนี้ครับ”

แชะ! แชะ! ใครหาเวทีร้องเพลงดีๆ แวะไปที่ร้าน Love Seat (02-618-6466) ไม่อยากเจอคนเยอะ แวะไปตอนหัวค่ำ เน้นนิดนึงคนที่ชอบยืนร้องบนเวทีจะได้เปรียบ เพราะที่นี่จะทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมีมินิคอนเสิร์ต อาหารอร่อยราคาไม่แพง ใครกินดื่ม 700 บาทขึ้นไป แล้วขึ้นร้องเพลง ทางร้านจะอัดแผ่นซีดีให้ไปนอนฟังตอนขากลับ แชะ! แชะ! หนุ่มออสซี่วัย 49 และติดเชื้อเอช ไอ วี โดนกรมสุขภาพของประเทศสั่งแบนไม่ให้มีเซ็กซ์แบบไร้ถุงยาง หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่า ทำเยี่ยงนั้นอยู่บ่อยๆ อันเป็นเหตุให้คนอื่นๆ ติดเชื้อไปแล้วกว่า 75 คน รวมทั้งมีความตั้งใจจะแพร่เชื้อเอช ไอ วีด้วยปฏิบัติการสดๆ บนเตียงต่อไป ไม่ยี่หระต่อคำสั่ง บนชั้นศาล เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงต้องนัดไต่สวนสืบพยานต่อไป แชะ! แชะ! ใครอยากรู้จักครอบครัวเกย์ และเลสเบี้ยนที่ใหญ่ที่สุด น่าจะหาได้ไม่ยากแล้วที่แคลิฟอร์เนีย หลังศาลสั่ง คนเพศเดียวกันแต่งกันได้ คู่รักนับร้อยก็แห่แหนไปเนืองแน่น และต่อๆ ไป การแต่งงานของคนเพศเดียวกันก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา รอดูย่านเอเชีย ที่ไหนจะลั่นระฆังวิวาห์ให้เกย์และเลสเบี้ยนเป็นประเทศแรก แชะ! แชะ!

8 comments 0 มิถุนายน 30, 2008

เป็นเกย์และเป็นมุสลิม

เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ vitayamail@gmail.com Metrolife 21-22 June 2008

ได้อีเมลมาฉบับหนึ่งครับ รู้สึกอึดอัดมาหลายวันหลังจากได้อ่านจบ

ท่านผู้อ่านท่านนี้ถามผมซ้ำๆ ว่า นามสกุลที่ผมใช้อยู่ในคอลัมน์ หมายถึง ผมเป็น “มุสลิม”หรือเปล่า? ด้วยเหตุผลคือ เขารู้จักมุสลิมหลายคนที่นามสกุล “แสงอรุณ”

ผมไม่ได้อึดอัดที่เขาถึงนามสกุลหรอก ความจริงก็คือ ผมรู้สึกแย่ที่ไม่เคย “เข้าถึง” หรือเคยพยายาม “เข้าใจ” โลกของมุสลิมเอาซะเลย ผมหมายถึง โลกของคนเป็นเกย์และเป็นมุสลิมน่ะครับ

ผมตอบอีเมลเขาไปแล้วล่ะว่า ผมไม่ได้เป็นมุสลิม และนามสกุลนั้นก็ไม่ใช่ของผม มันเป็นส่วนหนึ่งของนามแฝง
เท่านั้น แล้วผมก็อยากบอกเขาอีกเรื่องว่า สิ่งทีเขาเล่า น่าจะนำมาลงเพื่อสื่อสารถึงมุสลิมเกย์คนอื่นๆ แต่คิดๆ ดูอีกที เขาคงไม่ปลื้มหรอก เพราะเขาขอให้อีเมลฉบับนั้นเป็นความลับระหว่างเราสองคน ผมคงเล่าเรื่องของเขาไม่ได้

งั้นผมเล่าเรื่องของมุสลิมเกย์คนอื่นแทนก็แล้วกัน ที่เคยไปอ่านเจอมา เป็นเรื่องที่ผมอ่านแล้วเกิดความรู้สึกคล้ายๆ กับที่ได้อ่านจดหมายของผู้อ่านท่านนี้

“อาซีม” เป็นเด็กหนุ่มมุสลิมวัย 24 อาศัยอยู่ในประเทศใดไม่ระบุ เขาเขียนอีเมลมาขอคำปรึกษาคนในบอร์ดแห่งหนึ่ง เขาเล่าว่า เขารู้สึกชอบเพศเดียวกันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แรกๆ เขาคิดว่า มันเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง และจะค่อยๆ หายไปเองในที่สุด

พออายุ 11 ความรู้สึกนั้นกลับทวีขึ้นเรื่อยๆ และเขารู้แล้วว่า มันไม่ใช่ความรู้สึกชั่วคราว หรือเผลอใจไปรู้สึกเอง มันเป็นสิ่งหนึ่งในตัวเขาที่เขาไม่สามารถเลือก หรือกำหนดอะไรได้ แล้วเขาก็คิดไปไกล…ไกลมากๆ

“ถ้าเกิดผมเลือกได้ ผมคงเลือกที่จะไม่เป็นอย่างนี้ ด้วยความสัตย์จริง ผมอยากจะให้ความรู้สึกนี้หายไป แต่มันเป็นไปไม่ได้ ผมอยากจะบอกว่า ถ้าผมเลือกได้ ให้ผมเป็นมะเร็งร้าย ต้องตายในสามเดือนซะยังดีกว่าเป็นเกย์”

ผมอ่านแล้ว อดนึกถึงตัวเองตอนเป็นเด็กไม่ได้ครับ ผมก็เคยคิดอย่างเขาเหมือนกัน คิดซ้ำๆ แบบนั้นมาหลายปี ในช่วงที่ชีวิตตสับสน บอกอะไรใครไม่ได้ ผมมักจะรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกซ้ายบ่อยๆ ผมคิดว่า ตัวเองคงเป็นโรคหัวใจหรืออะไรสักอย่าง และผมก็ดีใจ เพราะจะได้ “ตายเร็วๆ”

อาซีม ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร อิสลามไม่เหมือนศาสนาอื่นใด เพราะไม่มีนักบวชให้ปรึกษา มีแต่อิหม่ามหรือผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำ ทำพิธีการต่างๆ หรือหมายถึงอาจารย์ที่ทรงความรุ้ เป็นที่เคารพ

อิหม่ามที่เขาพบอยู่ประจำตั้งแต่เขายังเด็ก ก็คงไม่เข้าใจ อีกอย่างท่านอายุมากแล้ว และน่าจะเป็นคนหัวโบราณ

พ่อกับแม่ของเขาที่เขาอาศัยอยู่ด้วย? ก็คงเป็นไปไม่ได้ พี่ชายและน้องสาวของเขาล่ะ? เขาก็ได้แต่คิด เขาไม่กล้าสักนิดที่จะพูดความในใจ เขารู้สึกมืดแปดด้าน และมองเห็นภาพตัวเองว่า และแล้ว วันหนึ่ง หลังจากใครๆ ในครอบครัวแต่งงานกันไปหมด เขาคงเป็นคนต่อไปที่ต้องแต่ง แล้วเขาจะทำยังไงดี?

“ผมไม่อยากหลอกผู้หญิงนะครับ ผมคงไม่ทำอย่างนั้น แต่แล้ววันหนึ่ง ทุกๆ คนก็คงสงสัยว่า ผมเป็นอะไร ถึงไม่แต่งงานซักที แล้วผมจะตอบพวกเขาว่ายังไงล่ะครับ?”

เขาคิดถึงทางออกทางหนึ่งที่น่าจะเป็นทางเดียวที่เขาจะทำได้ นั่นคือ หนีไปไกลๆ ไปให้ไกลที่สุด หายตัวไปจากทุกคนในชีวิตเขา ไปอยู่ในที่ๆ ไม่มีใครรู้จักเขา หนีไปจากครอบครัว ญาติมิตร เขาวางแผนว่า จะเริ่มเก็บเงิน แล้วก็หนีไปเลย ไม่บอกใคร

แต่แล้ว อีกความคิดหนึ่งก็แวบขึ้น

“ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไงครับ เวลาทุกๆ คนในบ้านแต่งงานกันไปหมดแล้ว ใครจะดูแลพ่อกับแม่ สุขภาพท่านไม่ค่อยดี แล้วถ้าผมหายไป พวกเขาจะรู้สึกยังไง แล้วตัวผมเอง คงอยู่อย่างลำบาก ทั้งเรื่องเงิน เรื่องที่ไม่มีใครที่รู้จักผม ไม่มีใครคุยด้วยเวลามีปัญหา แล้วต้องไปเริ่มต้นในที่ใหม่ที่ผมไม่มีใคร ผมจะทำได้เหรอ?”

null

อ่านแล้วก็รู้สึกหนักใจแทน อึ้งที่ไม่รู้จะให้คำตอบเขายังไงดี ถ้าเขาเกิดมาถามผม การเป็นเกย์และอยู่ในโลกของมุสลิม จะทำยังไง?

ความจริงศาสนาของพวกเขาไม่ได้เกลียดหรือรังเกียจคนเป็นเกย์นะครับ แต่ถ้าคุณเป็นเกย์ คุณก็เป็นได้ คุณรู้สึกได้ว่าคุณเป็นเกย์ แต่คุณจะไปมีเซ็กซ์ ไปทำพฤติกรรมรักเพศเดียวกันไม่ได้ ถือว่าเป็นบาป เรียกง่ายๆ ว่า เป็นเกย์ ก็เป็นไปสิ แต่อย่านอนกับผู้ชายด้วยกัน อย่าแสดงตัวตน หรือแสดงความรู้สึกให้ใครได้รับรู้ มันไม่ถูกต้อง
คนมุสลิมคิดอย่างนั้น

คุณผู้อ่านที่เป็นเกย์ หรือเป็นผู้ชาย หรือเป็นผู้หญิง ทำได้มั๊ยครับ? ห้ามตัวองอย่างนั้น หากจะทำได้ คุณคงต้องไปบวช หรือต้องเป็นคนที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศใดๆ เลย ในเมื่อเรื่องเพศ และเรื่องเพศสัมพันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์เช่นนี้?

คนในบอร์ดแห่งนั้นบอกอาซีมอะไรบางอย่าง นอกจากจะแนะนำว่า ก็ลองหาผู้หญิงที่รักเพศเดียวกันที่ตกอยู่ในสถานะลำบากเหมือนกัน แต่งงานกันซะสิ

ผมไม่รู้ว่า ศาสนาอิสลามรู้สึกยังไงกับการโกหกหลอกลวง แต่ผมเชื่อว่า คงไม่มีใครดีใจหรอก ที่รู้ความจริงว่า ชายหญิงสองคนนี้ไม่ได้รักกันจริงๆ แต่แต่งงานบังหน้าเพื่อกันและกัน

คำแนะนำอื่นๆ ในบอร์ดจากหลายๆ คนที่เขียนไว้ สำหรับผม อ่านแล้ว ก็ยังคงต้องเกาหัวแกรกๆ ล่ะครับ เพราะผมไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลย

นอกจากพวกเขาจะแนะนำให้อาซีมขยันสวดมนต์ และทำกิจวัตรของมุสลิมที่ดีต่อไปแล้ว พวกเขาหลายๆ คนยังบอกอีกว่า

จงจำไว้ว่า แนวทางอิสลามกำหนดไว้ ชีวิตที่ยากลำบาก คือการทดสอบของพระอัลเลาะห์ พระองค์ให้สติปัญญาแก่มนุษย์มาแล้ว เพื่อให้ผู้นั้นรู้จักฝึกตน และรู้จักอดทน ไม่ให้ยอมแพ้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าเป็นปํญหา ย่อมมีทางออก นั่นคือแนวทางชีวิตมุสลิมที่แท้จริง

ผมเดาว่า คงมีอาซีมหลายๆ คนที่อ่านคอลัมน์นี้อยู่ คุณๆ มีคำแนะนำอะไรให้กับมุสลิมหนุ่มชื่อ อาซีมวัย 24 บ้างมั๊ยครับ?

แชะ! แชะ! อดชื่นชมไม่ได้นะครับกับความสำเร็จของดีเจเอก แห่งกรีนเวฟ ผู้คนยังรักเขาทั่วบ้านทั่วเมืองหลังยอมรับว่าเป็นชายรักชายบนเวทีเดอะสตาร์ที่ผ่านมา ส่วนคนไม่เห็นด้วย ก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ
คงมีแต่ตัวเขาคนเดียวที่รู้ว่า การอยู่อย่างเปิดเผย ไม่ต้องคอยโกหก บิดเบือนประเด็นคำถาม และพูดอะไรได้อย่างใจต้องการน่ะ มันมีความสุขยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์กับใครเป็นไหนๆ แชะ! แชะ! เวทีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังเริ่มอย่างเป็นทางการแล้ว ตอนนี้ ใครๆ ก็กำลังหันมาหาเสียงกับเกย์และเลสเบี้ยน เพราะครั้งที่แล้ว เสียงตัดสินให้บุชเป็นปธน. วงในยืนยันมาว่า เป็นเสียงที่เหล่าเกย์และเลสเบี้ยนผู้นิยมริพลับริกันเทให้ นั่นแหละ แชะ! แชะ!

9 comments 0 มิถุนายน 23, 2008

Gay moments กับ Sex and the City

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ 14-15 มิถุนายน 2008 vitayamail@gmail.com

คนที่ไม่เคยดู “Sex and the City” เวอร์ชั่นทีวีมาก่อน อาจจะไม่แน่ใจว่า ไปดูหนังเรื่องนี้แล้วจะรู้เรื่องหรือเปล่า? ขอยืนยัน ไม่ใช่ปัญหา ยิ่งถ้าคุณเป็นเกย์ ยิ่งน่าไปดู

เพื่อนซี้สี่สาวในนิวยอร์ค: แครี่, มิแรนด้า, ซาแมนต้า และชาร์ล็อตต์ กลับมาอีกครั้ง พวกเธอกระโดดออกมาจากจอทีวี ไปอยู่บนแผ่นฟิล์ม แล้วก็สวยยิ่งขึ้นหลังจากห่างหายไปจากผู้ชมถึงสี่ปี มางวดนี้ สี่สาวนำเรื่องราวภาคต่อของชีวิตเซ็กซ์ ความรัก และความสัมพันธ์กับหนุ่มๆ ของพวกเธอ มาชวนให้คุณผู้ชมเอาไปคิดต่ออย่างสนุกสนานและมีสาระเช่นเคย

ซีรี่ย์สุดฮิตของ HBO เรื่องนี้ ทำมาจากหนังสือในชื่อเดียวกัน แล้วก็กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการทีวีที่ทำเอาคุณผู้หญิงและเหล่ามนุษย์สีรุ้งติดกันงอมแงมยาวนานถึงหกปี (1998-2004)

ผู้ชมต่างบ่นเสียดายเมื่อไม่มีการสร้างต่ออีก พอมาเป็นเวอร์ชั่นหนังในปี 2008 บรรดาแฟนคลับก็กระดี๊กระด๊ากันยกใหญ่ เหล่าไฮโซเมืองไทยมาร่วมงานโปรโมทหนังเรื่องนี้กันคับคั่ง แล้วบรรดาสินค้าแบรนด์เนมก็ทำเงินกันต่อไป

เวอร์ชั่นหนังเรื่องนี้ได้รับการเปิดตัวมายิ่งใหญ่ พร้อมๆ กับความไม่แน่ใจ สำหรับแฟนว่า จะออกมาดีเหมือนเวอร์ชั่นทีวีหรือเปล่า?

อันนี้อยู่ที่ฝีมือคนเขียนบท โปรดิวเซอร์ และผู้กำกับ และโชคดีไป ไม่ใช่คนอื่น นอกจากหัวเรือใหญ่ผู้ให้กำเนิด Sex and the City: คุณ “ไมเคิล แพทริก คิง” กับ “คุณดาเร็น เบ็นเน็ต สตาร์” คนแรกทำหน้าที่เขียนบทควบคู่ไปกับเป็นโปรดิวเซอร์

ที่สำคัญทั้งสองคนเป็นเกย์เลิกแอบแล้ว ตัวนายไมเคิลเอง เริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นตลกเดี่ยวไมโครโฟน เขาชอบอาชีพนี้มากก่อนจะผันตัวเองมาเป็นคนเขียนบทที่ปล่อยมุขตลกร่วมสมัยให้คุณๆ ได้หัวเราะกับความเป็นจริงของชีวิต ชีวิตทุกชีวิต ย่อมมีสิ่งท้าทาย หากยอมรับมันซะ แล้วคุณจะมีความสุขขึ้น คุณว่าจริงมั๊ย?

ส่วนคุณดาเร็น ก็คลุกคลีอยู่ในวงการทีวีมานาน ใครโตทัน คงจะเคยได้ยิน หรือได้ดูดราม่าเรื่องราวชีวิตเศรษฐีน่าหมั่นไส้อย่าง “Beverly Hills 90210” (1990-2000) กับอีกเรื่อง “Melrose Place” (1992-1999) ที่นำเสนอเรื่องราวของคนสวย คนหล่อทั้งนั้น ในอพาร์ตเมนท์เดียวกัน แล้วก็อิจฉาตาร้อน กลั่นแกล้งกันเอง พร้อมๆ กับ “ได้” กันเอง จนครบถ้วนทุกครัวเรือน เรียกว่า เน่าสุดยอด แต่ดังเปรี้ยง

สั่งสมประสบการณ์มาขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ซีรีย์และหนัง Sex and the City กลายเป็นตำนานแห่งวงการบันเทิงอย่างภาคภูมิสำหรับเขาทั้งสอง

มองลึกๆ ก็เพราะสองท่านนี้แหละที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา เป็นเกย์ ก็บอกเป็นเกย์ ไม่ต้องอำพรางตัว เขาเลยทำให้ Sex and the City มีฉาก เนื้อหา และบทพูดที่โดนใจเหล่ามนุษย์สีรุ้งเป็นพิเศษ ไม่เหมือนใคร ถึงเวลาอยากจะพูดเรื่องเกย์ ก็พูดตรงๆ ไม่ต้องกลัวคนจะรู้ว่า คนเขียนก็เป็นเกย์เหมือนกัน อิสระดีแท้

ภาพรวมของหนังเรื่องนี้ก็คือ ตลกสำหรับผู้ใหญ่ที่ทำออกมาได้โดนคนเป็นผู้ใหญ่ที่ยังคึกคักอยู่ บางฉากแม้จะโป๊เปลือย แต่ก็ไม่อนาจาร เมื่อเรื่องเซ็กซ์ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมนุษย์ที่สุด แต่มนุษย์กลับสับสนมากที่สุด ถูกนำมาเล่าเสียใหม่ ในอีกมุมมอง แล้วก็มีเรื่องเกย์ๆ นี่แหละผสมผสานเข้ามา

dante window

ตลอดทั้งเรื่อง คุณจะได้เห็นการสอดแทรกบทบาท ลีลา คารม และความรู้สึก “Homoerotic” แค่เปิดเรื่องมา ผมก็อดอมยิ้มไม่ได้ล่ะครับ แต่อยากจะหอมแก้ม ขอบคุณคนเขียนบทซะมากกว่า เล่าให้ฟังนิดนึง

บนถนนแห่งนิวยอร์ค เปิดตัว แครี่ ซาแมนต้า ชาร์ล็อตต์ และมิแรนด้า พวกเธอเดินเข้ามาทักทายกันบนฟุตบาทขนาดกว้างสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของนิวยอรค์ที่มักจะมีผู้คนคลาคล่ำเดินขวักไขว่ ซาแมนต้า สาวใหญ่ที่รักการมีเซ็กซ์เป็นชีวิตจิตใจ ก็เหลือบไปเห็นหนุ่มหล่อเดินสวนมา เธอส่งสายตาวิบๆ ให้ ฉับพลัน หนุ่มหล่อก็เดินเฉียดเธอไป แล้วเข้าไปสวมกอดแนบแน่นกับหนุ่มอีกคน สี่สาวหันมอง แล้วก็หัวเราะอารมณ์ดี

ฉากนี้เรียกว่า ฮุคกลุ่มผู้ชมอย่างผมเข้าไปจังๆ กับชีวิตยุคปัจจุบัน เกย์ที่เปิดเผยตัวเอง มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าคุณรู้สึก friendly กับพวกเขาแล้ว คุณจะไม่รู้สึกว่า มีใคร หรือมีอะไรมาทำให้คุณรู้สึกแปลกแยก ณ ตรงนั้น ลองมองเสียใหม่ว่า เรื่องรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องธรรมชาติสิครับ คุณๆ ที่ไม่ค่อยชอบเกย์ คงจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง ไม่อึดอัดขัดเคืองอารมณ์โดยใช่เหตุ

และแล้วตัวละครเกย์สองคนก็กลับมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่า เป็นความตั้งใจของโปรดิวเซอร์ และคนเขียนบทหรือเปล่าที่เลือกตัวละครเกย์ทั้งสอง ที่ไม่หล่อ ไม่เท่ แต่ฉลาดมาอยู่ในเรื่องนี้

คนแรก “สแตนฟอร์ด” หนุ่มศีรษะล้าน ตัวเตี้ย เหมือนมะขามป้อม เพื่อนซี้กับแครี่ ส่วน “แอนโทนี่” ออกสาวนิดๆ พูดกวนๆ ตรงๆ ไม่ไว้หน้าใคร เป็นเพื่อนสนิทกับชาร์ล็อตต์ สองคนนี้ไม่ค่อยลงรอยกันหรอก ที่น่าสนใจก็คือ เรามักเห็นตัวละครที่เป็นเกย์ในหนังฝรั่ง หรือซีรีย์ฝรั่งที่จะดูหล่อ สูง และ “น่ากิน” มาเยอะ แต่ตอนนี้ มีอีกสองแบบให้เลือกชม

ตอนเป็นซีรี่ย์อยู่ HBO ผมจำได้แม่น Episode หนึ่ง สแตนฟอร์ดมีนัดบอด เขาบอกรูปร่างลักษณะของเขาไปตรงๆ แล้วก็บอกว่า อยากเจอคนที่เหมือนๆ กัน ฉากนี้เจ็บมากครับ เพราะโจทย์คือ คนไม่หล่อ มักจะไม่ได้เดทกับคนหล่อๆ คนหล่อๆ ก็มักไปกับคนหล่อๆ คิดอย่างนี้ สำหรับคนไม่หล่ออย่างเขา เขาเลยตัดสินใจ นัดเดทกับคนที่ไม่หล่อเหมือนกัน

ฉากนั้นสแตนฟอร์ด มารอเดทตรงถนนมุมหนึ่ง และแล้วเดทของเขาก็โผล่มา หน้าตา รูปร่าง อายุ เหมือนสแตนฟอร์ดเดี๊ยดๆ แล้วเดทของเขา ก็ออกอาการอึ้ง ไม่คิดว่า จะมีคนหน้าตาเหมือนตัวเองซะขนาดนี้ พอเห็นแล้วชัดๆ แล้ว เดทก็เผ่นหนีไป

ไม่รู้ว่าจะสงสาร หรือขำ หรือเห็นใจสแตนฟอร์ดดีล่ะครับ

stand_stand

ในเวอร์ชั่นหนังโรง มีอีกฉากที่พลาดไม่ได้

หลังจากร่อนไปกับผู้ชายคนโน้นคนนี้มานาน ซาแมนต้าสาวใหญ่ก็ตกลงจริงจังกับนายแบบสุดโรแมนติก แต่แล้ว เธอก็หนีไม่พ้นความรู้สึกลึกๆ ของเธอที่ชอบผจญภัยไปบนร่างกายของเพศผู้ ฉากนี้ ซาแมนต้าบังเอิญกลายเป็นนักถ้ำมองจำเป็น เมื่อเจอเพื่อนบ้านหนุ่มหล่อละติน กำลังมีเซ็กซ์กับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า และอีกฉาก หนุ่มคนเดียวกันกำลังยืนแก้ผ้าอาบน้ำกลางแจ้งโทงๆ พร้อมเชิญชวนให้เธอ “มาอาบน้ำกันมั๊ยครับ”

dante_shower

มุมกล้องเด็ดมากครับ กับฉากเปลือยฉากนี้ คนดูเพลินไปกับภาพ แต่คนเขียนบทก็ทำให้คนดูคิดต่อไปในเรื่อง ก็ต้องลุ้นล่ะว่า ซาแมนต้าจะกระโจนไปอาบด้วยหรือเปล่า?

ความรู้สึกอย่างนี้แหละที่ถูกนำมาใช้หลายๆ ครั้ง ใน Sex and the City บางครั้งผมว่า คนเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ตัวเองต้องการอะไรกันแน่ เราเลยต้องหัดตั้งคำถาม ถามตัวเองอยู่บ่อยๆ และหลายๆ ครั้ง แม้จะยังไม่รู้คำตอบ เราก็คงต้องรอจนกว่าจะไปได้เจอเรื่องราวนั้นจริงๆ หรือปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากนั้นก่อน คนเราถึง “คิดได้” กระมัง?

dante shirtless

หากดูหนังโรงเรื่องนี้แล้ว คุณอาจจะอยากกลับไปดูซีรีส์หกปี และมี 90 กว่า Episodes ของ Sex and the City รับรองคุณจะไม่ผิดหวัง และอาจคิดอะไรใหม่ๆ ได้กับชีวิต เซ็กซ์ รัก และความสัมพันธ์ของคุณกับตัวคุณเอง และคนรอบข้าง

แชะ! แชะ! เกย์พาเหรดประจำปีเริ่มขึ้นแล้วเดือนนี้ครับที่อเมริกา และหลายๆ เมืองใหญ่ทั่วโลก บ้านเรา ที่กรุงเทพฯ อาจจะมีปลายปีนี้ในรูปแบบใหม่ โดยผู้จัดคณะใหม่ เอาใจช่วย หวังว่า คงจะมีอะไรใหม่ๆ ให้ชมปลายปี แชะ! แชะ! ใครอยากเห็น “The Rock” อดีตนักมวยปล้ำ ที่มาดังในโลกภาพยนตร์จูบกับ “สตีฟ คาเรลล์” (คนที่เล่นเรื่อง 30 ยังเวอร์จิ้น) รอดู “Get Smart” หนังตลกเรื่องใหม่ พอถึงบทจูบ The Rock บอกว่า ใครๆ เค้าก็เล่นกัน ทำไมผมจะเล่นบทนี้ไม่ได้ ก่อนหน้า The Rock ก็เคยเล่นบทบอดี้การ์ดที่เป็นเกย์มาแล้วใน “Be Cool” นักแสดงหล่อ ล่ำ ฉลาด แถมไม่เกลียดเกย์อีก รักตายเลย! สตีฟยังบอกอีกว่า รสจูบของหนุ่มบึ้ก หอมหวานม้าก แชะ! แชะ!

11 comments 0 มิถุนายน 15, 2008

การคัดกรองเลือดสะอาดโดยปราศจากอคติทางเพศต่อเกย์และกะเทย

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2551 วัน
“วันผู้บริจาคโลหิตโลก 2551”

เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ (THQN) ร่วมกับ
คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (TNCA)
คณะที่ปรึกษาชุมชนชายที่มีความหลากหลายทางเพศ (M-CAB)

เชิญร่วมกิจกรรม(ใส่ดำ) เพื่อสนับสนุน

การคัดกรองเลือดสะอาดโดยปราศจากอคติทางเพศต่อเกย์และกะเทย
ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

โดยมีกำหนดการดังนี้

เวลา 10.30 น. เดินขบวนเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิตโดยปราศจากอคติ
ทางเพศต่อเกย์และกะเทย (จากถนนพัฒพงศ์ ซอย 2 ไปยังศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ)
นำขบวนโดย น้องโหน่ง “กังสดาล วงศ์ดุษฎีกุล
Miss Tiffany universe ปี2551”

เวลา 11.00 น. ยื่นหนังสือเพื่อแสดงเจตนารมณ์ต่อ
พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด
ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

(หน้าตึกศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์)
โดย ตัวแทนจากภาคประชาสังคม
เวลา 11.30 น. มอบดอกกุหลาบแดงผูกริบบิ้นขาวให้กับชมรมผู้ป่วยธาลัสซเมีย
และ ร่วมกิจกรรมเขียนข้อความเชิญบริจาคโลหิตบนกำแพงแห่งมนุษย์ธรรม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก คุณดนัย (เมี้ยว) 08-1355-0696, คุณนพรัตน์ (นก) 08-6983-0945

Add comment 0 มิถุนายน 13, 2008

สัมมนาเรื่องเพศน่าฟัง “Inside/Out in Queer Studies”

“Inside/Out in Queer Studies”
จันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2551

ห้อง 707 อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เปิดรายการ

13.00 – 13.10 (10 นาที)
-หัวหน้าภาควิชากล่าวเปิดโครงการสัมมนา
-ผู้ดำเนินรายการชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการ
-สรุปแนวคิดพื้นฐานของการสัมมนา
-แจ้งกำหนดการและลำดับของรายการสัมมนา

13.10 – 14.10 (60 นาที)
The Queer History of Gender and Sexuality in Thailand: Notes For a History of Phet
- Assoc. Prof. Dr. Peter A. Jackson Deputy Convenor and Senior Fellow,
Division of Pacific and Asian History, The Australian National University

14.10 – 14.20 (10 นาที) พักรับประทานของว่าง 10 นาที

14.20 – 14.50 (30 นาที) “ทอม ไทยและเทศ” บนจอและแผ่นกระดาษ”
วริตตา ศรีรัตนา M.A. Colonial & Post Colonial Literature, Warwick, UK

14.50 – 15.20 (30 นาที) ตัวตนที่หล่นหาย: การแสวงหาอัตลักษณ์เกย์เม็กซิกัน- อเมริกัน
ใน Butterfly Boy

ศรัณย์ มหาสุภาพ
นิสิตบัณฑิตศึกษาประจำภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ

15.20 – 15.30 (10 นาที) สรุปผลและปิดโครงการสัมมนา

For more info, please contact Department of Comparative Literature,
Tel, 02-2184795 or contact s_mahasupap@hotmail.com

5 comments 0 มิถุนายน 12, 2008

อัน “Fag Hag” “สาว Y” แล… “ชะนี”

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com

สามคำนี้ หมายถึงผู้หญิงที่มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับชีวิตเกย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พวกเธออาจจะเป็นคนๆ เดียวกัน แต่ใส่หมวกสลับไปสลับมาสามใบ แต่ละใบมีชื่อเรียกต่างกันตามชื่อตอนข้างต้น หรือพวกเธออาจจะมีบทบาทเฉพาะของตัว ไม่ซ้ำซ้อน และไม่สับเซ็ท ให้วุ่นวาย

แต่จะยังไงก็ตาม อย่าเพิ่งสับสนนะครับ มาลองฟังความรู้สึกของพวกเธอเลย

นางสาว “Fag Hag” (อ่านว่า แฟ็ค แฮ็ค) ชื่อของดิฉัน เป็นแสลงอเมริกัน คำว่า Fag (Faggot) เป็นคำด่าเกย์ ประมาณว่า ไอ้ตุ๊ด หรืออีตุ๊ด ให้เกย์ “ใจเสาะ” เจ็บช้ำน้ำใจเล่นนั่นแหละ
ส่วนคำว่า Hag หมายถึง หญิงแก่น่าเกลียด หรือนังแม่มดใจร้าย ประมาณนั้น เมื่อนำมารวมกันแล้ว ฟังดูไม่ดีเลยใช่มั๊ย?

อย่าไปสนใจความหมายทำร้ายจิตใจตรงนั้น มันก็แค่คำพูด มาดูที่บทบาทและความสำคัญกันดีกว่า

คำว่า Fag Hag โดยทั่วไป หมายถึงหญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิท เพื่อนซี้ปึ้กกับหนุ่มเกย์ ไปไหนมาไหนด้วยกัน เฮไหน เฮนั่น เพื่อนชั้นจะไปบาร์เกย์? แน่นอน ชั้นไม่ยั่น สนุกจะตาย เต้นเข้าไปสิ ผู้ชายหล่อล่ำ ถอดเสื้อ เหงื่อกาฬงี้ท่วมเป็นทาง แถมยังมายืนตัวเปียกรายล้อมตัวชั้น รู้สึกดีๆ ยังไงก็ไม่รู้ อีกอย่าง แต่ละหนุ่มน่ะ เต้นกันมันส์ ๆ ทั้งนั้น

หาอย่างนี้ไม่ได้หรอกในผับบาร์ชายหญิงทั่วไป และคงเป็นเพราะตัวชั้นเองก็ออกจะเซ็งๆ ด้วย

ทำไมล่ะ ก็ในบาร์ชายหญิง เต้นไปเต้นมาโดนมือใครก็ไม่รู้มาโดนนม โดนก้น แต่เต้นอยู่กะเพื่อนเกย์ในบาร์เกย์ พวกเค้าทั้งปกป้อง คุ้มครอง เป็นห่วงเป็นใย ถามไถ่ตลอด เอาอกเอาใจสารพัด อีกอย่างที่หลายๆ คนอาจไม่รู้นะ ชั้นน่ะ จะเต้นท่า “แรด หรือกระซู่” ยังไง ก็ไม่โดนสายตาเพศผู้หรือเพศเมียด้วยกันเหยียดหยามแน่นอน!

ในมวลหมู่เพื่อนเกย์ของชั้น ชั้นจึงเป็นไข่แดงแรงฤทธิ์ ที่ไม่มีคิดจะเข้ามาเจาะ! สบายเนื้อสบายตัวไปอีกแบบ

คบกับเพื่อนเกย์หล่อๆ เท่ๆ เริดจะตาย ไปไหนมาไหน คนมองกันตรึม แต่..บางทีชั้นก็นึกนะว่า ตัวชั้นน่ะมัวมาทำอะไรอยู่พวกนี้ พวกเค้าไม่มีวันเลิกเป็นเกย์ แล้วขอชั้นแต่งงานแน่ๆ แต่ก็เอาเถอะ ชั้นรู้สึกว่า ชั้นมีเพื่อนดีๆ แสนวิเศษก็พอใจแล้ว คิดว่าได้เพื่อนดี ดีกว่ามีแฟนห่วย อยู่กับพวกเค้า เค้าไม่หลอกชั้นแน่ๆ สวยก็บอกว่าสวย เสล่อเค้าก็พูดออกมาตรงๆ พวกเค้าพูดตรง ก็เพราะอยากเห็นชั้นได้ดีไงล่ะ

แหล่งมองหา “Fag Hag”

คุณผู้อ่านก็ลองมองดู ตามร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านคาราโอเกะทั่วไป ที่ไหนมีหนุ่มหล่อๆ มาเป็นกลุ่ม แล้วมีหญิงนางหนึ่ง หรือสองนางปนอยู่ด้วย นั่นแหละ พวกเธอล่ะ แต่น่าเสียดายจังครับ คำนี้ยังไม่มีแปลไทย เลยไม่รู้จะเรียกพวกเธอด้วยภาษาไทยยังไง และอีกอย่าง ที่น่าสนใจก็คือ พวกเธอหลายๆ คนในประเทศไทย ก็ไม่เห็นมีใครเรียกตัวเองว่า Fag Hag แต่เราจะพบคนดังในหนัง ในละครที่เป็น Fag Hag ประจำ ก็อย่างเช่น “Grace” (รับบทโดย Debra Messing จาก ซิทคอมดังของสถานีเอ็นบีซี เรื่อง “Will & Grace”) ที่ผมชื่นชอบมากอีกคนก็คือ คุณ Tori Spelling ลูกสาวคนสวยของโปรดิวเซอร์ชื่อดัง ลองไปหาดูนะครับ คุณทอรี่ ในบทเพื่อนนักแสดงของพระเอกในหนัง “Trick” ฉากที่เธอแจ๋นไปซะทุกเรื่องน่ะ ทำเอาผมหลงรักเธอเต็มๆ

พบกับผู้หญิงอีกคน “สาว Y”

คำว่า “Y” นี้ไม่ได้มาจากคำว่า “ทำไม” แต่ชั้นเป็นสาวอิมพอร์ตมาจากญี่ปุ่น ตั้งแต่ช่วงปี 1970 โน่น “Yayoi” (อ่านยาวอิ สาวไทยบางคน ก็อ่าน ยาโยย บ้าง ยาโยอิ บ้างตามถนัด) หมายถึงความรักของผู้ชายที่มีให้ผู้ชายด้วยกัน คงเคยได้ยินการ์ตูนหรือนิยายแนว “บอยส์เลิฟ (Boy’s Love)” ใช่มั๊ย นั่นแหละ คืออาหารชั้นเยี่ยมที่สาว Y อย่างชั้นชอบ

คือพวกชั้นน่ะเทิดทูนบูชาความรัก ไม่ว่าจะเพศไหนน่ะ แต่บังเอิญมาติดใจความรักของผู้ชายกับผู้ชายน่ะสิ ติดหนึบ ติดแงมเลยล่ะ ทั้งๆ ที่ Yayoi หลายเรื่องจากญี่ปุ่น ก็พูดซ้ำๆ กันอยู่ได้ระหว่างความรัก ความสัมพันธ์ต่างวัย คุณจะสังเกตได้ ชายคนหนึ่งต้องอายุมากและมีอำนาจเหนือกว่าอีกคน ที่มักจะมาจากบ้านนอก ดูอ่อนแอ และแลดูเป็นผู้หญิงที่ต้องมีบทบาทตายตัว เปลี่ยนไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือ “เป็นรับ”

เอาเถอะ ชั้นก็ชอบแบบของชั้น ใครจะว่าอะไรก็ว่าไป แต่ที่ไม่ชอบใจที่สุดก็คือ คุณตำรวจเมืองไทยนี่สิ ชอบกวาดล้างหนังสือแนวนี้ เหมารวมเอาว่า ทำให้เยาวชนเสื่อมเสีย เพราะลามกอนาจาร อนาจารตรงไหน? ผู้ชายจูบกัน มีความรักกัน น่ารักจะตาย

รู้มั๊ยล่ะว่า สาว Y อย่างชั้นน่ะ พบกับความยากลำบากเอามากๆ ถึงขนาดต้องเอาหนังสือแนวนี้ไป
แอบซ่อนไว้ กลายเป็นคนต้องแอบ ก็กลัวพ่อแม่เห็น กลัวเค้าจะคิดว่า เราเป็นโรคจิตน่ะ มาชอบอะไรทำนองนี้ ซึ่งพ่อแม่ตามเรื่องพวกนี้ไม่ทัน ก็เข้าใจท่านนะ แต่ก็อยากให้ผู้ใหญ่เข้าใจด้วยเหมือนกันว่า ชั้นก็เป็นสาว Y อย่างนี้แหละ มันคือ งานอดิเรกที่ไม่มีพิษมีภัย อีกอย่าง สาว Y อย่างชั้น มักไม่ไปบาร์เกย์ หรือเป็นไข่แดงในหมู่เกย์หรอก เพราะฉะนั้น ชั้นกับ Fag Hag ไม่เหมือนกันก็ตรงนี้แหละ

แหล่งพบสาว Y:

คุณผู้อ่าน ลองมองตามร้านการ์ตูน และเว็บไซต์ สาว Y ในเมืองไทย เป็น community ที่ใหญ่มาก ลองเซิร์ชดู อ้อ ต้องบอกด้วยนิดหนึ่ง สาว Y ส่วนใหญ่ ไม่ได้คิดจะมีอะไรกับหนุ่มเกย์ เพียงแต่ชื่นชอบ ชื่นชม ที่หลายๆ คนกล้าหาญ กล้าที่จะยอมรับความจริงของตัวเอง และก็อยู่กับมันอย่างมีความสุข ต้องอย่างนี้สิ สาว Y จะได้มีอะไรให้รื่นรมย์ สมใจต่อไปอีกนาน

พบกับ “ชะนี”

คุณผู้หญิงหลายคนไม่ชอบโดนเรียกว่าชะนี หรือน้องนีหรอก เพราะจริงๆ ชั้นไม่คิดจะไปแย่งอะไรใคร แน่นอนคำนี้ ไม่มี่ทางหลุดปากมาจากผู้ชายทั่วไปได้หรอก เพราะโดนเกย์ และกะเทย เอาไปใช้ซะปรุไปหมด

ยิ่งเวลาต้องโปรยเสน่ห์ให้กับ target group แข่งกัน หญิงสาวที่ต้องการลงสนามแข่งด้วย จะโดนเกย์/ กะเทย เรียกว่า ชะนี ไปในทันที เพราะชะนีมีเสียงร้องว่า “ผัว ผัว ผัว” คนเรียกก็มักจะเป็น เกย์สาว หรือกะเทยซ้า คิดได้นะ ส่วน “ผัว” ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ที่เห็นๆ อยู่ตรงหน้า ก็จะดูมีราคาขึ้นไปในบัดดล เมื่อมีการชิงชัยจากหลายฝ่ายเกิดขึ้น

นักต่อสู้เรื่องสิทธิสตรี ไม่ค่อยชอบคำว่าชะนี และกำลังรณรงค์ ไม่ให้ใช้กัน ชั้นก็ไม่ค่อยชอบหรอก อยู่ๆ มาเรียกชั้นเป็นค่าง บ่าง ชะนี ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีพฤติกรรมหลอกล่อผู้ชายปานนั้น เอาเถอะ เร็วๆ นี้ ชั้นได้ยินมาคำนึง น่าจะมีมาพอสมควร และน่าจะช่วยลดทอนการดูถูกดูแคลนกันได้ ก้อพอผู้หญิงโดนเรียกว่า ชะนี หนุ่มเกย์ก็โดนเรียกเป็น “เก้ง” ในทันใด อุ๊ย เรามาตั้งกองทุนอนุรักษ์สัตว์กัน!

แหล่งพบ “ชะนี”

คุณผู้อ่านที่เป็นใครก็ได้ มันก็ในใจคุณๆ นั่นแหละ คุณเรียกใครว่า ชะนี หรือเปล่า แล้วคนเรียกเค้าชอบหรือเปล่า แต่จริงๆ ผู้หญิงคนนั้นในกลุ่มเพื่อนเกย์ บางคนก็จะเรียกตัวเองว่า ชะนี เพื่อความครึกครื้นกันในกลุ่ม เฮๆ ไป ได้อรรถรสในการพูดจา แต่อยู่ดีๆ คุณๆ อย่าไปเรียกพวกเธอว่าชะนี โดยไม่มีเหตุแวดล้อมล่ะ

ทีเกย์บางคนไม่อยากโดนเรียกว่า ตุ๊ด ก็เหมือนกับผู้หญิงบางคนน่ะ เค้า ไม่อยากโหนต้นไม้ แล้วกลายเป็นชะนี
ภาพนี้จากเรื่อง Trick

17 comments 0 มิถุนายน 9, 2008

ใครคัน…(อยากทำหนัง) มาทางนี้

วิทยา แสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com

ประเทศไหนๆ ในเอเชีย ก็มีเทศกาลหนังเกย์และเลสเบี้ยนกันเป็นแถว ขนาดสังคมเคร่งๆ อย่างเกาหลีใต้ หรือสังคมชายเหนือหญิงอย่างญี่ปุ่น ก็จัดติดต่อกันมานาน เหลือก็แต่สยามเมืองยิ้มนี่แหละ

หากคุณเป็นคนรักหนังก่อนยุค House Rama และอินดี้ตีตั๋วที่ลิโด้-สกาลา คุณจะหาหนังเกย์และเลสเบี้ยนใหม่ๆ แต่ละที (ไม่นับดีวีดีเถื่อนแถวสีลม) ก็คงต้องรอตามดูเทศกาลหนังสั้นทั่วไป หรือเทศกาลหนังประจำปีของประเทศ ซึ่งมักจะมีหนังเกี่ยวกับชาวสีรุ้งมาคละๆ อยู่ ให้พอหายอยาก

แต่ถ้าคุณตาไม่ถึง อ่านโบรชัวร์ ไม่ละเอียด หรือไม่ติดตามมาก่อนล่วงหน้า คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า มีของดีอยู่ในนั้น กว่าจะรู้ ก็หมดรายการไปซะแล้ว หลายที และจะบอกว่า เทศกาลหนังประจำประเทศที่ผ่านๆ มา หนังเกย์และเลสเบี้ยน มักจะโดนจองบัตรเต็มก่อนเรื่องอื่นๆ เสมอ…ไม่รู้เป็นไร?

จริงๆ บ้านเราก็เคยมีเทศกาลหนังเกย์และเลสเบี้ยนเหมือนกัน ถือเป็นงานสำคัญที่น่าตื่นเต้นงานหนึ่งเชียวล่ะ แต่เสียดาย มันกลายเป็นพลุนัดเดียว ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ในเดือนพ.ย. 2545 เกย์ฟิล์มรายการหนึ่งเกิดขึ้น มีคนดูเยอะพอสมควร แต่ไม่มีคนสานต่อ

งานแบบนี้ต้องคนไฟแรงเท่านั้นถึงจะไหว ผมยังจำได้ว่า คุณพี่ไมเคิล เชาวนาศัย ผู้จัด (ผู้สร้างและนักแสดงนำเรื่อง Iron Pussy) บ่นว่าเหนื่อยมากๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ ต้องวิ่งเองแทบทุกอย่าง ไปที่สนามบิน รอรับฟิล์ม เพื่อนำมาฉายให้ทันก็ทำมาแล้ว

แต่งานนั้นมีแต่หนังเทศซะส่วนใหญ่ หาคนทำหนังไทยเกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยนยากเต็มทน ความกระตือรือร้นของคนอยากทำหนังเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสองสามปีมานี้เอง และน่าสนใจตรงที่ มันมาพร้อมๆ กับจำนวนผู้คนที่เลิกแอบมากขึ้นในสังคม จะบอกว่า ปัจจุบัน มีคนอยากสื่อสารถึงตัวตนของตัวเองมากขึ้นได้มั๊ย ?

แต่ที่ชัวร์ ๆ เลยก็คือ เวลาเปลี่ยนไป ทัศนคติใหม่ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นกันได้ ใครคิดจะแอบตลอดชีวิต และสำทับตัวเองตลอดว่า คงไม่มีทางสำหรับฉันที่จะเปิดกับใครๆ ก็โปรดคิดเสียใหม่

มาในปีนี้ ต้องขอบคุณ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)” เราจะมีเทศกาลหนังสั้นเกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยนเกิดขึ้น ต่อไปนี้ หนังสั้นเกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยนคงจะมีที่ยืนประจำ และที่สำคัญ มันเป็นหนังฝีมือคนไทย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับไทยแลนด์ล้วนๆ และเป็นหนังใหม่จำนวน 15 เรื่อง

โครงการนี้ “Thai Queer Short Film” หรือ “โครงการประกวดหนังสั้นสีรุ้ง #1” คล้ายๆ กับโครงการของเอดส์แอ็คเซ็สที่เคยเล่าไปน่ะครับ (เช่นในปีหนึ่ง ใช้คอนเซ็ปท์ว่า “หนังม่านรูด” ที่พูดถึงเรื่องเพศ และเพศสัมพันธ์ล้วนๆ และสร้างความฮือฮามากทีเดียว) สำหรับ Thai Queer Short Film นี้ เขาจะให้ผู้สนใจส่งแนวความคิดของเรื่องเป็นโครงเรื่องที่จะสร้างหนังหนึ่งหน้ากระดาษ มาให้อ่านกันก่อน ความยาวของหนัง จะไม่เกิน 15 นาที จัดมาเป็นทีมๆ ละไม่เกินสามคน

“เนื้อหาของหนังสั้นจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลดอคติ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ดี และเป็นธรรมต่อคนรักเพศเดียวกัน คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ”

กรรมการจะคัดเรื่องที่ส่งเข้าประกวดจำนวน 15 เรื่อง แล้วจัดอบรมการทำหนังสั้นเบื้องต้น พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ งบประมาณต่อการสร้างหนังหนึ่งเรื่อง อย่าตกใจ… 5,000 บาท ไม่ได้พิมพ์ผิด

คุณจะทำหนังสั้นในงบนั้นได้อย่างไร? อันนี้แหละเป็นสิ่งท้าทาย เค้าจะบอกวิธีทำหนังราคาประหยัดให้ และผมคิดว่า คนที่ไม่ได้เรียนมาทางภาพยนตร์น่าจะได้เปรียบเพราะในหัวของเขา จะไม่รู้อะไรเลย แต่ในใจ อยากจะทำ

ผู้ชนะ รางวัลที่หนึ่ง จะได้รับเงิน 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล (สายตะพาย-ถังน้ำ-และจานรอง -ฮา…คงไม่มี) ที่สอง 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และที่สาม เท่าทุนครับ 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล ส่วนรางวัลขวัญใจผู้ชม ก็จะได้ 5,000 เช่นกัน

อย่าไปคิดถึงรางวัลเลย ถ้าคุณรักหนัง อยากลองทำหนัง หลังจากดูหนังมาแล้วหลายๆ เรื่อง แล้วเคืองกับบท ไม่ว่า บทกะเทยเป็นผู้ร้าย บทเกย์ ทอม เป็นโรคจิต หรือกลายเป็นเหยื่อของสังคม แสนอาภัพ หรือคุณแทบจะหาเกย์คู่รักให้ชื่นใจได้น้อยเต็มทนในแผ่นฟิล์มไทย
หรือคุณอยากนำเสนอชีวิตของตัวคุณเอง คนรอบข้าง แฟนเก่าๆ กิ๋กที่เพิ่งเลิก หรือโลกแฟนตาซีที่คุณหวังจะได้เจอใครสักคน?

นี่แหละเป็นเวทีของคุณแล้ว มาลุยกันดีกว่า (เปิดรับโครงเรื่อง 1 หน้ากระดาษ ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. -20 มิ.ย. 2551 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.thaiqueershortfilm.net)

แชะ! แชะ! หลังจากรณรงค์กันอยู่สองปี กระทรวงสาธารณสุขของรัสเซียก็ยอมให้เกย์บริจาคเลือดได้ คงไม่ได้เลียนแบบไทยแลนด์หรอก แต่เป็นเพราะมันคือ การเลือกปฏิบัติที่มีมายาวนาน เพราะความเชื่อที่ว่า เกย์ทุกคนมีความเสี่ยง ความจริงๆ ใครก็เสี่ยงถ้าไม่มีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย แชะ! แชะ! ตามความเชื่อ เด็กผู้ชายในเคนย่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขลิบ เรื่องขลิบไม่ขลิบเคยเป็นประเด็นการเมืองร้อนแรงมาก่อนในประเทศนี้ แต่ล่าสุดใครใคร่ขลิบ สูเจ้าจงไปขลิบ และรัฐมีบริการขลิบให้ฟรีอีกต่างหาก เด็กหนุ่มที่ไปขลิบเชื่อว่า การขลิบจะลดความเสี่ยงติดเชื้อ HIV ได้ อันนี้ยังพิสูจน์กันไม่จบ แต่ถ้าหนุ่มไทยอยากขลิบ ก็ดูความเหมาะสมเอาเองละกัน ไม่ต้องไปเชื่อใคร แชะ! แชะ!

6 comments 0 มิถุนายน 1, 2008

วันส้มหล่น


วิทยา แสงอรุณ vitayamail.@gmail.com 24-25 พ.ค. 2008 เมโทรไลฟ์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์

เช้าวันหยุดอย่างนี้ “สิทธา” ตั้งใจไว้เป็นพิเศษว่าต้องทำให้สำเร็จ เขาไม่มีเซ็กซ์มาเกือบเดือนแล้ว และนี่เป็นวันหยุดในรอบกี่ปีของเขาก็ไม่รู้ที่เขาจะได้หยุดจริงๆ และมีเวลาทำอะไรเพื่อตัวของตัวเอง

เขายอมรับว่า เขาไม่ได้เป็นคน “ผื่นขึ้น” บ่อยๆ แต่เวลามันขึ้นที เขาก็ “คัน” เหมือนตกดงหมามุ่ย แต่เขาก็เป็นคนช่างเลือกนะ และนี่กระมัง คงเป็นเหตุผลที่เขาไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน

พอแล้วล่ะ สำหรับคำแก้ตัว แล้วผมก็บอกให้เขา รีบๆ เล่า เข้าเรื่องเสียที

วันนั้น เขาแชทไปประมาณ 7-8 คน ไม่น่าเชื่อว่า เวลาเก้าโมงเช้า จะมีคนแวะมาคุยเยอะแยะขนาดนี้ แต่ที่เขาทึ่งเสมอก็คือ ประเทศไทย มีเกย์เยอะมากๆ ผมไม่รู้ว่า เขาพูดประโยคนี้ด้วยวัตถุประสงค์อะไร แต่เราก็ได้ยินคำพูดแบบนี้บ่อยๆ พอๆ กับที่ว่า สมัยนี้ ทำไมเกย์เยอะจัง (เยอะแล้วทำไม?)

น่าเสียดายนะครับ คุณผู้อ่าน ประเทศไทย ก็มีคนที่ยังไม่เลิกแอบน่ะ เยอะเหมือนกัน

หลังจากเวลาผ่านไปสามชั่วโมง เขาเริ่มเบื่อหน่ายกับคนที่แวะเวียนมา แล้วก็บล็อกเขาไป หรือไม่เขาก็เป็นคนบล็อกเสียเอง แต่มีคนหนึ่ง ที่ยังไม่ยอมบล็อกเขา ทั้งๆ ที่เขาก็อยากจะบล็อกเต็มทน

“ก็รูปที่ส่งมามันมัวน่ะครับ กล้องก็ไม่มี แล้วผมจะรู้ได้ไงว่า เขาหน้าตาโดนหรือเปล่า? แต่ก็คุยโออยู่นะ” เขาเล่า

พี่ว่างถึงกี่โมง ให้ผมแวะไปหามั๊ย อยู่ใกล้ๆ กันนิดเดียว เดี๋ยวผมนั่งรถไปเลย อีกฝ่ายเร่งเร้าเขา สิทธามองดูนาฬิกา พร้อมใจที่หวั่นๆ

ถ้าน้อง “หน้าตามองไม่เห็นชัด” แวะมาหาเขาที่บ้าน แล้วหน้าตาไม่โอเลย เขาจะทำยังไง ไล่น้องกลับบ้าน? ชวนคุยพอเป็นพิธี แล้วขอตัวไปทำธุระ? หรือกระโดดขึ้นเตียง หลับตา ไม่ต้องเลือกมาก?

“ถึงผมจะหื่น แต่ผมก็มีสติอยู่นี่ครับ” สิทธาบอก แล้วสรุปว่า เขาไม่เลือกข้อใดเลย เพราะว่า เขาติดธุระตอนบ่าย ถ้าใครแวะมาหา ก็น่าจะมีเวลาให้สักสองสามชั่วโมง ไม่ควรรีบ แต่เพราะลูกตื้อของน้องชายหน้าไม่ชัด เขาเลยใจอ่อน ให้เบอร์โทรไปในที่สุด พร้อมนัดแนะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน ไปดูหนังกันแล้วกัน

“น้องชาย” log off ไปแล้ว เขามีนัดแล้วนะ มันน่าจะดีใจ แต่เขากลับไม่รู้สึกพอใจ?

ในเวลาไม่กี่อึดใจ “บดินทร์” ก็เขามาคุยกับเขา สิทธาแจ้งไปว่า เขายังไม่ได้ต้องการมีแฟน แต่ต้องการหาคนอยู่เป็นเพื่อน มีอะไรกันได้ ไว้ใจกัน ไปเดินกัน เที่ยวด้วยกัน เขายังไม่พร้อมจะมีแฟนตอนนี้แน่ๆ

“พี่ ผมคุยกับบดินทร์ สนุกมากๆ เขาไม่ว่าอะไรถ้าเรามีเซ็กซ์กันเฉยๆ แล้วไม่ผูกพัน สงสัย คงเป็นเพราะเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม ส่วนน้องชายที่คุยก่อนหน้าน่ะ อายุ 21 เอง แล้วดูเหมือนจะเอาแต่ใจตัวเองน่ะครับ ตื้อเก่งจริงๆ อยากจะมาเจอให้ได้เดี๋ยวนั้น ผมก็เกร็งๆ น่ะครับ กลัวจะเจอคนแรงๆ”

คุยกับบดินทร์ไปได้อีกเพลินใหญ่ จนเขาก็ลืมไปว่า ได้นัดกับ “น้องชาย” ไปแล้ว มารู้ตัวอีกที ก็ตอนวางโทรศัพท์ แลกรูปกับบดินทร์ไปแล้วนั่นแหละ “ชิบ…เวรเอ๊ย ดันนัดเวลาเดียวกันด้วย ทำไปได้ไง…เรา”

เขารีบหมุนเบอร์ก่อนหน้าที่โทรมา แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ติดต่อ “น้องชาย” ไม่ได้

“คือปกติ ผมจะไม่ชั่วขนาดนี้นะครับพี่ นัดซ้อนสองคน เวลาเดียวกัน ถ้าอีกคนรู้ เขาคงไม่อยากเจอผม คิดว่าผมเป็นนักล่าไร้จรรยาบรรณ” เขาพูดปนหัวเราะ

แล้วเขาก็คิดอะไรบางอย่างได้ ในเมื่อน้องชายติดต่อกลับไปไม่ได้ เขาก็น่าจะเลื่อนนัดบดินทร์ซะสิ แต่…เขารู้สึกชอบบดินทร์มากกว่า เพราะไม่ตื้อ และดูเหมือนจะตามใจเขาทุกอย่าง งั้น…คงต้องพูดความจริง เขาเล่า

หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บดินทร์ฟัง ดูเหมือนบดินทร์จะรับฟัง และไม่อยากจะเชื่อว่าบดินทร์จะบอกว่า

“ทำไมนายไม่นัดน้องคนนั้น มาเจอกันซะเลย แล้วบอกไปว่า เราเป็นกิ๊กนาย มาจากต่างจังหวัดแลยมาเยี่ยมล่ะ” ฟังดูเข้าท่า สิทธาเริ่มรู้สึกดีๆ กับบดินทร์ขึ้นไปอีกที่เข้าใจและช่วยเหลือเขา ทั้งๆ ที่ยังไม่เจอหน้ากัน

วันนัดมาถึง และเวลาสำคัญมาถึง

“น้องชาย” ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว สิทธามองเห็นชายหนุ่มร่างสูง ผิวสองสี หน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา และที่สำคัญ “ฟันของเขาสวยมากๆ” พอเห็นใกล้ๆ แค่เขายิ้ม สิทธารู้สึกอยากจะอุ้มเขากลับบ้านไปเลย แต่เดี๋ยวก่อนยังมี บดินทร์ อีก!…เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นยังไม่ทันจะนึกจบ บดินทร์ก็เดินมาในชุดเสื้อยืดสีขาวลายทางขนาดพอดีตัว เขาเป็นชายหนุ่มร่างสันทัด หน้าอกกำลังสวย เขายิ้มให้สิทธาทันที และสิ่งที่สิทธาอยากทำตอนนี้มากที่สุดก็คือ เอาหัวโขกเสาซะ

“แล้วจะทำไงดีล่ะตู หล่อทั้งสองคน!!!”

สิทธาบอกตัวเองว่า พูดความจริงเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด

“น้องครับ น้องว่าพี่ชายคนนั้น ที่ใส่เสื้อลายๆ ยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ หล่อมั๊ย” น้องชายมองไป พยักหน้าหงึกๆ แล้วบอกว่า “ก็หล่อดีครับ” สิทธาบอกให้น้องยืนรอ แล้วไปถามคำถามเดียวกันกับบดินทร์ คำตอบที่ได้มาทำให้เขาเริ่มเบาใจ

“ผมรู้สึกโล่งอกที่สุดครับพี่ ถึงเขาสองคนจะไม่ได้ชอบกันมากมาย แต่เขาก็ชอบผม แล้วผมก็ชอบเขาทั้งสองคน”

คุณผู้อ่านอาจจะชอบใจ หรือจะหมั่นไส้สิทธา ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น วันนั้น เขาพาทั้งสองหนุ่มไปบ้าน และเป็นครั้งแรกของทั้งสามคนที่มีเซ็กซ์แบบ threesome สิทธานึกถึงแผ่นหนังโป๊ที่เขาเคยดู เขารู้สึกเหมือนคนๆ หนึ่งในนั้น

“สุดยอดครับพี่ ดูวุ่นวาย แขนขาพันกันไปหน่อย แต่ผมมีความสุขมากๆ”

-end-

17 comments 0 พฤษภาคม 25, 2008

‘รุก’ เมิน ‘รับ’ หันมา “กินกันเอง”

วิทยา แสงอรุณ 17-18 May 2008 เมโทรไลฟ์ vitayamail@gmail.com

“รุก” กับ “รับ” น่าจะเป็นของคู่กันตามวิถีของความสัมพันธ์ในหมู่ชายรักชาย แต่ในความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผมเองก็คิดว่า คงไม่ได้เป็นเทรนด์อะไรใหม่หรอกที่หนุ่มรุกจะเมินหนุ่มรับ แล้วหันมากินกันเอง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หนุ่ม “รุก” กำลังคิดอะไรอยู่? พวกเขามีเงื่อนไขอะไรในการปฏิเสธหนุ่ม “รับ” อย่างไม่มีเยื่อใย?

ในยุคสมัยหนึ่ง คุณผู้อ่านคงได้ยินคำว่า “เกย์คิง” กับ “เกย์ควีน” อยู่บ่อยๆ มันใช้บ่งบอกตัวตน ความพึงพอใจและมีไว้ใช้สำหรับสื่อสารกันบนเตียงว่า ใครจะรับเล่นบทไหน เป็นฝ่ายกระทำ หรือเป็นฝ่ายรับการกระทำ

บางคนมีความเป็น “คิง” ตายตัว คือรับบทบาทผู้ชาย เป็นผู้ปกป้อง และเป็นผู้นำ ไม่วอกแวกแอบแตกสาว ส่วนบางคนก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนความเป็น “ควีน” ในตัวเขา สาวแตกได้ยามเผลอ และพวกเขาก็พากันยึดเอาตัวตนนี้มากำหนดบทบาทเชิงความสัมพันธ์ในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็นการออกเดท การไปเที่ยวกัน หรือการตัดสินใจ เหล่าควีนที่ภูมิใจความเป็นควีนของตนจะนิยมการปกป้อง ห่วงใย เอาใจใส่จากหนุ่มคิง มันเป็นธรรมชาติของพวกเขา

ในทิศทางนี้ บทบาทของ “เกย์ควีน” ในความสัมพันธ์ของคนสองคน จึงไม่ต่างอะไรนักกับบทบาทของผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชาย ผมคิดว่างั้น แล้วคุณผู้อ่านที่เป็นชายหญิงทั่วไปเคยนึกสงสัยมั๊ยครับว่า แล้วทำไมเกย์ ไม่ “เอา” ผู้หญิงซะเลยล่ะ ในเมื่อ เกย์ควีน ก็ “ทำตัว” ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง?

ในยุคสมัยใหม่ การกำหนดบทบาท คิง-ควีน อย่างชัดเจนตายตัวเริ่มกลายเป็นภาพเบลอๆ การ “cross-over” หรือเปลี่ยนแปลงสถานะกำลังกลายเป็นสิ่งที่สร้างความงุนงง แม้จะสับสน แต่บางคนก็กำลังตั้งคำถามวงในว่า สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่า “พัฒนาการ” ได้หรือเปล่า?

คุณผู้อ่านคงได้ยินคำว่า “เกย์ควิง” ใช่มั๊ย? ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ในหมู่เกย์ ไม่ค่อยใช้คำนี้กันหรอก คนที่มีบทบาทเป็น “เกย์ควิง” หมายถึงฉันจะรุก หรือสอดใส่ หรือจะเป็นฝ่ายรับก็ได้ แล้วแต่ฉัน และฉันก็ไม่จำเป็นต้อง “ออกสาว” หรือต้องทำตัว “แมนจ๋า”

แต่ดูเหมือนคำๆ นี้ จะถูกจำกัดในเรื่องความสัมพันธ์บนเตียงเท่านั้น ครั้นพอลุกออกจากเตียง คงไม่มีใครจะมาเรียกตัวเองว่า ฉันเป็น “เกย์ควิง”

แต่เกย์ไทยช่างเก่งกาจนะครับ สามารถประดิษฐ์คำใหม่มาใช้อย่างหรู นั่นคือ คำว่า “โบ้ท” (Both) น่าจะไม่มีใครในโลกนี้ใช้มาก่อน มันหมายถึง ฉันทำได้ทั้งสองแบบ คือจะให้ฉันรุก หรือให้ฉันรับก็ยินดี แต่ไม่ได้หมายถึง ฉันต้องออกสาว หรือต้องแมนจ๋านะ คำว่า คิง และควีน สำหรับเกย์วัยรุ่นยุคนี้ จึงไม่ค่อยได้ยินกันเท่าไหร่

ถ้าคุณสังเกตดีๆ เกย์โบ้ท “แท้ๆ” จะมีส่วนผสมของสองบุคลิกอย่างกลมกลืน มีซับเซ็ทของโบ้ทด้วยนะครับ

คำว่า โบ้ท ในบางกรณี จึงกลายเป็นคำที่ใช้เป็นทางออกและข้ออ้างให้กับเกย์บางคนที่ยังไม่รู้สึกภาคภูมิใน “ความเป็นรับ” ของตัวเอง และคิดว่า คำนี้จะไม่ค่อยสร้างความหงุดหงิดเท่าไหร่ และดู “มีค่า” เหนือชั้นกว่าจะบอกใครๆ ไปโต้งๆ ว่า ฉันน่ะชอบรับ

มาระยะหลังๆ เราจึงมีคำเพิ่มขึ้นอีก คือคำว่า “โบ้ทรับ” และ “โบ้ทรุก” นั่นถือว่า เป็นพัฒนาการหรือเปล่า? ซึ่งจากการสอบถามความเห็นในวงกว้าง หมายถึง ฉันเป็นรุก หรือรับก็ได้ หากฉันพอใจ แต่ฉันถนัดด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า หรือในอีกแง่หนึ่ง คนที่ใช้คำๆนี้ ต้องถือว่า เปิดโอกาสให้กับตัวเองเพื่อที่จะได้เจอคนถูกใจได้มากขึ้น ซะงั้น?

ประสบการณ์สองหนุ่มรุก

“บดินทร์” เป็นหนุ่มรุกคนหนึ่งที่นิยมมีอะไรกับรุกด้วยกัน และไม่ค่อยสนใจ “กิน” หนุ่มรับ เท่าใด ด้วยความสัตย์จริง

“ไม่รู้สิครับพี่ ไม่ชอบคนเป็นรับ เจอทีไร ก็มีแต่ ‘สาวๆ’ คนเป็นรับที่เป็นแมนๆ หายไปไหนหมด?”

เขาเล่าว่า จากประสบการณ์ของเขา หนุ่มรับมักจะนิยมทำตัวไม่ต่างอะไรกับผู้หญิง และเวลาที่เขาเจอใครที่มาดแมน แต่พอถึงบนเตียง มีอากัปกิริยาไม่ต่างอะไรกับสาวน้อยคนหนึ่ง เขาก็จะหมดอารมณ์ในทันที เขาเลยตัดสินใจ “คบแต่หนุ่มรุก”

คุณผู้อ่านที่เคยอ่านบอร์ดประกาศหาคู่ หาแฟน หาคนมาเล่นเสียวทั้งหลาย คงเคยพบประกาศทำนองว่า “รุกคุยกับรุก” “รุกหาเพื่อน” ในความเป็นจริง หลายๆ คนไม่ได้สนใจจะหาเพื่อนจริงๆ หรือจะหาเอาแต่คุยหรอก แต่กำลังหาคนเป็นรุก ที่ “ใจตรงกัน”

ผมถามบดินทร์ต่อไปว่า แล้วเวลามีอะไรกับรุกด้วยกัน มันไม่น่าเบื่อเหรอ เพราะทั้งสองฝ่ายคงไม่มีใครยอมให้ใคร “บุก” แน่นอน และในเมื่อเป็นรุกด้วยกัน สุดท้ายก็ต้องใช้วิธี “โลกสวยด้วยมือเรา”

“ผมไม่คิดอะไรมากหรอก ถ้าผมเจอรุกที่ถูกใจ เล้าโล้ม หยอกล้อ จูบกัน ปล้ำกัน กอดกัน ผมก็พอใจแล้ว ผมไม่คิดว่า การมีอะไรกันทางประตูหลังคือคำตอบของการมีเซ็กซ์ ถ้าเป็นเพื่อนกินข้าว ดูหนัง แล้วคุยถูกคอกัน ไม่ออกสาว ผมว่าเพียงพอแล้วครับ”

“วิชา” เป็นหนุ่มรุกอีกคน ที่เมินหนุ่มรับมานาน เขาจะ “MSN” คุยกับหนุ่มรุกด้วยกันเท่านั้น หากรับคนไหนแอดเข้ามา เขาจะไม่สน เหตุผลของเขาก็คล้ายๆ กับบดินทร์

“ผมชอบเอารุก มันดีตรงที่เขาจะไม่สาวไง”

ในบรรดากิ๊ก “สี่คน” ของเขา (น่าจะเรียกว่า sex buddy มากกว่า) ทุกคนเป็นรุกหมด และทุกคนก็พึงพอใจที่จะมีอะไรกับเขา และหากวิชา อยากจะ “รุก” ประตูหลัง เขาเล่า “ทุกคนก็โดนผมเอานะครับ”

“แล้วพี่จะให้ผมเอาหรือเปล่า”

ผมรีบตัดบทไปถามเขาเรื่องอื่นแทน แต่ไม่วาย สังเกตจากหน้าตาและรูปร่างแล้ว ผมค่อนข้างจะเชื่อว่า ใครที่กำลังมีอะไรกับเขา คงต้องใจอ่อนแน่ๆ และในที่สุด คงยินยอมให้ “โดนเอา” แม้จะเป็นรุกด้วยกันก็ตาม

สุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ของหนุ่มรุกกับหนุ่มรุกจะพัฒนาไปได้แค่ไหน เป็นแค่ “กิ๊ก” หรือเป็นแค่ “sex buddy” หรือจะได้แต่…ยามเหงาเรามาเอากัน
จะมีหนุ่มรุกสองคนเป็นแฟนกันอย่างมีความสุขมั๊ย ถ้าไม่มีใครในนั้นยอมเป็นฝ่ายรับเลย ? และถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะมีคำว่า รุกกับรับ คิงกับควีน ไปทำไม?

แชะ! แชะ! ใครสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ห้ามพลาด อังคารที่ 20 พ.ค. เวลา 08.30-17.00 น. ห้องประชุม 101 ชั้น 1 สนง. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับการประชุม “สัมมนาเชิงปฎิบัติการโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ด้านความหลากหลายทางเพศตามหลักการยอกยาการ์ตา (The Yogyakarta Principles)” มีผู้เชี่ยวชาญมากมายมาแลกเปลี่ยนความเห็น และเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิ์ของมนุษย์ที่มีความหลากหลายทางเพศ สนใจติดต่อ คุณเมี้ยว 08-1355-0696 หรือคุณกอล์ฟ 08-6805-4803 แชะ! แชะ! เพลย์บอย หันมาจับตลาดเกย์ เดือนหน้าเริ่มให้บริการหนัง “โป๊ซอฟท์ๆ” คือ ไม่มีภาพการร่วมเพศ แต่ภาพอวัยวะแข็งตัว หรือยังอ่อนคงยังมีให้เห็นเป็นปกติ เหมือนหนังโป๊ซอฟท์ๆ ที่จับตลาดหญิงชาย ข่าวอ้างว่า รายได้ตลาดหลักตก เลยต้องหาตลาดใหม่มาเสริม แชะ! แชะ! เอากะเค้าซี้ เจ้าของบาร์แห่งหนึ่งในอริโซน่า เพิ่งจะรู้พลังอำนาจของตลาดเกย์ หลังจากมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ดังกระฉ่อนตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อลูกค้าหญิงร้องทุกข์ว่า บรรดากะเทย เกย์แต่งหญิง มาแย่งเข้าห้องน้ำ หลังจากเจรจาความกัน ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ปิ๊งไอเดียว่า เปลี่ยนมันซะเลย จึงเป็นที่มา “Forbidden” ตอนนี้ลูกค้ามากันล้นทะลัก แชะ! แชะ!

-end-

15 comments 0 พฤษภาคม 18, 2008

ผมไม่ได้ชอบเขา ผมชอบเงินของเขา

male hustler movie
วิทยา แสงอรุณ 10-11 May 2008 เมโทรไลฟ์ vitayamail@gmail.com

ชายหนุ่มคิ้วเข้ม ผิวขาว วัย 24 กำลังมองมาที่ผม ผมกำลังมองดูใบหน้าที่มีเคราเขียวๆ ขึ้นบางๆ และดวงตาคมๆ คู่นั้น เหมือนเขากำลังจะบอกว่า “มีอะไร จะถามอะไรอีกมั๊ยเพ่?”

ผมนั่งเงียบไปพักหนึ่งแล้ว ซึ่งปกติไม่ค่อยจะเกิดขึ้นหรอก เวลาที่ผมอยากจะรู้อะไร ก้อกำลังตกอยู่ในภวังค์ล่ะครับ ไม่ใช่เพราะใบหน้าของเขา แต่เพราะสิ่งที่เขาเล่าเมื่อครู่ตะหาก ผมวาดภาพ…ตามแทบไม่ทัน

“แน็ค” เป็นชื่อเล่น ที่เขาตั้งขึ้นมาแบบกะทันหัน เขาบอก “พี่อย่ารู้ชื่อผมเลย ผมตั้งชื่อเล่นไปเรื่อยๆ จะได้จำได้ว่า ผมเจอคนๆ นั้นเมื่อไหร่ ในช่วงเวลาไหนของชีวิตผม”

ฮั่นแน่ มีลีลาวาจาพริ้ว…เราพบกันโดยบังเอิญล่ะครับ ขณะที่ผมกำลังอยากได้นักแสดงหล่อๆ สักคนมารับบทแรงๆ ผมคิดว่า เขาน่าจะเหมาะ จากรูปที่เขาส่งมา พร้อมส่วนสัด เขาเป็นนายแบบได้สบายๆ ยกเว้นแค่ความสูงกับน้ำหนักเท่านั้น เขาดูผอมไปนิด แต่ถ้าเขาเข้ายิม เล่นฟิตเนส ตัวหนากว่านี้หน่อย เขาคงขึ้น “ค่าตัว” ได้ไม่ยาก

ตอนกลางวัน เขามีอาชีพประจำที่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขาทำ จากที่เขาบอก เขาจะใช้เวลานั้น “เรียนปริญญาโท” ไปด้วย เพื่อนผมคนหนึ่งก็เคยเล่าว่า “เด็กนวด” ที่เขาไปเจอมาหลายๆ คนก็บอกเหมือนกันว่า “กำลังเรียนป. โทอยู่”

ส่วนหลังเลิกงาน แน็คจะสวมอีกวิญญาณหนึ่ง เขามีวิญญาณที่เขาเลือกเอง และดูเหมือนเขาจะพอใจกับมันอย่างยิ่ง

สามวันที่แล้ว เขาเพิ่งไปพบลูกค้าของเขามา ช่วงเย็น ช่วงค่ำ และช่วงดึก “ไม่เหนื่อยเหรอ แล้วทำยังไงให้อึด?”

“คนแรก ผมก็ทำๆ ไปให้เขาเสร็จ ผมก็แกล้งว่า เสร็จแล้วเหมือนกัน คนที่สอง ผมก็ยังไม่เสร็จหรอก แค่ให้เขารู้สึกพอใจ ให้เขาเรียบร้อยไปซะ พอไปถึงคนที่สาม ผมก็ปล่อยออกมาจนหมดเกลี้ยง แล้วก็กลับบ้านนอน”
“ค่าตัว” ของเขา ขึ้นอยู่กับระยะทางบวกค่าโทรศัพท์

“บางคนโทรคุยกันแล้ว ผมรู้สึกไม่ไว้ใจ ผมก็ไม่รับงาน แต่บางคนคุยดี แต่พอไปถึงที่ผมก็งงเลยเพราะพาเพื่อนมาอีกสามคน ให้ผมเอาให้ครบสี่ ถ้าผมเอาไม่ครบ เขาก็จะไม่จ่าย”

แน็คเล่าว่า เขาไม่รู้สึกลำบากใจอะไรเวลามีอะไรกับผู้ชาย

“ก็แค่ตกลงกันก่อน ผู้ชายแข็งแรงกว่า ไม่ต้องระวังมาก เพียงแต่ ผมไม่ยอมให้เสียบผมหรอกนะ ส่วนผู้หญิง ก็ต้องเอาใจเยอะหน่อย ใช้เวลามากหน่อย ผมว่า ผมเอากับผู้หญิงเหนื่อยกว่า”

ตอนอายุ 22 เขาทำเพื่อนผู้หญิงท้องไปคน เขาบอกว่า ไม่ได้ตั้งใจ ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่า ไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นพ่อคน “พอดี เค้าไปเจอคนใหม่ ไปอยู่กับคนใหม่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าท้องกับผม เด็กคนนั้นน่ะ ลูกผม”

เขาเล่าว่า ชีวิตวัยเด็กของเขาไม่น่าจดจำเท่าไหร่ ถ้าเขามีเงินมากๆ เขาก็จะทำอะไรก็ได้ “ตอนกลางวัน ผมก็ทำงานของผมไป ตอนกลางคืน ผมก็ขายตัว ผมรู้ตัวผม ผ