เค้าว่า…เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ?

chinesemodel

หน้าม่านมายา 27 ต.ค. 2009 วิทยา แสงอรุณ

“บอย” อายุ 11 ชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกับ “เปิ้ล” รุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งสองคนเล่นเกมออนไลน์อย่างสนุกสนานโดยไม่เคยเห็นหน้ากัน เวลาเปิ้ลพิมพ์ ก็เรียกแทนตัวเองว่า “เรา” และลงท้ายประโยคว่า “จ้ะ”

บอยไม่มีทางรู้เลยว่า เปิ้ลเป็นยังไง จนกระทั่งแลกรูปกัน และถึงแม้รู้ว่า เปิ้ลไม่ใช่ผู้หญิง แต่นั่นก็ไม่ทำให้บอยเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองที่ตกหลุมรักเพื่อนคนนี้ไปแล้ว นับเวลาหลังจากนัดเจอกัน และตกลงเป็นแฟนกัน ก็ 11 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทั้งสองอายุราว 22 เรียนอยู่มหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งคู่ อยู่หอพักเดียวกัน และยังคงเป็นแฟนกัน

“ดอน” เพิ่งเริ่มหัด “แชท” หลังจากรู้จัก “โพสต์” ข้อความประกาศหาเพื่อนเป็น ด้วยหน้าตาดี เขารู้สึกมันส์ในชีวิตมากๆ ที่มีสาวๆ มาขอแอดเยอะแยะ ในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนหนึ่งที่อายุมากกว่าดอน และได้สร้างความประทับใจอย่างพิเศษให้แก่เขาทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนเลย

ดอนรู้สึกเหมือนมีเพื่อนเสนดีที่เข้าใจเขา รับฟังเขาอย่างไม่รู้เบื่อ แล้วทั้งสองก็นัดพบกันในวันหนึ่ง แต่เบื้องหน้ากลับกลายเป็นผู้ชายวัยกลางคน และเป็นคนในเครื่องแบบ

เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย และต่อมา เมื่อนึกย้อนไป เขาก็ไม่อยากจะเชื่ออีกด้วยว่า เขารักกับผู้ชายคนนี้ มีอะไรกับผู้ชายคนนี้มาเป็นเวลาสามปีแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม

ดอนยำ้ว่า ตั้งแต่เกิด และเติบโตมาเป็นวัยรุ่น จนเขาแต่งงานกับเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย มีลูกด้วยกันอายุเกือบจะสี่ขวบแล้ว เขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่า เขารักกับผู้ชายเป็นด้วยเหมือนกัน เขายังงงๆ อยู่ว่า จะเรียกตัวเองว่าอะไร

“อินน์” หนุ่มวัย 25 ไม่เคยมีแฟนมาก่อนในชีวิต เขารู้ตัวว่า ตัวเองชอบผู้ชาย แต่ไม่คิดไม่ฝันว่า จะเจอกับผู้ชายคนหนึ่งที่อายุแก่กว่าเขาเกือบยี่สิบปี

ผู้ชายคนนั้นทำงานตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทแห่งหนึ่ง อินน์เล่าให้ฟังว่า เขาคนนี้แต่งงานและมีลูกแล้ว เพราะหล่อ สูง สมาร์ท ผู้หญิงในออฟฟิศติดใจ และเสนอตัวให้เขาไม่น้อย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมถึงมาเลือกตัวเขาทั้งๆ ที่เขา บางครั้งเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก และไม่ค่อยลงให้ใคร

ผู้ชายสูงวัยเคยบอกอินน์ว่า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมถึงชอบอินน์ และอินน์เป็นผู้ชายคนแรกที่เขารู้สึกรัก และถ้าจะให้เขาทิ้งภรรยามาอยู่กับอินน์ เขาก็ยอมทำ แต่เพราะอินน์ไม่รู้มาก่อนว่า เขามีภรรยาแล้ว สุดท้าย ด้วยความรู้สึกอยากแก้ไขสถานการณ์ อินน์เลือกที่จะเลิกคบกับผู้ชายคนนี้

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องแต่งนะครับ หรือเป็นเรื่องที่ไปเก็บตกมาตามเน็ต แต่เป็นเรื่องจริง ที่ผ่านการ “ตรวจสอบ” แล้วด้วยตัวเอง ได้พบเจอเจ้าของเรื่อง และลองสืบ ลองสอบสวน ครบถ้วนกระบวนความว่า มันแปลกนะ แต่จริง

“เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ” ประโยคนี้ คุณผู้อ่านคงได้ยินบ่อยๆ และบังเอิญ ก็โดนถามอยู่บ่อยๆ เหมือนกันว่าจริงหรือเปล่า และยิ่งมาอ่านเรื่องราวข้างต้น คุณอาจจะยิ่งปักใจว่า มันคงจะจริงที่ เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ

ถ้าคุณผู้อ่านเป็นคนที่ยังนึกไม่ออกว่า ผู้ชายสองคนจะรักกันได้ยังไง คงยิ่งงงและสับสน เป็นไปได้มั๊ยที่ว่า บอย ซึ่งเป็นเด็กอยู่แค่ป. 5 สับสน เพราะ “สื่อเกมออนไลน์” เลยเกิด “เบี่ยงเบน” ไปรักผู้ชาย

ขณะที่เรื่องดอนที่รักผู้ชาย ก็คงคล้ายๆ กันเขาเกิดความประทับใจกับเพื่อนร่วมแชท
อย่างโงหัวไม่ขึ้นเพราะแชทกันมานาน พอเจอหน้าว่า เป็นผู้ชาย ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้ ส่วนผู้ใหญ่คนนั้น คงรักอินน์ เพราะอินน์ “กวนตีน” ดี?

ดีนะเนี่ยที่ทั้งสามไม่ได้มีเหตุให้รู้สึก “เซ็ง” ผู้หญิง เลยหันมาคบผู้ชายแทน

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องสภาพแวดล้อมว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ใครเป็นเกย์ แม้จะให้โตมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง หรือทั้งหมู่บ้านมีแต่ผู้หญิง ก็ไม่ได้ทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเกย์ หรือกลายเป็นเกย์ เพราะการเป็นเกย์ มีอยู่แล้ว และเกิดจากข้างใน…ข้างในจิตใจ

คุณผู้อ่านที่เป็นชายหญิงทั่วไป หรือเป็นคนรักเพศเดียวกัน อาจจะเชื่อไปคนละอย่าง เพราะยังไม่มีทฤษฎีใดๆ รองรับ คุณก็สามารถเชื่อในสิ่งที่อยากจะเชื่อ ผมก็เช่นกัน ผมเลือกจะเชื่อว่า คนเป็นเกย์ ก็เพราะเขาเกิดมาเป็นยังงั้นเอง ไม่ต้องมีเทคโนโลยี ไม่ต้องมีคนชี้ชวน ไม่ต้องไปลองแล้ว “ติดใจ”

คุณก็อาจเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ชาย อยู่ชั้นมัธยมเคยจับอวัยวะของเพื่อนชายเล่นกัน หรือกระทั่งบางคนเคย “ออรัล” ให้เพื่อนชายที่เตะฟุตบอลด้วยกันมาแล้ว ถ้าคุณไม่ใช่ คุณก็ไม่ใช่ล่ะครับ

ในทางตรงกันข้าม ก็มีผู้ชายที่มีความรู้สึกชอบพอเพศเดียวกันอีกหลายคนที่ไม่เคย “สำรวจ” ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเลย จนกระทั่งไปค้นพบความรู้สึกของตัวเองเข้า และขณะเดียวกัน ก็มีผู้ชายอีกหลายคนที่รักผู้ชายและรักผู้หญิงได้

แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้สึกรักชายและหญิงในระดับความรู้สึกเท่าๆ กัน และส่วนใหญ่ ชายไบเซ็กช่วลเหล่านี้ ก็เลือกจะแต่งงานและมีลูก เพราะเป็นสิ่งที่สังคมรองรับ

คำว่า เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นเกย์กันเยอะ คงเป็นประโยคเจ็บปวดใจและไม่อยากได้ยินอีกแล้วสำหรับหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ยังรอคอย และคิดว่า โลกนี้คงมีผู้ชายเยอะ แต่จริงๆ แล้ว ผู้ชายที่เป็นเกย์ มีอยู่เยอะแยะมากมาย เขาอาจกำลังทำหน้าที่สามี หน้าที่พ่อ หรือน้า อา ลุง หรือกระทั่งปู่

ผู้ชายไม่ได้เป็นเกย์กันเยอะหรอกครับ แต่เกย์มีเยอะอยู่แล้ว เพียงแต่เรามักมองไม่ค่อยเห็น คุณว่างั้นมั๊ย?
___________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขาและเพื่อนจัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th อีเมล์ vitayamail@gmail.com

6 comments 0 ตุลาคม 30, 2009

“เพศศึกษารอบด้าน” ยังไง?

2009050521002781793

ได้มีโอกาสไปแสดงความคิดเห็นเรื่องเพศมาครับ เป็นเวทีสัมมนาขนาดใหญ่ที่จัดกันสองวันครึ่ง พูดกันแต่เรื่องเพศศึกษา

รายการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก้าวย่างอย่างเข้าใจขององค์กรพัฒนาเอกชนชื่อ องค์การแพธ (PATH)

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อหน่วยงานนี้มาแล้วนะครับ เขามุ่งมั่นยกเครื่องเรื่องการเรียนการสอนด้านเพศในสถานศึกษา ไล่ตั้งแต่ชั้นประถมเลย เรียกว่า ต้องรีบเร่งนำองค์ความรู้ “ชุดใหม่” มามอบให้เยาวชนไทยอย่างเท่าทัน เพราะที่ผ่านมา นอกจากความรู้เรื่องเพศชุดเดิมจะขาดวิ่นมีหยากไย่ ไม่ทันความว่องไวของเยาวชนในเรื่องเพศแถมยังถ่วงความเจริญของประเทศอีกด้วย ตรงนี้ ผมไม่ได้พูดถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยึดมั่นปรัชญา “อย่าชี้โพรงให้กระรอก” นะครับ

ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่อาจปฏิเสธว่า เรื่องเพศ เพศวิถี เพศศึกษา อัตลักษณ์ทางเพศ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่ตื่นนอนยันล้มตัวลงหลับ เรียกว่า เรื่องเพศเป็น “แก่นชีวิต” เลยก็ได้ เพราะเรื่องเพศไม่ได้เกี่ยวแค่ว่า ใครกะใครมีไรกัน แต่เกี่ยวโยงถึงสุขภาพทางเพศ สุุขภาพทางจิต ทักษะการใช้ชีวิต ฯลฯ

ปัญหาของประเทศหลายๆ ประเด็นล้วนเกี่ยวกับเพศ ไม่ว่าจำนวนสส. หญิงในสภา มีน้อยเกินไป สส. ชายไม่เข้าใจคำว่า ข่มขืนภรรยา สิทธิของประชาชนชายหญิงที่ไม่เท่าเทียม นกเขาไม่ขัน หรือขันเร็วเกิน รวมถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของเยาวชนที่คิดว่า มีอะไรกันไม่ต้องใช้ถุงยาง มันเรียกว่าความรัก ฯลฯ

แต่ที่ผ่านมาหลักสูตรเพศศึกษามุ่งเน้นแต่เรื่องเพศทางสรีระ เรื่องเครื่องเพศ เรื่องอวัยวะทำงานเพื่อการสืบพันธ์ุ แต่ไม่พูดเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเพศ ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย สังคม วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตชาวบ้านที่ไม่ใช่คนเมือง และอีกเรื่องที่สำคัญและมาแรงในยุคนี้ ก็คือ เรื่องความหลากหลายทางเพศ

อาจารย์หญิงท่่านหนึ่งยืนขึ้น ถามว่า ผมเองบอกแม่ยังไงตอนนั้น บอกเมื่อไหร่ว่าผมเป็นเกย์? ผมก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่พอใจในคำตอบ หลังงานบนเวทีเสร็จ นอกรอบ อาจารย์หญิงวัยกลางคนท่านนั้นเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

เธอเล่าว่า ไม่เคยคิดว่าจะเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะปกติเป็นคนแก้ปัญหาให้คนอื่นเป็นประจำในฐานะอาจารย์อาวุโส สิ่งที่อาจารย์เรียกว่าปัญหาคือ “ลูกชายน่ะค่ะ เค้าชอบร้องเพลงผู้หญิงทั้งนั้นเลย ชอบทำกับข้าว แล้วก็ชอบมาบอกว่า แม่แต่งตัวไม่สวย ต้องแต่งหน้้าด้วยยังโง้นยังงี้ แล้วเพื่อนเค้าแต่ละคนก็ออกแนวหญิงๆ น่ะค่ะ”

ผมถามไปว่า “แล้วลูกเคยพูดเหรือเปล่าครับว่า เค้าชอบผู้ชาย เค้าไม่ชอบผู้หญิง เค้าเคยคุยกับคุณแม่ตรงๆ มั๊ย”

“อ๋อ คือเค้าไม่เคยบอกค่ะ แต่ตอนเค้าเล่นเอ็ม (MSN) เค้าตั้งชื่อตัวเองว่า ‘เกย์น่ารัก’ อย่างนี้ เค้าเป็นหรือเปล่าคะ?”

ผมมองหน้าคุณแม่นิดหนึ่งเพื่อดูว่า เธอกำลังพูดให้ผมขำเล่นหรือเปล่า แต่ไม่มีสัญญาณแบบนั้นบนหน้าเธอ “เอ่อ อย่างนี้ก็ชัดเจนนะครับ ลูกคงอยากจะบอกอ้อมๆ แล้วเค้ากลัวอะไรหรือเปล่า”

“คือพ่อเค้าจะเกลียดมากเรื่องพวกนี้น่ะค่ะ แล้วก้ออีกอย่าง พี่สาวเค้า ลูกสาวคนโตน่ะคะเป็นทอม เห็นคบเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิง ดูสิคะ บ้านนี้มีครบเลย แต่ลูกชายคนเล็กคงไม่เป็นมั้ง เพราะเค้าดูห้าวๆ”

ผมเกือบจะบอกไปว่า มีเด็กช่างกลเป็นเกย์กันเยอะนะครับคุณแม่ แต่ห้ามใจได้ทันซะก่อน

คุณผู้อ่านครับ ผมคิดว่า เพศศึกษาจึงไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่จะจ้องสอนเยาวชน หรือครูมีหน้าที่ต้องคอยสั่งสอนนักเรียน หรือผู้ปกครองพ่อแม่ เอาแต่จะยกหน้าที่นี้ให้ครู หรือให้โรงเรียนทำฝ่ายเดียว แต่ด้วยความรอบด้านที่ว่านี้ ผมอยากจะเห็นว่า หลักสูตรเพศศึกษาไม่เพียงมีไว้ให้เฉพาะเยาวชน แต่ควรมีไว้ให้ทุกๆ คน รวมถึงผู้ใหญ่ด้วยที่รับข้อมูลบิดเบือนเรื่องเพศมาตั้งแต่เด็ก

กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของการถูกกระทำจากสังคม รวมถึงจากคนในครอบครัว เพราะข้อมูลบิดเบือนเรื่องเพศฟุ้งกระจายไปทั่ว

คำพูด การกระทำ ความเชื่อผิดๆ ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกต่ำต้อย ด้อยค่า และไร้ศักดิ์ศรี ผมก็ได้แต่หวังว่า หากหลักสูตรเพศศึกษายุคใหม่ และการรณรงค์เรียนรู้เรื่องเพศรอบด้าน ทำได้อย่างที่ประเทศไทยเคยรณรงค์ระดับประเทศเรื่อง “ถุงยางอนามัย ร้อยเปอร์เซ็นต์” คงทำให้อคติทางเพศในสังคมไทยลดลง

แต่อคติทางเพศคงไม่หมดไปหรอกคับ เพราะเชื้่อชั่วตายยาก…

ในงานสัมมนา ก่อนหัวข้อถัดไปจะเริ่มขึ้นแล้ว และก่อนจะแยกจากกันในห้องสัมมนานั้น ผมยื่นนามบัตรให้คุณครูท่านนั้น แล้วบอกว่า

“คุณแม่ครับทำใจให้สบายนะครับ ผมคิดว่า คุณแม่มีลูกที่น่ารักมาก เค้าไม่แอบ เค้าไม่ปิดบังคุณแม่ เพราะเค้าไว้ใจคุณแม่ไง ผมคิดว่าเขาโชคดี ที่มีแม่แบบนี้นะครับ”

จากหน้าม่านมายา 13 ต.ค. 2009 วิทยา แสงอรุณ
___________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขาและเพื่อนจัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th อีเมล์ vitayamail@gmail.com

9 comments 0 ตุลาคม 19, 2009

ข่าวลือเกย์กับคนดัง

หน้าม่านมายา 15 ก.ย. 2009 วิทยา แสงอรุณ

he8

ยังไม่มีใครนับให้ชัดๆ ลงไปว่า เฉพาะในสื่อสิ่งพิมพ์มีสัดส่วนข่าวคราวเกี่ยวกับดาราหรือนักร้อง ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเกย์อยู่ร้อยละเท่าไหร่ของบรรดาข่าวบันเทิงทั้งหมด

แต่หากจะประเมินคร่าวๆ คุณผู้อ่านคงจะไม่ปฏิเสธว่า เห็นและได้ยินอยู่แทบทุกวัน

ขณะที่ข้อสงสัยในทำนองเดียวต่อคนดังที่เป็นสตรีมีน้อยกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด และเนื้อหาที่นำเสนอ ส่วนใหญ่จะเป็น “…ควงสาวหล่อ” ซึ่งแท้จริงแล้ว มีคนดังที่ควงคนดังและมีสัมพันธ์แบบเพศเดียวกัน โดยที่ทั้งคู่เป็นสาวสวย แต่ผู้คนก็มองไม่ออก เลยไม่เป็นข่าว

นั่นนะสิครับ ใครจะมาพาดหัว “นักร้องสาว…ควงสาวสวย?

นอกจากนี้ เมื่อใดที่เกิดข่าว “ควงสาวหล่อ” คุณอาจจะสังเกตได้ว่า เนื้อหาของข่าวจะไม่เจาะลึก รุมเร้า กระแทกกระทั้น หรือเป็นข่าวซ้ำๆ ติดๆ กัน เท่ากับฝ่ายชายหากตกพวกเขาเป็นเป้าหมาย

เราจะฟันธงลงไปได้เลยหรือไม่ว่า “ข่าวลือเกย์” มักจะได้รับความสนใจจากคนอ่านมากกว่า “ข่าวลือสาวหล่อ”?

ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะ ข่าวบันเทิง มีผู้อ่านเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย?

และสาเหตุที่โดนใจผู้อ่านหญิงมากกว่า ก็เป็นเพราะดาราชายที่โดนลือว่าเป็นเกย์ ไม่ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจต่อผู้ชมที่เป็นชาย แต่ผู้หญิงจะรู้สึกเดือดร้อนทุกที เมื่อมีข่าวลือเกย์ พวกเธอคงรู้สึกผิดหวัง

“ข่าวลือเกย์” จึงขายได้เสมอ

แต่น่าเสียดาย “ข่าวลือเกย์” ส่วนใหญ่ที่ได้รับรายงานไม่ได้ทำหน้าที่อื่นๆ ที่ควรจะทำ แต่ทำสิ่งซ้ำๆ กันอยู่ไม่กี่อย่าง

“ข่าวลือเกย์” ทำหน้าที่ “จับผิด” โดยต้องการจะบอกผู้อ่านว่า ดาราหรือคนดังคนนั้น “กำลังแอ๊บแมน” การ “แอ๊บแมน” จึงไม่ต่างอะไรกับการกระทำที่เข้าข่าย “หลอกลวง” “แหกตา” หรือ “ลวงโลก”
ผู้ที่นำเสนอ “ข่าวลือเกย์” กำลังทำตัวเหมือนผู้้ตรวจตราสอดส่อง และแจ้งเตือน “ด้วยความปรารถนาดี” โดยเฉพาะให้กับสาวๆ แฟนคลับว่า นักร้องหรือดาราคนนี้เค้า “เป็น” นะตัวเอง อย่าไปหลงเพ้อละเมอหาเข้าล่ะ!

“ข่าวลือเกย์” ในอีกมุมหนึ่ง ก็ทำหน้าที่สนับสนุนข่าวรักๆ ใคร่ๆ ที่มีอยู่แล้วให้มีสีสัน “น่าเม้าท์” ยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข่าวคุณป. ชวนคุณณ. นักร้องดังไปเที่ยวผับ คุณต. แอบควงคุณช. ไปห้าง คิดๆ ดูนะครับ ถ้ามีแต่ข่าวดาราหรือคนดังชายควงสาวๆ ไม่ซ้ำหน้า หรือข่าวรักๆ เลิกๆ ของคนใดคนหนึ่ง ข่าวบันเทิงก็จะดูเหมือนๆ กันหมด

การนำเสนอ “ข่าวลือเกย์” ในที่นี้จึงช่วยให้ข่าวบันเทิง “บันเทิง” ขึ้นไปอีก

คำถามตรงนี้ก็คือว่า ในเมื่อมันเป็นข่าวบันเทิง เราจะมองมันแค่เรื่อง “บันเทิง” แบบ “ชิลๆ” ไม่ต้องคิดมาก ได้หรือไม่?

คำตอบก็คือ ก็น่าจะได้ เพราะมันเป็นแค่ข่าวบันเทิง แต่ในความเป็นจริง มันก็เป็น “ข่าว” ด้วย ซึ่งมีผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของสาธารณชน ถ้าเราบอกว่า มันเป็นแค่ข่าวบันเทิง ก็ไม่ต้องคิดมากหรอก เรากำลังหมายความว่า แล้วข่าวบันเทิงก็ไม่ต้องมีจริยธรรมในการนำเสนอ อย่างนั้นเหรอ?

สำหรับผมมองว่า “ข่าวลือเกย์” ซึ่งอยู่ในหน้าบันเทิงกำลังทำหน้าที่ตรวจตรา สอดส่อง หรือจ้องจะ “แฉ” ก็แล้วแต่ กำลังส่งสัญญาณว่า การปกปิด หลอกลวงว่า ตนเป็นชายทั่วไป (ไม่ใช้คำว่า ชายแท้) ไม่ได้เป็นชายเกย์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสังคม สมควร “ถูกแฉ”

ทว่า หากมองในมุมกลับกัน ถ้าคนดังคนนั้นไม่ได้ปกปิด แต่กลับเปิดเผยคู่รัก หรือคนรัก หรือความรักของเขา แล้วสังคมจะยอมรับได้มั๊ย? แล้วต่อไปพวกเขาจะยังคงรับบทพระเอกตบจูบ เจ้าชู้ยักษ์ หรือมาดบู๊นักเลงโตต่อไปอีกได้หรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ “ไม่” บุคคลเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้อง “ถูกแฉ” เพราะคนดูต้องการให้พวกเขาเป็นในสิ่งที่คนดูต้องการจะให้เป็น คนดูต้องการเชื่อในสิ่งที่เห็น

คนดูถูกละเลย และไม่เคยได้รับการบอกเล่า หรือตอกย้ำจากสื่อเลยว่า เป็นเกย์ ก็ไม่เป็นไร ยังทำงานบันเทิงเหมือนเดิมได้ การยอมรับตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และต่อคนอื่นต่างหาก นั่นแหละเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

___________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ กับเพื่อน จัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน
ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th หรือดูที่ http://bangkokradioformen.hi5.com
อีเมล์ vitayamail@gmail.com

22 comments 0 กันยายน 18, 2009

ชายชู้ประตูสีม่วง (ไม่ค่อยชอบสีม่วงเท่าไหร่ แต่เอาเหอะ…)

spd_20090713114614_b

สวัดดีครับ แฟนๆ บล็อค

พอได้รับแจ้งว่า ตีสิบจะเอาเทปสัมภาษณ์เกย์คนหนึ่งที่จัดงานแต่งงาน
ที่อัดไว้นานแล้วมาออกรายการก็รีบโทรแจ้งเพื่อนๆ ทันที ให้ดู
ดูตัวอย่างก่อนหน้า รู้สึกอัดใจยิ่งหนัก เพราะภาพหนุ่มในสองนั่น
โดนทำเบลอ อะไรนะเนี่ย ไหงต้องเบลอด้วย

พอถึงรายการจริง ก็เข้าใจ ที่เบลอเพราะอีกหนึ่งหนุ่ม
เค้าไม่ได้แสดงความจำนงว่าจะมาออกรายการด้วย
แต่เพราะเขาเป็นคู่กรณีกัน

ได้ฟังสัมภาษณ์ก็อึดอัดใจเล็กน้อย (ไม่น้อยล่ะ จริงๆ มาก)
ทำไม เหมือนรายการแฉ เลยล่ะ เหมือนพูดฝ่ายเดียว
แล้วจริงๆ คุณพี่เป้ เธอทำอะไรมาบ้าง หรือไม่ได้เล่าอะไร
ถึงได้เจอเรื่องราวร้ายๆ เช่นนี้ ไม่ได้ล่ะ อยากสัมภาษณ์เอง
ทุกเม็ด

ต้องขอบคุณโปรดิวเซอร์และเจ้าหน้าที่รายการตีสิบ
นะครับที่ช่วยติดต่อให้ รู้สึกเป็นพระคุณยิ่ง

สามทุ่ม ครึ่ง หนุ่มหน้ายิ้ม อารมณ์ดี ก็มาที่สถานี
เราพูดคุยซักถามกันให้แน่ก่อนว่า จะถามอะไรได้
จะถามอะไรแล้ว ไม่อยากตอบ ก็เพราะมันรายการสด
อ้ะนะ พลาดอะไรไป แก้ไขไม่ได้ล่ะครับ

เค้าตอบทุกเรื่อง!
ยกเว้นเรื่องที่ทำงาน เพราะเริ่มโดนเพ่งเล็ง
ส่วนน้องคู่กรณี น่าจะเรียกว่า แฟนเก่า คนนั้นก็ยังทำงาน
อยู่ในพื้นที่สนามบินเหมือนกัน แล้วสองคนก็ยังเจอหน้ากัน
ทุกวัน แต่ทำเป็นเห็นอากาศธาตุ ไม่รู้ว่า มันเป็นยังไง
แต่มันคงยากมากๆ ที่เห็นคนเคยรัก เดินผ่านมา

สัมภาษณ์ถามหมดทุกเรื่องที่ใจอยากถาม
และคิดว่า ครอบคลุมดีแล้วล่ะครับ
พอกลับบ้าน ยังไม่ง่วง ก็เลยหยิบหนังสือ
ที่ผู้ให้สัมภาษณ์มอบให้ มาอ่าน อ่าน อ่าน จนจบตอนตีสาม

ต้องบอกว่า ผู้ชายคนนี้ อาจจะรักพี่เป้อยู่บ้าง แต่คงเป็นขณะสั้นๆ
และดูเหมือนเค้าจะพยายามจะรัก แต่เค้าไม่อาจทำได้
เพราะเค้าเป็นคนไม่นิ่ง ไม่พอ ไม่ค่อยมีสติ ไม่คิด
(สงสัย ไม่กินปลา เหมือนที่ในหนังสือเขียน เลยไม่มีโอเมก้า 3)

ใครยังไม่ได้ฟังคลิป โหลดไปเลยครับ
ส่วนใครอยากรู้เรื่องราว เหลือเชื่อว่า มีคนแบบนี้ในโลก
(หมายถึงทั้งสองคนนะ) ก็ไปหาอ่านได้ ร้านนานอินทร์
หรือไม่ก็รอแป๊บ ที่ 7-11

(เล่มนี้ เจ้าตัวควักเงินพิมพ์เอง และตอนแรกบอกว่า
จะตั้งชื่อว่า ชายชู้ประตูหลัง แต่มีคนบอกว่า แรงไป
เดวเข้าร้านหนังสือไม่ได้)

โหลดไปฟังเลย คนที่รักแล้วช้ำ คนที่บอกว่า
ไม่มีรักแท้ ลองฟังดู…

สัมภาษณ์พี่เป้ (คุณพัฒน์ สุวรรณโรจน์) เรื่องราวความรัก
ที่จบลงไปพร้อมบทเรียนชีวิตเล่มโต

ช่วงที่1
http://www.mediafire.com/?inxu4utfykz

ช่วงที่ 2
http://www.mediafire.com/?wxzwmzyhwhz

10 comments 0 กันยายน 8, 2009

แสดงออก? ไม่แสดงออก?

2009081710222144142

หน้าม่านมายา 1 ก.ย. 2009 วิทยา แสงอรุณ

“คุณแสดงออกหรือเปล่า?”
“ผมไม่แสดงออกนะ!”
“ผมไม่ชอบ คนแสดงออก”

คำว่า “แสดงออก” ข้างต้น ไม่เคยถูกใช้ในหมู่ชายหญิงทั่วไป แต่ในหมู่เหล่าเกย์แล้ว คำๆ นี้ มักได้ยินกันบ่อยๆ ทั้งในโทรศัพท์ ออนเอ็มฯ (MSN) หรือบนกระดานประกาศต่างๆ โดยที่เหล่าชายรักชายเองหลายๆ คน รวมทั้งผมด้วย ก็ยังงงๆ อยู่ทุกๆ ครั้งว่า คนพูดกำลังหมายถึงอะไรกันแน่?

จนต้องย้อนถามกลับไปว่า “เอ่อ…คุณครับคุณ ที่คุณบอกว่า คุณไม่แสดงออก หมายถึง

1) คนมองไม่ออกว่า คุณเป็นเกย์? หรือ 2) คุณไม่ได้ออกแนว “สาว”? หรือ 3) คุณไม่ต้องการบอกใครๆ หรือยอมรับกับใครๆ ว่า คุณเป็นเกย์ หากถูกถาม?

มันช่างคลุมเครือโดยแท้ แต่มีข้อน่าสังเกตก็คือว่า คนที่ใช้คำนี้กับคนอื่น มักจะเป็นเหล่าเกย์ที่แลดูเหมือนผู้ชายทั่วไปที่ไม่ได้มีจริตของหญิง ไม่มีการแต่งตัว หรือมีสัญลักษณ์ใดๆ ที่จะทำให้คนทั่วไปรู้ได้ว่า ตนเป็นเกย์

และเกย์ที่บอกว่า ตนเอง “แมนๆ” เหล่านี้ จะเลือกที่จะไม่คบค้า หรือเดินไปไหนมาไหนด้วยกับคนที่ “ออกสาว” พวกเขาจะใช้คำถามสั้นๆ กับอีกฝ่าย ก่อนจะพบกัน หรือนัดเจอว่า “’คุณออก’ หรือเปล่า?”

แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ในภาพใหญ่ เมื่อสังคมยังไม่ได้เปิด และยังมีผู้คนที่ไม่เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศอยู่มาก จะพบว่า มีบางคนที่ไม่เข้าใจแต่ก็จะไม่ “แสดงออก” ว่า ไม่เห็นด้วย หรือแสดงอาการดูถูกดูแคลน แต่ก็มีบางคนที่ “แสดงออก” ว่า รังเกียจและไม่อยากคบค้าสมาคมคนที่เป็นเกย์

ผู้ชายที่เป็นเกย์ส่วนใหญ่ และไม่ได้มีจริต “สาว” จึงมักจะระมัดระวังตัว กลัวคนจะรู้ว่า ตนเป็นเกย์ คำว่า “ไม่แสดงออก” ของคนกลุ่มนี้ จึงมีความหมายรวมไปถึง ไม่มีใครรู้หรอกว่า ผมเป็นเกย์  และอีกนัยหนึ่งก็คือ จะไม่ให้เกย์คนอื่นที่ถูกมองรู้ว่าเป็นเกย์ เข้าไปใกล้ๆ ตัวเขา เพราะเขากลัวสายตาของสาธารณชน

เมื่อเป็นดังนี้ จะบอกได้ไหมว่า การที่เกย์ “ออกแมน” ไม่ยอมรับตัวตนและการแสดงออกของเกย์ “ออกสาว” จึงกลายเป็น “การกีดกันทางเพศซับซ้อน”

นอกจากสังคมใหญ่จะมีความรู้สึกกีดกันความแตกต่าง และไม่ยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศ รวมถึงสิทธิทางเพศแล้ว ในหมู่เกย์เอง ก็มีการแบ่งแยก และรู้สึกกีดกันกันเองเช่นกัน เช่นเดียวกับเกย์บางคนที่ไม่ชอบกะเทย

“การแสดงออก” หรือ “การไม่แสงออก” จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในตัวเอง ระดับการยอมรับตัวเองของคนเป็นเกย์ โดยเฉพาะเกย์ที่คนมองไม่ออกว่า เป็นเกย์

ส่วนเกย์ที่ออกสาว (feminine gays) นั้น พวกเขาก็ไม่ได้ความตั้งใจจะออกสาว ให้คนหันมามอง แล้วขมวดคิ้ว ผมเดาเอาเองว่า คงเป็นธรรมชาติของพวกเขาที่ทำให้เขาแสดงออกเช่นนั้น พวกเขา  “แสดงออก” ในสิ่งที่พวกเขารู้สึก แล้วมันผิดตรงไหน?

ระดับของการยอมรับตัวเองของคนเป็นเกย์นั้น มีความแตกต่างกันไป บางคนยอมรับว่า ตัวเป็นเกย์ กับแค่เพื่อนสนิท บางคนยอมรับกับคนที่บ้าน แต่ไม่มีวันให้คนในที่ทำงานรู้เด็ดขาด หรือบางคนตรงกันข้าม จะระวังไม่ให้เจ้านาย เพื่อนร่วมงานรับรู้

ชาวต่างชาติหลายคนมาเที่ยวเมืองไทย แล้วไปเดินสีลม ซึ่งเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวไปถูก และรู้จักมากกว่าย่านเกย์อื่นๆ ในกทม. พวกเขามักจะคิดไปว่า เหล่าเกย์ที่เดินอยู่ที่สีลมมากมาย เป็นผู้ที่เปิดเผยตัวแล้ว ถึงกล้ามาเดิน หรือมาเที่ยวกันที่นี่ แต่ในความจริง การปรากฏตัวที่สีลม กับการเปิดเผยตัวที่บ้าน หรือที่ทำงาน เป็นคนละเรื่องกัน เกย์หลายคนที่มาเดินที่สีลม ไม่ใช่ทุกคนนะครับ ไม่คิดว่าจะเจอใครจากทางบ้าน หรือจากที่ทำงานยามมาพักผ่อนที่สีลม พวกเขาจึงไปสีลมได้บ่อยๆ

การแสดงออก หรือไม่แสดงออกเกี่ยวข้องแค่ “การแสดงออกภายนอก” เช่น ท่าทางการเดิน การพูดจา การแต่งตัว จริตจะก้านเท่านั้นหรือไม่?

ผมพบว่า ในบางกรณี คำว่า “แสดงออก”  หรือ “ไม่แสดงออก” มันครอบคลุมไปถึง การแสดงออกทางความคิด การแสดงออกทางทัศนคติ หรือสิ่งที่กระทำอีกด้วย

ดังนั้น จึงมีเกย์บางกลุ่ม หรือเกย์บางคนที่ไม่มีใครมองออกว่า ตนเป็นเกย์ รวมถึงเกย์ที่นิยมในมายาคติของ “ความเป็นแมน” และดูแคลน “ความเป็นสาว” จะเป็นกลุ่มคนที่แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องราว เหตุการณ์ สิ่งรอบตัวใดๆ ที่เกี่ยวกับเกย์ พวกเขาจะใช้ชีวิตเยี่ยงคนทั่วไปที่เป็นผู้ชายที่รักผู้หญิง ไม่รับรู้ ไม่ติดตามอะไรที่เกี่ยวกับเกย์ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ พวกเขาบอกตัวเองว่า เขาแค่เป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชาย ก็แค่นั้น
หากจะบอกว่า ในโลกนี้มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “เกย์คัลเจอร์” (Gay Culture – ซึ่งบางคนก็บอกว่ ามี บางคนก็ตั้งข้อสงสัยอยู่ว่า มันคืออะไรกันแน่)  คนกลุ่มนี้จะนึกไม่ออกว่า คนพูด พูดถึงอะไร

ความเป็นเกย์คือความหลากหลายอย่างหนึ่ง เกย์ไม่ได้มีแบบเดียว และผมเชื่อว่า เกย์ที่ออกสาว หรือเกย์ที่โดนเกย์สาวเรียกว่า พวก “เก๊กแมน” ก็ไม่ได้มีอยู่แบบเดียว เช่นเดียวกับผู้ชายที่รักผู้หญิง บางคน ก็ “ออกสาว” โดยที่ตัวเอง ไม่ได้เป็นเกย์

___________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขาและเพื่อนจัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th  Hi5: http://bangkokradioformen.hi5.com email: vitayamail@gmail.com

-end-

9 comments 0 กันยายน 3, 2009

รายการ Bangkok Radio For Men วันที่ 30 ส.ค. 2009

สวัสดีครับชาวบล็อค รายการคืนวันอาทิตย์ อยากสำรวจคนฟังว่า
มีทัศนคติอย่างไร เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย ต้องบอกว่า น่าสนใจ
และน่าตกใจ ฟังไว้ ได้แง่คิดนะ

ช่วงที่ 1: ข่าวเด่น ข่าวดัง ข่าวแปลก ทั่วโลก ละเมิดสิทธิเด็ก โค้ชทีมอิตาลี ไม่รับลูกทีม
ที่เป็นเกย์และเป็นแฟนกัน ข้ออ้าง…ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ คิดได้ไง และข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ช่วงที่ 2: ช่วงเปิดประเด็น เมื่อกวางเหลียวหลังไป พบเก้งไม่ได้ใส่ถุงยาง จะทำยังไง
ใครเป็นรุกให้เรียกตัวเองว่าเป็นเก้ง ส่วนใครรับ เรียกแทนตัวเองว่า กวาง
พบหลากหลายความเห็น หลากหลายชีวิต…ชั้นทุ่มเทให้เค้า ทั้งร่างกายและเงินทอง
แต่เค้าก็ไม่เห็นจะรักชั้นเลย? ชั้นมีเซ็กซ์กับเค้า โดยไม่ป้องกันอีกตะหาก???
น้องเก้งคนหนึ่ง เผย สอยรุ่นน้องโดยไม่ป้องกัน เค้าคิดอะไรอยู่?

(เลือก  copy เอานะ แล้วไปเปิดในบราว์เซอร์ แล้วโหลดไฟล์ลงมานะครับ)

http://www.mediafire.com/?i5ktyymhjfy
(10.58 MB)

http://www.mediafire.com/file/i5ktyymhjfy/Aug-31-09_BKKradio_1-2_30Aug09_mp3_LAME_32Kbit_32kHz_mono.mp3

<a href=’http://www.mediafire.com/?i5ktyymhjfy’>http://www.mediafire.com/?i5ktyymhjfy</a>
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ช่วง 3+4

ต่อ…ประเด็นเปิดสาย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทั้งเก้ง และกวางหลายท่าน
ไม่ใช้ถุงยาง เมื่อกลายมาเป็นแฟนกัน ทำไม อย่างไร ความไว้ใจกันคือ
คำตอบที่จะไม่ใช้เหรอ? ส่วนคนใช้ประจำกับแฟน เค้าคิดยังไง?
พอเราเป็นแฟนกันแล้ว ถุงยางคือสิ่งแปลกปลอมสำหรับความสัมพันธ์
ของเราทั้งสองเหรอ?

(เลือก  copy เอานะ แล้วไปเปิดในบราว์เซอร์ แล้วโหลดไฟล์ลงมานะครับ)

http://www.mediafire.com/?f45cozutym5
(11.7 MB)

http://www.mediafire.com/file/f45cozutym5/Aug-31-09_Bkkradio_3-4_30Aug09_mp3_LAME_32Kbit_32kHz_mono.mp3

<a href=’http://www.mediafire.com/?f45cozutym5′>http://www.mediafire.com/?f45cozutym5</a>

2 comments 0 สิงหาคม 31, 2009

สื่อบิดเบือนกับวรพจน์ เพชรขุ้ม

2e21a1cc08425cba6ec77727571c0476
ใครที่ได้ดูอัลบั้มภาพของนักมวยฮีโร่ขวัญใจชาวไทย วรพจน์ เพชรขุ้มในนิตยสาร “STAGE” แล้วมีสติดีอยู่ คงต้องถามตัวเองว่า “นู้ดตรงไหน”? เพราะพลิกดูทั้งเล่มก็ไม่ปรากฏ วรพจน์ ในสภาพไร้อาภรณ์ใดๆ ก็มีแต่กางเกงว่ายน้ำในสไตล์และสีสันต่างๆ

ปลายเดือนกรกฎาคม สื่อมากมายลงข่าวครึกโครมโดยใช้คำว่า “วรพจน์นู้ด” เป็นตัวจุดประเด็น และตามด้วยคำว่า “เกย์” บ้าง หรือ “ชาวสีม่วง ”บ้าง สร้างความตื่นเต้นและกังขา จนเป็นที่มาของคำถามนานาว่า วรพจน์เป็นเกย์หรือเปล่า? วรพจน์หมดตัว จนต้องยอมเปลื้องผ้าถ่ายแบบให้ “นิตยสารเกย์”?

คำว่า “นู้ด” และคำว่า “เกย์” สามารถสร้างผลสะเทือนต่อการรับรู้และขัดเคืองต่อมจริยธรรม และศีลธรรมอัน “ดีงาม” ได้อยู่เสมอ จนคนอ่าน คนฟัง คนได้ยินข่าวที่ไม่ทันได้ “คิดทัน” จะเกิดอาการอึดอัดและอยากหยัดยืนขึ้นมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องมาตรฐานเหล่านี้
ในสังคมไว้อย่างแข็งขัน

เวลาใครพูดคำว่า “เกย์” ขึ้นมาทีไร คุณผู้อ่านคงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมว่า จะนึกถึงภาพๆ หนึ่ง คือ ภาพของผู้ชายสองคนกำลังมีเพศสัมพันธ์กันทางประตูหลัง?

นั่นเป็นภาพลักษณ์อย่างหนึ่งที่ฝังอยู่ในห้วงคิดคำนึงของคนทั่วไปอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก็มีเกย์หลายคนไม่สนใจประตูหลัง

แต่เป็นเพราะเกย์ “ถูกทำให้” เป็นเช่นนั้นเสมอ โดยที่คนทั่วไปมักไม่่แยกแยะเรื่อง ตัวตน สิทธิทางเพศ และเรื่องส่วนตัวบนเตียง และนิยมเอาสิ่งที่ตัวเองคิดว่า “เป็นมาตรฐาน” ทางกามารมณ์ของตนเป็นตัวชี้วัด และตัดสินผู้อื่น

และเวลาวาดภาพเหล่านั้นขึ้นมา คุณก็อาจจะอดไม่ได้ที่จะเกิดอาการกระอักกระอ่วน และรู้สึกต่อต้าน เพราะในบางครั้ง ก็นึกวาดภาพตัวเองไป
แทนที่ในตำแหน่งแห่งที่กามารมณ์นั้น แล้วก็ “รับ” ไม่ได้

9fd23ee923c0fdcd03c1c458eaf74f3e

ในความเป็นจริงแล้ว วรพจน์ไม่ได้ถ่ายนู้ด และนิตยสาร STAGE ก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับกลุ่มชายรักชายตั้งแต่แรก สองเรื่องนี้ไม่ได้รับการรายงานอย่างตรงไปตรงมาในหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการของนิตยสารดังกล่าว กล่าวว่า บางครั้งนิตยสารก็มีนางแบบเป็นผู้หญิงในชุดว่ายน้ำ เพราะอยากทำนิตยสารชุดว่ายน้ำ ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาด

ถ้าข้อมูลดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ ก็คงไม่ทำให้พิธีกรรายการเจาะใจที่สัมภาษณ์วรพจน์ไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคม โดยตั้งหัวข้อว่า “เปลือยฮีโร่” ต้องแสดงอาการแปลกใจ หลังจากพลิกนิตยสารดังกล่าวทั้งเล่ม และอุทานว่า ทำไมมีแต่วรพจน์ในชุดว่ายน้ำ?

ในรายการเจาะใจ วรพจน์ได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวความเป็นมาก่อนไปถ่ายแบบ ระหว่างถ่าย และความรู้สึกหลังจากนั้นของเขาอย่างตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่า ใครที่ได้ดูต้องบอกว่า ฮีโร่ขวัญใจชาวไทยคนนี้ ช่างดู “ซื่อจริงๆ”

และความซื่อของเขาก็อาจมีส่วนชวนให้ใครๆ รวมถึงสื่อมวลชนผู้หวังดีคิดว่า ที่ไปถ่ายแบบที่นิตยสารนั้นมา เพราะคงถูก “ล่อลวง” หรือถูกหลอก แน่ๆ เลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ นอกจากคำว่า นิตยสารเกย์ จะพกคำว่า “นู้ด” “เปลือย” และ “ผิดศีลธรรม” ติดมาด้วยแล้วจากข่าวดังกล่าว ยังมีคำว่า “ผู้ร้าย” และ “หลอกลวง” พ่วงมาด้วย

ภาพลักษณ์ในแง่ลบเหล่านี้เองที่ทำให้คนทั่วไป ไม่เข้าใจเกย์ และความเป็นเกย์ เสมอมา

aa41c5c4b7afffc35b640306fd02137d

บทความนี้เขียนขึ้นก่อนจะมีการประชุมกรรมการสมาคมมวนสมัครเล่น จึงไม่ทราบว่า ผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างไร แต่จากรายการ  “เจาะใจ” ดูจากปฏิกิริยาของวรพจน์แล้ว เหมือนเขาไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร และเขายังย้ำอีกด้วยว่า ผลงานในนิตยสารฉบับนั้นคือ ภาพแฟชั่น ไม่ใช่ภาพนู้ด และ “เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดอะไร”

คนที่มีสติแยกแยะได้ดีอยู่รู้ดีว่า ถ้าเขาใส่ชุดเดียวกัน และเป็นแบบถ่ายภาพลงในนิตรสารผู้หญิงทั่วไป ก็คงไม่มีการตั้งคำถามพวกนี้

บรรณาธิการของ STAGE กล่าวว่า ถ้าสมาคมฯ และคนทั่วไปคิดเสียใหม่ว่า วรพจน์เป็นฮีโร่ของทุกๆ คน การที่ผู้ชาย หรือคนดังคนหนึ่งไปถ่ายภาพในนิตยสารที่มีเกย์ซื้ออ่าน ก็ไม่เห็นจะผิดอะไร

ผมเลยอยากจะเพิ่มว่า นิตยสารผู้หญิงตั้งหลายฉบับ ก็มีเกย์ซื้ออ่าน

เรื่องนี้ไม่น่าจะมีใครผิด แต่สุดท้าย เกย์ก็ยังเป็นจำเลยในความรู้สึกของคนทั่วไปอยู่ดี ถ้าคนในสังคมยังยึดติดอยู่กับ “ความรู้สึก” เหนือ “การใช้เหตุผลและข้อเท็จจริง” เวลาตัดสินเรื่องราวใดๆ ไม่ว่าจะสีม่วง สีเหลือง หรือสีแดง
พลาดไม่ได้  ละคร “นางฟ้านิรนาม” เรื่องราวชีวิตของ “เภสัชกรยิปซี-ดร. กฤษณา ไกรสิทธุ์ 20-30 สิงหาคมนี้ เวลา 19.00 เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มรอบ 14.00 ที่สตูดิโอ 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ติดต่อ 02-2184802, drama.arts@gmail.com ซื้อบัตรที่ศูนย์หนังสือจุฬา สาขาสยามสแควร์และจัตุรัสจามจุรี และอีกรายากรหนึ่ง Queer Shorts ด้วยหนังสั้น 5 เรื่องเด็ด ในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 13 ฉายวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 18.30 ห้อง Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร รับบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ 1 ชั่วโมง รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thaishortfilmfestival.com หรือ thaishortfilmfestival@gmail.com หรือ โทร 080-557-9709

___________________________
วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขาและเพื่อนจัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th  อีเมล์ vitayamail @ gmail.com

9 comments 0 สิงหาคม 18, 2009

20 สค. อย่าพลาด Queer Short Films ฟรีที่ศูนย์ศิลปฯ

hungry or full 2

มาอีกแล้วครับท่าน ครั้งที่สองของ Queer Short Films ที่ทางผู้จัดนำมาเสนอ

มีหนังไทยอยู่หนึ่งเรื่อง โปรดดูรายละเอียดข้อมูลประชาสัมพันธ์ด้านล่างนะครับ
(ไม่ค่อยชอบคำว่า “ความสัมพันธ์แบบลักเพศ” เท่าไหร่ เพราะฟังดู เพื้ยน..)
แล้วพบกัน

ขอเชิญชมความโปรแกรม Queer Shorts ในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 13

หลังจากที่ปีที่แล้ว ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับการประเดิมทำโปรแกรม  Queer Shorts ครั้งที่หนึ่ง ในปีนี้เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 13 ก็ขอตอกย้ำความสำเร็จด้วยโปรแกรม Queer Shorts อีกครั้ง โดยในปีนี้จะเน้นไปที่หนังที่พูดเรื่องความสัมพันธ์แบบลักเพศ (Queer Relations) ซึ่งประกอบไปด้วย หนังสั้น 5 เรื่องจาก 5 ประเทศ และ 5 ความสัมพันธ์

SHADOW_OF_A_FIRE
โดยเริ่มจากหนังสั้นหญิงรักหญิง เรื่อง Shadow of a Fire จากประเทศฝรั่งเศส เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังคงลุ่มหลงใฝ่เสน่หาจากผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ทิ้งเธอไป แม้เธอจะพยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นๆ เธอก็ไม่สามารถหลุดออกจากบ่วงเสน่หานี้ได้

หนังสั้นเรื่องต่อมาเป็นหนังสั้นจากโปตุเกส เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของชายหนุ่มวัย 70 ที่หลงรักชายหนุ่มรูปงาม เจ้าของชื่อเรื่อง Heiko แต่ความรักของชายแก่ไม่ธรรมดาตรงที่ว่า สิ่งที่เขาหลงรักไม่ใช่ความหล่อเหลาของชายหนุ่ม แต่เป็นเท้าต่างหาก

Heiko

หนังสั้นเรื่องต่อมาเป็นหนังสั้นจากโปตุเกส เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของชายหนุ่มวัย 70 ที่หลงรักชายหนุ่มรูปงาม เจ้าของชื่อเรื่อง Heiko แต่ความรักของชายแก่ไม่ธรรมดาตรงที่ว่า สิ่งที่เขาหลงรักไม่ใช่ความหล่อเหลาของชายหนุ่ม แต่เป็นเท้าต่างหาก

ที่น่ายินดีก็คือ  ปีนี้ มีหนังสั้นจากประเทศไทยฉายในโปรแกรมนี้ด้วย  นั่นก็คือเรื่อง อาหาร 3 หมู่ ผลงานของอนุชิต มวลพรม ซึ่งเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเพื่อนผู้ชายคู่หนึ่งที่ตั้งอยู่บนความยั่วเย้า และนั่นทำให้พวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่า พวกเขาเป็นเพื่อนกันหรืออะไรกันแน่ (หนังสั้นเรื่องนี้ยังเข้ารอบรัตน์ เปสตันยี ปีนี้ด้วย และหนังจะฉายอีกรอบคือ วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม รอบ 15.00 น.)

Colors and Razors jpeg

หนังสั้นเรื่องต่อมา มาจากประเทศบลาซิลเรื่อง  About Colours and Razors หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของหนุ่มช่างเสริมสวยกับกระเป๋ารถเมล์สาวสุดโทรม เมื่อวันหนึ่งหนุ่มช่างเสริมสวยสังเกตเห็นความงามที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของเธอ เขาจึงเริ่มตีสนิทกับเธอ และนั่นนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่จะทะลายมายาคติเรื่องเพศอย่างที่สังคมส่วนใหญ่ในปัจจุบันเข้าใจ

Homo Baby Boom jpeg

ปิดท้ายโปรแกรมด้วยสารคดีจากประเทศสเปน เรื่อง Homo Baby Boom หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องครอบครัวสองแม่ และสองพ่อ ที่สามารถเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ดั่งใจพวกเขาปรารถนา เมื่อรัฐบาลประเทศสเปนได้ยอมให้ครอบครัวของคนรักเพศเดียวกันมีสิทธิ์ในการรับเลี้ยงดูลูกบุญธรรมได้

โปรแกรมความสัมพันธ์แบบลักเพศนี้ จะฉายในงานเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 13 ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม ศกนี้ เวลา 18.30 น. ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สามารถรับบัตรเข้าชมได้ล่วงหน้า 1 ชั่วโมง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaishortfilmfestival.com หรือ สอบถามได้ที่ thaishortfilmfestival@gmail.com
หรือโทร 080-557-9709

เชิญชมความโปรแกรม Queer Shorts ในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 13
หลังจากที่ปีที่แล้ว ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับการประเดิมทำโปรแกรม  Queer Shorts ครั้งที่หนึ่ง ในปีนี้เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 13 ก็ขอตอกย้ำความสำเร็จด้วยโปรแกรม Queer Shorts อีกครั้ง โดยในปีนี้จะเน้นไปที่หนังที่พูดเรื่องความสัมพันธ์แบบลักเพศ (Queer Relations) ซึ่งประกอบไปด้วย หนังสั้น 5 เรื่องจาก 5 ประเทศ และ 5 ความสัมพันธ์
โดยเริ่มจากหนังสั้นหญิงรักหญิง เรื่อง Shadow of a Fire จากประเทศฝรั่งเศส เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังคงลุ่มหลงใฝ่เสน่หาจากผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ทิ้งเธอไป แม้เธอจะพยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นๆ เธอก็ไม่สามารถหลุดออกจากบ่วงเสน่หานี้ได้
หนังสั้นเรื่องต่อมาเป็นหนังสั้นจากโปตุเกส เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของชายหนุ่มวัย 70 ที่หลงรักชายหนุ่มรูปงาม เจ้าของชื่อเรื่อง Heiko แต่ความรักของชายแก่ไม่ธรรมดาตรงที่ว่า สิ่งที่เขาหลงรักไม่ใช่ความหล่อเหลาของชายหนุ่ม แต่เป็นเท้าต่างหาก
ที่น่ายินดีก็คือ  ปีนี้ มีหนังสั้นจากประเทศไทยฉายในโปรแกรมนี้ด้วย  นั่นก็คือเรื่อง อาหาร 3 หมู่ ผลงานของอนุชิต มวลพรม ซึ่งเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของเพื่อนผู้ชายคู่หนึ่งที่ตั้งอยู่บนความยั่วเย้า และนั่นทำให้พวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่า พวกเขาเป็นเพื่อนกันหรืออะไรกันแน่ (หนังสั้นเรื่องนี้ยังเข้ารอบรัตน์ เปสตันยี ปีนี้ด้วย และหนังจะฉายอีกรอบคือ วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม รอบ 15.00 น.)
หนังสั้นเรื่องต่อมา มาจากประเทศบลาซิลเรื่อง  About Colours and Razors หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของหนุ่มช่างเสริมสวยกับกระเป๋ารถเมล์สาวสุดโทรม เมื่อวันหนึ่งหนุ่มช่างเสริมสวยสังเกตเห็นความงามที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของเธอ เขาจึงเริ่มตีสนิทกับเธอ และนั่นนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่จะทะลายมายาคติเรื่องเพศอย่างที่สังคมส่วนใหญ่ในปัจจุบันเข้าใจ
ปิดท้ายโปรแกรมด้วยสารคดีจากประเทศสเปน เรื่อง Homo Baby Boom หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องครอบครัวสองแม่ และสองพ่อ ที่สามารถเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ดั่งใจพวกเขาปรารถนา เมื่อรัฐบาลประเทศสเปนได้ยอมให้ครอบครัวของคนรักเพศเดียวกันมีสิทธิ์ในการรับเลี้ยงดูลูกบุญธรรมได้
โปรแกรมความสัมพันธ์แบบลักเพศนี้ จะฉายในงานเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 13 ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม ศกนี้ เวลา 18.30 น. ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สามารถรับบัตรเข้าชมได้ล่วงหน้า 1 ชั่วโมง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaishortfilmfestival.com หรือ สอบถามได้ที่ thaishortfilmfestival@gmail.com

8 comments 0 สิงหาคม 12, 2009

แฟนผมจะแต่งงานกับผู้หญิง

480abe553fc68[3]

วิทยา แสงอรุณ

นาย อ.” เล่าผ่านรายการ (วิทยุ) ว่า กลางเดือนสิงหาคมนี้ แฟนของเขาที่คบหากันมาแปดเดือน  จะกลับขอนแก่น เพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งที่พ่อแม่ “จัดให้” คำถามของนาย อ. ที่อยากให้ผมและเพื่อนช่วยตอบก็คือ

1.
เขาควรจะเลิกคบหาไปเลย ทางใครทางมัน? หรือ 2. ทิ้งระยะห่างมาซักพัก เพื่อดูสถานการณ์? หรือ 3. คบกันต่อไป และไม่ต้องสนใจสถานะใหม่ของแฟน?

ข้างบนนี้คือ ความสนใจของนาย อ. ที่เขาเป็นห่วงอนาคตของตัวเอง

แต่คุณผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง “น่าสงสารผู้หญิงคนนั้นนะ” “แต่งไปได้ยังไง ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเลยหรือ?”

ยังมีอีกหลายคำถามและหลากหลายความรู้สึกล่ะครับ อย่างเช่น แล้วแฟนของนาย อ. ล่ะ? มีใครสงสารเขาบ้างไหม?

ส่วนผมคิดทะลึงไปไกล เพราะยังอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วแฟนนาย อ. คนนี้จะ “ทำ” ได้หรือไม่ ในเมื่อตัวเขาเป็น “ฝ่ายรับ”?

แล้วถ้าเกิดทำได้ และมีลูก ครอบครัวนี้จะเป็นยังไงต่อไป ถ้าเกิดคุณพ่อคนนี้ ไม่ยอมเก็บกดธรรมชาติที่แท้จริงในตัวเองอีกต่อไป?” ผมล่ะสงสัยจริงๆ

จากข้อมูลเบื้องต้น แฟนของนาย อ. เรียนจบและทำงานแล้ว และน่าจะดูแลตัวเองได้แล้ว สิ่งที่เขาคิดว่าเป็น “ไฟท์บังคับ” ของตัวเขาก็คือ ​“เป็นลูกชายคนเดียว” ของตระกูล และการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะ “สองตระกูล” อยากจะดองกัน

ไม่ต่างจากนิยายเท่าไหร่

ส่วนพ่อแม่ และอาจจะรวมถึงบรรดาญาติผู้ใหญ่ ที่ตอนนี้ต่างยินดีปรีดากันถ้วนหน้าที่ลูกและหลานคนนี้ เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที

และกำลังเตรียมตัวจัดงานแต่งงานอยู่ คุณผู้อ่าน รู้สึกต่อคนเหล่านี้อย่างไร?

น่าสงสาร? หรือน่าหัวเราะเยาะ ที่พวกเขา ช่างไม่รู้อะไรซะเลย?

บางคนอาจจะคิดถึงพ่อแม่ที่จับลูกชายแต่งงานโดยที่ลูกไม่เต็มใจ และต้องปลงว่า ในสังคมปัจจุบันที่ข่าวสารรวดเร็วทันสมัย ก็ยังมีเรื่องราวแบบนี้อยู่

บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วพ่อแม่ฝ่ายหญิงล่ะ น่าจะโดนตำหนิด้วยหรือเปล่า ที่ยกลูกสาวให้อีกตระกูลโดยไม่รับรู้ว่า ลูกเขยไม่ได้ชอบผู้หญิง? หรือทั้งๆ ที่รู้ หรือรู้อยู่เลาๆ  ว่า ผู้ชายบ้านนั้นไม่ได้เหมือนชายทั่วไป แต่…ก็ช่างเถอะ ก็ยังอยากจะยกลูกสาวให้อยู่ดี? ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงครอบครัวคนยากจนทางเหนือที่ขายลูกสาวใช้หนี้


แล้วตัวคุณผู้อ่านล่ะครับ หากคุณเป็นเพื่อนคนหนึ่งของแฟนนาย อ. และรับรู้ว่า เพื่อนคนนี้ของคุณ ไม่ได้รักชอบผู้หญิง และเขากำลังจะแต่งงาน เพราะ “ถูกที่บ้านบังคับ” คุณอยากจะบอกความจริงให้เจ้าสาวรู้มั๊ย?

เมื่อถึงวันแต่งงาน คุณเพื่อนทั้งหลายที่รับรู้เรื่องราวดี จะไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนคนนี้หรือไม่? และคุณจะรู้สึกอย่างไรกับภาพเบื้องหน้า ภาพของชายเกย์คนหนึ่งที่กำลังเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์กับผู้หญิงคนหนึ่ง? หรือก้อ…ธุระไม่ใช่นี่?

การแต่งงานแบบผิดฝาผิดตัวครั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ต่างอะไรกับอาชญากรรมที่มีผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ มีเจตนา มูลเหตุแห่งการกระทำ และแถมยังมีพยานรู้เห็นอีกต่างหาก

ต่างจากการแต่่งงานแบบผิดฝาผิดตัวในกรณีอื่นๆ อย่างเช่น ฝ่ายชายอาจจะไม่รู้ตัวมาก่อนว่า แท้จริงแล้ว ตัวเองชอบผู้ชาย แล้วก็แต่งงานไป เพราะใครๆ ก็แต่ง หรือในกรณีที่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างก็รู้ความจริงดี แต่ก็ยังต้องการแต่งงานกันอยู่ดีเพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนกัน กรณีอย่างนี้ ก็มีเช่นกัน

แต่ในกรณีเจ้าบ่าวขอนแก่นคนนี้ เขารู้ดีอยู่แล้วว่า ตัวเองไม่ได้รักชอบผู้หญิง และด้วยความต้องการของพ่อแม่ที่อยากให้แต่ง และบวกกับ “ความขี้ขลาด” ของตัวเอง เขาจึงไม่กล้าที่เปิดเผยความจริงให้ทุกๆ คนรับรู้

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมคิดว่า ไม่มีใครช่วยเขาได้ แต่ยังไม่สายเกินไป ถ้าจะ พูดความจริง แม้ความจริงจะทำให้คนอีกมากมายต้องเสียใจ ผิดหวัง และโกรธ แต่ความจริงครั้งนี้ ก็จะช่วยใครอีกหลายคน โดยเฉพาะ ตัวเขาเอง

___________________________

ที่มา: หน้าม่านมายา 5 .. 2009

วิทยา แสงอรุณ เป็นคอลัมนิสต์อิสระ เขาและเพื่อนจัดรายการอยู่คลื่น FM102 ทุกวันอาทิตย์ สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ฟังรายการย้อนหลัง www.nationradio.co.th


5 comments 0 สิงหาคม 6, 2009

เชิญโหลดคลิปรายาการ Bangkok Radio For Men 2 ส.ค.2009

อาทิตย์นี้นำคลิปวิทยุมาส่งครับ อย่างไรเสีย ฟังแล้วชอบช่วยส่งต่อๆ ไปนะครับ
ขอบคุณครับ คุณผู้อ่าน

hi5 ของรายการนี้อยู่ที่ http://bangkokradioformen.hi5.com
ตอบคำถามอยู่ใน  hi5 นี้นะครับ

ช่วง  1+2

http://www.mediafire.com/download.php?myz1jkyyyh5

ข่วง 3+4

http://www.mediafire.com/download.php?mv5yzi1yhmm

ช่วงที่ 1: ข่าวสารน่าสนใจรอบโลกที่สื่อไทยไม่ค่อยลง รวมถึงข่าวฮือฮา

ในเมืองไทย วรพจน์ เพชรขุ้มนักมวยสมัครเล่นแชมเปี้ยนจะโดนทำโทษหรือไม่
ที่ไปถ่ายแบบเซ็กซี่ในนิตยสารเกย์ แล้วถ้าไปถ่ายในนิตยสารผู้หญิงล่ะ
ภาพเดียวกัน? พิ้งกี้ชักสงสัยและไม่เฟิร์มความแมนของอั้มหลังเลิก
เหตุยิงวัยรุ่นอุกอาจที่อิสราเอล ยังจับคนร้ายไม่ได้

ช่วงที่ 2-3 สัมภาษณ์ “คุณลุ้ค” ครูสอนโยคะ เรื่องโยคะอินเดีย
โยคะนู้ดเป็นยังไง เผลอไผลไล่เลียงไปพูดถึงนู้ดบีช เป็นยังไง
วิจารณ์หนัง Bruno ก่อนจะถึงประเด็นสำคัญของรายการ
?มุมมอง gay life- gay lifestyle? ไทยและเทศต่างกันอย่างไร?
ทำไมในเมืองไทย กิจกรรมไม่ค่อยหลากหลายนอกจาก
บาร์ ซาวน่า ….ให้คุณนึกอีก ก็คงนึกไม่ออก….(ในห้องน้ำ
และในโรงหนังชั้นสอง…ไม่นับ)

ช่วง 4: เปิดสาย: แฟนผมจะแต่งงานกลางเดือนนี้ ทำยังไง?
พี่ครับ เพื่อนบอกว่า ไม่ได้เป็นเกย์ แต่ผมยังอยากได้เขาเป็นแฟน?
และความคืบหน้าของซีรีส์ชีวิตการรอคอย 7 ปี ของนายเอ พระโขนง
เขาตัดสินใจอย่างไร เมื่อคนที่คุยทางโทรศัพท์เผยว่า เป็นคุณพ่อ ลูกหนึ่ง?
ฟังคำตอบจากปากคำนายเอแบบจะจะ

8 comments 0 สิงหาคม 3, 2009

อิตาลี วาติกัน เกย์หนุ่มคู่นั้น

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 20-21 กันยายน 2008

มีหนังอีกเรื่องมาเล่า สัปดาห์ที่แล้วเล่าไปเรื่องหนึ่ง ของไทย รอบนี้ เป็นของอิตาลี ตกลงคอลัมน์นี้จะกลายเป็นคอลัมน์รีวิวแต่หนังหรือเปล่าเนี่ย? คงไม่หรอกครับคุณผู้อ่านที่รัก แต่ไม่แน่ สัปดาห์หน้าอาจมีอีกเรื่อง

กุสตัฟและลูคาทำงานด้านสื่อสารมวลชนทั้งคู่ ชีวิตพวกเขาเรียบง่าย แต่แล้วหลายอย่างก็เปลี่ยนไป

เมื่อสองปีที่แล้ว ที่อิตาลี มีร่างกฎหมายใหม่กำลังนำขึ้นสู่สภา (มีชื่อย่อว่า DICO) จึงเป็นที่มาของสารคดีการผจญภัย กระเทาะสังคม “homophobia” ของอิตาลีที่สองหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ พากล้องวิดีโอหนึ่งตัวไปตามเก็บหลักฐานผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้คนบนท้องถนนแห่งกรุงโรม รวมถึงย่านที่อันตรายที่สุด ถ้าคุณเป็นเกย์

ที่จริงเขาสองคนนั่งอยู่เฉยๆ ทำงานที่ตัวเองรักไปวันๆ ก็ได้ ไม่เดือดร้อนอะไร แต่เผอิญ เขารู้สึกว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบเข้าอย่างจังกับสิ่งที่มีร่วมกัน นั่นคือ ชีวิตคู่

แปดปีที่อยู่ด้วยกัน แปดปีที่ดูแลกัน โดยไม่มีอะไรมารองรับ หากใครเกิดเป็นอะไรไป สิ่งที่หามา ทำมา คงพังทลายไป และในที่สุด จะต้องมีคนหนึ่งคนใดในนั้นตกเป็นเหยื่อของความไม่เท่าเทียมในสังคม และการกีดกันทางเพศอย่างรุนแรง แล้วจะเอาอะไรมาเรียกร้อง?

ประเด็นการรองรับชีวิตคู่คนเพศเดียวกันทางกฎหมาย ดูห่างไกลสุดเอื้อม และไม่น่ามีวี่แววจะเกิดขึ้นในบ้านเรา ใช่มั๊ย?

และอีกอย่าง หลายๆ คนยังคงบ่นว่า โธ่…พี่ แฟนยังหาไม่ได้เลย จะให้มาสนใจเรื่องพวกนี้ทำไม?

ก็จริง แต่ถามจริงๆ เหอะ อยากมีมั๊ยละแฟน คนที่จะกลายมาเป็น “คู่ชีวิต” น่ะ?

คนที่อิตาลี ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน พวกเขาไม่เคยคิดว่า เกย์ และเลสเบี้ยน คนรักเพศเดียวกัน ควรจะได้รับอะไร หรือมีสิทธิ์อะไร

ปีที่แล้วทั้งปี ตั้งแต่กุมภาฯ เรื่อยมา ประเด็นการรองรับชีวิตคู่คนเพศเดียวกันกลายเป็นประเด็นการเมืองขั้นรุนแรง ข่าวทีวี ข่าวหนังสือพิมพ์ การเดินขบวนประท้วง เนื้อหารายการทอล์คโชว์ทางทีวี ต่างก็หยิบยกเรื่องนี้มานำเสนออย่างเผ็ดร้อน อดนึกถึงทีวีบ้านเราไม่ได้ คงได้ดูอย่างนี้สักวัน…

สิ่งเหล่านี้แหละที่สองหนุ่มบันทึกไว้เป็นวิดีโอความยาวรวมกว่า 30 ชั่วโมง แล้วตัดออกมาเป็นสารคดี 80 นาที

สารคดีเรื่องนี้ ได้รับคำนิยมตามเทศกาลหนังต่างๆ ทั่วโลก เพราะความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ขัน และความกล้านำเสนอสิ่งทีี่ขัดกับเสียงคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งขัดกับความรู้สึกของตัวเอง

คงเป็นเพราะกรุงวาติกันอยู่ในย่านนั้นมั้ง คงเป็นเพราะคนอิตาเลียนให้คุณค่ากับสถาบันครอบครัวอย่างสูงสุดมั้ง และเวลาโป๊ปพูดอะไร พวกเขาไม่มีทาง ไม่เชื่อ พวกเขาจึงมองเห็นว่า DICO เป็นมหันตภัยคุกคามชีวิตและทรัพย์สินที่ควรจะต่อต้านอย่างหัวชนฝา

ทั้งๆ ที่ ความจริง เจ้า DICO ตัวนี้ ไม่ได้รองรับคู่เพศเดียวกันเท่านั้น แต่ยังให้สิทธิ์ใครก็ได้ที่อยู่ร่วมกัน และใช้ชีวิตคู่ อย่างน้อย 9 ปี (ได้สิทธิทางมรดก) และ 3 ปี (ได้สิทธิได้รับค่าเลี้ยงดู) แต่สำหรับคนอิตาเลียนหัวโบราณและเคร่งศาสนา (เพราะมีกรุงวาติกันอยู่ใกล้ๆ?) รับไม่ได้อย่างยิ่ง พวกเขาเลยออกมาต่อต้านกันยกใหญ่

ถ้าเป็นผู้สื่อข่าวคนอื่น ยื่นไมค์ถามคนเดินถนนหนทางคงเป็นสารคดีข่าวธรรมดา แต่นี่เป็นสองหนุ่มนักสื่อสารมวลชนและเป็นเกย์ เขาทำมากกว่านั้น

กุสตัฟ ไม่เพียงแต่ถามความเห็นคนเดินถนนว่า รู้สึกยังไงกับ DICO เขาเอาตัวเองกับแฟน เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาด้วย “แล้วอย่างผมกับแฟนล่ะ เราอยู่ด้วยกันมาแปดปีแล้วนะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเหรอ” กุสตัฟบอกคนโดนสัมภาษณ์อย่างนั้น อย่างไม่ปิดบัง ผมนึกถึงตัวเอง จะกล้าเหมือนเขามั๊ยเนี่ย?

ผมว่า การนำเสนอในจุดนี้น่าสนใจมากๆ ขณะที่คนถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ ยกเหตุผลว่า มันผิดธรรมชาติ มันผิดบาป มันทำลายสถาบันครอบครัว คนที่พูดสิ่งพวกนี้ออกมาก็บอกหรืออธิบายอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้

ตัวสารคดีนำเสนอความเห็นซ้ำๆ แบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน บางคนก็ออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง บ้างก็ทำหน้าขวยเขินที่รู้ว่า คนสัมภาษณ์กับคนอยู่หลังกล้องวิดีโอเป็นแฟนกัน

ผมว่า ผู้ชมคนอื่นๆ ในโรงคงรู้สึกเหมือนผม เหมือนกับว่า เรากำลังดูผู้คนที่เป็นหุ่นยนต์ถูกไฟฟ้าช็อต หรือตกมาจากที่สูง พูดจาซ้ำๆ ซากๆ วนไปวนมา

วันนั้น ผมไม่อยากได้ยินคำว่า “ครอบครัว” อีกเลย ดูมันเป็นคำที่ไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่แม้แต่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่คนส่วนใหญ่ในสารคดีนี้อ้างถึงมัน

ผู้คนในกรุงโรมยังมองเกย์ในมุมมองเดิมๆ ผมเพิ่งรู้สึกว่า อิตาลีล้าหลังกว่าหลายประเทศในยุโรป ก็ตอนนี้เอง

คุณผู้อ่านคงคิดว่า เป็นสารคดีสุดเครียด แต่ความจริงไม่ใช่ นี่เป็นฝีมือการผสมผสานอย่างลงตัว พวกเขาสอดแทรกอารมณ์ขัน ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ

ฉากหนึ่ง สองหนุ่มนอนอยู่บนเตียง กำลังจะเข้านอนแล้วล่ะ แต่ยังอดคุยกันเร่ื่องสิทธิ์ต่างๆ ไม่ได้ ถ้า DICO ไม่ผ่าน พวกเขาจะเป็นยังไง? เขาตั้งคำถามกันและกันอย่างเคร่งเครียด

หลังจากสาธยายผลลัพธ์อันน่าเศร้าไปแล้ว พวกเขาก็เฉลยให้คนดูรู้ว่า นี่เพิ่งพูดจบไปน่ะ อ่านตามบทอยู่นะ ไม่ได้พูดสดๆ เหมือนตอนเดินสัมภาษณ์คนบนท้องถนน มันเป็นฉากที่เขาสองคนตั้งใจ “เมก” ขึ้นมา แต่มันได้ผลนะครับ เพราะคนดูเข้าใจเรื่องสิทธิ์ที่เข้าใจยาก ได้ง่ายขึ้น

ตกลงแล้วอิตาลี ก็ไม่มีข้อยุติเรื่อง DICO แต่สองหนุ่มก็ยังคงใช้ชีวิตคู่ของพวกเขาต่อไป

ส่วนตัวผมเอง ผมไม่ได้เชื่อในเรื่องการแต่งงาน แต่ผมคิดว่า คนเราควรมีสิทธิ์เลือกว่าจะแต่งหรือจะจดทะเบียน หรือจะอยู่ด้วยกันเฉยๆ มันเป็นทางเลือก และทุกๆ ทางเลือกไม่ได้ดีทุกอย่างเสมอไป แต่ประชาชนทุกๆ คนควรได้สิทธิ์เสมอกันที่จะเลือก

หนังเรื่องนี้ชื่อ Suddenly, Last Winter (2007) ถ้า Suddenly Last Summer จะเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่ง

แชะ! แชะ!

ที่อังกฤษ สองหนุ่ม เจนนี่ หรือพอล และเอเอน หรืออาเลน วัยเกษียณแล้วทั้งคู่ เคยมีลูกแล้วทั้งคู่ ลูกก็โตแล้ว สองคนก็ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ตอนนี้ ตกลงมาใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน สองคนมีความสุขดี รวมทั้งความสุขบนเตียงอีกต่างหาก ผมว่า เมืองไทยก็มีนะแบบนี้ เห็นบ่อยๆ หรือรับรู้บ่อยๆ ซะ เดี๋ยวคงชินกัน แชะ! แชะ!


อิตาลีเคยมีนักการเมืองเป็นสาวประเภทสองมาก่อน เธอชื่อว่า Vladimir Luxuria ถือเป็นนักการเมืองสาวประเภทสองคนที่สองของโลก แต่เป็นคนแรกของยุโรป ถัดจากก่อนหน้าที่เป็นชาวนิวซีแลนด์ คุณวลาดิเมีย เป็นนักแสดง พิธีกรรายการทีวี และเคยขายบริการทางเพศมาก่อนในอดีต เพราะขัดสนเงินทอง กว่าจะเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ขึ้นสู่อาชีพสูงสุดในชีีวิต เธอได้รับเลือกตั้งในปี 2006 ครั้งหนึ่งเธอเล่าว่า ไปเข้าห้องน้ำผู้หญิงในสถานที่ราชการนั่นแหละ เธอโดนนักการเมืองหญิงอาวุโสชื่อดังท่านหนึ่งโวยวาย บอกว่าเป็น sexual violation เรียกร้องให้เธอไปเข้าห้องน้ำผู้ชายแทน พร้อมเสนอให้มีการสร้างห้องนำ้เฉพาะของสาวประเภทสองแยกออกมาต่างหาก คุ้นๆ มั๊ย เรื่องแนวนี้?

12 comments 0 กันยายน 24, 2008

แก่ๆ แล้ว ใครจะดูแล?

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 27-28 กันยายน 2008

หลานมั้ง?
รับเด็กมาเลี้ยงสิ!
เก็บตังค์ไว้ เข้าบ้านพักคนชรา
อ้าว ถ้างั้น แล้วเวลาเหงาๆ ใครจะมาเยี่ยม?
หลานคงแต่งงานมีลูก วุ่นอยู่กับการทำมาหากิน
เด็กที่รับมาเลี้ยง ก็คงมีหนทางชีวิตคล้ายๆ กับหลาน
โว้ย…อย่ามัวคิดมาก รีบๆ ทำงานหาเงิน เก็บไว้ใช้ตอนแก่
ก็ถ้าหากเอ็งเจ็บป่วยไป เดี๋ยวพวกเพื่อนๆ มันก็เยี่ยมเองแหละ
อ้าว แล้วถ้าเพื่อนก็ชราเหมือนกัน เจ็บป่วยเหมือนเราล่ะ ใครจะมา?

ใครมีคำตอบมั่งมั๊ยเนี่ย?

ตอนแรกว่าจะตั้งชื่อตอนว่า เกย์…แก่แล้วไปไหน? แต่ฟังหดหู่เหมือนวิญญาณเร่รอน ยังไงก็ไม่รู้ สำหรับผม เคยคิดเสมอว่า ถ้าเกิดเจ็บป่วย ก็ขอไม่ต้องทรมานมาก ตายไปเร็วๆ เลย ผมก็ว่า…โอแล้วนะ ชีวิตนี้

และถ้าชาติหน้า เกิดมาเป็นเกย์อีก…ก็ไม่ว่าไร

แต่เดี๋ยว เอาปัจจุบันก่อน ในชาตินี้ ถ้าแก่ๆ แล้ว ใครจะดูแล?

คนมีแฟนก็คงหวังลึกๆ แฟนคงจะดูแลเรา และเราก็จะดูแลกัน แต่ถ้าเกิดแฟนเจ็บป่วย แล้วต้องจากไป ก็ค่อยไปหาแฟนใหม่มาดูแลเรา งั้นเหรอ?

แล้วจะหาใครมาดูแล และอยู่ด้วยทันมั๊ยล่ะ กว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ดีๆ ขึ้นมาอีกรอบ? อีกคำถาม ฟังดูเจ็บปวด แต่มันก็เป็นความจริง…ก็แก่ขนาดนั้น ใครจะมาเอา?

เอ…หรือจะขอตายตามไปเลย ให้จบๆ?

คงไม่ใช่ทางออกที่น่าเป็นไปได้แน่ๆ

หนึ่งกับสอง (ตั้งชื่อง่ายๆ อย่างงี้แหละ) อยู่ด้วยกันมานานหลายปี ทั้งสองอายุห่างกัน 8 ปี พอพวกเขาเริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆ สองคนเรียนรู้ และอดทนกันและกันมาตลอด ผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการ แล้วก็ได้ตัดสินใจและสัญญาว่า จะไม่ทิ้งกันไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

หนึ่งเคยมีนอกลู่นอกทางอยู่บ้าง แต่สองก็ไม่ว่าอะไร เพราะรักเขาคนนี้สุดหัวใจ ความดีของสองทำให้หนึ่งรู้ดีว่า ใครคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตเขา (นี่ไม่ใช่เรื่องสมมุติ แต่เป็นเรื่องจริง)

อย่างนี้เรียกว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะมั่นคง

ต่อไปนี้เป็นเรื่องสมมุติ

วันหนึ่ง หนึ่งป่วยหนัก ปางตาย สองก็เฝ้าดูแลพยาบาล ไปเฝ้าไข้อยู่ตลอด เป็นธุระให้ทุกสิ่งทุกอย่าง หนึ่งเริ่มสังเกตเห็นผมสีขาวๆ บนศีรษะของคนรัก เขาเพิ่งเริ่มสังเกตจริงๆ จังๆ ว่า สองก็เริ่มอายุมากขึ้น ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกตหรอก เพราะเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน เลยไม่รู้ว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

ทั้งสองคนไม่คิดจะอุปการะหลาน ลูกของพี่ชาย ส่วนเรื่องรับเด็กมาเลี้ยง แทบจะไม่ต้องพูดถึง และก็ไม่คิดจะเลี้่ยงหมาเป็นลูก

หนึ่งหายดีขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ตาย แต่ประสบการณ์เฉียดตายทำให้หนึ่งคิดว่า ถ้าเขาจากไป ใครจะดูแลสอง?

คุณแม่ คุณพ่อของเหล่าเกย์ทั้งหลายคงคิดอย่างนี้กับลูกชายเกย์ ยิ่งถ้ารู้ว่า ลูกชายยังไม่มีแฟน แล้วจะไป “ฝากผีฝากไข้” กับใคร?

ผมเริ่มคิด แล้วถ้าคำตอบคือ เริ่มหาอีกคน ซะตอนนี้เลยล่ะ ตอนยังไม่แก่ มีแรง และมีสติดีอยู่?

Three Boyfriends ไม่ใช่เรื่องที่เคยเขียนไปแล้วนะครับ แต่เป็นคอนเซ็ปท์ประหลาดๆ ที่อยากจะแชร์กัน ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ เอาไว้คิดเล่นๆ ดูละกัน ส่วนคนยังไม่มีแฟน อย่าเพิ่งงอนไป เอ้า…ฟังก่อน ก็พอมีแฟนแล้ว ค่อยกลับมาอ่านอีกทีก็ได้ไง

หลังจากหนึ่งฟื้นคืนสภาพ มาแข็งแรงเหมือนเดิม หนึ่งกับสอง ก็เริ่มมองหาว่า ใครควรจะเป็น “สาม” ดี เพราะหากหนึ่งตายจากไปจริงๆ สองก็ยังมีสามอยู่ โดยที่หนึ่งก็สบายใจ เพราะรับรู้ก่อนตายว่า คนรักของเขาจะมีคนมาดูแล (อย่าลืมทำพินัยกรรม ไม่งั้น ญาติของหนึ่งโผล่มาแน่)

สองกับสามก็ดำเนินชีวิตต่อไป โดยเมื่อถึงเวลาแล้ว สองก็จะกลายเป็นหนึ่ง และสามก็จะกลายเป็นสอง ตอนนี้ เราอยู่ด้วยกันสองคน และเมื่อพร้อม สองคน ควรช่วยกัน มองหาสามต่อไป

ฟังดูประหลาดแท้ Three Boyfriends คุณๆ อาจเถียงว่า เขียนน่ะมันง่าย จะทำจริงได้
เหรอ ก็ไม่เถียงแหละครับ ผมถึงเขียนก่อนนี่ไง แต่รอคนทำให้ดูอยู่ แต่ตอนนี้ รอคุณๆ แชร์ความเห็นกันก่อน

ส่วนผมคิดว่า Three Boyfriends น่าจะเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ของโลกยุคใหม่ คิดดูสิ ก่อนหน้านี้ ใครๆ ก็คิดว่า หญิงหย่าสามี ต้องเลี้ยงลูกอยู่คนเดียวเป็น Single Mom คงทำให้ลูกโตขึ้นมาแล้วมีปัญหา ก็มีให้เห็นในหลายๆ ประเทศ อย่าไปมองตะวันตกเลย ประเทศไทยนี่แหละ ลองดูสิครับ คุณรู้จักใครที่เป็น Single Mom มั่งมั๊ย?

มนุษย์สีรุ้งคงคิดเรื่อง แก่ชราแล้วใครจะดูแล เพราะยังไง ผมเชื่อว่า เกย์ส่วนใหญ่ก็ไม่คิดว่า พอมีแฟนอยู่กินกัน แล้วจะไปหาเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก หรือไปรับหลานมาดูแล นั่นคงเป็นทางออกหนึ่ง และหวังว่า เด็กที่โตขึ้น คงจะดูแลเราตอนแก่ชรา เรื่องนี้ตัดสินใจไม่ได้ว่า ผิดหรือถูก ถ้าคุณได้หลานกตัญญู ก็ดีไป

ก็แทนที่จะหาเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก หรือไปรับดูแลหลานลูกของน้องสาว หรือพี่ชาย ทำไม ไม่สร้างครอบครัวของตัวเอง?

ทุกอย่าง มีข้อดีและข้อเสียอยู่แหละ จะเป็นยังไง ถ้าสาม ที่เข้ามาร่วมชีวิตกับสอง เกิดไม่ถูกกับหนึ่ง? จะทำยังไง ถ้าสาม เกิดถูกชะตากับหนึ่งมากกว่ากับสอง? จะทำยังไงถ้าสามอยากมีสี่ ขึ้นมา สารพัดจะคิดแนว what if…เนี่ยละครับ แต่ผมคิดว่า ชีวิตควรมีทางเลือก

หนึ่งกับสอง ควรไปรับสมัครหาสามด้วยกัน คุณเกิดมีคำถามว่า แล้ว สามคน ต้องมีเซ็กซ์กันด้วยหรือเปล่า?

ผมว่า ถ้ามี แล้วมันจะแปลกพิสดารนักเหรอ?

เซ็กซ์กับความสัมพันธ์เป็นเรื่องซับซ้อน

ส่วนตัวผมเชื่อว่า เซ็กซ์ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด อยู่ที่ว่า เซ็กซ์นั้นมีความหมายกับคนๆ นั้นยังไงมากกว่า? เป็นแค่เครื่องมือบำบัดความใคร่ให้จบๆ ไป? (ต.ย. one-night stand ทั้งหลาย) เซ็กซ์เป็นเครื่องมือบอกรักแท้ (ต.ย. ชั้นจะไม่มีเซ็กซ์กับใครพร่ำเพรื่อ ชั้นจะมีเซ็กซ์กับคนที่ชั้นรักเท่านั้น) เซ็กซ์ทำให้เรารู้จักกันมากยิ่งขึ้น เซ็กซ์สนุก (ต.ย. เรามามีเซ็กซ์กันเถอะ มีอะไรกันแล้ว ไม่ชอบ ก็เป็นเพื่อน คุยกันได้นะ) หรือ เซ็กซ์ไม่ได้ช่วยอะไร ความเข้าใจกันต่างหาก (ต.ย. ข้ออ้างของคนที่อาจต้องพึ่งไวอากร้า)

ผมคิดว่า ความหมายของครอบครัว มันเปลี่ยนไปแล้ว ครอบครัวอาจจะแปลว่า ผู้ชายสามคนอยู่ด้วยกัน หรือผู้หญิงสามอยู่ด้วยกัน หนึ่งกับสอง เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่มีลูก ถ้าสามยังเรียนหนังสืออยู่ หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน หนึ่งกับสองก็คือที่ปรึกษา และผู้สนับสนุนชั้นดี

สังคมควรอยู่ด้วยการเกื้อกูลกัน

มีเกย์หลายคน ชอบรับบท “พี่ชายใจดี” ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคนอายุสามสิบกว่าๆ เพราะเริ่มอยู่ตัวเรื่องรายได้ และการทำมาหากิน เลยคิดแบ่งปัน รับเลี้ยง และดูแลน้องวัยทีน ที่เพิ่งเข้ามหา’ ลััย และขาดรายได้

ลึกๆ พวกเขาก็หวังว่า อาจได้เจอแจ็คพอต น้องเป็นเด็กกตัญญู ไม่ลืมบุญคุณที่คอยช่วยเหลือยามเขาเดือดร้อน ผมว่า นี่ก็เป็นรูปแบบความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง คนมีมาก ก็ควรเผื่อแผ่ จริงมั๊ยครับ แต่ถ้าคิดหวังสิ่งตอบแทนเกินไป ก็คงเป็นทุกข์ใจ

Three Boyfriends อาจเป็นคอนเซ็ปต์บ้าๆ บวมๆ แต่ถ้าคุณมีแฟน คุณรักแฟนของคุณ ห่วงแฟนของคุณ แล้วคุณต้องจากไปในอีกไม่กี่วัน ความคิดหนึ่งที่แวบเข้ามา ก็คงเป็น

ฉันน่าจะช่วยใครสักคนไว้ดูแลเขา ก่อนตายนะ ฉันจะได้สบายใจ

แชะ! แชะ!
ข่าวพีอาร์กระจายว่า จ๊อบ นิธิ สมุทรโคจร บอกถูกใจได้เล่นเป็นเกย์ในละครช่องสามเร่ือง สะใภ้ลูกทุ่ง “ตอนที่ได้รับการติดต่อให้มาเล่นเป็นเกย์ ก็รับทันที เพราะได้พลิกบทไปจากเดิมๆที่เคยเล่น…เพราะไม่ยึดติดกับบทพระเอกอยู่แล้ว ซึ่งพอเล่นแล้วก็สนุก บทจะเป็นเกย์แต่แอ๊บแมน แล้วก็จะหลงรักเอส-วรฤทธิ์ ยอมทำทุกอย่าง ขนาดยอมแต่งงานกับผู้หญิง เพื่อเอาเงินจากคุณย่ามาช่วยจ่ายหนี้ให้ บทจะมีสีสันมาก สีหน้าจะออกหมดเลย” อ่านแล้วรู้สึกชื่นชมจ๊อบนะครับ แต่ดูบทที่เขียนให้เล่นแล้ว ไม่รู้คนจะเข้าใจเกย์หรือมีอคติขึ้นกันแน่ แชะ! แชะ!รอฟังผลงานของสาวประเภทสองKim Petrasอายุแค่ 16 แปลงเพศตอนอายุ 12 เพลงของสาวเยอรมันคนนี้เริ่มจากคนฟังกลุ่มเล็กๆ แล้วบริษัทเพลงก็เพิ่งเซ็นสัญญาไป จะออกอัลบั้มเร็วๆ นี้ แวะไปเชียร์เธอกันหน่อย http://www.myspace.com/kimilinlein แชะ! แชะ!
ประมาณเดือนที่แล้ว เนเธอร์แลนด์ออกนิตยสารเกย์สุดเท่ winq ตั้งเป้าเป็นนิตยสารเกย์แห่งโลก gay global culture หาซื้อได้ที่บุ๊คกาซีน รูปเด็ดมาก น่าจะมีคนทำนิตยสารเกย์แห่งเอเชียซะทีนะแชะ! แชะ!

24 comments 0 กันยายน 28, 2008

เมื่อ “Idol” เลิกแอบ: “ชั้นรีบวิ่งไปปิดวิทยุแทบไม่ทัน”

วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 4-5 ตุลาคม 2008

สัปดาห์นี้นิตยสารบันเทิงยักษ์ใหญ่ “People Magazine” จะวางแผง ผู้คนทั่วสหรัฐ กำลังรออย่างใจจดใจจ่อ เพราะสัปดาห์ที่แล้ว ทางพีอาร์ของนิตยสารปล่อยข่าวใหญ่ออกมาจนฮือไปทั่วโลก

“New Dad Clay Aiken. YES, I’M GAY.”

พร้อมลงรูปนักร้องหนุ่มคนดัง กำลังอุ้มทารกวัยไม่ถึงสองเดือน

เคลย์ เอเคน เป็นนักร้องเสียงนุ่มเสน่ห์แรง ดังเปรี้ยงมาจากการประกวดร้องเพลงรายการใหญ่ของสหรัฐ American Idol

ผู้เข้าแข่งขันจะถูกคัดข้นมาจากทั่วประเทศ แต่ไม่ได้โดนจับมาขังอยู่ในบ้านเดียวกัน เอากล้องไปส่อง 24 ชั่วโมง จนคนดูรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านเดียวกันกับพวกเขา

รายการ American Idol เน้นผู้เข้าแข่งขันเสียงร้องคุณภาพเป็นพื้นฐาน ร้องเพี้ยน ร้องคร่อมจังหวะ ไม่มีทางได้ขึ้นเวที ต่อให้เกาหลีแค่ไหนก็เถอะ (จริงๆ ยังไม่มีหน้าเกาหลี เข้ารอบเลยนะ)

ช่วงซีซั่นสองของรายการ (ปี 2003) คะแนนของหนุ่มผิวซีดๆ ร่างผอมๆ ก็เบียดสีตีคู่มากับหนุ่มผิวหมึกร่างยักษ์ “รูบิน สตัดเดิร์ด” (Rubin Studdard) หลังโหวต มือถือสั่งลาทั่วประเทศ เคลย์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เป็นที่สองของรายการ

แต่ปรากฎว่า เขาเป็นนักร้องรองชนะเลิศชายที่ดังที่สุดของรายการ American Idol จวบจนปัจจุบัน ขึ้นแท่นแข่งรัศมีกับเจ้าแม่ Idol คนแรก เคลลี่ คลาคสัน (Kelly Clarkson เจ้าของเพลงดัง Since U Been Gone, Because of You, etc.)

ตอนนี้รูบิน บินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

ยิ่งดังเท่าไหร่ ก็ยิ่งตกเป็นข่าว ทั้งแมงเม้าธ์ แมงโม้เลยล่ะ เคลย์ปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ได้เป็นเกย์ แฟนๆ หลายคน ซึ่งเรียกตัวเองว่า “Claymate” ซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง ก็ออกมาเถียงแทนบอกว่า “เคลย์เค้าจะเป็นเกย์ได้ไง เค้าแค่เป็นเด็กคงแก่เรียน สุภาพเรียบร้อย แล้วตอนเรียน เค้าก็ใส่แว่นหนาๆ แต่งตัวเชยๆ ผู้หญิงเลยไม่สน เค้าเลยยังคงเวอร์จิ้นอยู่นี่ไง อ้อ อีกอย่างเค้าเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดจะตาย”

ใครได้ดู American Idol ปีนั้น คงทึ่งกับเสียงของหนุ่มเคลย์ (search ชื่อเขาใน You Tube นะ) การแต่งตัว ทำผม และหน้าเด๋อๆ ของเขา ไม่ผิดอะไรกับหนอนหนังสือของแท้ เขาดูเป็นมิตรกับทุกคน แต่พอเขาเปล่งเสียงร้องเพลงออกมานั่นแหละ คุณจะมองข้ามภาพลักษณ์ไร้ราศีของเขาไปทันที

เขายอมเปลี่ยนลุคใหม่ในที่สุด ผมดูแล้ว ต้องบอกว่า สุดยอด Make-over มากๆ ย้อมผมเป็นสีเข้ม ด้านหน้ายาวเลื้อยมาปรกหน้า อีกอย่างที่น่าทึ่งคือ เขาไม่เป็นเด็กผอมแห้งแรงน้อยขาดอาหารอีกแล้ว เขาบอกนักข่าวตอนเปลี่ยนลุคว่า ดูตัวเองเหมือนตัวละครเด็กในหนังทีวีสมัยโบราณเรื่องหนึ่ง ผมดูรูปเทียบแล้ว ผมว่า ลุคใหม่ของเขาเหมือน k.d lang นักร้องหญิงรักหญิงที่ดังที่สุดมากกว่า

ปีนี้เขาอายุ 29 และพร้อมแล้วที่จะเลิกปิดบังใครๆ เพราะเขาเป็นพ่อคนแล้ว

เมื่อต้นเดือนสิงหา เคลย์เป็นข่าวดัง เมื่อประกาศว่า ได้ลูกชายด้วยการทำผสมเทียม สาวคนที่ยอมอุ้มบุญให้เขาก็คือ โปรดิวเซอร์คนสวยของเขานั่นเอง เจ็มส์ ฟอสเตอร์ “Jaymes Foster” ซึ่งเป็นน้องสาวของนักดนตรีดังเดวิด ฟอสเตอร์ ไม่น่าเชื่อ หล่อนอายุ 50 ไม่รู้ข่าวลงผิดหรือเปล่า

พอมาปลายเดือนกันยาฯ ที่ผ่านมา เขาก็ยอมให้สัมภาษณ์ลงหน้าหนึ่งนิตยสาร People

ผมว่า ต่อๆ ไป นักร้องหรือดาราคนไหนจะเลิกแอบ คงต้องเรียกใช้บริการของ People นี่แหละ ก่อนหน้า หากคุณผู้อ่านอาจจำได้ Lance Bass หนุ่มหล่อผมทองที่เต้นไม่ค่อยเก่งจากวง ‘N Sync ก็เลิกแอบผ่านนิตยสารฉบับนี้ ปีนี้ อายุ 29 เหมือนกัน พอถูกถามข่าวเกี่ยวกับเคลย์ แลนซ์แซวขำๆ ว่า เคลย์น่าจะคิดวิธี “come-out” ของตัวเอง ไม่เห็นต้องมาเลียนแบบผมเลย…

แม่เคลย์รู้สึกยังไง? เคลย์ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนเขาบอกแม่ เขากำลังขับรถอยู่ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่า ทำไมอยู่ๆ ก็คิดถึงเรื่องบอกความจริงกับแม่ ตอนนั้นเขารู้สึกอึดอัดมาก ถึงกับทนไม่ไหวระเบิดออกมา ร้องไห้เหมือนเด็กๆ แม่บอกให้รีบหยุดรถ แล้วเขาก็บอกความจริงออกไป เขาเล่า

ตอนนั้น แม่ของเขาก็ร้องไห้เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจ และปรับตัวอยู่

เว็บไซต์หนึ่งสำรวจความเห็นบรรดา “Claymate” หรือแฟนคลับของเขาอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า รับได้ ความจริงที่เขาเป็นเกย์เป็นเรื่องธรรมดา เพราะก็พอรู้ๆ กันอยู่แล้วแหล่ะ แต่ก็มีบางส่วนบอกว่า รับไม่ได้เลย เหมือนโดน “หลอก” มาตลอดตั้งหลายปี อย่างรายนี้

“มันเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตชั้นเลยล่ะค่ะ เหมือนตื่นมา แต่อยากให้เป็นแค่ความฝัน ช่วยบอกชั้นหน่อยสิคะว่า มันไม่จริง! แล้วชั้นก็ไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกช็อคขนาดนี้! ชั้นตัวชาไปทั้งตัว พูดกันมาได้ไงว่า เป็นเรื่องธรรมดา จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ไม่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ชั้นอยากส่งความปรารถนาดีให้เค้านะคะ แต่ (เน้นตัวหนา) มันช่วยไม่ได้ ชั้นรู้สึกเหมือนถูกหลอกมาตลอด เค้าน่าจะบอกตั้งนานแล้ว ไม่ได้ปล่อยให้พวกเรารู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้อย่างนี้”

อีกรายเป็นคุณแม่ลูกสอง แฟนคลับตัวจริงของเคลย์เลยล่ะ หล่อนเล่า

“เช้าวันนั้น ตอนกำลังให้ลูกสองคน เก้าขวบคน อีกคนสิบขวบกินมื้อเช้าอยู่ ชั้นได้ยินเสียงดังจากวิทยุ เปิดประเด็นว่า “อดีตนักร้องจากรายการAmerican Idol….” เท่านั้นแหละค่ะ ชั้นรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ชั้นรีบวิ่งไปปิดวิทยุแทบไม่ทัน ชั้นไม่อยากให้ลูกๆ ของชั้นได้ยินเรื่องนี้ แล้วมาถามคำถามชั้น สำหรับชั้นแล้ว มันเป็นเรื่องเศร้าที่สุดเลยล่ะ”

คุณๆ อ่านจบแล้ว คิดถึงนักร้องไทยคนไหนมั่ง? คงคนเดียวกับผม แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนแฟนคลับสองคนนี้มั๊ย? หรือคุณจะรู้สึกเหมือนแฟนคลับอีก 98 เปอร์เซ็นต์ของเขา?

แชะ! แชะ! เว็บ www.fridae.com รายงาน ปลายปีที่แล้ว เพื่อนรักกลุ่มหนึ่งจากไต้หวันหลงเสน่ห์ “รักแห่งสยาม” เข้าอย่างจัง ทนไม่ไหวอยากให้ไปฉายที่ไทเป พอรู้ว่าสายหนังซื้อหนังเตรียมฉาย แต่เปลี่ยนใจไม่ฉายเพราะตลาดซบเซา ห้าเพื่อนซี้เลยควักเงินลงขันซื้อลิขสิทธิ์ต่อ แถมโปรโมทเอง หารห้าแล้ว ก็ควักกันไปคนละเกือบสองแสน รวมเงินโปรโมท บิลบอร์ดใหญ่ยักษ์ ค่าตั๋วให้น้องพีชกับพี่มะเดี่ยวผู้กำกับไป meet & greetแฟนคลับที่นั่น สาระตะ งานนี้ก็เกินล้านบาทหน่อยๆ แต่ผลที่ได้รับเกินคาด นี่แหละ Gay Power! ของแท้ แชะ! แชะ! ที่เมืองจีน หนังเรื่องนี้ไม่ได้ฉาย แต่เกย์ประเทศจีนก็ได้ดูกันถ้วนหน้า เพราะแอบดาวน์โหลดใต้ดิน วันก่อนงานมหกรรมบันเทิงที่พารากอน นักข่าวหนุ่มมาจากปักกิ่ง เห็นสินจัย เปล่งพานิช ก็ไปถ่ายรูป บอกสวยดี พอรู้ว่า เป็นดาราคนเดียวกะที่เล่นเป็นแม่ในรักแห่งสยาม เท่านั้นแหละ นักข่าวหนุ่มถึงกับตาค้าง ขอนัดสัมภาษณ์เป็นการใหญ่ แชะ! แชะ! เดือนพ.ย. ชาวแคลิฟอร์เนียจะตัดสินสนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องสิทธิ์เกย์แต่งงาน นอกจากแบรด พิตต์ สตีเวน สปีลเบอร์ก แล้วก็บรรดาคนดังทั้งหลายที่บริจาคเงินสนับสนุนกฎหมายให้เกย์แต่งกันได้ ล่าสุดบริษัทการตลาดและเสิร์ชยักษ์ใหย่กูเกิล้ ก็ออกมาสนับสนุนเช่นกัน แต่ไม่ได้บอกว่าจะควักให้เท่าไหร่ ขายแอดรวยแล้ว แบ่งมั่งนะ แชะ! แชะ!

9 comments 0 ตุลาคม 6, 2008

สื่อ-เกย์-กะเทย อะไรยังไง


วิทยา แสงอรุณ เลิกแอบเสียที Hiding No More, Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันเสาร์ vitayamail@gmail.com 11-12 ตุลาคม 2008

ช่วงเช้าเสาร์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปงานกึ่งวิชาการที่โรงแรมเอเชีย ตรงรถไฟฟ้าราชเทวี ผ่านประตูแว้บเข้าโรงแรม ก็จะพบบอร์ดแจ้งหมายงาน: “สื่อ เกย์ กะเทย” นึกถึงตัวเองขึ้นมา ถ้าเป็นเมื่อก่อนโน้นตอนยังเล่นซ่อนแอบอยู่ คงรีบเดินผ่านไป หายวับ แล้วก็ไม่หันกลับไปมอง ซักนิด

แต่อีกใจหนึ่งก็อยากรู้ว่า เขาพูดอะไร ทำอะไรกัน

ชื่ออย่างเป็นทางการของงานนี้คือ “สื่อของเกย์และกะเทยในสังคมไทย” เป็นงานสำคัญของ “ครูใหญ่ต่างชาติ” ท่านหนึ่งในวงการวิชาการที่ติดตามศึกษาเรื่องเกย์กะเทยในบ้านเราอย่างใกล้ชิดเกือบทั้งชีวิตของท่านเลยล่ะครับ

ในวงการศิลปะ คุณคงได้ยินชื่อ อ. ศิลป พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านมาจากอิตาลี วงการผ้าไหมไทย ต้องยกให้คุณจิม ทอมป์สัน ส่วนเรื่องวิชาการเกย์ กะเทยแล้วละก้อ คนที่เรียนป. โท ป. เอก ที่เกี่ยวข้อง คงต้องเคยอ้างอิงงานเขียนของอ. ปีเตอร์ แจ็คสัน ชาวออสเตรเลียแน่ๆ

ท่านฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เพราะเคยมาเรียนหนังสือสมัยหนุ่มๆ ที่เมืองไทย และคิดว่า เมื่อชาติที่แล้ว ท่านเคยเกิดมาเป็นคนไทย

ด้วยที่ท่านเป็นนักประวัติศาสตร์ อ. ปีเตอร์ จึงสนใจ และรับเป็นโต้โผใหญ่อีกครั้ง ตั้งใจจะรวบรวมผู้อยู่เบื้องหลังสื่อ คนทำสื่อ คนติดตามสื่อที่เกี่ยวกับเกย์-กะเทยเอาไว้ในงานเดียว เรียกว่า one-stop gay shopping กันเลยทีเดียว เพื่อให้คนทำสื่อมาเจอกัน และได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน งานนี้เลยมีคนทำสื่อเดินหัวไหล่ชนกัน ผมเองก็เพิ่งได้รู้จักหลายๆ คน ก็ในงานนี้

ที่เรียกว่า งานกึ่งวิชาการ ก็เพราะว่า คนมางานและคนบนเวทีไม่ใช่นักวิชาการทั้งหมด ผมก็ไม่ใช่นักวิชาการ แถมยังอ่านหนังสือวิชาการเรื่องเกย์-กะเทย น้อยกว่าเพื่อนพ้อง งานนี้เลยโดนใจเอามากๆ ได้เวลาคิดทบทวน และหาอะไรมาเติมหัวสมอง

ดูรวมๆ แล้ว ไม่ได้นับจริงๆ หรอกครับ ก้อน่าจะมีคนมาร่วมงานเกินร้อยทีเดียว หัวข้อที่นำมาเสนอครอบคลุมสื่อแทบทุกด้าน นิตยสารวับๆ แวมๆ หนังสือแจกฟรี นิตยสารสำหรับชุมชน เว็บไซต์ ภาพยนตร์ ฯลฯ

ขอยกตัวอย่างบางหัวข้อ เผื่อคุณผู้อ่านอยากติดตามในรายละเอียดต่อไป

ช่วงเช้าถึงบ่าย ไล่เรียงกันไปเลย พูดกันเรื่อง นิตยสารเกย์-กะเทยจากอดีตถึงปัจจุบัน กว่าทศวรรษกับบทบาทนิตยสารเกย์ ผู้ชายถ่ายนู้ดและท่าทีของกะเทยบรรณาธิการนิตยสารเกย์รุ่นเก่าถึงรุ่นใหม่

ส่วนทางด้านวิชาการ ก็มีหัวข้ออย่าง ร่างและตัวตนของเกย์-กะเทยในสิ่งพิมพ์และไซเบอร์สเปซ พื้นที่ ภาพตัวแทน และร่างกายในสื่อเกย์ ความเป็นชายกับตัวตนเกย์ไทยในไซเบอร์สเปซ

มุมมองและประสบการณ์ของผู้ผลิตนิตยสารเพื่อชุมชนเกย์-กะเทย เสวนา ปัญหาและอุปสรรคของผู้ทำเว็บไซต์เกย์-กะเทย แนะนำโครงการสะสมเอกสารเกย์ กะเทย เสียงสะท้อนของผู้บริโภคและนักการตลาดเพื่อสื่อเกย์ ประสบการณ์คนทำสื่อ

ผมมองว่า รายการ หัวข้อ และสื่อที่หยิบยกมาในงานนี้เป็นสื่อที่สื่อถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน และตั้งใจเป็นตัวแทนของเหล่ามนุษย์สีรุ้ง น่าจะมีอีกสักรายการ พูดถึงนิตยสารกระแสหลัก ที่สนใจนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเกย์ กะเทย และนิตรสารไลฟ์สไตล์ที่เอาใจ สาวๆ และชาวสีรุ้งไปพร้อมๆ กัน

ในงาน คุณอาจไม่เคยได้ยิน หรือได้รู้จัก นิตยสารบางเล่ม ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารแจกฟรีตามสถานบันเทิง ถ้าคุณไม่ใช่นักเที่ยว นักท่องราตรี หรือผู้นิยมแวะไปตามสถานบริการต่างๆ คุณก็จะไม่มีวันได้เห็นสิ่งเหล่านี้

หรือจะเป็นนิตยสารเล่มบางๆ ที่คนทำงานด้านเกย์กะเทย จัดทำกันขึ้นมา ข้างในอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระ รวมไปถึงนิตยสารภาพวับแวมแค่วาบหวิว ถึงแนวซู่ซ่าร้อนฉ่าอะร้าอร่าม น่าจะเรียกว่า community booklets

บางคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมนะ บ้านเราถึงยังไม่มีนิตยสารเกย์ในระดับ Out, Gay Times, Attitude, Genre, หรือ DNA ที่มีโฆษณาจากบริษัทใหญ่ๆ มีภาพ และเนื้อหาที่น่าอ่าน ดูดีไปหมดซะทุกหน้า?

ก่อนอื่นเลยนะครับ อย่างที่ทราบกัน การทำนิตยสารต้องใช้เงินทุนสูง และนิตยสารส่วนใหญ่ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้อยู่ได้ด้วยยอดขาย หรือเงินจากการรับสมัครสมาชิก และที่สำคัญกว่านั้นในบ้านเรา ตลาดเกย์บ้านเรา ต้องถึงว่า ยังใหม่ สด ซิง

ผมคิดว่า เว็บไซต์ ถึงจะมีข้อจำกัด แต่ก็ลดปัญหาเรื่องการเข้าถึงได้พอสมควร และเหล่าเกย์ส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่บนเว็บไซต์อยู่แล้ว คนทำเว็บเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเนื้อหา คอยพัฒนา คิดค้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้เว็บ และที่สำคัญ อย่าพยามยามตั้งความหวังว่า เว็บไซต์จะให้ทุกอย่างแก่ผู้เข้าเว็บได้เหมือนแม็กกาซีนทั้งหมด

เพราะมันเป็นคนละสื่อกัน มันคนละธรรมชาติกัน และมันมีความสามารถ ที่ต่างกัน

ปัจจุบัน หลายๆ เว็บไซต์อยู่รอดกันแล้ว ด้วยเงินโฆษณาจากสถานบันเทิง บาร์ ซาวน่า สินค้าเฉพาะกลุ่มบางรายการ และมีหลายเว็บไซต์ที่อยู่ได้เพราะรูปเปลือย โดยมีสมาชิกยินยอมชำระเงินรายสามเดือนบ้าง หกเดือนบ้าง หรือเป็นรายปี

สิ่งเหล่านี้ไม่มีถูกผิดหรอกครับ เพราะสื่อที่ทำขึ้นมา ก็ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน

ผมคิดว่า ในภาพรวมแล้ว สื่อที่ต้องการลูกค้าเกย์เป็นหลัก ควรพึ่งพาระบบสมาชิกมากกว่าระบบโฆษณา และคนทำสื่ออย่าใจร้อน อยากเห็นผลเร็วๆ ขณะเดียวกัน ก็อย่าละเลยเรื่องการให้บริการ และการสร้างความน่าเชื่อในหมู่ผู้บริโภค เพราะสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ รักษาลูกค้าได้ดี และยาวนานที่สุด

ยังมีอีกหลายมุมอยากจะพูดถึงล่ะครับ และอีกส่วนก็อยากบันทึกอะไรหลายๆ อย่างไว้ และเอาไว้เก็บไปคิดต่อ และอีกอย่าง เพราะต่อไป ในอนาคต คอลัมน์นี้อาจทำหน้าที่เป็น จดหมายเหตุ อย่างหนึ่ง

● นิตยสารแนวภาพผู้ชายเซ็กซี่ แถมพร้อมวีซีดี จะยังเจริญเติบโตต่อไป ผู้คนนิยมซื้อไว้สะสม ปีหน้าจะมีหัวใหม่ๆ อีกหลายหัว
● ในงานสัมมนา ผมรู้สึกประทับใจนักศึกษาป. เอกท่านหนึ่งที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับคดีประทุษร้ายเกย์ กะเทย ท่านเป็นตำรวจ และไม่ได้ปิดบังตัวเองว่าเป็นเกย์ ท่านพูดกลางที่สัมมนาว่า เป็นตำรวจ และเป็นเกย์ น่ารักจริงๆ (ตัวจริง ก็น่ารักด้วยล่ะ)
● บริษัทประกันชีวิตเริ่มหันมาสนใจตลาดเกย์มากขึ้นแล้ว รอดูกันต่อไป ใครทำจริงจัง ใครทำเล่นๆ
● รูปภาพเกย์ที่ดูกำยำ การแต่งตัว การออกกำลังกายผลิตกล้าม คือมุมสะท้อนของสังคม เรื่องการปรุงแต่งที่เหล่าเกย์ ไม่ได้สร้างมาด้วยตัวเอง แต่มีความเป็นไปในสังคมเป็นตัวกำหนด ใช่หรือไม่?
● ตกลงเกย์มีวัฒนธรรมหรือไม่ และวัฒนธรรมนั้นคืออะไร?
● วัฒนธรรมเกย์ไทย กับตะวันกตก ในเรื่องความเป็นชายต่างกันมั๊ย?
● ต่อไปนี้สังคมจะเริ่มชินชามากขึ้นกับภาพเกย์ เพราะในทีวี มีนักแสดง แสดงเป็นเกย์มากขึ้น เมื่อเทียบกับจำนวนตัวละครที่เป็นกะเทย
● แล้วคนดู จะแยกแยะ หรือเข้าใจเรื่องเกย์ กะเทย ได้ดีขึ้นหรือไม่?

ฝากไว้คิดเล่นๆ กันต่อล่ะครับ

แชะ! แชะ! ใครมีนิตยสาร หนังสือ เอกสาร หรือสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับเกย์ กะเทย เลสเบี้ยน ไม่ใช้แล้ว ไม่สนใจใยดีแล้ว ขอเชิญร่วมบริจาคเข้าโครงการ “Thai Rainbow Archives Project” หรืออีเมล์ติดต่อคุณติโม  timoojanen@hotmail.comแชะ! แชะ!
เชิญร่วมงานประชุมวิชาการ“วิถีเพศ วิถีสุขภาวะ” ตีแผ่เรื่องเพศในทุกมุมมอง 13 ต.ค. 51, 13-14/10/2008 ร่วมงานประชุมวิชาการ “วิถีเพศ วิถีสุขภาวะ” ตีแผ่เรื่องเพศในทุกมุมมอง- เผยข้อมูลลึกของทุกเพศ ชาย หญิง ชายรักชาย หญิงรักหญิง และทุกรสนิยมทางเพศของทุกคน- มั่ว สำส่อนใจแตกใช้กับใคร เซ็กส์และถุงยางอนามัย – คำถามยอดฮิตในคอลัมน์ถามตอบปัญหาเพศ
- นิทรรศการตอบลึกทุกปัญหาเพศที่คุณเองก็แอบสงสัย- อาทิ “กระจกส่องจิ๋ม” “ ฝึกการใช้อุปกรณ์เพื่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย” รวมถึง บอกเล่าความรู้สึกตัวเอง เพื่อจุดเริ่มต้นการสื่อสารเรื่องเพศเชิงบวก ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์
ฟรี สอบถามโทร 085-9771031 และ 081-6671970

5 comments 0 ตุลาคม 12, 2008

เพศศึกษาล้าหลังในหลักสูตรโรงเรียนไทย

วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ เสาร์-อาทิตย์ 18-19 ตุลาคม 2551

แว่วๆ ว่า ทั่นรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุงกำลังงงๆ กับบรรดาโครงการรณรงค์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะแคมเปญ “ยืดอก พกถุง” ตอนนี้ประเด็น “ชี้โพรงให้กระรอก” จึงถูกหยิบออกมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มันน่าจะโดนฝังไปแล้วในยุคก่อนโน้น

ฝ่ายคนทำงานลงพื้นที่และเห็นกับตาว่า เกิดอะไรขึ้นในโรงเรียนไทยยุคอินเทอร์เน็ตพากันออกมายันว่า

หากรัฐยังยึดความคิดในแบบเดิมๆ กระรอกเด็กหญิงก็จะพากันท้อง ส่วนกระรอกเด็กชายก็จะเติบโตไป “กระรอก” หญิงต่อไปโดยไม่รู้จักป้องกัน เพราะคิดไม่ถึงว่า ความสนุกเพียงชั่วคราวในโพรงกระรอกที่ตนเองไม่รู้จักจะมีผลพวงอะไรตามมา

ในงานสัมมนาเรื่องเพศครั้งใหญ่ประจำปีชื่อว่า “เพศวิถี สุขภาวะทางเพศ” เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วโดยมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (ส.ค.ส.) เหล่านักวิจัยระบุว่า ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาพบว่า การสอนเยาวชนเรื่องเพศศึกษาในสถานศึกษา ไม่ได้ไปช่วย “ปลุกกำหนัด” ให้เยาวชนลุกขึ้นมาเซ็กซ์กันมากขึ้น แต่เยาวชนมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง และความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายมากขึ้น

รัฐจึงควรทบทวนบทบาท โดยไม่จำเป็นต้องคอยทำตัวเป็นผู้กำกับ เป่านกหวีดปี๊ดๆ ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

การเรียกร้องและห้ามปรามอย่าง “โครงการรณรงค์ให้หญิงรักนวลสงวนตัว” จึงไม่ต่างอะไรกับลมกรอกหูหนึ่งไปทะลุอีกหู เพราะในทางปฏิบัติ หญิงยุคใหม่ ฉลาดขึ้น เก่งขึ้นได้รับการยอมรับมากขึ้น และมีสิทธิ์ในเนื้อตัวของตัวเองมากขึ้น (ยกเว้น ยามที่พวกเธอตกเป็นทาสของสื่อยัดเยียดความขาว) ผู้หญิงยุคใหม่จึงเลือกได้เองว่า จะทำอะไรกับร่างกายของเธอ และจิ๋มของเธอโดยไม่ต้องฟังความเห็นใคร

ตัวแปรสำคัญเพื่อให้ทุกๆ หน่วยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงก็คือ หลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียน รวมถึงคุณครู และผู้เรียน

ผู้อภิปรายในวงสนทนาเรื่องหลักสูตรเพศศึกษา ท้าวความเบื้องลึกเบื้องหลังได้อย่างน่าฟังว่า หลักสูตรเกี่ยวกับเพศศึกษาของชาติไทยมีอายุอานามไม่น้อย คือ เฉพาะร่างโครงน่ะทำไว้ตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

พอสงครามยุติ ก็ปัดฝุ่นทำต่อ ซึ่งในเวลาถัดมา มีการปรับปรุงหลักสูตรเป็นระยะ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความเป็นไปที่แท้จริงของสังคมไทยในโลกปัจจุบันได้ โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายทางเพศ หรือความรักในเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่และหิน สำหรับแทบทุกโรงเรียนในปัจจุบัน

แต่ละโรงเรียนเตรียมตัว และมองเรื่องเหล่านี้ต่างๆ กันไป นอกจากระดับอคติของครูหรือผู้บริหารในโรงเรียนแล้ว ตัวแปรสำคัญอีกอย่าง ก็คือ หลักสูตรที่รัฐจัดทำให้นั่นแหล่ะ

บางโรงเรียนได้รับแนวทางที่เรียกว่า “ใบความรู้สำหรับผู้เรียน” จากภาครัฐเพื่อนำไปสื่อสารกับนักเรียนต่ออีกทอดหนึ่ง และตอนนี้ ก็ยังมีใช้กันอยู่

ใจความหนึ่งน่าสนใจมาก ผมขอเจ้าของงานวิจัยมาอ่านดูแล้วรู้สึก “งานเข้า” อย่างแรง

ขอยกข้อความบางส่วนมาให้อ่านกันนะครับ (ในวงเล็บไม่เกี่ยว เป็นความรู้สึกส่วนตัว)

“…รักร่วมเพศ เป็นพฤติกรรมทางเพศที่พบมากที่สุดในจำนวนพฤติกรรมทางเพศที่ผิดไปจากลักษณะที่คนปกติทั่วไปประพฤติกัน (คนอ่าน…เป็นเชื้อโรคอย่างหนึ่ง ชัวร์) เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง (คนอ่าน….เหมือนป่วยไง ป่วยได้เท่าเทียมด้วยนะทั้งชายและหญิง)

แต่ก่อนนั้นทางจิตเวชถือเป็นความผิดปกติ แต่ปัจจุบันไม่ถือว่า รักร่วมเพศเป็นความผิดปกติ (คนอ่าน….แล้วที่เขียนมาก่อนหน้าล่ะ ฟังดูผิดปกติชัดๆ จะเอาไงเนี่ย?)

แต่จะถือว่ารักร่วมเพศผิดปกติต่อเมื่อพฤติกรรมนี้ ก่อให้เกิดความยุ่งยากทางจิตใจ ปัญหาการดำรงชีวิต และเกิดความคับข้องใจ เกิดปัญหาทางอารมณ์ อาการซึมเศร้า เบื่อชีวิต คิดฆ่าตัวตาย (คนอ่าน….ถ้าสังคมไม่มีอคติทางเพศ อาการ หรือสิ่งที่ว่ามานี้ จะเกิดขึ้นมั๊ย?)

การเปลี่ยนแปลงพวกรักร่วมเพศนี้ทำได้ยากมาก (คนอ่าน….นั่นไง หมายถึง ‘รักษาได้ ใช่ปะ?” นอกจากผู้นั้นมีความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะเก้ไขพฤติกรรม (….แสดงว่า ถ้าลองตั้งใจลืม ลองตั้งใจไม่คิด ลองตั้งใจไม่รู้สึก ก็คง ‘หายได้’ งั้นสิ?) ซึ่งจะต้องปรึกษาจิตแพทย์ (…คนไหนดี จิตแพทย์คนไหนเคย ‘รักษา’ ได้?) จึงเน้นที่การป้องกันมากกว่า (….เหมือนพ่นเสปรย์กันปลวก?)

เมื่อมีเพื่อนเป็นคนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ ไม่ควรรังเกียจ และคิดว่า เป็นคนผิดปกติ (ก็อ่านมาตั้งนาน อ่านดูแล้ว ผิดปกติชัดๆ จะไม่ให้ไม่รังเกียจได้ไง?)

รักร่วมเพศส่วนมากมีสาเหตุมาจากได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่อยู่ในวัยด็ก ฉะนั้นจึงไม่ใช่ความผิดของผู้ที่เป็นรักร่วมเพศ (โทษคนเลี้ยงซะงั้น? พ่อแม่ควรเสียใจกับการกระทำของตัวเอง?) ควรยอมรับเขา และไม่สร้างความกดดันให้เขา ซึ่งจะทำให้เขาอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข (อ่านแล้ว กดดันชะมัด คงจะสุขอ้ะนะ) (จาก กระทรวงศึกษาธิการ, สพฐ 2550ค, น. 182 )

คุณผู้อ่าน อ่านจบแล้ว อยากจะรู้จักตัวคนเขียนมั๊ย ผมล่ะ อยากเห็นหน้า อยากรู้จักผู้นั้นมากๆ แล้วขออนุญาตสืบสาวตัวท่านไปถึงวัยเด็ก การเลี้ยงดู ประวัติครอบครัว และประสบการณ์ทางเพศเลยทีเดียว

ใครจะไปรู้ล่ะ ท่านผู้นั้น อาจชื่อ เฉลิม

การศึกษาด้านเพศของไทย ยังต้องดำเนินต่อไป ในภาพรวม ผมเห็นว่า มีคนเข้าใจเพิ่มขึ้นแล้ว ดีกว่าเมื่อหกเจ็ดปีมาก โรงเรียนไม่ควรมองว่า การรักเพศเดียวกันเป็นปัญหา แต่มองว่า เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เท่าทันโลก ที่สำคัญ ผมคิดว่า คนเป็นครูควรได้สัมผัส รับรู้ และหันมาจัดการกับอคติทางเพศของตัวเองก่อนจะไปสอนใครๆ

แชะ! แชะ! เว็บไซต์ “เกย์รักรถ” ของฝรั่งชื่อ www.gaywheels.com สำรวจมาสดๆ ร้อนๆ ว่า โวคสวาเกนท์ VW Rabbit ครองใจอันดับหนึ่ง ตามด้วย รุ่น Eos จากแบรนด์เดียวกัน อันดับสามเป็นของมาสด้า MX-5 Milata ครองตำแหน่งควงคู่กับ Audi A3 อันดับสี่เป็นมาสด้า MAZDA3 ส่วนอันดับห้าเป็นของโตโยต้า Yaris อืมม์ คล้ายกับที่เมืองไทยมั๊ย? แชะ! แชะ! ก่อนพูดอะไร คิดนิดนึง แคมเปญใหม่ที่ชักชวนให้วัยรุ่นระวังคำพูดที่แสดงความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์เกย์และเลสเบี้ยน คำหนึ่งที่ขอรณรงค์กันก็คือ “That’s so gay” แปลไทยน่าจะประมาณว่า “โคตรเกย์เลย” โครงการรณรงค์ได้นางเอกวัยรุ่นอย่างฮิลารี่ ดัฟฟ์ มาพูดให้ฟัง ไปดูกันที่ www.ThinkB4YouSpeak.com แชะ! แชะ!

12 comments 0 ตุลาคม 21, 2008

คุณตำรวจเกย์ครับ

วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ เสาร์-อาทิตย์ 25-26 ตุลาคม 2551

สองอาทิตย์ก่อนโน้น ได้มีโอกาสเขียนถึงนายตำรวจท่านหนึ่ง แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อของเขา เขามาร่วมงานสัมมนาครั้งสำคัญที่โรงแรมเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นใหญ่โตเป็นครั้งแรกในหัวข้อสื่อและเกย์

ในงานนั้น พอประเด็นทางกฎหมายได้รับการพูดถึงบนเวที เขาก็เดินไปที่ไมโครโฟน แล้วแนะนำตัวเอง

“ผมชื่อร้อยตำรวจเอกสิทธิพัฒน์ เฉลิมยศ ผมเป็นเกย์…”

แล้วเสียงปรบมือก็ดังก้องทั่วทั้งห้อง

“ผู้กองตั้ม” เล่าให้ผมและเพื่อนๆ ฟังผ่านรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุในเวลาต่อมาว่า เป็นเกย์และยอมรับตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นตำรวจมาตั้งแต่ยังจำความได้

พอเข้าเรียนในโรงเรียนตำรวจก็ตั้งใจมาก ผลการเรียนจึงอยู่ในระดับที่ 1-10 มาตลอด

สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาย้ำ การที่เขาเป็นเกย์ ไม่ได้สร้างปัญหา หรือทำให้ใครเดือดร้อนทั้งสมัยเรียนหนังสือและเรื่อยมาถึงช่วงทำงาน ก็คงเป็นเพราะ เขาเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา เข้ากับทุกๆ คนได้

พวกเราที่กำลังรุมสัมภาษณ์เขาอยู่ มองหน้ากันอย่างงงๆ (และบางคนก็เกิดอาการอยากจะจีบตำรวจ) อดสงสัยไม่ได้

เขาผ่านจุดล่อแหลมบางอย่างมาได้ยังไง?

“ตอนเรียนหนังสืออยู่ ก็ต้องมีอาบน้ำรวมๆ กัน ใช่ไหมครับ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าต่ออีกว่า เพื่อนร่วมอาชีพคนหนึ่งที่เขารู้จัก ก็เป็นเกย์ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะไม่รู้สึกปลอดภัย ต่อมาพอเพื่อนคนนี้มีแฟนเป็นชาวต่างชาติ เลยตัดสินใจลาออกจากราชการตำรวจ แล้วไปใช้ชีวิตคู่อยู่นอกประเทศไทย

เสียดาย ยังไม่เคยมีสถิติว่า กรมตำรวจสูญเสียตำรวจเกย์ไปมากน้อยแค่ไหน? แล้วรู้สึกเสียดายมั่งมั๊ย?

ผมเดาว่า ผู้กองตั้ม “คงโชคดี” กว่าใครๆ ที่ผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วามงาน และลูกน้อง ต่างก็รักใคร่เอ็นดู แต่จะมีกี่คนที่ได้รับโอกาสอย่างนี้?

มันทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง “เพื่อนกูรักมึงว่ะ”

หากใครจำได้ ในช่วงที่หนังยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะเข้าโรงเมื่อไหร่ ก็ตกเป็นข่าวร้อน ร้อนไปถึงหลายๆ คนที่เกี่ยวข้อง
ในช็อตหนึ่ง นักข่าวได้สัมภาษณ์ความเห็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านก็พูดแนวปรามๆ ผสมขอร้องแกมบังคับคนทำหนังเรื่องนี้ว่า ขออย่าเอาเรื่องตำรวจไปผูกเรื่องในหนัง ยิ่งบอกว่า ในหนังมีตำรวจเป็นเกย์แล้ว จะทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเสียหาย

อีกนัยหนึ่ง เหมือนท่่านกำลังจะบอกว่า วงการสีกากีไม่มีเกย์เป็นตำรวจ และตำรวจเป็นเกย์ก็คงไม่มี (ซะงั้น) ได้ยินได้ฟังแบบนี้แล้ว ถึงตอนนี้ ผมก็อดนึกถึงผู้นำประเทศอิหร่านที่โดนชาวโลกประณามหลังแขวนคอวัยรุ่นเกย์สองคนไม่ได้ ท่านประกาศคล้ายๆ กันว่า “ประเทศอิหร่านไม่มีเกย์”

ถ้ามนุษย์เรากล้ายอมรับความจริง ผมคิดว่า อะไรๆ ในโลกนี้ มันคงง่ายขึ้นเยอะ เพราะเรานิยมโกหกตัวเอง และโกหกคนรอบข้างอยู่อย่างนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราๆ ท่านๆ ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ สำหรับคุณผู้อ่านที่เป็นเกย์ ยิ่งคุณแอบ คุณจะยิ่งกลัว

ผู้กองตั้ม ยอมรับความจริงของตัวเองมานานแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ และการเป็นเกย์ และเป็นเกย์อย่างเปิดเผยของเขาอาจมีส่วนทำให้ชีวิตของเขา และคนอื่นๆ พลิกผัน

เขากำลังจะจบปริญญาเอกที่มหาวิยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เขาเลือกหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ที่หลายๆ คนคงเมิน เพราะเข้าถึงข้อมูลได้ยากหากไม่ได้มีเครื่องแบบ

“แนวทางในการผลักดันการสร้างมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของเกย์ในกรุงเทพมหานคร” (Approaches to Leverage Measures to Prevent and Correct Problems of Criminal Victimization Among Bangkokian Gay Members)

ผมมีโอกาส ก็รีบไปฟังเขา “defense” งานวิจัยของเขาต่อหน้าคณะกรรมการและประธานผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการท่านหนึ่งคือ รศ. ดร. เสรี วงศ์มณฑา และต้องบอกว่า ไม่เคยไปงาน defense ป. เอกมาก่อนเลยล่ะครับ

ประเด็นหลักของดุษฎีนิพนธ์ของผู้กองหนุ่มคนนี้ก็คือ แนวทางผลักดัน ซึ่งผมเชื่อว่า สิ่งที่เขาทำตอนนี้ จะช่วยจุดประกายให้ตำรวจและเกย์ “ทำงานร่วมกัน” มากขึ้น เมื่อเกิดอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นที่ใด

“ตอนเข้าหาแหล่งข้อมูล อย่างเพื่อนตำรวจ หรือตำรวจจากที่ทำหน้าที่สอบสวน พวกเขาก็จะมองหน้า บางคนหัวเราะหึๆ แล้วก็เดินจากไป ด้วยอาการ “ตูไม่เห็นว่า เรื่องนี้มันจะสลักสำคัญ” อะไรเลย”

แต่เขาก็ได้ข้อมูลมาจนครบล่ะคับ เขาสัมภาษณ์และทำแบบสอบถามเกย์ไปจำนวน 400 คน และได้คุยกับพนักงานสอบสวนไป 326 คน

ดุษฎีนิพนธ์ของเขาอ้างอิงว่า หลายๆ สถานที่ที่เกย์ไปมีเพศสัมพันธ์ล้วนมีความเสี่ยง แต่ไม่เท่ากัน

อย่างสวนสาธารณะ สถานบริการเฉพาะกลุ่ม เซาน่า บาร์/ไนท์คลับ สปานวด สถานกีฬา ห้างสรรพสินค้า ห้องน้ำสาธารณะ ฟิตเนส ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่ “บ้านนาย” หรือ “ที่บ้านเรา”

อย่างที่ทราบกันล่ะครับ สถานที่ที่มีโอกาสเจอแจ็คพ็อต ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ก็หนีไม่พ้น สวนสาธารณะ มาเป็นอันดับหนึ่ง นึกภาพสวนสาธารณะมืดๆ ตอนหลังเที่ยงคืน สถานกีฬา ห้างสรรพสินค้าและห้องน้ำ ตอนไม่ค่อยมีผู้คน ก็น่าเสี่ยงอยู่ไม่น้อยถ้าอยากจะมีหวาดเสียว นี่ยังไม่นับ นัดกันผ่านอินเตอร์เน็ต

ความเหงา ความอยาก และความตื่นเต้น ทำให้หลายๆ ยินดีที่จะเดินไปหาความเสี่ยง

ฝ่ายหนึ่งย่อมตกเป็นเหยื่อ และไม่กล้าแจ้งความ ต้องยอมรับความจริงว่า เกย์หลายๆ คน “ชอบเสี่ยง” เจ็บน้อยก็เสียทรัพย์สินหรือไม่ก็โดนทำร้ายร่างกาย อย่างแรงก็คือ ได้ขึ้นหน้าหนึ่ง และคงจะไม่มีวันได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟังได้

แนวทางสำคัญที่ทำให้ช่วยลดอัตราเสี่ยงและทำให้งานของตำรวจง่ายขึ้นก็คือ “การสร้างความเข้าใจ” งานวิจัยของเขาระบุไว้อย่างนั้น ขณะที่มาตราการทางกฎหมายคงค่อยๆ เป็น และช้าๆ

ดุษฎีนิพนธ์ของเขายังมีจุดน่าสนใจอยู่มากครับ คงพูดไม่ได้หมดในคอลัมน์นี้ ส่วนที่ผมอาจแชร์ได้บ้างก็คือ หากมองจากมุมสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ผมคิดว่า หลายๆ คำพูด และหลายๆ ความหมายที่ใช้ในดุษฎีนิพนธ์ของเขาน่าจะปรับเปลี่ยน แม้เขาจะไม่ได้เกี่ยวกับสังคมวิทยา หรือมนุษยวิทยาโดยตรง เพราะหลายๆ คำ หลายๆ ความหมายที่ใช้ ยังคงสร้างภาพลบให้คนเกย์อยู่

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่คิดว่า ตัวเองจะเรียนให้ถึงขั้นปริญญาเอก และผมคำว่า ดอกเตอร์ไม่ได้สำคัญนักกับชีวิตผม แต่ก็อดทึ่งไม่ได้นะครับ ที่ผู้คนหลายๆ คน อยากได้คำนำหน้านี้กัน

สำหรับผู้กองตั้ม เขามีแผนการชีวิตที่ชัเจนมากๆ หลังจากนี้ว่า นอกจากจะอยู่กับแฟนคนปัจจุบันต่อไป ก็คงจะลาออกจากอาชีพตำรวจ ไปสอนหนังสือ และเขียนหนังสือ หนังสือที่เขาอยากจะเขียนเล่มหนึ่งก็คือ Gays in uniform

สายๆ ของวันนั้น

กรรมการให้บรรดาผู้ไม่เกี่ยวข้องออกนอกห้อง เพื่อประชุมกันเองส่วนตัว ผมรู้สึกดีใจที่ไม่ต้องรีบกลับ สักพักใหญ่ คนฟังกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง พร้อมได้ยินข่าวดีว่า เขาสอบผ่าน

ผู้กองตั้มคงลิงโลดไม่น้อย เขามอบพวงมาลัยให้บรรดาคณาจารย์ กล้องวิดีโอ ยังคงจับภาพต่อไป กล้องถ่ายรูปก็ทำงานไปพร้อมๆ กัน และในจังหวะนั้น เสียงเพลงคุ้นหูท่อนหนึ่งก็ลอยมาจากคอมพ์พิวเตอร์โน้ตบุ๊คของเขา ตอนเขากำลังกราบขอบพระคุณอาจารย์และกรรมการ

ได้ชิดเพียงลมหายใจ
แค่ได้ใช้เวลาร่วมกัน…
…เธอจะมีใจหรือเปล่า…

อยากรู้จักตำารวจเกย์คนอื่นๆ อีกจัง

แชะ! แชะ! คนดูทีวีที่อังกฤษร้องเรียนบีบีซีกันยกใหญ่ ที่เผยแพร่ภาพนักแสดงชายในละครทีวีจูบกัน “EastEnders” เป็นละครทีวีเรื่องดัง และฉากที่มีผู้ชายจูบกัน ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ตกใจกันไปทำไม บีบีซีบอกว่า เคยมีมาแล้ว ปี 1987 ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่ลงนสพ. ในสภาก็อภิปรายกันขรม บีบีซี ตอบบรรดาคนร้องเรียนอย่างง่ายๆ ว่า EastEnders สะท้อนภาพจริงของชีวิตคน ซึ่งก็หมายถึงภาพของคนที่มาจากต่างความเชื่อ ต่างเพศ ต่างศาสนากัน การที่ตัวละครชายสองคนจูบกัน เป็นเรื่องแสนธรรมดา นึกไม่ออกว่า ถ้าเป็นทีวีไทย คงรีบสั่งถอดรายการ ทั้งๆ ตัวละครชายหญิงในละครไทย จูบกันเป็นว่าเล่น ตั้งนานแล้ว แชะ! แชะ! งาน ปาร์ตี้ปีใหม่ ยิ่งใหญ่อลังการกำลังเกิดขึ้นที่เมืองไทยแล้ว “fantasia NYE 09” จัดโดยมือโปรอย่าง Gcircuit เข้าไปดูรายละเอียดที่เว็บ www.gcircuit.com มีบัตรแจก สองท่าน ท่านละ สองใบ ไปงานวันแรก สนใจอีเมลกลับมาที่ vitayamail@gmail.com แล้วบอกเล่า “วิธีการเลิกแอบ” ของคุณ สั้นๆ 5-10 บรรทัด โดนใจ รับไปเลย แชะ! แชะ!

29 comments 0 ตุลาคม 26, 2008

Men’s Health นิตยสารผู้ชาย-งานประกวดผู้ชาย ให้ผู้ชายดู?

วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ 1-2 พฤศจิกายน 2551

นิตยสาร Men’s Health จัดประกวดคุณสุภาพบุรุษสุขภาพดี ดูดี และจิตใจดี ภายใต้ชื่อ “Guy’s Challenge” ปีนี้จัดเป็นปีที่สองแล้ว ปีที่แล้ว ผมไม่ได้ไป ปีนี้ ขอไปซึมซับซักนิดก็รู้ๆ อยู่น่ะว่า อะไรเป็นอะไร และอาจจะเจออะไร แต่ก็อยากจะเห็นกับตา และอยากจะรู้สึกอะไรบางอย่าง

จำได้ว่า ผมเองเคยซื้อนิตยสาร Men’s Health เวอร์ชั่นภาษาไทยฉบับปฐมฤกษ์ ตอนเพิ่งวางแผงวันแรกๆ ก็อยากเป็นคนรักสุขภาพกะเค้ามั่ง ว่างั้นเหอะ

งาน Men’s Health ปีนี้ จัดที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ โรงแรมสวย ห้องจัดงานขนาดดกำลังพอดีๆ

จริงๆ ลึกๆ แล้ว ก็อยากไปงานนี้ จะได้รู้ว่าจัดงานกันยังไง? เพราะปกติผมเองเป็นคนชอบดูการจัดงาน ชื่นชมกับส่วนประกอบ ความคิดที่อยู่ในนั้น ตั้งแต่ประตูทางเข้ายันสคริปต์ของพิธีกรไปถึงเลิกงาน งานนี้ถือว่า เป็นอีกงานหนึ่งที่น่าสนใจ โถ…คุณ มีงานประกวดผู้ชายซักกี่แห่งในเมืองไทย? ถ้าไม่นับหนุ่มโดมอน ตอนนู้น หนุ่มคลีโอ ตอนนี้ ก็คงมีตามผับบาร์แสงสีตอนดึกๆ

แต่ก่อนจะไป ก็คิดๆ อยู่เหมือนกันนะครับคุณผู้อ่านว่า งานนี้ท่าทางจะจัดยาก เพราะโจทย์ที่เขาตั้งไว้ สุดหิน!

ลองคิดดู…

ประการแรก นิตยสารผู้ชายฉบับหนึ่งที่มีแต่คอลัมน์เสริมเสน่ห์ แนะนำการออกกำลังกาย การกิน การอยู่ ไลฟ์สไตล์ แล้วก็คำแนะนำเรื่องเซ็กซ์เด็ดๆ สำหรับผู้ชายยามจะขึ้นเตียงกับผู้หญิงโดยเฉพาะ เอาให้ชัดๆ เขาตั้งใจทำนิตยสารให้ผู้ชายทั่วไปที่รักผู้หญิงอ่าน ไม่ใช่เหล่า “เก้ง-กวาง” อย่างผมอ่าน อันนี้ พอรู้อยู่ ทิศทางของเขาชัดเจน

ประการสอง ในการรับสมัคร ผู้สมัครก็ไม่จำเป็นต้องหล่อลากดิน เป็นแค่คนธรรมดาสามัญที่สนใจเข้าร่วมโครงการ มันท้าทายมากนะคุณ เอาคนหน้าตาธรรมดา ไม่มี Profile มา Makeover แป๊บๆ แล้วก็ให้สาธารณชนโหวต

นอกจากจะโปรโมทตัวนิตยสารด้วยอีเว้นท์ งานนี้ก็จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ชายรู้จักดูแลเอาใจใส่สุขภาพตัวเองมากขึ้น ตรงนี้เห็นด้วยสุดๆ กับคุณูปการเพื่อสังคมของ Men’s Health เพราะฉะนั้นคนที่ดูดีที่สุด มีพัฒนาการดีที่สุด และได้รับเสียงโหวตมากที่สุด ก็สมควรเป็นผู้ชนะ แฟร์ดี

สรุปแล้ว ยากมั๊ย?

ก็ยากนะครับ เพราะนิตยสาร Men’s Health เค้ามีนโยบายสั่งตรงมาจากเมืองนอกไม่ให้ความสำคัญและสนับสนุนผู้อ่านที่เป็นเกย์ มันเลยยากไงคุณ!

การนำเสนอ และทัศนคติของนิตยสารย่อมสะท้อนให้เห็นได้จากสิ่งที่นำเสนอ อย่างงานปาร์ตี้ประกวดผู้ชาย Guy’s Challenge ที่ผ่านมานี่แหละ ผมละอึ้ง มันมีคำถามตัวโตๆ ลอยมาจากเวทีเลยล่ะ

จัดประกวดไปทำไม?

คุณต่าย นิทรา กิตติยากร ณ อยุธยา บก. อำนวยการ คนเก่ง (และสวยเปรี้ยวมาก) เคยให้สัมภาษณ์ว่า นิตยสารเล่มนี้ ก็มีผู้หญิงอ่านอยู่เหมือนกัน

แต่ผมคิดว่า คงน้อยถึงน้อยมาก เพราะเนื้อหาในนิตยสารจัดทำและกำหนดให้ผู้ชายอ่านอยู่แล้วทั้งนั้น นิตยสารสำหรับผู้หญิงก็เกลื่อนจนล้นแผง จะมีผู้หญิงซักกี่คนที่จะซื้อนิตยสาร Men’s Health เพื่อจะ “เข้าใจ” ผู้ชายของตัว หรือจะหาผัวได้ (ขออภัยคุณผู้หญิง พอดีคำมันสัมผัสลงตัว และคำว่า ผัว ก็เป็นคำไทย)

ที่สำคัญที่สุด จัดประกวดผู้ชาย แล้วจะให้ใครโหวต?

ในเมื่อผู้หญิงก็ไม่ใช่คนอ่านหลักอยู่แล้ว หรือจะให้ผู้ชายทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเกย์ มาโหวต? ก็ไม่น่านะครับ ผู้ชายจะโหวตให้ผู้ชายด้วยกันทำไม มันไม่มันส์

ปรากฏการณ์เรื่องธรรมดาโลกนี้ เกิดมาแล้วกับประกวด “AF” ตั้งแต่แข่งมา กี่ซีซันมาแล้วล่ะคุณ? ยังไม่เคยมีผู้หญิงชนะการประกวดซักครั้ง ทั้งๆ ที่ผู้เข้าแข่งขันผู้หญิงในแต่ละซีซันร้องเพลงดีกว่า แสดงออกดีกว่าอย่างเห็นๆ สุดท้ายมีแต่ผู้ชายได้โหวต ก็ใครล่ะที่ทุ่มเทโหวต ถ้าไม่ใช่ผู้หญิง ผู้หญิงย่อมไม่โหวตให้ผู้หญิงด้วยกันเอง ส่วนเก้ง-กวาง เท่าที่ผ่านๆ มา ก็ไม่โหวตให้ผู้หญิงเช่นกัน

สำหรับ Men’s Health ก็คงเป็นเพราะนโยบาย ในเมื่อเค้าบอกมาแล้วไม่ “target” ผู้อ่านที่เป็นเกย์ และนั่นสิ พอไม่มี “องค์ประกอบเกย์” ในงาน งานมันก็เลย

“จืดชืดมากกกก” ตลอดทั้งงาน ยกเว้น สามอย่าง: อาหาร เครื่องดื่ม และ “ป๊อด
โมเดิร์นด็อก

พยายามนับผู้หญิงในงานดู ก็ไม่น่าจะไม่เกิน 10% และในเมื่อนิตยสารไม่ได้สนใจกลุ่มผู้อ่านเก้ง-กวางอยู่แล้ว แล้วคนในงานน่ะ “เป็นใครกัน?”

เท่าที่สังเกต ผมอาจจะผิดนะครับ คนไปในงาน ก็เพื่อนๆ คนเข้าประกวดนั่นแหละ เสียงกรี๊ดที่พอได้ยิน ก็มาจากเพื่อนคนเข้าประกวดนั่นแหละ แล้วนี่ถ้าคุณเป็นผู้ชาย ถามหน่อยเหอะ คุณจะไปยืนกรี๊ดๆ ผู้ชายด้วยกันมั๊ย? แล้วนี่ ถ้าคุณเป็นเกย์ คุณจะไปกรี๊ดผู้เข้าประกวดมั๊ย? ก็ไม่

เพราะพอดี งานนี้ โดยหลักการ “ไม่ต้อนรับเกย์” ดังนั้น โดยหลักการ “เกย์มีสติ” ก็ไม่น่าจะกรี๊ดในงานนั้น เพราะเดี๋ยวโดนคนมอง และในเมื่อตัวตนของคุณ ไม่ได้รับการรับรู้จากผู้จัดงาน โดยหลักการแล้ว เหล่าเกย์จะไปโหวต จะไปกรี๊ด ทำไม?

พิธีกรสาว ตั้งแต่จุด “red carpet” ยันพิธีกรคนสวยบนเวที ก็มีสคริปต์ที่เรียกว่า “ไม่ได้ให้ความสนใจ” คนดูที่เป็นเก้ง-กวางอยู่แล้ว จากคำถาม คำพูด อารมณ์ มันบ่งชัดเห็นๆ ว่า ที่นี่ “ไม่ใช่ที่ของคุณ”

เอ๊ะ หรือผมคิดไปเอง? กลับมา หลังงาน อีกวัน ลองถามเพื่อนที่พอเห็นๆ ในงาน ก็บอกๆ กันว่า รู้สึกแปลกๆ “ไม่แปลกหรอกแก ก็เค้าเป็นงานของผู้ชาย เก้งกวาง ไม่เกี่ยวไง” เออ เออ พยักหน้ากันหงึกๆ

ในงานวันนี้ พอถึงท่อนกลาง รายการคอนเสิร์ตคั่นเวลาของป๊อดก็จบลง และเริ่มมีรายการประกาศมอบรางวัล ผมก็ขอลา

“ไปดูโก-โก้ บอยที่ จูปีเตอร์มะ?” แล้วผมกับเพื่อน ก็เดินออกไป

แชะ!  แชะ! เหงาๆ เราไปแดนซ์กันปีใหม่นี้ งาน  gcircuit ไม่ลืมคนไทย คนไทยซื้อในราคาพิเศษ :  ตั๋วชุดราคาพิเศษสุดสำหรับเข้างาน 2 วัน gPass combo ticket ราคา 1,600 บาท (ประหยัดกว่าซื้อหน้างาน 1,000 บาท) เริ่มจำหน่าย 14 ตุลาคม 2551 ที่ห้างเซน แผนกลูกค้าสัมพันธ์ ชั้น 6, บาบีลอน, ร้าน CB celebrity Bangkok อตก พิเศษสุดสำหรับ 100 คนไทยแรกเมื่อซื้อตั๋วชุดจะได้รับบัตรสมาชิก Fridae Perk 12 เดือน มูลค่า 1,700 บาทฟรีทันที  และ สำหรับ 400 ท่านถัดไป จะได้รับ บัตรสมาชิก Fridae Perks 6 เดือน มูลค่า 1,000 บาทฟรีทันที www.gcircuit.com เข้าเว็บแล้วอีเมลมาบอกว่า ใครมาบอกว่า จะแต่งตัวแบบไหนไปงานวันแรกดี gcircuit แชะ!  แชะ!
-end-

19 comments 0 พฤศจิกายน 2, 2008

Love Audition รอบเดียว TK Park เสาร์ที่ 8 พย. นี้

love_audition_webnew1

หนังใหม่ที่เคยเขียนถึงครับ เป็นแนวหนังสั้นกึ่งซีรีย์ ความยาว 45 นาที
เป็นหนังปิดรายการ หนังสั้นสีรุ้ง อยากให้ไปดูกัน ฉายฟรี ไม่ต้องตีตั๋ว
ไปถึงดูได้เลย

ถ้าไปอยู่ที่่นั่นทั้งวันก็นั่งดูตั้งแต่เช้า ยันสองทุ่มได้ ถ้าไหว หุ หุ หุ
http://www.thaiqueershortfilm.net

รายละเอียดหนังวันเสาร์ ที่ 8 พ.ย. 2008

กำหนดการงานมอบรางวัลการประกวดหนังสั้นสีรุ้ง ครั้งที่ 1

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2551 เวลา 10.00-19.00 น.
ณ อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 โซน D

จัดโดย โครงการหนังสั้นสีรุ้ง Thai Queer Short Film ร่วมกับ
คณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค
ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สนับสนุนโดย แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ และ อุทยานการเรียนรู้(TK Park)
ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

10.00-10.30 น. ชมนิทรรศการ/ร่วมกิจกรรมตามซุ้มองค์กรที่ทำงานด้านส่งเสริมสิทธิ
มนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและองค์กรที่ทำงานด้านการ
ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

10.30-10.45 น. กล่าวต้อนรับ โดย ดร. ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการ
อุทยานการเรียนรู้ (TK Park)*

10.45-11.00 น. กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์ โดย ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่
ผู้ประสานงานโครงการหนังสั้นสีรุ้ง

11.00-12.00 น. ฉายหนังสั้น 5 เรื่อง เพื่อให้ผู้ชมลงคะแนนประชานิชม

The Inconvenient Truth โดย สุมน อุ่นสาธิต
หนี่งในดวงใจ โดย สร้างสรรค์ สันติมณีรัตน์
กาลครั้งหนึ่งเมื่อฉันเรียกชื่อแกโดย จิตตรัตน์ วงศ์บูรณะ
พระจันทร์เป็นพยานโดย กัญญพิชญ์ ปวิดาภา
ป่าในดวงใจ โดย นารีรัตน์ สุวรรณ

12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน/ชมนิทรรศการ/ร่วมกิจกรรมตามซุ้ม

13.00-13.30 น. ประกาศผลผู้ได้รับรางวัล/มอบรางวัล 4 รางวัล
รางวัลชนะเลิศ
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2
รางวัลประชานิยม
มอบรางวัลโดย คุณหญิงอัมพร มีศุข กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

13.30-14.00 น. สัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัล

14.00-14.45 น. ฉายหนังสั้นที่ได้รับรางวัล 3 เรื่อง
เป็นใคร??(เรื่องของเรื่องที่ไม่มีชื่อเรื่อง) โดย ชลธิชา ตั้งวรมงคล
ชั้นที่ 12 A โดย นภดล พันธา
เสียงในใจ(ผู้เลือก) โดย ทศพล ทิพย์ทินกร

14.45-16.30 น. ฉายหนังสั้นที่ได้รับทุนจากโครงการ 7 เรื่อง
ไม่มีชื่อคือความรู้สึก โดย เมธิณี จงศรี
ความแตกต่างที่ไม่แตกต่าง(ตลอดไป)โดย จริยา สร้อยศรี
(S)he โดย ณัฐพล พลรักษา
คมสัน โดย บรรจง ทานันท์
ถ้าโลกนี้ไม่มีผู้ชาย โดย ประภัสสร อัศวธีระเสถียร
ตู้ปลาที่มีมีตุ๊ด (ปลา) อยู่ในตู้ โดย ปรีชายุทธ แซ่จัง
รักไม่รู้จบ โดย ดวงพร ปิยวรนนท์

16.30-16.45 น.พักรับประทานอาหารว่าง

16.45-17.45 น เสวนา “มนต์แห่งหนังกับการเปลี่ยนสังคม?”
เปรมปพัทธ Jr ผลิตผลการพิมพ์ ผู้กำกับฯ หนังสั้นจำนวนมาก
สุมน อุ่นสาธิต ผู้กำกับฯ เรื่อง The Inconvenient Truth
กัญญพิชญ์ ปวิดาภา ผู้กำกับฯ เรื่องพระจันทร์เป็นพยาน
สร้างสรรค์ สันติมณีรัตน์ ผู้กำกับฯ เรื่องหนึ่งในดวงใจ
ดำเนินรายการโดย ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่

17.45-18.00 น. กล่าวปิดงานโดย ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริม
สุขภาวะทางเพศ

18.00-19.00 น.ฉายหนังสั้นLGBT
ฮะซัน โดย อรรถพล ปะมะโข
เธอไม่หายใจแล้วในวงกลม โดย สายลม บูรณศิริ
เมื่อมันไม่ใช่ โดย พฤทธพล สิริมิตรานนท์
**ซีรี่ส์ Love audition โดย ไซเบอร์ฟิซมีเดีย ภาพยนตร์โดย อนุชา บุญยวรรธนะ**

20 comments 0 พฤศจิกายน 4, 2008

ใครอ้ะ “Harvey Milk”?

harvey1

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ 8-9 พฤศจิกายน 2551

ตอนแรกว่าจะเขียนถึงคุณไคลี มีโนก ที่กำลังจะมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราทำเอาชาวสีรุ้งคึกคักกันถ้วนหน้า แต่แล้ว…เปลี่ยนใจ เดี๋ยวค่อย “ลัน ลัน ลา” เกี่ยวกับเธอก็ได้ เพราะเรื่องของเขาคนนี้ เอาไม่ออกจากหัวซะที!

พอรู้ว่า สามีเก่าคุณมาดอนนาคือ คุณฌอน เพนน์ อดีตแบดบอยจะมารับบทเป็นฮาร์วีย์ มิลค์ ผมก็นึกภาพไม่ค่อยจะออก แต่พอเห็นตัวอย่างบางฉากในหนัง อ้ะนะ…ดูละม้ายทีเดียว แม้เค้าโครงหน้าจะไม่ใช่ แต่ผมเผ้า เสื้อผ้า เวลายิ้ม ถอดออกมาได้ใกล้เคียงตัวจริงมากๆ

คงไม่ค่อยมีใครรู้จักเขาหรอก นายฮาร์วีย์ มิลค์ นี่เป็นใครกัน? แต่สิ่งที่เขาได้ทิ้งเอาไว้ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่ที่อื่นๆ ทั่วโลก

เขาเป็นนักการเมืองคนแรกของประเทศที่เปิดเผยว่า ตัวเองเป็นเกย์ และทำให้ใครๆ รู้ว่า คนเป็นเกย์ไม่จำเป็นต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่าง และเป็นเหยื่อของสังคม

คนรุ่นหลังน่าจะได้ศึกษา ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ต้องเป็นเกย์ก็ได้ เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เรื่องใกล้ตัวที่เรามักจะลืม

ปลายเดือนที่แล้ว หนังเรื่อง “Milk” (ผู้สร้างทีมเดียวกับ Brokeback Mountain) ฉายเปิดตัวที่ซานฟรานฯ และได้รับคำชื่นชมอยู่ไม่น้อย แต่ในบ้านเรา ไม่รู้ว่าจะได้เข้ามาฉายหรือเปล่าเพราะดูแล้ว ห่างไกลจากความสนใจชาวไทยกระแสหลักเสียเหลือเกิน แต่ไม่แน่ อาจได้ชิงออสการ์ เพราะนักวิจารณ์หลายคนบอกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้มาแรง

คุณฮาร์วีย์ เป็น “role model” หรือแบบอย่างที่ดีของคนหัวก้าวหน้าในยุค 1970 ที่กล้าต่อสู้เพื่อคนไร้สิทธิ์ไร้เสียงในสังคม ไม่ใช่เพื่อเกย์เท่านั้น

เขาเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้จบกฎหมายจากเยล ฮาร์เวิร์ด หรือแสตนฟอร์ด เกิดและเติบโตที่นิวยอร์ค เคยเป็นครูโรงเรียนมัธยม ทำงานมาหลายอาชีพ เขาเคยย้ายจากนิวยอร์คมาอยู่ซานฟรานหนหนึ่ง แล้วก็ย้ายกลับ แต่ต่อมาเขาตัดสินใจ กลับมาอีก เปิดร้านขายกล้องถ่ายรูปในแคสโตร ย่านเกย์ชื่อดังของอเมริกากับแฟนหนุ่มซึ่งเพิ่งได้งานบริหารละครเวทีในเมืองซานฟรานฯ ตอนนี้แหละที่เขาลิ้มรสเสรีภาพแห่งความเป็นมนุษย์คนหนึ่งอย่างแท้จริง

ก่อนหน้าจะมาอยู่ซานฟรานฯ เขาก็ยังแอบๆ อยู่เหมือนหลายๆ คน ตั้งแต่เล็กจนโต ตัวฮาร์วีย์เองก็สนใจเรื่องราวทางสังคม แต่เป็นสังคมในภาพใหญ่ เขาเป็นคนหนึ่งที่คอยตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะสิ่งที่รัฐบาลบอกให้ทำ

พอเขาเริ่มรู้จักคนมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น เขาจึงได้พบว่า อิสระที่แท้จริงก็คือ การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เล่นซ่อนแอบไปวันๆ และไม่ต้องปิดบังใครอีกแล้ว

ย้ายมาซานฟรานฯ ครั้งที่สองนี้ ฮาร์วีย์ก็เริ่มเปิดตัวเองมากขึ้น ตอนนี้เขาเป็นตัวของตัวเองทั้งในที่ลับและในที่แจ้งอย่างแท้จริง เรียกว่า หนึ่งเดียวคนนี้ แหละยุคนั้น ก็ลองคิดดูสิสิครับ ในช่วงเกือบสี่สิบปีที่ผ่านมา แทบจะไม่ชายเกย์คนไหนกล้าเปิดเผยตัวกับสาธาณชน แล้วบอกจะลงเล่นการเมือง

ตัวจุดประกายให้เขาเริ่มสนใจเล่นการเมือง ก็เพราะคดีประวัติศาสตร์ฉาวโฉ่ของอเมริกานั่นเอง คดีวอเตอร์เกตในช่วงต้นปี 1970 เป็นคดีที่รัฐบาลโดนจับได้ว่าเข้าไปจารกรรมข้อมูลของคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม และในที่สุดประธาธิบดีริชาร์ด นิกสันต้องลาออก

ฮาร์วีย์คิดว่า เขาน่าจะทำอะไรให้สังคมได้บ้าง เลยลงสมัครชิงเก้าอี้สภาที่ปรึกษาของเมือง และตำแหน่งทางการเมืองอื่นอีกหลายครั้ง สอบตกตลอด แต่เขาก็ไม่ท้อ เพราะคนยังไม่รู้จักเขา กระทั่งเกย์ด้วยกัน จนในที่สุด รอบที่สี่ เขาได้รับเลือกเข้าไปในนั่งในฐานะที่ปรึกษาสภาเมืองสมใจ เป็นนักการเมืองตนแรกของอเมริกันที่เป็นเกย์อย่างเปิดเผย สง่างาม

ด้วยลีลาและลูกเล่นในการหาเสียง และใช้สื่อเป็น และการที่เขาเปิดเผยในที่สาธารณะว่า เขาเป็นเกย์ ทำให้คนเริ่มสนใจตัวเขามากขึ้น ชุมชนเกย์ในซานฟรานฯ เทคะแนนให้เขาอย่างท่วมท้น จนได้รับสมญานามว่า นายกเทสมนตรีแห่งแคสโตร ซึ่งจริงๆ ตำแหน่งนี้ ไม่มี ผู้สื่อข่าวจะชอบเขามาก เพราะเขาเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ที่สร้างสรรค์ตลอด

เขาเสนอแก้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมหลายฉบับ คุณผู้อ่านรู้หรือเปล่าว่า ในอเมริกายุคนั้น ถ้าเกย์คนหนึ่งโดนฆ่าตาย แล้วคนฆ่าบอกว่า โดนเกย์ลวนลามหรือเข้าหาละก้อ คณะลูกขุนและศาลจะค่อนข้างเชื่อทีเดียว และจะตัดสินลงโทษแบบไม่รุนแรง เพราะอะไร? ก็เพราะทัศนคติของคนในยุคสมัยนั้นๆ ล้วนๆ

ฮาร์วีย์เป็นแนวหน้าคนหนึ่งที่พยายามสร้างความเท่าเทียมกันและความยุติธรรมในเรื่องนี้ เขานำเสนอกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายๆ อย่างสำหรับคนกลุ่มน้อยในสังคม อย่างคนชรา และคนผิวสี นอกจากเกย์

ความนิยมของเขาในหมู่ชาวซานฟรานเริ่มเป็นที่ประจักษ์ แต่แล้ว เขาก็มาพบจุดจบอันน่าเศร้า นั่งในตำแหน่งไม่ถึงปี ก็ต้องมาเสียชีวิตลงเพราะโดนยิง

อดีตกรรมการสภาเมืองคนหนึ่งชื่อ แดน ไว้ท์ ซึ่งลาออกไปแล้ว เพราะไม่พอใจเกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเกย์ แต่เขาอยากกลับเข้ามาทำงานอีก ขอกลับมา แต่โดนปฏิเสธ เลยวางแผนสังหารทั้งนายกเทศมนตรี ซึ่งเป็นเจ้านายของเขาโดยตรง และฮาร์วีย์ ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองของเขา ก่อนเขาจะลาออกไป

นายไวท์ลอบเข้าไปในศาลาว่าการ ที่ทำงานของทั้งสอง ยิงนายกเทศมนตรีก่อนที่ศีรษะหลายนัด และลำตัว แล้วก็ออกมายิงฮาร์วีย์ต่อที่ศีรษะและตามตัวอีกหลายนัดเช่นกัน

อารมณ์ของประชาชนตอนนั้น เรียกได้ว่า ช็อคไปทั้งอเมริกา เพราะเป็นการกระทำที่อุกฉกรรจ์ ไม่น่าเชื่อว่า จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ เพราะคนยิงไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นนักการเมืองเหมือนกัน ทำให้ใครๆ หลายๆ คนนึกถึงบรรยากาศ ช็อคประเทศคล้ายๆ กันก็คือ การลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ เมื่อ 15 ปีก่อนเลยทีเดียว อันนี้ไม่ได้โม้
หลังจากยิงคนตายไปสอง เมียนายไวท์ ซึ่งมีปัญหากันอยู่ก็พาสามีเข้ามอบตัว การใต่สวนดำเนินไป และกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของอเมริกา เมื่อทนายของไวท์บอกว่า ลูกความของเขา มีสติและอารมณ์ไม่อยู่กะร่องกะรอยในช่วงนั้น เนื่องจากเป็นโรคซึมเศร้า ตกงาน และมีปัญหากับเมีย ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจาก “กิน junk food” มากเกินไป junk food ในที่นี้หมายถึง ขนมชนิดหนึ่งที่นายไวท์สวาปามประจำ เป็นขมมเค้กสอดไส้ครีม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละครับ ศาลซื้อข้ออ้างนี้ หลังจากมีบรรดานักจิตเวชมายืนยันเข้าข้างหลายคน ในที่สุด เลยตัดสินใว่า นายไวท์ฆ่าคนตายไปสองเพราะ “ไม่มีเจตนา แต่เนื่องจากควบคุมตัวเองไม่ได้” คือ แทนที่จะตัดสินเป็นคดีฆาตกรรม (murder) กลายเป็นคดี manslaughter ซะฉิบ (ฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา)

คดีนี้เลยเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ “Twinkies Defense” Twinkies เป็นชื่อของขนมที่นายไวท์สวาปามเข้าไป

ตลกมั๊ยล่ะ?

พอข่าวออกมาว่า นายไวท์ ได้รับโทษจิ๊บจ๊อย จำคุก 4-5 ปี แทนที่จะโดนตัดสินประหารชีวิตตามที่หลายๆ คนคาดไว้ ก็เกิดความโกลาหล ป่วนทั้งเมืองเลยสิครับ เพราะนอกจากจะมีประท้วงติดต่อกันหลายวันแล้ว ยังมีการจลาจลตามมาอีกหลายระลอก เหตุการณ์นี้ก็มีชื่อเรียกนะครับ เรียกว่า “White Night Riots”

นายไวท์นั้น อยู่ในคุกได้สี่ห้าปีก็ได้รับอิสระ แต่เขารู้สึกทุกข์มาก เพราะหลายๆ เรื่อง ออกมาประมาณปี ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

เริ่มสนุกแล้วสิ ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้?

เรื่องราวชีวิตของนายฮาร์วีย์ ไม่ธรรมดา เรียกได้ว่า เป็นจุดหักเหทางสังคมครั้งใหญ่เลยทีเดียว หนังเรื่อง “Milk” นอกจากจะได้นักแสดงคนเก่งอย่างคุณฌอน มารับบทนำแล้ว ยังมีสุดหล่อของหลายๆ คนจากสไปเดอร์แมน คุณเจมส์ ฟรังโก้ มารับบทเป็นชายคนรักของ Milk ด้วย ผลงานผู้กำกับคนเกย์เปิดเผยอีกคน คุณกัส แวง แซงต์ มาโชว์ฝีมืออีกเรื่อง ตอนโน้นที่มีข่าวว่า คุณแมท เดมอนจะมารับบทเป็นแดน ไวท์ แต่เอาเข้าจริง ไม่ได้มาร่วมงานกัน

ปี 1984 มีหนังเกี่ยวกับฮาร์วีย์ มิลค์ออกมาเรื่องหนึ่งเป็นสารคดี ชื่อ The Times of Harvey Milk ซึ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์สารดียอดเยี่ยมในงานออสการ์มาแล้ว

ถ้าฮาร์วีย์ ยังไม่ตาย เขาคงดีใจมากนะครับที่เห็นความก้าวหน้าเรื่องสิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันในสังคม และถ้าเขาไม่ตายเสียก่อน ผมคิดว่า เขาคิดไปไกลถึงสมัครชิงประธานาธิบดี

อ้ะ คุณคิดว่า เป็นไปไม่ได้เหรอ? เมื่อก่อน ใครๆ ก็คิดว่า ไม่มีวันที่เกย์จะจดทะเบียนแต่งงานกันได้ แต่ตอนนี้…ดูสิ ทุกอย่างจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ถ้าเราเปลี่ยนตัวเองก่อน

แชะ! แชะ! วันเสาร์ที่ 8 พ.ย. นี้ อย่าลืม ไปร่วมเทศกาลหนังสั้นเกย์และเลสเบี้ยนที่ TK Park ณ อุทยานการเรียนรู้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 โซน D อยู่ได้ทั้งวัน เริ่ม 10.00-19.00 น. และอย่าพลาด หนังปิดเทศกาล หนังซีรีย์ขนาดสั้นเรื่องใหม่ ที่หลายๆ คนถามถึง “Love Audition” จะเป็นหนังปิดเทศกาล เริ่ม 18.00 ไม่ต้องโทรจอง ไม่ต้องซื้อตั๋ว งานนี้ฟรีล้วนๆ อย่าลืมเอาเสื้อหนาวไปด้วย ในโรงหนาวๆ รายละเอียดโปรแกรมการฉาย ดูที่ http://www.thaiqueershortfilm.netแชะ! แชะ!

-end-

12 comments 0 พฤศจิกายน 11, 2008

น้ำลงที่กระบี่

man1

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ เสาร์-อาทิตย์ 15-16 Nov 2008
 เมโทรไลฟ์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

ตอนที่เขียนต้นฉบับนี้ ผมกำลังอยู่ที่สุโขทัยครับ มาถึงที่จังหวัดนี้ก่อนหน้าวันลอยกระทง วันที่เหลือ ตั้งใจว่าจะแวะไปเชียงราย และปิดท้ายด้วยเชียงใหม่

แต่จริงๆ แล้ว พักร้อนประจำปีนี้ของผมเริ่มต้นที่กระบี่ ต้องมีจังหวัดนี้อยู่ในโปรแกรมด้วยเพราะมี ‘รีเควส’ มาจากแดนไกล

เพื่อนสนิทของผมพาแฟนตาน้ำข้าวที่อยู่ด้วยกันมาเกือบแปดปีมาเยี่ยมเมืองไทย เพื่อนคนนี้ย้ายนิวาสถานไปอยู่เมืองซานฟรานฯ เกือบจะยี่สิบปีแล้วละมั้ง และคงไปโม้ไว้เยอะจนคุณแม่ของแฟนลั่นว่า อยากมาด้วย หล่อนอยากเห็นชายหาดสวยๆ ลงเรือ ชมปะการัง และว่ายน้ำ อยากรู้นักว่า จะต่างจากฟลอริดาบ้านของเธอยังไง ทริปนี้คุณแม่ตื่นเต้นมาก เพราะเป็นการเดินทางออกนอกประเทศ เป็นครั้งแรกในชีวิตผู้หญิงวัยแปดสิบกว่าๆ

ผมไม่เคยเดินทางไกลๆ “เป็นครอบครัวเกย์” แบบนี้มาก่อนเลยล่ะครับ เลยรู้สึกแปลกๆ และต้องไปกระบี่อีกครั้ง จะมีอะไรให้ตื่นเต้นมั๊ย?

คนที่เคยไปเที่ยวกระบี่ คงจะสังเกตว่า จังหวัดนี้มีแต่ฝรั่งนักท่องเที่ยวชาวยุโรปส่วนใหญ่ เราจะไม่ค่อยเห็นหน้าคนญี่ปุ่น จีน แขกขาว แขกดำ หรือชาติเอเชียอื่นๆ และนักท่องเที่ยวส่วนมากจะเป็นคู่สามีภรรยา ทั้งรุ่นหนุ่มสาว และรุ่นสูงอายุ หรือไม่ก็เป็นครอบครัวใหญ่ๆ มีลูกเดินกันมาเป็นขบวน อยู่กันเป็นอาทิตย์ๆ

สามวันที่กระบี่ ลงเรือ เที่ยวเกาะ กินอาหารทะเล ซื้อของ เดินเล่นตามชายหาด ทำให้นึกอยากไปเสม็ดแทนซะรู้แล้วรู้รอด ไม่ใช่ว่าหาดไม่สวย น้ำไม่ใส อากาศไม่แจ่ม แต่เพราะมันไม่มีเหล่ามนุษย์พันธุ์สีรุ้งให้คอยส่งสายตาวิบๆ หรือขอแค่เหลือบมอง เพื่อจะบอกว่า “รู้กัน”

ไหนใครพูดว่า สมัยนี้เกย์เยอะ ไปที่ไหนๆ ก็เจอ?

ปีที่แล้ว ราวๆ ต้นปี มากระบี่แล้วหนหนึ่ง คราวนั้น ต้องบอกว่า โชคดีมากที่อย่างน้อย เดินเจอบาร์เกย์ให้นั่งเล่น มันเป็นร้านเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในย่านบาร์ทั่วไป บรรยากาศบาร์คล้ายๆ ในซอยที่พัฒน์พงษ์ หรือซอยคาวบอยที่สุขุมวิท แต่ตอนนี้ สำรวจดูอย่างถ้วนถี่ ย่านที่ว่า ซึ่งอยู่ในดงบาร์ตรงอ่าวนาง มีการปรับปรุงพื้นที่กันยกใหญ่ ร้านรวงสำหรับนั่งดริงค์ หายไปเกลี้ยงทั้งแถบ ทั้งแถบเลยจริงๆ ไม่ต้องเดาเลยก็รู้ว่า บาร์ที่เคยมีธงสีรุ้งสวยๆ แห่งนั้นติดอยู่ คงหายไปตลอดกาล

“ที่กระบี่นะพี่ หาพวกเราไม่เจอหรอก เหล่าเก้งกวางที่พี่อยากเห็นน่ะ ยากส์ นักท่องเที่ยวเค้ามากันเป็นครอบครัว อย่างผมเลิกคิดจะหาแล้วล่ะ คงมีอยู่บ้างนะ แต่ดูไม่ออกหรอกครับๆ คนที่เป็นเกย์ที่นี่ ก็ไม่ค่อยทำตัวให้ใครรู้หรอก”

“อิน” หนุ่มนิสัยดีเล่าให้ฟัง เขาเป็นคนสงขลา ไปเรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แทบตลอดทั้งชีวิต แต่ย้ายมาทำงานที่กระบี่สองปีแล้ว

ตอนย้ายมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ แฟนของอินเป็นห่วงเขามาก ถึงขนาดเดินทาง “ลงพื้นที่” สำรวจแทบทุกซอกทุกมุม เออ ก็ดูๆ เค้าเป็นห่วงเป็นใยดีนะ ผมว่า

“ดีใจหายเลยล่ะพี่ พอลงมาดูแล้ว เขาบอกโอเคๆ เลย ชอบมาก เพราะไม่ค่อยมีเกย์แถวนี้ เขาห่วง ผมจะเจอใครน่ะครับ”

แต่ดูเหมือนนายอินจะไม่เดือดร้อนที่ไม่มี ‘gay scene’ ให้กระดี๊กระด๊า เพราะวันเวลาหมดไปกับการทำงานเช้ายันมืด ผมถามตัวเองว่า ถ้าเป็นผม มาทำงานที่นี่ ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนเขา จะทำได้หรือเปล่า?

มันออกจะ… แห้งแล้งเหมือนช่วงน้ำลง เหลือชายหาดเปลือยๆ เอามากๆ

dsc03113ลึกๆ แล้ว ผมคิดว่า ถ้าหากผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับชีวิตและผู้คนที่ค้นพบแล้ว ไม่รู้สึกอยากจะรู้ว่า คนอื่นๆ ใช้ชีวิตกันยังไง สิ่งรอบตัวจะเป็นยังไงก็ช่าง ผมคงรอวันแห้งเหี่ยวอับเฉา และเมื่อถึงเวลาก็ลาจากโลกนี้ไปอย่างจืดชืดที่สุด

คุณผู้อ่านคิดว่า มาเที่ยวกระบี่แล้วน่าจะดีใจแล้วนะ อากาศดี ทะเลสวย น้ำใส ผู้คนสดชื่น แต่จะบอกว่า ขาดสาร “อาหารตา” อย่างที่สุด บอกเว่อร์ๆ ก็คือ ทรมานจัง ไม่มีไรให้ดู

ผมก็แค่อยากเห็นคนอื่นๆ ที่เหมือนกับผม ได้มองหน้ากัน ส่งสายตาให้กัน หรือจะสื่อสารล้ำลึกถึงกันว่า ชั้นเห็นแกแล้วนะ ยิ่งถ้ามียิ้มโปรยให้ แม้เพียงนิด มันก็ดีไม่ใช่เหรอ?

ผมถามอินต่อไปอีกว่า ยังไงๆ คนเราก็ต้องกิน “ต้องใช้” เวลาของขึ้นขึ้นมา เขาก็ต้องมองหามั่งล่ะ ถึงแม้ที่นี่จะดูร้างไร้ความตื่นเต้นในชีวิตอย่างบอกไม่ถูก เขาทำยังไง ?

“จะบอกให้นะพี่ มันหายากมาก ๆ เวลาอยากๆ น่ะ แล้วถ้าเกิดทำใจดีสู้เสื้อ เห็นใคร เข้าไปจีบ มีอยู่สองอย่างที่จะได้”

อะไร? รุกกับรับเหรอ?

“เปล่า ไม่ ได้ ‘ค..ย’ ก็…’ตีน’” เขาหัวเราะร่า

dsc03106

“คนใต้ไม่เหมือนคนภาคอื่นหรอกพี่ คนภาคอื่นๆ ค่อนข้างจะรับได้กับการเป็นเกย์ หรือเป็นกะเทย ถึงไม่ชอบแต่ก็ไม่แสดงออกว่าไม่ชอบ แต่คนใต้ไม่ได้เลยนะ เค้าจะแสดงความไม่ชอบออกมาให้เห็น ผมรู้สึกเลย ครอบครัวก็เหมือนกัน ผมว่า ครอบครัวคนใต้เค้าจะใกล้ชิดกันมาก เป็นพวกพ้องกันมาก บ้านไหนมีอะไร บ้านอื่นรู้หมด” นายอิน ซึ่งเคยคบคนเหนือ คนภาคกลาง คนภาคอิสานทั้งอิสานใต้ และอิสานกลาง และอิสานเหนือ รวมถึงคนใต้ให้ความเห็น

แล้วหนุ่มใต้ที่เคยได้มา โรแมนติคมั๊ย?

“น้อยมากถึงที่สุดล่ะพี่ แฟนเก่าผมคนเหนือ กับคนอิสาน คนละเรื่องกับตอนคบคนใต้เลย ความเห็นส่วนตัวผมนะ หนุ่มใต้ ไม่ค่อยโรแมนติก เวลามีอะไรกัน ก็จบๆ ไป ไม่ค่อยรู้สึกอย่างอื่นร่วมกันเท่าไหร่”

คุณผู้อ่านที่เคารพครับ ไม่ได้จะเขียนทำความแตกแยกให้ประชาเกย์นะครับ ข้างบน เป็นความเห็นส่วนตัว ส่วนตัวครับส่วนตัว

beach-hotties-2

ส่วน “ไกร” หนุ่มวัยสามสิบกว่าๆ ยังรู้สึกว่า ชีวิตเขายังไม่ต้องการหยุดพัก เขาเป็นคนหนึ่งที่ยังคงค้นหาคนที่ใช่ต่อไป ชีวิตของเขาเปิดเผยอะไรมากไม่ได้ที่กระบี่ บ้านเกิดเขาเอง เขาคิดว่า จะหาเวลาเที่ยวดีๆ เวลาเป็นส่วนตัวดีๆ ต้องไปหาที่ถิ่นอื่น แดนไกลปู้น

“ถ้าไม่ไปไกลๆ เลยอย่างกรุงเทพฯ ก็ไปหาดใหญ่ ไปภูเก็ต ถ้าไปกรุงเทพฯ จะไปดูโชว์ แล้วก็ไปบาร์อ็อฟเด็ก”

ผมว่า สามสี่วันที่กระบี่สำหรับผมคงพอแล้ว เพื่อนๆ ผมพอเห็นอาการเซ็งๆ ที่ไม่มี ‘gay scene’ ให้สนุกบอกว่า ไม่ได้รู้สึกอยากไปบาร์เหมือนผมหรอก เพราะรู้อยู่แล้วว่า ที่นี่คงไม่มีอะไร แต่ก็รู้สึกอดเสียดายไม่ได้ว่า บาร์เล็กๆ แห่งนั้นหายไป

และถ้างั้น ถ้าที่นี่ไม่มีอะไร ก็น่าจะทำให้มันมี เพื่อนคนหนึ่งร้องบอก

“ไว้ชั้นมาเปิดรีสอร์ต แล้วติดต่อเรือครุยส์ ขนเกย์มาเต็มลำ ขึ้นบกที่กระบี่ แล้วจัดแดนซ์กระจายก็แล้วกัน เออ ทำเขาวงกตตรงริมชายหาดเลยก็ดีนะ ไม่เคยมีใครทำ”

ก็ไม่เลวนะครับ

แต่ผมว่า ปล่อยกระบี่ให้เป็นกระบี่อย่างนี้แหละ เราไปซ่าส์ที่เสม็ด ก็แล้วกัน

beach-hottiesแชะ! แชะ! โอบามาชนะ แต่เกย์ชาวแคลิฟอร์เนียแพ้หลุดลุ่ย ในที่สุด ผลโหวตคนในรัฐ ชี้ชัดว่า ไม่อยากเห็นเกย์แต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมายในรัฐนี้ ผลนับคะแนนออกมาในวันเดียวกันกับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีนั่นแหละ เกย์นักเคลื่อนไหว ก็ออกมาชุมนุมกันเป็นพันๆ ตามจุดต่างๆ ตอนนี้ ไม่มีใครรู้แน่ๆว่า ที่แต่งๆ กันไปเป็นหมื่นๆ คู่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาน่ะ จะเป็นโมฆะหรือเปล่า แล้วจะแก้เกมครั้งนี้กันยังไง โอบามาสนับสนุนเกย์อยู่แล้วตั้งแต่ลงสมัครตำแหน่งประมุขสูงสุดของประเทศ แต่โอบามา ก็ไม่เชื่อเรื่องการแต่งาน เขายังเชื่ออยู่ว่า การแต่งงานหมายถึง คู่ชายหญิง แต่เขาสนับสนุนให้มีกฎหมายรองรับคู่รักที่เป็นเกย์ในด้านต่างๆ แชะ! แชะ! (เพิ่มเติม…)

15 comments 0 พฤศจิกายน 16, 2008

วันหลากหลายทางเพศแห่งชาติ

m4

Hiding No More วิทยา แสงอรุณ 22-23 พ.ย. 2008 เมโทรไลฟ์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เสาร์-อาทิตย์

คิดถึง “เจ๊เดย์” เม้าธ์และลิปซิงค์มันส์ๆ อยากดูลีลานาย “กั๊ก” กับละครเวที อยากฟัง “อ. เสรี” พูด อยากเจอ “อ. วิโรจน์” ตัวเป็นๆ ศรัทธา อ.วิทิต มันตาภรณ์ นักกฎหมาย อยากรู้ว่านพ.สุกมล วิภาวีพลกุลมาพูดเรื่องอะไร มาพบกันครับ งานนี้ งานเดียว ไม่เสียตังค์อีกต่างหาก

งาน “วันสิทธิความหลากหลายทางเพศ” หรือชื่อภาษาปะกิตยาวเหยียดแบบไม่ยอมให้ท่องจำ “The 1st National Human Rights Day for Sexual Diversity” วันเสาร์ 29 พ.ย. ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ยัน 5 โมงเย็น ที่ลิโด สยามสแควร์ ใจกลางเมืองเลย ไม่ต้องไปจัดแอบๆ ซ่อนๆ หลบๆ อยู่ซอกตึก และไม่จำเป็นต้องไปเดินพาเหรด หรืออยู่กันแค่สีลม

โปรดบอกต่อๆ กันไป อย่าเก็บไว้คนเดียว รายละเอียดอื่นๆ ดูเว็บ www.sapaan.org

แว่วว่า ถ้ามีคนไปเยอะๆ คนจัดงานจะกระตือรือร้น เสนอขอทางการบรรจุลงปฏิทินการท่องเที่ยว เป็น “วันหลากหลายทางเพศแห่งชาติ” ซะเลย ถ้าขอการท่องเที่ยวฯ ไม่ได้ ผมว่า ก็น่าจะลองขอกทม. ดูก็ดี เพราะมีหน่วยงานสนับสนุนการท่องเที่ยวเหมือนกัน

ลอนดอน และเมืองหลวงหลายๆ แห่งของโลกเขาก้าวไกล จัดโปรโมทกิจกรรม และการท่องเที่ยวสำหรับคนกลุ่มนี้ตั้งนานแล้ว ทั้งซื้อแอดลงนิตยสาร รวมถึงอบรมเจ้าหน้าที่ให้รู้จักบริหารจัดการ และต้อนรับนักท่องเที่ยวสีรุ้งอย่างเป็นกันเองสุดๆ

ผู้บริหารกทม. น่าจะศึกษา และเตรียมตัวไว้

ไม่ได้พูดเล่นๆ ต่อไปมันจะเป็นเรื่องธรรมดา งานแบบนี้ ไม่ต้องตื่นตกใจไป ก้อทำไมล่ะ? ประชาชนชาวโลกจะได้รู้ไงว่า ประเทศไทย สังคมไทย คนไทย เมืองหลวงของไทย ใจกว้างอย่างแท้จริงๆ ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดต่อๆ กันมา ที่มาจากปากนักท่องเที่ยวที่มาเดินสีลมสองวัน หรือนั่งทัวร์ไปดูโชว์ทิฟฟานี อัลคาซ่าที่พัทยา แล้วบอกว่า กะเทยบ้านเราสวย จริงๆ สวย ฉลาด และน่าสนใจอีกตะหาก

ถึงเวลาแล้วที่สังคมเราต้องยอมรับความจริงว่า ประชาชนในประเทศไม่ใช่มีแต่เฉพาะชายกะหญิง ยังมี เก้ง กวาง บ่าง (หน้าตาเป็นไง?) ชะนี กะเทยหัวโปก กะเทยมีนม กะเทยผมยาว น้องเตย สาวห้าว ดี้สวย ทอมหล่อ สาวประเภทสองผ่าแล้ว และยังไม่ผ่า คนรักสองเพศ รวมถึงคนที่ยังสับสนตนเอง ไม่รู้ว่า ชอบอะไรกันแน่

ซึ่งคนกลุ่มนี้เอง เรียกรวมๆ กันว่า ความหลากหลายทางเพศ หรือ Sexual Diversity ประเทศไหนๆ เขาก็เรียกกันอย่างนี้ มีแต่คนบางคนในประเทศไทยที่ยังไม่เปิดหู ไม่เปิดตา แต่หลับหู หลับตา เรียกอยู่ได้ว่า “กลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศ” (Sexual Deviation)

ฟังแล้วกลุ้มน่ะครับ ยิ่งเป็นคนจากภาครัฐ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นอาจารย์ เป็นครูสอนคน เวลาได้ยินทีไร ผมล่ะอายแทน

ทีหน้าทีหลัง ผมว่า เห็นหน้าคนที่พูดว่า “เบี่ยงแบน” แล้ว โปรดร่วมใจกันมองหัวจรดเท้า แล้วมองหน้าอีกที ตีสีหน้าใส่บอกไปเป็นนัยว่า “นี่คุณ ไปอยู่ไหนมาจ๊ะ” แต่ถ้าคุณใจดีและมีเวลาพอ ไม่กลัว “งานเข้า” บอกออกไปเลยว่า “สมัยนี้เค้าเรียก ว่า ‘พวกหลากหลายทางเพศ’ น่ะ คำว่า ‘เบี่ยงเบน’ เขาเลิกใช้กันตั้งนานแล้ว”

เอ้า ยังไม่เข้าใจอีกว่า หลากหลายทางเพศ มันคืออะไร มันหน้าตาเป็นยังไง ก็ขอเชิญไปงานนี้

ที่เขาจัดกันเนี่ย ไม่ใช่อยากจะเอา “มันส์” มันมีเหตุ

คืองี้ วันที่ 29 พ.ย. ถูกเลือกให้เป็น “วันสิทธิความหลากหลายทางเพศ” เนื่องจากวันนี้ เป็นวันที่กลุ่ทคนทำงานด้านหลากหลายทางเพศ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณีกระทรวงกลาโหม ไม่ยอมแก้ไขข้อความในใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน (สด. 43) ที่ได้ออกไปแล้วสำหรับบุคคลข้ามเพศ หรือสาวประเภทสองที่เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าประจำการ และถูกบันทึกไว้ในใบสด.43 ว่า

เป็น “โรคจิต” “โรคจิตวิปริต” “โรคจิตถาวร” ผลก็คือว่า สาวประเภทสองที่โดนบันทึกด้วยคำเหล่านี้ มีปัญหาในการดำรงชีวิตตามมาเป็นทอดๆ คิดดูสิ ไปสมัครงานที่ไหน เขาเห็นในสด. 43 ระบุว่า หล่อนเป็นโรคจิต จิตวิปริต หรือบางคนโดนอย่างจัง เป็นโรคจิตถาวร ใครจะรับเข้าทำงาน?

“29 พ.ย. ครบรอบสองปีพอดี คดีความก็ยังไม่ตัดสิน ยังอยู่ที่ศาลปกครอง ฟ้องศาลไปแล้ว ก็ต้องถือว่า งานวันสิทธิความหลากหลายทางเพศเป็นการจัดงานเพื่อทบทวนการทำงาน และดูความคืบหน้าประเด็นต่างๆ และให้ประชาชนทั่วไปรับทราบว่า มีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้นบ้างในบ้านเรา” คุณไพศาล ลิขิตปรีชากุล (ลี้ –โสด + น่ารัก) ผู้ประสานงาน เล่าให้ฟัง

พอไม่ยอมแก้ไข ก็ต้องทำเรื่องฟ้องกันไปล่ะครับ เป็นขั้นตอนปกติ อีกเหตุหนึ่งในการจัดงานก็คือ ในภูมิภาคเรา มีการเรียกร้องให้เคารพสิทธิความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถึงเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง มีการลงนามร่วมกัน เรียกว่า หลักการ “ยอกยาการ์ตา (The Yogyakarta Principles)” ซึ่งว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในประเด็นวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ

อ่านแล้วอย่าเพิ่งงง ชื่ออะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ผมเองก็จำไม่ได้หรอกครับ แต่ก็ให้พอผ่านๆ หูไว้ ก็ดี

ตกลง ไปงานนี้แล้วได้อะไร?

นอกจากจะมีบูธ งานออกร้านต่างๆ มีทอล์คโชว์ มีละครเวที มีปาฐกถา มีหนังสั้นให้ดู มีของให้ซื้อแล้ว เขายังเตรียมแจกร่มแสนสวยสีรุ้งอีกต่างหาก งานนี้ไม่เหมือน “เกย์พาเหรด” นะคุณที่อยากสนุก ต้องแต่งตัวไปเต้นตามท้องถนน หลายๆ คนเห็นแล้วไม่สบายใจ คิดว่า เป็นพวกเลียนแบบฝรั่ง
สำหรับงานนี้ เขาจะแจกร่มอย่างน้อย 300 คัน ถ้าคุณสนับสนุนสิทธิมนุษยชน ก็เดินถือร่มไปกัน อย่าเพิ่งแอบหนีบกลับบ้านไป เดินถือร่มสีรุ้ง จากลิโด้ ไปศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ใกล้ๆ กันนั่นแหละ เพื่อให้ปวงประชาได้เห็นความพร้อมเพรียง และตระหนักว่า สังคมเรา มีคนที่แตกต่างอยู่ เดินขบวนถือร่ม ไม่ได้แสดงตนว่า เข้าข้างสีเหลือง หรือสีแดง เพราะร่มนี้ มีหลากสี

“กลัวร่มไม่พอครับพี่ แต่ไม่เป็นไร ถ้าใครยังไม่มีร่ม ก็ขอไปเข้าร่ม เดินไปด้วยกันก็ได้ ไม่ผิด
กติกา เพราะเราอยู่ร่วมกันได้ทั้งนั้น”

umbrella1

งานวันสิทธิความหลากหลายทางเพศ “จนกว่าจะถึงวันฟ้าใส”
29 พฤศจิกายน 2551 เวลา 9.00 -17.00 ณ โรงภาพยนตร์ลิโด้ สยามสแควร์ กรุงเทพฯ

9.00 น. นิทรรศการ/กิจกรรมจากบูธขององค์กรร่วมจัด และองค์กรทำงานด้านความหลากหลายทางเพศ
10.00 – 10.15 น. ต้อนรับทักทาย กิจกรรมบนเวที เล่นเกม แจกของที่ระลึก
10.15 – 10.30 น. การแสดงละครสั้นเปิดงานโดย คุณวรรณศักดิ์ ศิริหล้า (กั๊ก)
10.30 – 11.00 น. พิธีเปิด
คุณกมลเศรษฐ์ เก่งการเรือ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน
อาจารย์จอน อึ้งภากรณ์ ประธาน กล่าวเปิดงาน
รศ.ดร. เสรี วงศ์มณฑา ปาฐกถาเรื่อง “สิทธิความหลากหลายทางเพศบนสื่อไทย”
ศจ.วิทิต มันตาภรณ์ กล่าวถึงหลักการ “ยอกยาการ์ตา”
คุณอลิสา พันธุ์ศักดิ์ กล่าวถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 30

11.00 – 11.30 น เวทีสีรุ้ง 1 ตั้งกระทู้ “คำนำหน้านามสำหรับฉันสำคัญไฉน” โดย ตัวแทนชุมชนคนข้ามเพศ
11.30 – 11.45 น. การแสดงบนเวที โดยเยาวชนเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ
11.45 – 12.15 น. เวทีสีรุ้ง 2 ตั้งกระทู้ “รักแห่งสยาม บทเรียนเพื่อความเข้าใจลูก” โดย นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล และตัวแทนเยาวชนคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

12.15 – 12.30 น. กิจกรรมบนเวที และเล่นเกม
12.30 – 12.45 น. การแสดงบนเวที โดย เยาวชนเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ
12.45 – 13.15 น. เวทีสีรุ้ง 3 ตั้งกระทู้คุยกันเรื่อง “กฎหมายจดทะเบียนคู่คนรักเพศเดียวกัน” โดย คุณกิตตินันท์ ธรมธัช คุณฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ คุณรริศิวพร เปงเฟย
13.15 – 13.45 น. การแสดง Talk Show หัวข้อ “ชีวิตที่เลือกได้” โดย เจ๊เดย์ (ฟรีแมน)
14.00 – 15.10 น. เสวนาเรื่อง “สังคมไทยจะไปทางไหน กับอดีต ปัจจุบัน อนาคต ของสิทธิของความหลากหลายทางเพศ” โดย คุณสุวรรณี หาญมุสิกวัฒนกูร ผู้ประสานงาน คอนซอร์เทียม คุณดนัย ลินจงรัตน์ ผู้อำนวยการสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย คุณนิรุตติ์ สระบัว แกนนำเยาวชนเพศศึกษา-อาชีวศึกษา ผู้อำนวยการ สำนักงานกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ
รศ.ดร. กฤตยา อาชวนิจกุล** สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

15.10 – 15.40 น. ชมภาพยนตร์สั้นจากโครงการประกวดหนังสั้นสีรุ้ง (Thai queer short film) เรื่อง เป็นใคร? โดย ชลธิชา ตั้งวรมงคล, เรื่อง เสียงในใจ โดย ทศพล ทิพย์ทินกร

15.40 – 16.00 น. แจ้งกำหนดการการเดินขบวนร่มสีรุ้ง
16.00 – 16.15 น. เตรียมพร้อมการเดินขบวนร่มสีรุ้ง “ร่มสีรุ้งจากวันนี้ ถึงวันฟ้าใส” นำโดย อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
16.15 – 16.45 น. เดินขบวนจากโรงภาพยนตร์ลิโด้ ถึงศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมกรุงเทพฯ
16.45-17.00 น. การกล่าวคำปฏิญาณจากตัวแทนชุมชนความหลากหลายทางเพศ
17.00 น. เสร็จสิ้นงาน

13 comments 0 พฤศจิกายน 24, 2008

ผม…เกย์ ไบ รับ ถุย ถุย

trick_movie

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 29-30 พ.ย. 2008

เดาว่า น่าจะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่น เห็นหน้าขาวผ่องเป็นยองใย แล้วพนักงานก็พาพวกหล่อนนั่งลงตรงโซฟาถัดจากโต๊ะของผมกับเพื่อนไป นารีทั้งสี่ไม่ได้แสดงสีหน้า ตกตื่นอะไรกับความอะร้าอร่ามที่นักแสดงอะโกโก้คนหนึ่งเพิ่งจะงัดมันออกมาโชว์อยู่บนเวที ดูท่า น่าจะเป็น “พวกขาประจำ”

ผมพยักเพยิดให้ “อรรณพ” มองตามเหล่าแขกต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาในร้าน แต่เพื่อนรุ่นน้องตัวดีของผมคนนี้ทำหน้าเฉยๆ เขาคงไม่รู้สึกสะทกสะเทิ้นเขินอายอะไรอีกแล้วที่มีผู้หญิงเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับเขา
และกำลังจะทำแบบเดียวกับที่เขากำลังจะทำ ก็แค่เลือกผู้ชายซักคนบนเวที แล้วก็พาออกไปข้างนอก

เขาบอกว่า มาเที่ยวแบบนี้ สนุกดี รวดเร็ว ประหยัดเวลา ไม่ต้องนั่งแชท ไม่ต้องคอยโทรจีบ ไม่ต้องโทรนัดกินข้าว หรือเข้าโรงหนัง เมื่อไหร่ที่อยากขึ้นมา ก็แวะมาสอยเอา อ้อ อีกอย่าง ไม่ต้องรักและผูกพันอะไรหลังกิจกรรมเสร็จสิ้นจังหวะของมันลง

อรรณพอายุสามสิบเศษๆ เขาคิดว่า เขารับผิดชอบตัวเองได้แล้ว และนี่ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะมาเที่ยว แต่ที่น่าทึ่งก็คือ เขามีกฎประจำตัวด้วยนะครับ ลูกค้าอย่างเขาจะไม่โทรนัด “เด็ก” ให้มาพบส่วนตัว เขาจะมาหาเองถึงที่ จ่ายเงินให้ทางร้าน เพื่อจะปลดปล่อย “น้อง” สักคน เขาทำตามระบบที่ไม่มีใครกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ราวกับสัตยาบัน อีกอย่าง เขาชอบอะไรที่คุ้นเคย

แต่วันนี้ น้องที่คุ้นเคยไม่อยู่ สงสัย เพราะไม่ได้แวะมาทีนี่ซะตั้งนาน ผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่า มาเที่ยวที่ร้านนี้ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ผมก็ยังจำหน้าบางคนได้ บนเวที

“น้องเคน กลับต่างจังหวัดน่ะ” มาม่าซังผมแดงใส่เสื้อสูทบอกเเขา อรรณพทำหน้ามู่ทู่เป็นคำตอบ มามาซังคนนี้ คงเพิ่งมาใหม่ แล้ว “โปรโมเตอร์” คนเดิมที่รู้ใจ กัน หายไปไหนแล้ว หรือ หล่อนอำลาวงการ?

“มีตัั้งหลายคนอยู่บนเวที ถูกใจน้องคนไหนบอกได้เลยนะครับ” มาม่าซังหัวแดงคะยั้นคะยอ

“ไม่ถูกใจซักคน” อรรณพตอบตรงๆ พลางกวาดสายตาดูหนุ่มหุ่นปึ้กกับกางเกงขาสั้นจุ๊ดบนเวทีอีกครั้ง เผื่อพลาดอะไรไป แต่นี่เราสองคนส่องกันอยู่ตรงนี้เกือบสองชั่วโมงแล้วนะ

“เอ่อ…ผมชอบน้องที่เป็นเกย์น่ะ ไม่เอาผู้ชาย ไม่เอาสาว ไม่เอาหน้าหวาน อยากได้ แบบรับเก่งๆ คุยเก่งๆ มีเปล่า…?”

มามาซังโพล่งออกมา “มีอยู่คน หุ่นดี เพิ่งเล่นกล้าม บริการดี แต่…มันมีเมีย”

“ไม่ชอบครับ อยากได้เกย์ ไม่อยากได้ผู้ชายไง” อรรณพย้ำ ผมกวาดสายตาไปรอบๆ อีกครั้ง ส่วนใหญ่แล้วคุณผู้อ่าน ในบาร์อะโกโก้ผู้ชาย ไม่ว่าที่ไหน จะมีผู้ชายเป็นพนักงานบริการเกินกว่าครึ่งแทบทั้งนั้น ถึงได้มีลูกค้าผู้หญิงมาร่วมใช้บริการด้วยไง ผมคิดเสมอว่า ผู้ชายไปเที่ยวซ่อง ไปอาบ อบ นวด แล้วก็นาบได้ แต่ผู้หญิงไม่ค่อยมีที่ไป เกย์ยังดีซะกว่า มีที่ให้ปลดปล่อยอารมณ์งุ่นง่านออก

แต่อรรณพ ไม่ค่อยชอบมีอะไรกับผู้ชาย เขาชอบเกย์ด้วยกัน

มาม่าซังเริ่มจับทางได้ “แต่น้องคนนี้ มันชอบมากนะ เวลาโดนเ…็ดน่ะ รับรองถูกใจคุณน้อง” หล่อนพูดพลางหัวเราะชอบใจ

“ไหนล่ะ อยู่ไหนบนเวทีเหรอ?”

“เปล่า ไม่ได้ให้ขึ้นเวทีหรอก”

“อ้าว ทำไม”

“มันตัวเตี้ย”

ผมขำแทน ส่วนอรรณพถอนหายใจ พอเห็นลูกค้าออกอาการเซ็งๆ มามาซังรีบส่งเสริมยอดขายทันที

“คุณน้อง คนที่พี่จะแนะนำให้น่ะ รับรองถึงใจ ตัวเล็กๆ อย่างนี้สิดี พลิกคว่ำตะแคงหงาย ได้หมดหมดทุกท่า รับรองสนุก เชื่อพี่สิ”

เขาทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดออกไปแบบเสียไม่ได้ “คนไหนล่ะพี่ ไม่ต้องเรียกมานั่งนะ แค่บอกว่าคนไหน”

หล่อนแล่นปรู๊ดไปยังประตูทางเข้าด้านหน้าตรงเคาร์เตอร์บาร์ ณ จุดนั้น พนักงานบริการชายหลายคนนั่งเรียงรายอยู่ หล่อนกวักมือหยอยๆ ทำท่าชี้ๆ ให้ดู โหย คนเยอะจะตาย ผมบอกอรรณพ มองไม่เห็นหรอก มืดอีกต่างหาก

“สงสัยจะเตี้ยจริง” อรรณพบอก แล้วก็ลุกขึ้น พุ่งตรงไปทันที เขาคงค้นพบอะไรเข้าแล้ว เห็นหายไปนาน

ในเวลาต่อมา “น้องศักดิ์” ก็เป็นสมาชิกใหม่ที่โต๊ะของเราด้วยความสูง ไม่น่าจะเกิน 160 ผิวสองสี มัดกล้ามที่แขนของเขาทำเอาเสื้อเชิ้ตตึงเปรียะ ดูแล้ว ภายใต้กระดุม น่าจะมีแผงหน้าอก ริมฝีปาก ใบหน้าคม และท่าทางกระตือรือร้นทำให้เขาดูน่ารักขึ้นเป็นกอง แต่น้องเป็นผู้ชายนะ มีเมียแล้วอีกต่างหาก ผมกระซิบหรอก หลังเขาจ้องน้องตาเป็นมัน

“พี่ชอบรุกน่ะครับ เรารับได้จริงเหรอ?” อรรณนพ ถามผู้มาเยือน

“ครับ ครับ ผมได้หมดครับ แล้วแต่พี่จะชอบ” เขาให้คำตอบ

“มีเมียยัง?” ผมช่วยสัมภาษณ์

“ยังครับ” เขาตอบยิ้มๆ

“ก็เห็นมามาซัง บอกว่า น้องมีเมียแล้วนี่” ผมมองหน้าเขาอย่างคาดคั้น

“อ๋อ แฟนน่ะครับ พอดีเค้าไม่อยู่ ไปต่างจังหวัด”

แล้วผมก็ปล่อยให้เขาสองคนค้นหากันและกันต่อไป เพื่อดับความเขิน แต่เดาว่า เดี๋ยวอีกแป๊บ คงแก้ผ้ากันแล้ว จะคุยนานๆ ไปทำตุ้มอะไร ผมสังเกต อรรณพน่าจะพึงพอใจไม่น้อย และไม่ออกอาการหงุดหงิดใส่ผมหากเขาต้อง”กลับบ้านมือเปล่า”

เขาเล่าให้ผมฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่ที่เขาเจอจะแนะนำโรงแรมเล็กๆ หรือไม่ก็ม่านรูด จ่ายเงินเป็นรายชั่วโมง พวกเด็กๆ จะไม่ชอบตามแขกกลับไปที่พัก เท่าที่เขาเจอมา ส่วนใหญ่ น้องจะไม่อยากเสียค่ารถขากลับ ถึงแขกให้ค่ารถก็เถอะ แต่ถ้าบ้านแขกไกล ก็ไม่คุ้ม เสียเวลาเดินททาง ผมเดาเอาว่า การไม่คุ้นกับสถานที่น่าจะเป็นอีกปัจจัย ม่านรูดเป็นสิ่งที่พนักงานบริการคุ้นเคยมากกว่า แต่ถ้าไปที่พักของแขก เขาคงไม่รู้สึกว่าเป็นที่ของเขา

นอกจากจะมีเงื่อนไขเรื่องสถานที่แล้ว อรรณพเผยให้ผมฟังว่า น้องศักดิ์สุดหล่อชอบดูหนังโป๊

“ที่ม่านรูด มีหนังโป๊เกย์ด้วยเหรอ” ผมโพล่ง

“บ้าเหรอ หนังโป๊ผู้ชายผู้หญิงโว้ย” อรรณพทำคิ้วขมวด

คืนวันนั้น หลังจากเปิดห้อง จ่ายเงิน และอาบน้ำแล้ว ศักดิ์ก็หยิบรีโมททีวีถึงพบว่า บนจอมีแต่ช่อง 3-5-7-9 ศักดิ์ยกหูโทรศัพท์ “พี่ปล่อยหนังมาให้หน่อย” ไม่นาน หนุ่มตัวเล็กวัยยี่สิบสอง (อายุตามที่่อรรณพถามมา จริงเปล่าไม่รู้) ก็เพลิดเพลินกับเสียงผู้หญิงญี่ปุ่นบนจอ หล่อนครวญครางปานจะขาดใจ มีผู้ชายร่างท้วมกำลังอยู่บนร่างกายหล่อน

“แล้วแก ไม่รำคาญ แกมีอารมณ์เหรอ ดูหนังโป๊แบบนั้น”

“ก็เห็นน้องเค้าแข็งขึ้นมาทันทีเลย คงได้อารมณ์ แต่เราไม่สนอยู่แล้ว ขอคนรับได้เป็นพอ”

ต่อไปนี้ คุณผู้อ่าน เป็นซีนอีโรติค ผู้อ่านอายุต่ำกว่า 18 ควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง

อรรณพสาธยายว่า น้องศักดิ์จูบเก่งมาก เขาจูบอย่างมาราธอน จนอรรณพเคลิ้มลิ้น ตอนที่ผลัดกันซุกไซร้ซอกคอ ไล่มาถึงยอดอก แล้วก็หน้าท้อง ทำเอาเขาซี้ดซ้าด ไม่เป็นส่ำ เสียงครางประสานกับเสียงจากทีวี แผ่นหลังของศักดิ์แน่นมาก ไม่ต้องพูดถึงแผ่นอก มันเป็นแผงนูนกำลังพอดี วิดีโอโป๊ก็กำลังวนๆ ทำหน้าที่ของมันไป พร้อมเสียงผู้หญิงญี่ปุ่นครางอย่างมาราธอน อรรณพบอกว่า ฟังแล้ว ดูแล้ว น่ารำคาญอยู่เหมือนกัน แต่ศักดิ์ออกอาการ…ชอบมาก

อรรณพหยิบถุงยาง และเจลหล่อลื่นจากหัวเตียงออกมา เขาเตรียมไปเอง แล้วอีกไม่กี่อึดใจ เขาก็ได้ทำในส่ิงที่เขาอยากทำ

“มันส์มั๊ย” ผมว่า

“สุดยอด มามาซังว่าไว้ ไม่มีผิด” อรรณพยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ “แต่แปลกดีว่ะ”

เขาเล่าว่า เขาถามน้องศักดิ์ตอนเสร็จกิจว่า ถามตรงๆว่า ตกลง เราเป็นอะไรกันแน่ “เป็น เกย์ เป็นไบ หรือเป็นผู้ชาย?”

ศักดิ์บอกอย่างรวดเร็ว ผมว่า “ผม เป็น…เกย์ ไบ รับ”

โอ้วแม่เจ้า ผมเกาหัวแกรกๆ ก็เคยได้ยินมาแหละคำนี้ และเคยได้เห็นคนประกาศอย่างนี้เหมือนกันในบอร์ดต่างๆ แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจ

อรรณพเล่าต่อว่า “เราว่า น้องมันเป็นเกย์ ไบ รับอย่างว่าแหละ พอตอนเราเอาเค้าอยู่นะ ตาเค้าก็มองที่ทีวี แถมยังบอกอีกว่า ชอบดูหนังโป๊
ตอนผู้หญิงโดน ชอบดูหน้า ดูหุ่น แล้วจะยิ่งดี ถ้าโดนเอาไปด้วย”

อดไม่ได้ ต้องถามแบบนี้ ขออภัยท่านผู้อ่านที่ไม่สุภาพ แต่เรื่องนี้ It’s a must – ต้องถาม

“แล้วน้องมันแตกมั๊ย?”

“แหงล่ะสิ ก่อนซะอีก ตอนโดนโซ้ยอยู่นั่นแหละ” อรรณพเล่า ไม่มีปิดบัง

ผมขมวดคิ้ว พยายามคิดตามกับคำนิยาม “เกย์ ไบ รับ”

แล้วไงอีก มีไรประทับใจอีกมั๊ย อดไม่ได้ล่ะครับ ถามแล้วถามเลย เดี๋ยวจะหาว่า ไม่สู่รู้

“รายนี้มาแปลกว่ะ เวลาไซร้ๆ กัน น้องมันชอบ…ถุยน้ำลาย”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อดไม่ได้ครับ “บ้า จริงดิ นายไม่ได้อาบน้ำหรือเปล่า คงเค็มน่ะ”

“อาบโว้ย รู้มะ น้องมันถุยน้ำลายที่พื้่นรอบเตียงเลย ถุยแล้ว ถุยอีก ไอ้เราก็ว่า เฮ้ย ถุยทำไมวะ ถุยจนไม่กล้าเหยียบลงพื้นเดินเข้าห้องน้ำเลย สงสัยมันติดนิสัย หรือไม่ชอบเรา เลยลองถามไปตอนเสร็จเรียบร้อยว่า ตอนโดนพี่เอาอยู่ คิดถึงใคร”

“ไปถามเขาทำไม”

“รู้ปะ ไอ้นี่ปากหวาน น้องตอบว่า ก็คิดถึงพี่สิ ไม่งั้นจะแตกเหรอ”

ผมหัวเราะ น้องน่าจะตอบว่า “คิดถึง กระโถน”

“แล้วทำไม ไม่ให้น้องมันถุยน้ำลายลงบนตัวซะเลยล่ะ”

“ไอ้บ้า”อรรณพหัวเราะชอบใจ

แชะ! แชะ! แล้วหล่อนก็ไม่ทำให้บรรดา “สาวก” ผิดหวัง ไคลีย์ มิน็อกระเบิดความมันส์ให้แฟนๆ ได้ชมกันในคอนเสิร์ตอาทิตย์ที่แล้ว เปิดโชว์ตรงเวลา เลิกตรงเวลา พร้อม “encore” อีกสามสี่รอบ ไม่เคยเบื่อหล่อน เพลงส่วนใหญ่มาจากอัลบั้มใหม่ ยังไม่ค่อยคุ้น แต่สาวกได้เพลินกับบรรดาแดนเซอร์ ถ้าไม่เรียก “ตัวแม่” ก็ไม่รู้จะเรียกอะไร ยิ่งชุดแดนเซอร์กะลาสีเรือ ทำเอาได้เฮกันสนั่น บัตรเกือบเต็มทั้งฮอลล์ ข้างบนราคาไม่แพงยังพอเหลือ ดูๆ แล้วเก้งกวางไทยมีตังค์พร้อมจ่ายหมดตัว จากผลสำรวจคร่าวๆ ผู้ชม 70% เป็นเหล่าเก้งกวางแน่นอน ส่วนคุณผู้หญิงน่าจะสัก 10-20% ไม่เกินนั้น และไม่ได้มากะเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน ก็ควงมากะเก้งกะกวางนั้นแล แชะ! แชะ! อย่าพลาดMV ใหม่ของ Boyzone (อัลบั้ม ฺBack Again…No Matter What) สตีเฟน เกทลีย์ประกบคู่จิ๊จ๊ะกับนายแบบหนุ่ม ขณะเพื่อนร่วมวงก็ควงนางแบบสาว สตีเฟน “เลิกแอบ” ตั้งแต่ปี 1999 และตอนนี้มีแฟนแล้ว เขาเล่าว่าก็มันไม่ใช่น่ะ ถ้าจะให้เขาควงนางแบบใน MV แบเพื่อนๆ ทำ ไป YouTube เซิร์ชด้วยคำว่า Boyzone Better แล้วดูกันให้จะจะ สตีเฟนทำอะไร อ้อ อย่าลืมคลิกคลิปที่เป็น Behind the scences ด้วยนะ เด็ดซะไม่มี แชะ! แชะ! ขาเที่ยวยังพอมีเวลา หากยังไร้โปรแกรมวันหยุดยาวห้าธันวา ทริปสเม็ด เสร็จแน่ๆ ราคาประหยัด น่าไปมากๆ คลิก www.bankgokrainbow.org แชะ! แชะ!

-end-

15 comments 0 พฤศจิกายน 30, 2008

ความหลากหลายทางเพศกับหนุ่มอังกฤษคนนั้น

header

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 6-7 ธ.ค. 2008 เมโทรไลฟ์ ผู้จัดการวันเสาร์-อาทิตย์

น้อยคนนักจะรู้จักบุรุษชาวอังกฤษผู้นี้ กระทั่งคนอังกฤษเองในปัจจุบันนี้ก็เถอะ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ “ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด” (Peter Wildeblood) คงเป็นชายชราวัย 85 ที่มีความสุขที่สุดในโลก

เขาเป็นผู้ชายคนแรกๆ ในประวัติศาสตร์ด้านสิทธิมนุษยชนของเมืองผู้ดีก็ว่าได้ที่ “เลิกแอบ” ต่อหน้าสาธารณชน เขาเป็นคนที่ถูกคนรักทรยศ แต่กลับยืนขึ้นเชิดหน้า และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างกล้าหาญสง่างาม ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด คือ “โฮโมเซ็กช่วล” แห่งเกาะอังกฤษที่ชีวิตเปิดเผยของเขากลายเป็นใบเบิกทาง ช่วยให้อีกหลายๆ ชีวิตผ่านพ้นคุกตารางด้วยข้อหารักเพศเดียวกัน

ราวทศวรรษที่ 1950 ในประเทศนี้ ชายสองคนจะมีเซ็กซ์กันไม่ได้ และถ้าโดนตำรวจจับ จะต้องไปขึ้นศาล ยืนให้การ ตอบคำถามต่างๆ นานา รวมไปถึง “ทำอะไรกันบ้างบนเตียง” และส่วนใหญ่มักจะไม่รอด ต้องเข้าไปนอนในคุก ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด ก็เป็นคนหนึ่งในนั้น

ปีเตอร์ (ภาพจากหนังด้านบน คนที่สองจากหน้าจอ) ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์หนุ่มที่กำลังรุ่งแห่งหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ตอนโดนตำรวจจับ พ่อกับแม่ภูมิใจมากในตัวเขา เพื่อนๆ ที่ทำงานต่างรักเขา และเชื่อในฝีมือ หัวหน้างานชื่นชมความสามารถของเขา ทุกๆ คนช็อคที่รู้ความจริง

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก จริงๆ แล้ว เขาเกิดที่อิตาลี แต่ย้ายมาอยู่ลอนดอนตอนอายุสามขวบ ช่วงเรียนหนังสือก็ได้ทุนเรียนดีตลอด ได้ไปเรียนต่อที่อ็อกฟอร์ด แต่โชคร้าย หนุ่มน้อยเกิดป่วยหนัก จนต้องขอลาเรียนชั่วคราวหลังจากเปิดเรียนไปแค่ 11 วัน พอหายป่วยดีแล้ว เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเลยไปเป็นนักบิน ด้วยเหตุที่เขาขับเครื่องบินไม่เก่ง หรืออาจจะมีสาเหตุอื่น เลยโดนย้ายมาประจำการในตำแหน่งเล็กๆ ภาคพื้นดิน กระทั่งสงครามโลกสิ้นสุดลง

ปีเตอร์กลับไปเรียนต่อที่อ็อกฟอร์ดสองปี ขณะที่ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นจากสงคราม จบอ็อกฟอร์ดแล้ว ก็พยายามหางานทำ แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เลยไปเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร

ช่วงเวลาว่าง เขาหมั่นเพียรเขียนบทความ เขียนเรื่องราวส่งนิตยสาร รวมถึงเขียนบทละคร ต่อมาเขาได้ทำงานกับเดลิเมล์ เริ่มต้นด้วยรายงานข่าวซุบซิบต่างๆ ตรงจุดนั้นเอง เขาได้พบกับคนดังประจำวงการไฮโซของอังกฤษที่ชื่อว่า “ลอร์ด ม็องตะกู” (Lord Montagu)

ปีเตอร์ได้รับมอบหมายให้รายงานข่าวเกี่ยวกับงานราชพิธีหลังจากพระเจ้าจอร์จที่ 6 (พระราชบิดาของควีนอลิซาเบธ องค์ปัจจุบัน) เสด็จสวรรคต ในปี 1953 เขาได้รับการโปรโมทเป็นว่าที่ผู้สื่อข่าวสายการต่างประเทศ

ในหนังสารคดี-ดราม่าเรื่องดังเรื่องหนึ่งทางทีวีของบีบีซี ออกฉายในปี 2007 ถ้าคุณผู้อ่านได้เห็นเหตุการณ์ในนั้น จะต้องถามตัวเองว่า อะไรวะ! นอนอยู่กับแฟนบนเตียงดีๆ ก็จะมีตำรวจมาเคาะประตูบ้าน แล้วลากออกไปจากเตียง ส่งฟ้อง ขึ้นศาล แล้วก็โดนจับยัดเข้าคุก นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย?

ก่อนนั่งดูหนังเรื่องนี้ ผมก็ได้แค่อ่าน และรับรู้ตามหนังสือ ตามข่าว เห็นบ้างบางฉากในหนัง หรือสารคดีที่พูดถึงการกวาดล้างและกำจัด โฮโมเซ็กช่วลออกไปในสังคม ไม่ว่าจะด้วยการเอากฎหมายและกฎหมู่เข้าบังคับ แต่ไม่เคยรู้สึก แต่พอมาดูหนังทีวีเรื่องนี้ คงไม่ใช่เพราะนักแสดงที่รับบท ปีเตอร์ ไวล์ดบลัด (Marin Hutson) ที่หล่อน่ารักหรอก เป็นเพราะเนื้อเรื่อง การนำเสนอภาพ ตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในชีวิตของปีเตอร์ กับการประชุมของคณะกรรมการที่ทำเรื่องเสนอให้แก้กฎหมาย มันสะเทือนใจมากๆ

ในยุค 1950 คนเป็นโฮโมเซ็กช่วล ในอังกฤษต้องหลบๆ ซ่อนๆ (สมัยนั้นยังไม่ได้เรียกว่า เกย์) มีผับ มีที่เที่ยว มีคลับส่วนตัว มีการสื่อภาษาที่รู้กันเฉพาะในหมู่ แต่จะเหมือนใช้ชีวิตอยู่ในโลกใต้ดิน ซึ่งบางคนก็สนุกสนานไปกับชีวิตแบบนี้ มีความเป็นส่วนตัวดี แต่ขณะเดียวกัน ต้องถามว่า แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไร จะรักใครชอบใคร ต้องคอยปิดบังไว้ และลึกๆ ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัว โดยเฉพาะกลัวกฎหมายบ้านเมืองที่บอกว่า การมีเซ็กซ์ระหว่างเพศเดียวกัน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย น่าแปลกนะครับ ในยุคนี้ หลายๆ ประเทศ อย่างบ้านเรา ไม่มีกฎหมายกดขี่มนุษย์แบบนั้น แต่เราหลายๆ คนก็ยังคงต้องขังตัวเองอยู่

สำหรับปีเตอร์แล้ว ถึงแม้เขาจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตส่วนตัวของเขา กลับอ้างว้างเดียวดาย วันหนึ่ง เขาไปพบกับหนุ่มหล่อคนหนึ่งที่สถานีรถไฟ “เอ็ดเวิร์ด” ทำงานรับราชการอยู่ ทั้งสองปิ๊งทันที เหมือน “หากันจนเจอ” ปีเตอร์ก็เลยชวนเอ็ดเวิร์ดไปพักที่บ้านซะเลย

ความจริงก็เสี่ยงนะครับ ใครจะรู้ เอ็ดเวิร์ดอาจเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบปลอมตัวมาก็ได้ มุกนี้ในยุคนั้นใช้บ่อยเพื่อ “กวาดล้างเหล่าโฮโม” บางครั้ง ในห้องน้ำแหล่งที่มีการรายงานเป็นประจำว่า มีการปฏิบัติกิจ ตำรวจก็จะแกล้งให้ท่า พอได้ที ก็เข้าแสดงตัว ล็อคขึ้นโรงพักเลย

นึกไม่ออกเลยละครับว่า ถ้าตำรวจปฏิบัติการอย่างนี้ในเมืองไทย เกย์ไทยจะเป็นยังไง แล้วเกย์ไทยในห้องน้ำต่างๆ จะเป็นยังไง ย่านไหนในกทม น่าจะเดือดร้อนที่สุด คงไม่ต้องบอก คนนะครับ ไม่ใช่ “วัวควาย” ต้องไปตามจับ แล้วลากออกมา

ความสัมพันธ์ของปีเตอร์กับเอ็ดเวิร์ดงอกงามขึ้น เขาแสดงความรักต่อกันอย่างหวานซึ้ง เขียนจดหมายให้กัน ฟังแล้วแทบละลาย เอ็ดเวิร์ด เดินทางไปกลับ และเข้าเมืองตอนช่วงวันหยุดเสมอเพื่อมาค้างอ้างแรมกับปีเตอร์ ต่อมาทัั้งสองได้รับเชิญจากคนดังไฮโซ ลอร์ดม็องตะกู ให้ไปพักผ่อนที่บ้านพักริมทะเล

รัฐเริ่มออกกวาดล้างอย่างหนัก โดยเฉพาะคนในเครื่องแบบ เอ็ดเวิร์ดถูกค้นจดหมาย และถูกสอบสวนในเวลาต่อมา ทั้งที่ก่อนหน้าปีเตอร์บอกให้เขาเผาจดหมายทั้งหมดทิ้ง เอ็ดเวิร์ดถูกขู่บังคับให้บอกรายชื่อคนที่เขารู้ว่าเป็นเกย์ พร้อมทั้่งยินยอมให้การว่า มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน ตำรวจไปบุกค้นบ้านปีเตอร์เพื่อหาหลักฐาน ในที่สุด ก็เจอจดหมายรักที่ปีเตอร์ซ่อนไว้ ปีเตอร์ไม่เคยเผาจดหมายนั่นเช่นกัน

คนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดนจับ ตั้งข้อกล่าวหา และขึ้นศาล เป็นที่เรียกกันในยุคนั้นว่า “เดอะ ม็องตะกู เคส” เรียกได้ว่า ดุเด็ดเผ็ดมัน ประชาชนเกาะติดสถานการณ์ทุกขณะ อัยการฝ่ายรัฐพยายามคาดคั้นให้จำเลยพูดความจริง จำเลยก็พยายามบ่ายเบี่ยง เอ็ดเวิร์ดเล่าความจริงทุกอย่าง ต้องบอกว่า คนดูต้องเศร้าไปกับเรื่องราวทั้งหมด ลองคิดดูสิครับ คนที่เราเคยบอกรัก รอคอยให้เขากลับมาหาแทบทุกลมหายใจ ตอนนี้ กำลังจะเอาตัวรอด และกล่าวโทษเราฝ่ายเดียว ในที่สุดปีเตอร์ตัดสินใจพูดความจริง ความจริงที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของอังกฤษ “ผมเป็นโฮโมเซ็กช่วล”

เขาถูกศาลสั่งจำคุก 18 เดือน

พอออกจากคุก เขาก็เสียงานที่รักไป ส่วนเอ็ดเวิร์ดหายไปไหนก็ไม่รู้ ปีเตอร์ออกมาทำธุรกิจเล็กๆ และได้เริ่มเขียนหนังสือชื่อ “Against the Law” คงเริ่มเขียนตั้งแต่อยู่ในคุก และเป็นหนังสือที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดยุคนั้น

ในช่วงเวลานั้นเองทางการได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งมีประธานชื่อ เซอร์จอห์น โวลเฟนเดน (Sir John Wolfenden) เพื่อพิจารณาเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงขายบริการทางเพศ และโฮโมเซ็กช่วล ในหนัง เราจะเห็นท่านเซอร์ เรียกคนโน้น คนนี้มาให้ข้อมูล ทั้งหมด นายทหาร บุคคลที่มีชื่อเสียงในวงสังคม แต่ในที่สุดคณะกรรมการก็มองหน้ากันแล้วถามกันเองว่า นี่เราจะไม่มีโฮโมเซ็กช่วลหน้าไหนมาให้ข้อมูลเหรอ (จริงๆ แล้วกรรมการชุดนี้รู้สึกกระอักกระอ่วนมาก กระทั่งจะเรียกโสเภณีและโฮโมฯ ก็ไม่ใช้ แต่จะตั้งเป็นอีกชื่อที่รู้กันแทน ภายหลังพบว่า ลูกชายของท่านเซอร์ก็เป็นเกย์)

นึกไปนึกมา คงไม่มีใครกล้ามาให้ข้อมูล เลยเปิดทางว่า งั้นใครมาก็ได้ มาแบบนิรนาม ไม่ต้องเปิดเผยอะไร แต่แล้ว ปีเตอร์ก็ตัดสินใจเป็นคนๆ นั้นเอง แต่เขายืนยันว่า เขาต้องการเปิดเผยตัว และมาให้เห็นตัวเป็นๆ กันเลย ช็อตนี้ละครับ ผมคิดว่า เป็นชัยชนะของปีเตอร์ ไวล์ดบลัดอย่างแท้จริง

หนังสือของเขา เรื่องราวของเขาตอนศาลตัดสินจำคุก และคำให้การของเขาต่อหน้าคณะกรรมการส่งผลให้รัฐหันมามองกฎหมายล้าหลังเกี่ยวกับโฮโมเซ็กช่วลอย่างจริงจัง และต่อมามีการยกเลิกกฎหมายนี้โดยระบุว่า คนเพศเดียวกันมีเพศสัมพันธ์กันในที่ส่วนตัว สมยอมทั้งสองฝ่าย ไม่ถือว่า ผิดกฎหมายอีกต่อไป

ปีเตอร์เสียชีวิตลงเมื่ออายุ 76 หลังจากเขาย้ายไปเป็นพลเมืองของประเทศแคนาดา และเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในวงการโทรทัศน์ หนังสารคดีกึ่งดราม่าเรื่องราวชีวิตของเขาชื่อ “A Very Britsh Sex Scandal” เป็นหนึ่งในสารคดีและรายการโทรทัศน์หลายเรื่อง เป็นซีรี่ย์ที่สร้างขึ้นพิเศษพูดถึงความเปลี่ยนเชิงสังคม กฎหมายและการใช้ชีวิตของคนรักเพศเดียวกันในอังกฤษ น่าดูมากๆ ครับ

york1แชะ! แชะ! เก็บตกจากงานวันสิทธิความหลากหลายทางเพศ “จนกว่าจะถึงวันฟ้าใส” เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า เป็นงานที่เปิดศักราชใหม่จริงๆ เหล่ามนุษย์สีรุ้งที่ทำงานด้านสิทธิ์ งานด้านเอดส์ไปรวมตัวกันคับคั่ง และไม่ได้รวมกันที่สีลม แต่เป็นหน้าโรงหนังลิโด้ ถึงจะงบน้อย เตรียมงานกันขลุกขลัก ทุกๆ คนก็มาแสดงสปิริตกัน โดยเฉพาะช่วงไฮไลท์ เดินกางร่มสีรุ้งไปหยุดอยู่หน้าหอศิลป์แล้วถ่ายรูปร่วมกัน ต้องบอกว่า ร่มสวยยยมาก ความเคลื่อนไหวเล็กๆ ตรงนี้ ปีต่อๆ ไป น่าจะจัดได้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และดึงคนทั่วๆ ไปให้สนใจมากขึ้น

แชะ! แชะ! คลินิกชุมชนสีลม กำลังจะเริ่มโครงการหาอาสาสมัครใหม่ ใครที่เป็นแฟนคลินิกอยู่ ติดต่อสอบถามเข้าไปได้ งานนี้ได้บุญเยอะ 02 6342917 หยุดวันจันทร์ งานใหญ่ของคลินิกที่ติดตามผลพฤติกรรมชายรักชายในกทมประมาณกว่าสามปีที่ผ่านมา (เม.ษ 2549- 22 พ.ย. 2551) พบว่า มีคนติดเชื้อเพ่ิมมากขึ้นในอัตราน่าเป็นห่วง และสาเหตุส่วนใหญ่คือ ไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับแฟน หรือคู่ประจำ เพราะไว้ใจ…แชะ! แชะ!

11 comments 0 ธันวาคม 7, 2008

แล้วเราเป็นกระดูกซี่โครงของใคร?

335216957_714a64b46c_o
Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยาแสงอรุณ Metro Life หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับ 13-14 ธันวาคม 2551

เจ้าหน้าที่ชายหญิงหน้าแฉล้มยื่นหนังสือเล่มเล็กๆ มาให้ ตอนเราเดินผ่านเข้าไป ผมส่งต่อให้เพื่อนที่ไปด้วยกัน เขาทำหน้าแปลกๆ เมื่อเห็นหน้าปก ความจริงแล้ว ผมเอง ก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่หาย ตั้งแต่ได้รับเชิญมางานนี้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน คนไม่เคย ต้องหัดลองอะไรใหม่ๆ มั่งสิ

บนปกหนังสือเล่มนั้น เขียนไว้ว่า “Marriage in Christ” บรรทัดต่อมาเป็นชื่อเจ้าสาวกะเจ้าบ่าว

“นายเจมส์” เจ้าบ่าว ผมรู้จักเขามานานมาก คุยเล่นกันเหมือนอายุรุ่นเดียวกัน ผมกับเขาเรียกแทนตัวเองว่า “เพื่อน” ตามด้วยชื่อเล่น บางครั้งก็เรียกตัวเองว่า เพื่อนเฉยๆ เช่น เพื่อนว่าโง้น เพื่อนว่างี้ หลายๆ ครั้ง คุยกันไปคุยกันมา ก็งงกันเองเพราะไม่รู้ว่า กำลังหมายถึงใคร แกหรือชั้น?

อาการเพื่อนโง้น-เพื่อนงี้ติดมาจากแฟนเก่าของเขา หล่อนเป็นพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งของผม ตอนที่นายเจมส์บวชที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลโพ้น ผมก็ไปร่วมงานของเขา ยังจำได้ว่า เพื่อนๆ แซวกันว่า เดี๋ยวคงได้ถ่อไปต่องานแต่งชัวร์ แต่สุดท้าย เจมส์ก็ไม่ได้ลงเอยกับเพื่อนสาวจอมเปรี้ยวของผม เจ้าสาวในชุดขาววันนี้ เธอก็ดูสวย น่ารัก ยิ้่มเก่ง ดูๆ ไป เธอขาวหมวยเหมือนเพื่อนผมนั่นแหละ รูปร่างและอายุก็น่าจะพอๆ กัน ต่างกันอยู่ที่ว่า เธอนับถือคริสต์

ผมคิดเล่นๆ นี่ถ้าเจมส์แต่งกับเพื่อนผม ผมคงอดไปร่วมงาน “แต่งแบบคริสต์” ผมมองไปที่คนข้างๆ ผม เขาก็คงรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่ได้มางานคริสต์

“พี่ๆ ต้องทำไงบ้างเนี่ย” นายปอถาม

“ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวเค้าก็บอกเองมั้ง รู้แต่ว่า มองไปรอบๆ สิ” อดไม่ได้ล่ะครับคุณผู้อ่าน เกย์ดาร์เริ่มสตาร์ท ผมเดาว่า คุณผู้หญิงก็คงชอบมองไปรอบๆ หาคุณผู้ชาย ส่วนคุณผู้ชายก็คงชอบมองไปรอบๆ หาคุณผู้หญิง เราต่างชอบมองหากัน จริงมั๊ย?

“คงไม่มีหรอก ดูแต่ละคนดิ แต่มีอยู่คน โน้นไง หน้าประตู สูทขาวน่ะ ใช่แน่ ชัวร์ มองตาก็รู้”

ผมมองตามไปแบบเนียนๆ “อือ ก็น่ารักดี”

แล้วเราสองคนก็กลับมาสำรวมอาการ หลังจากมองไปสองรอบแล้ว เราตั้งมั่นอยู่ในความสงบบนม้านั่ง เตรียมรอพิธีแต่งแบบคริสต์ครั้งแรกในชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้น แต่เดี๋ยวสิ ยังอยากรู้อีกนิด “ไม่รู้ เพื่อนเจ้าบ่าว หล่อเปล่า?” ผมกระซิบ แต่คำถามนี้ ดูเหมือนนายปอจะไม่ได้ยิน ดูเขาใจจดใจจ่อกับความอลังการของสถานที่เบื้องหน้า

เป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่โต โอ่โถง ไม่หรูหราฟู่ฟ่า ภายในก่อด้วยอิฐเรียงรายขึ้นไปถึงหลังคา ไม่ติดกระจกสารพัดสี เครื่องทำความเย็นถูกออกแบบให้ฝังอยู่ในผนังอย่างเรียบร้อย บนเวที และทางเดิน จัดดอกไม้ กำลังดี ไม่ดูรก เบื้องหลังตรงผนังของด้านเวที เป็นรูปพระเยซูบนไม้กางเขน ผมเพิ่งสังเกตจริงๆ เดี๋ยวนี้เองว่า รูปพระเยซูบนไม้กางเขน เป็นภาพแสดงภาพความรุนแรงของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริง จับคนไปขึ้นกางเกน เปลือยท่อนบน ตอกฝ่ามือด้วยตะปู แต่สำหรับชาวคริสต์ นั่นหมายถึง การปวารณาตัวเพื่อพระเจ้า

คนเรา มักเห็นและเชื่ออะไร ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีหลายๆ คน ที่ใครบอกมา ก็เชื่อเค้าไปหมด

ผมมองกลับมาบริเวณรอบตัว เห็นคนอื่นๆ กำลังนั่งรออย่างใจจดใจต่อ บางคนเอาเท้าวางลงบนเบาะยาวที่พื้นตรงด้านหน้า ซึ่งมีไว้สำหรับคุกเข่า เป็นที่วางเท้าได้หรือเปล่าเนี่ย? แต่เห็นหลายๆ คน ก็ทำกัน ผมว่า ผมไม่ทำอย่างเขาดีกว่า ทั้งๆ ที่อยากจะเอาเท้าไปวางตรงนั้นเหมือนกัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผมหรอกครับที่เดินเข้าโบสถ์คริสต์ ตอนเรียนหนังสือชั้นประถม เคยมีโอกาสทำรายงานเรื่องศาสนา ผมเลือกศาสนาคริสต์ เพราะอยากรู้ แถมตอนนั้น คุณครูบอกว่า ต้องสาธิตพิธีกรรมให้เพื่อนๆ ดูด้วย ผมไปเข้าโบสถ์แถวบ้าน ไปซื้อเทปเพลงของชาวคริสต์ภาคภาษาไทยมาเปิดสร้างบรรยากาศ ยังจำได้ว่า ร้องยังไง… โอ้ พระชุมพา ขององค์พระเจ้า ผู้มีพระคุณที่ยกบาปของโลก ทรงพระกรุณา ทรงพระกรุณา….(ราวๆ นี้)

ผมเล่นเป็นบาทหลวงเอง ตอนนั้น ได้ผ้้าคลุมผืนใหญ่สุกสกาวแวววาวเลยล่ะครับ

เสียงแปร่งๆ ในภาษาไทยดังขึ้น พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีเป็นชายชราน่าจะอายุเกินหกสิบ เดาจากชื่อท่าน น่าจะเป็นฝรั่งเศส ท่านพูดไทย และอ่านไทย ด้านขวามือท่าน เป็นคณะนักร้องประสานเสียง พร้อมเคร่ื่องดนตรีประจำโบสถ์ เรามองไม่เห็นพวกเขาชัดนัก บาทหลวงฝรั่งท่าทางใจดีบอกทุกๆ ว่า พิธีการจะเริ่มขึ้นแล้ว และจะใช้เวลา 45 นาที

ผมพลิกไปดูหนังสือเล่มเล็กที่ได้รับแจกเดี๋ยวนี้เอง Oh My Gayness! มี 20 หน้า ด้านในเขียนไว้ว่า มิซซาบูชาขอบพระคุณ พิธีสมรส ชักไม่แน่ใจว่า เวลาที่หลวงพ่อบอกจะพอมั๊ย มีทั้งบทสวด บทเพลงสวดด้วยภาษาที่ฟังแล้วไม่น่าต้องแปล คำอธิบายความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ รวมถึงมีคำแนะนำ ให้ยืนขึ้น ให้นั่งลง ตามลำดับต่างๆ อ้อ หน้าสุดท้าย เป็นเพลง “เธอทั้งนั้น” ของ Groove Riders  เดาว่าคงไม่ใช่เพลงประจำโบสถ์

พิธีกรรมเริ่มต้นขึ้น ทุกคนยืนต้อนรับเจ้าสาวที่ค่อยๆ เดินมาจากหน้าประตู ตรงนี้คงไม่ต้องบรรยาย เพราะในหนังฝรั่ง คุณๆ เห็นกันบ่อยแล้ว ผมว่า คุณผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงคงเคยฝันว่าอยากแต่งงานในโบสถ์คริสต์เพราะดูโรแมนติกดี เจ้าสาวในชุดสีขาว ลากพื้น เดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่ผมสนใจจะดูเพื่อนเจ้าบ่าวมากกว่า อ้อ นั่นไง เห็นแล้ว  ต้องบอกว่า นายเจมส์เลือกเพื่อนเจ้าบ่าวได้ถูกจริงๆ ตัวสูงพอๆ กันกับเขา  ถ่ายรูปออกมาคงนิ๊ง เว้นแต่ว่า ไม่หล่อซักคน

ดูเหมือนความตื่นเต้นในงานนี้ คงไม่ใช่ผู้คนในงานซะแล้ว เห็นเพื่อนร่วมพิธีข้างๆ ผมนั่งอ่านหนังสือตามไป ผมก็กลับมามีสมาธิอีกครั้ง ไม่พลาดเปิดหนังสือตามไปยังหน้าต่าง เพราะมีสัญญาณไฟ ตรงมุมเสาสองด้าน คอยบอกเลขหน้าว่า ไปถึงไหน

พิธีกรรมผ่านไป หลังจากนั่งๆ ยืนๆ สองสามรอบ ถึงช่วงอ่านพระคัมภีร์ที่มีเนื้อหาที่เหล่าเฟมินิสต์ฟังแล้วคงต้องออกมาค้านสุดตัว ท่านบอกว่า ผู้หญิงควรทำตัวยังไง อย่างเช่น ตอนหนึ่งที่ว่า “ภรรยาที่รู้จักเงียบ เป็นพระคุณของพระเจ้า ภรรยาสงบเสงี่ยม เป็นพระคุณล้ำเลิศ ภรรยาที่บริสุทธิ์ย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์ใดๆ ….” คุณผู้อ่านที่เป็นคาทอลิกครับ ด้วยความเคารพ ไม่ได้ดูหมิ่น แต่ผมคิดว่า ภรรยาแบบนั้นในยุคนี้ คงหายาก

ผมเริ่มเมื่อย แต่ยังดีที่เขาให้นั่งสลับยืนต่อไปอีก พิธีการดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงไพเราะของนักร้องสาวช่วยสร้างบรรยากาศให้อบอวลด้วยรัก แล้วบาทหลวงก็ค่อยๆ เทศน์เรื่องราวของพระเจ้าให้ฟัง ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ ภาษาแปลกๆ รับรู้แต่ว่าพระเจ้าบอกให้มนุษย์รักกัน แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะมีเงื่อนไข ราวกับประเทศไทยที่มักมีสองบรรทัดฐานจนประชาชนงง

บาทหลวงเอ่ยถึงความเป็นมาของความรักของพระเจ้า ความเสียสละของพระเยซูคริสต์ และเล่าว่า มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากกระดูกซี่โครงท่อนหนึ่งของอดัม คุณผู้อ่านคงได้สดัลมามั่งแล้ว ผมก็เคย แต่คราวนี้ มันพิเศษ เพราะฟังจากปากของพระสงฆ์ และฟังอยู่ในโบสถ์ มันช่างดูศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก

มนุษย์ผู้หญิงเกิดจากกระดูกซี่โครงท่อนหนึ่งของอดัม? มิน่าล่ะ มนุษย์ผู้หญิงต้องเชื่อฟังมนุษย์ผู้ชาย และเมื่อมนุษย์ผู้หญิงแต่งงานกับมนุษย์ผู้ชาย ตามคติความเชื่อเดิม หล่อนจึงมีฐานะไม่ต่างอะไรกับทรัพย์สมบัติของสามี หล่อนมีสามีเป็นเจ้าชีวิต

ผมมองคู่หนุ่มสาวตรงด้านหน้าที่กำลังเริ่มเอ่ยคำปฏิญาณความรักให้แก่กัน และมีพระสงฆ์อยู่ตรงนั้น ท่านแนะแนวทางชีวิตที่ควรเป็น ทุกสิ่งล้วนมุุ่งให้สามีภรรยารักกัน มีบุตร มีลูกมีหลาน ซื่อสัตย์ต่อกันและกัน และอยู่ร่วมกันตราบจนชีวิตจะหาไม่

ขณะฟังไป ความรู้สึกหนึ่งกลับแล่นเข้ามาในหัวผมทันทีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นี่เอง! ที่เรียกว่า การแต่งงาอันศักดิ์สิทธิ์ คู่เจ้าสาวกับคู่เจ้าบ่าว หรืออีกนัยหนึ่ง คู่เจ้าบ่าวกับกระดูกท่อนหนึ่งของเขา?

นี่เอง! ที่การแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน มันไม่ “ฟิต” กับหลักการของคริสต์ทั้งปวง ทั้งเนื้อหา วิธีคิด แนวลำดับขั้นตอนดำเนินการ ภาษาที่ใช้ ถ้าลองเอาผู้ชายสองคน หรือเอาผู้หญิงสองคน ไปหย่อนตรงจุดนั้น จุดที่คู่บ่าวสาวยืนอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาชาวคริสต์คงรับไม่ได้ และนี่เอง! ที่นำมาซึ่งการต่อต้าน การไม่ยอมรับ ก็ในเมื่อตลอดทั้งชีวิตของคาทอลิกคนหนึ่ง งานแต่งงานคือพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ที่ถูกสรรสร้างมาเช่นนี้ ทำขึ้นเพื่อรองรับมนุษย์ผู้ชายและมนุษย์ผู้หญิง ไม่ได้มีไว้เพื่อมนุษย์เพศเดียวกันแต่อย่างใด!

นี่เอง ที่ทำให้การต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมกันในเรื่องการแต่งงานดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ของคนรักเพศเดียวกันที่ยากลำบากที่สุด

แต่ในมุมกลับ ก็นี่เอง อีกนั่นแหละที่ทำไม หลายๆ คนที่บอกว่า เคยไปงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันมาแล้วประทับใจมากเพราะอะไร? เพราะเขาสองคนไม่เพียงฝ่าฟันกว่าจะมาถึงจุดที่ตัดสินใจแต่งงานกันได้ แต่เขาสองคนต้องฝ่าฟันกระแสสังคมที่บอกว่า เขาควรทำอะไร และห้ามทำอะไร

ผมว่า ขั้นตอนยากลำบากของชีวิตของคนเพศเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นขั้นการยอมรับตัวเอง การปรับตัวให้กับสังคม การได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง การได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันในที่สุด มันจะทำให้จุดที่เขาสองคนยืนอยู่ ไม่น่าจะศักดิ์สิทธิ์น้อยกว่าคู่ชายหญิงทั้งหลาย

ผมชักไม่แน่ใจ

เอ๊ะ แล้วถ้าเป็นงานแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน แขกที่มาในงานควรมีหนังสือคู่มือด้วยมั๊ย?

bookcoverแชะ! แชะ!  แจกครับแจก สัปดาห์นี้ อ่านคอลัมน์ Hiding No More เลิกแอบเสียทีแล้วอีเมลมาบอกว่า คุณอยากอ่านเรื่องอะไรบ้างในปี 2009 ข้อเสนอน่าฟัง จะได้รับหนังสือหมอดู ตรวจชะตาเกย์ของคุณฟรี แจก 3เล่ม หนังสือชื่อ “2009 Gay Horo” โดยอาจารย์อรรถพล น้อยวงศ์ (หมอมีน)  แชะ! แชะ!  และถ้าอยากไปคอนเสิร์ตมันส์ๆ + ปาร์ตี้คนหล่อปิดท้ายปี อาทิตย์ที่ 21 นี้ แวะไปเว็บ http://www.pd-creation.com ดูรายละเอียดงาน Passion  แล้วอีเมลมาบอกว่า ใครเป็นนักร้องในงานนี้บ้าง รับบัตรไปเลย 5 ท่านๆ ละ 2  สองรายการนี้ ส่งอีเมลมาได้ที่ vitayamail@gmail.com ภายในวันที่ 18 ธค นี้ แชะ! แชะ!

11 comments 0 ธันวาคม 15, 2008

เมื่อคุณหญิงกลับจากอังกฤษ Miss ACDC 2008

group_missacdc

Hiding No More เลิกแอบเสียที เมโทรไลฟ์ นสพ. ผู้จัดการเสาร์-อาทิตย์
วิทยา แสงอรุณ 20-21 ธ.ค. 2008

เมื่อได้ยินคำประกาศ หล่อนก้าวออกมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยเชื่อ ทรุดกายคุกเข่าลง บรรจงกราบไปกับพื้นอย่างแช่มช้อย สักครู่จึงค่อย เงยหน้า แล้วยันร่างขึ้น ยกมือ ปาดน้ำตาเบาๆ อีกสองที ก่อนจะเยื้องกรายอ่ายอวบ ไปรวมหมู่กับบรรดาสาวงามผู้เข้ารอบสิบคนสุดท้ายตรงด้านหน้าเวที ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องกึกก้อง ให้กับเวทีประกวด “แต่งหญิงอย่างมีกึ๋น” แห่งประเทศไทย มิส ACDC ประจำปี 2008

เธอผู้นี้ มีนามว่า “คุณหญิงพจมาน ชินในวัด” ตัวแทนสาวงามอุปโลกน์จากประเทศอังกฤษ ผู้โดดเด่น ขบขัน สร้างสรรค์ ไม่เหมือนใคร

พอถึงช่วงสัมภาษณ์เก็บคะแนนรอบสุดท้าย เธอยิ่งทำให้คนดูคลั่งไคล้ในตัวเธอ คงไม่ใช่ความสวยหรือกระเป๋าหลุยส์ที่หนีบมา เมื่อเธอหยิบซองคำถาม และได้รับคำถามที่ไม่สามารถจะให้คำตอบได้ (ทุกคำถามสุดป่วนกวนทีนทุกบรรทัด ขอยืนยัน) เธอก็หันไปพูดกับไมโครโฟนด้วยใบหน้าเรียบๆ ว่า

“ดิฉัันขอตอบในชั้นศาลค่ะ”

เท่านั้นแหละ เสียงเฮลั่นสนั่นกึกก้อง แทบสตูดิโอแตก คนดูแทบทั้งโรงกระโดดผลุ๋งขึ้นยืนอย่างไม่รู้ตัว ปรบมือ โห่ฮิ้วให้เธออย่างยาวนาน

254

เป็นปีที่แปดแล้วล่ะครับสำหรับงานมิส ACDC จากงานรื่นเริงเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูง กลายเป็นงานประจำปีมหากุศลสำหรับมนุษย์สีรุ้ง ที่รอคอยกัน ทั้งคนที่ใช่และคนที่ไม่ใช่ต่างสนใจจะมางานนี้ หลังได้ยินกิตติศัพท์ความสนุก และมีสาระครบทุกรส นอกจากความมันส์ สร้างสรรค์ในการคิดค้นหาวิธีพรางกายให้เป็นหญิงที่สะดุดตาแล้ว ผู้เข้าประกวดต้องพกมันสมอง “ก้อนโตๆ” มาด้วย พร้อมที่จะให้ความบันเทิงและสาระแก่ผู้ชมกว่าตลอดห้าชั่วโมง

ในปีนี้ ทีมงานเลือกชื่อธีมได้เก๋ไก๋ไม่แพ้ปีที่ผ่านๆ มา “ผ่าทางตัน” (Tunnelling The Dead End:
เชื่อมั่นว่า มีประตูทุกหนแห่ง เธอจึงมีอิสรา There’ll always be a door and you shall be free.) มีผู้เข้าประกวดชาย รวมถึงสาวประเภทสองบางคน สวมรอยเป็นตัวแทนสาวงามจากประเทศต่างๆ รวม 54 ประเทศ เข้าชิงชัยโดยไร้เงินค่าเหนื่อยนอกจากมงกุฎ สายสะพาย ถ้วยรางวัล และได้ถ่ายรูป อ้อ…และความภาคภูมิใจในความสวย-ถ้ามี และความฉลาด-ต้องมี ต่อหน้าคนดูนับพัน เรียกได้ว่า ใครที่ชอบแต่งหญิง และอยากเดินบนเวที พร้อมพิสูจน์ความสามารถตัวเอง เวทีนี้ต้อนรับ

ผู้เข้าประกวดจะต้องกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความสนิทสนมคุ้นเคย อย่างไปทำบุญ เยี่ยมบ้านเด็กกำพร้า และอื่นๆ อีก จนถึงวันประกวด คุณผู้อ่านทั่วไป คงคิดว่า เป็นรายการประกวดไร้สาระ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าได้มาดูจะรู้ว่า นี่เป็นการจัดงานโชว์ระดับมืออาชีพเลยทีเดียว

ในวันประกวด ผู้เข้าประกวดจะต้องมาพบกับกรรมการในภาคบ่าย ก่อนขึ้นเวทีตอนค่ำ เพื่อแนะนำตัว คล้ายๆ กับซักซ้อมก่อนขึ้นเวที กรรมการจะให้คะแนนในช่วงนี้ก่อน และในช่วงนี้เองล่ะครับ ที่พอจะรู้แบบ “เลาๆ” ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะ เพราะผู้เข้าประกวดมีเวลาไม่มาก ดังนั้นจึงต้องคิดให้ดีๆ ก่อนว่า จะแนะนำตัว สร้างฐานข้อมูลประวัติส่วนตัว และควรมีความรู้เกี่ยวกับประเทศนั้นๆ เรื่องอะไรมาบ้าง เรียกว่า ต้องทำให้เนียน เหมือนตัวแทนประเทศนั้น

ผมต้องขอขอบคุณผู้จัดมากครับในปีนี้ที่ให้โอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศแบบใกล้ชิดตั้งแต่ภาคบ่ายเลยทีเดียว พอผู้เข้าประกวดทยอย เข้ามาแนะนำตัว ความมันส์ก็เริ่มขึ้น ไล่เรียงเรียงตามลำดับอักษรไทย แต่ขอไม่เขียนทุกประเทศและไม่เขียนเรียงกันนะครับ หน้ากระดาษคงหมดก่อน

ดูไปก็ขำไป แทบทุกคนที่เดินเข้ามาเลยล่ะครับ เห็นบางคนยังมีอาการเขินสะเทิ้นอายอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ต้องบอกว่า พวกเธอมั่นใจในความสวย และชุดประจำชาติที่นำมาแข่งขันกัน

assistant_boysทุกคนมีเวลา 2 นาที ที่จะทำอะไรก็ได้ ให้กรรมการได้รู้จัก นอกจากแสดงบทบาทให้สมกับการเป็นนางงามประจำชาตินั้นๆ บางคนก็มีของกำนัลมาให้กรรมการ อย่างนางงามศรีลังกา ที่แบกโต๊ะขายถั่วสารพัดมาแจกให้กรรมการ บางนางก็นำผ้ามาแจก

ที่แปลกมหัศจรรย์สุดๆ กับการนำเสนอ ก็น่าจะเป็นนางงามจากฝรั่งเศส ปีก่อนๆ มีนางงามคนแคระ ตัวแทนสาวงามจากประเทศญี่ปุ่น พรีเซนต์ตัวเองเป็นหนูน้อยอาราเร่ ขี่จักรยานสามล้อขึ้นเวที อีกปีมีสาวงามขี่พรม ในปีนี้ นางงามจากฝรั่งเศสรับบทเป็นพระนางมารี อังตัวแนตต์ โดนขุดขึ้นมาเดินแบบหัวขาด น่าสยดสยองยิ่ง ส่วนนางงามจากอียิปต์ เปิดตัวด้วยการเดินออกมาจากโลงศพ และปิดตัวด้วยการเดินถอยเข้าโลงศพ โดยมีชายหนุ่มหล่อล่ำหิ้วโลงให้หล่อน

255
นางงามแต่ประเทศจะโดนกรรมการซักฟอกเรียกว่า ไม่ทันตั้งตัว แต่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ด้วยลีลาวาทะร้อยแปด เท่าที่จะสรรหามาได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

มิสกรีซ ถูกถามว่า เหตุใด จึงพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว หล่อนตอบ “ดิชั้นชอบดูองค์บาก” นางงามจากประเทศกาบอง ตัวดำปิ๊ด ลีลาท่าเดินเป็นนางแบบ เปิดตัวพร้อมควันกำยานฟุ้งกระจายทั่วห้อง หวังจะให้กรรมการมึน เธอเน้นตอนท้ายก่อนหมดเวลาว่า “ดิชั้นชอบ Fashion TV”

ส่วนมิสเกาหลีในชุดประจำชาติสวยงาม หน้าตาหมดจด ให้ข้อมูลว่า เด็กเกาหลีที่ประเทศดิชั้น ทำหน้ากันทุกคน ยกเว้นตัวเอง ไม่ได้ทำ “เพราะหนูนอนให้หมอทำ” มิสคิวบาประกาศก้องอย่างภาคภูมิใจว่า สินค้าส่งออกของประเทศคือ ยาเสพติด แล้วเอื้อมมือไปคว้าลูกวอลเล่ย์บอลมาจากด้านหลัง ตีข้ามกำแพงห้องไป ไม่รู้ไปหล่นใส่หัวเพื่อนนางงามท่านใด

นางงามจากนอร์เวย์ ออกแนวสวยบ้องแบ๊ว พิธีกรสองสาว (มิสสโนไวท์กับมิสสโนน้อยเรือนงาม – ไม่รู้พวกหล่อนโคจรมาเจอกันได้ยังไง) แซวผู้เข้าประกวดท่านนี้ว่า ทำไมคนเข้าประกวดมิสนอร์เวย์ เห็นกี่ปีๆ หน้าก็ออกมาบล็อคเดียวกันหมด หรือเป็นญาติกัน? ปีนี้ มิสนอร์เวย์มาพร้อมกับรางวัลโนเบลในมือ ส่วนมิสบัลแกเรีย ร้องโอเหล๋ โอ่เหล๋มาแต่ไกล หล่อนบอกกรรมการด้วยสำเนียงเหน่อว่า ได้มาเทคคอร์สภาษาไทยที่สุพรรณบุรี และมีความถนัดคือ ทำหมันวัว ส่วนมิสออสเตรเลีย ผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายมาดอนน่ามากๆ มาพร้อมกับจิงโจ้ตัวโต ที่คอยต่อยหน้าเธอ ยามเผลอ แล้วสองคนก็ชกต่อยกันพัลวัน

international_costume6_27

ไปเจอมิสอินเดียบ้าง หล่อนตัวสูงใหญ่ นิสัยสุภาพเรียบร้อย และที่สำคัญกตัญญูรู้คุณ หล่อนประกาศว่าคุณพ่อเป็นแขกขายผ้าอยู่พาหุรัด เลยพรีเซนต์ตัวเองด้วยการนั่งมอเตอร์ไซค์มาส่งผ้า ส่วนมิสเวียดนาม ใบหน้าราวตุ๊กตา ผ่องมากๆ แต่ไร้อารมณ์ใดๆ หล่อนแต่งตัวเลียนแบบทหารพร้อมปืนกล หนูคนนี้ ชอบวิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งไปรอบๆ ห้องจนโดนถามว่า วิ่งทำอะไร หล่อนตอบหน้าตาเฉยว่า “วิ่งไปรักษาประเทศประเทศ” ชื่อของหล่อนคือ มิสฮาบาจึง ดึงห..อยขาด และแล้ว พอแนะนำตัวเองจบ หล่อนก็เปิดกระโปรง ดึงอะไรบางอย่างออกมา สะบัดทิ้งไปในอากาศ อ้อ…ส่วนที่คันของหล่อนนั่นเอง

ที่ประทับใจที่สุดในรอบยามบ่าย และโดดเด่นที่สุด เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก มิสไทยแลนด์ เธอเป็นสาวร่างท้วม หุ่นสูง ใบหน้าหมวยแป้น เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยคณะรำกลองยาวราว 7-8 โดยใช้นามกรว่า “มิสถวายบัว ณ กลางบึง” (ปีที่แล้ว เธอเป็นมิสแคมมารูน)

ต้องบอกว่า อลังการมากๆ ในด้านการสร้าง ผู้เข้าประกวดท่่านนี้มีธงชาติไทยผืนใหญ่โบกสะพัด เป็นฉากหลัง ร่ายรำไปกับกลองยาวรอบๆ ห้อง ตอนแรก เธอมาในชุดไทยพื้่นๆ และแล้วเพียงเวลาแค่ 10 วินาที หลังธงชาติไทยผืนใหญ่ เธอก็ปรากฏกายขึ้นใหม่ เป็นชุดไทยแวววับ ขับรัศมีของเธอขึ้นมาทันที พร้อมเอา “มือตบ” ออกมาเขย่าพร้อมกันทีเดียวเลยสองมือ เรียกเสียงเฮได้ยกใหญ่ แต่แล้ว เวลาสองนาทีก็หมดไปโดยที่เธอยังทันได้พูดอะไร และโดยที่กรรมการยังไม่ทันได้ถามอะไร เพราะมัวแต่อึ้งอยู่ ระฆังหมดเวลาแล้ว เธอทำหน้าปั้นปึ่งนิดนึง พอดูน่ารัก แล้วทีมรำกลองยาวก็เริ่มขโยกกันอีกครั้ง เธอเดินร่ายรำออกไป

ผมคิดว่า นี่แหละเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม ไม่ต้องพูดอะไร แต่ได้เนื้อหาและอารมณ์ ครบองค์ตั้แต่ต้นจนจบ ตอนนั่งดูอยู่หลังกรรมการ ผมยังคิดว่า คนนี้แหละ ดูมั่นใจที่สุดในบรรดาผู้เข้าประกวดทั้งหมด

032

ปีนี้ เปิดรายการบนเวทีด้วยบทเพลงค้นหาความหมายของคำว่า “ผ่าทางตัน” คำว่า ทางตันในที่นี้มีหลายความหมาย นักแสดง ซึ่งเป็นนางงามจากปีที่แล้ว และมีความสามารถในการร้องรำทำเพลง สลับกันร้องเพลงที่คุ้นหู แต่ด้วยท่วงทำนองใหม่ และค่อยๆ อธิบายเรื่องทางตัน และวิธีผ่าหลายๆ อย่าง เช่น ถ้าเจอทางตัน อยากเป็นผู้หญิงนัก ก็แปลงเพศเสียเถิด ถ้ายังแอบๆ อยู่ กลัวคนนั้น คนนี้รู้ ชีวิตไม่มีความสุข ก็ขอเสนอว่า ลองคิดดู “การแอบก็เหมือนตด” เพราะฉะนั้นตดออกมาซะ จะได้สบาย แต่ถ้าโดนบังคับ ไม่รู้ทำไงแล้วกับชีวิต มีใครเสนอตัวมาให้แต่งงาน อยากเสียสละนักใช่มั๊ย แต่งงานไปซะเลย ส่วนสาวประเภทสองที่นิยมจ่ายเงินเพื่อหลอกตัวเอง ก็จงมีเมตตา และสุดท้าย คันนัก ก็ยอมๆ เขาไปเถอะ ให้คน “เอา”

การแสดง การสัมภาษณ์ การบริจาคเงิน และพิธีหลายๆ อย่าง ยังลากยาวเลยเที่ยงคืน และในที่สุด ย่างเข้าวันใหม่ มิสถวายบัว ณ กลางบึง ก็ได้รับการประกาศเป็นมิส ACDC 2008 อย่างสมเกียรติ กองประกวดบอกว่า ตั้งแต่ประกวดมา ยังไม่เคยมีผู้เข้าประกวดในนามมิสไทยแลนด์ได้รางวัลเลยซักคน ปีนี้เป็นปีแรก เธอยังอุตส่าห์คว้ารางวัลอื่นๆ ไปอีกด้วย
ผู้นำแสดงเป็นมิสไทยแลนด์ ปัจจุบันทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการข่าวของสถานีทีวีแห่งหนึ่ง

ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง เป็นใครไม่ได้ นอกจากคุณหญิงพจมาน ชินในวัดแห่งประเทศอังกฤษ ตอนนี้ เธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยลัยเอกชน คณะศิลปกรรม เดาว่า อนาคตทางการแสดงต้องรุ่งแน่ๆ รายละเอียดส่วนอื่นๆ เชิญหาความสำราญได้ที่เว็บไซต์ของกองประกวด www.missadcd.com และเว็บข่าวเกาะติดสถานการณ์อย่าง www.missladyboys.com

(ภาพประกอบจากสองเว็บนี้ และผู้ใจบุญส่งมาให้ชมกัน)

แชะ! แชะ! ใครได้ดูรายการ VIP ทางช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. คงประทับใจกับหัวใจคุณพ่อที่ตัดสินใจใช้ชีวิตแบบผู้หญิงเมื่ออายุ 50 “คุณเอ๋ย” เคยทำงานเป็นสถาปนิก รับราชการอยู่ราชนาวีและเป็นพนักงานการบินไทย แต่งงานมาแล้วสองครั้ง มีลูกหญิง-ชาย จากภรรยาแต่ละคน ต้องบอกว่า นี่เป็นรายการที่ถามคำถามได้อย่างสร้างสรรค์ และละเอียด ในเวลาที่จำกัด และผู้ให้สัมภาษณ์พร้อมลูกสองคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บอกว่า คุณพ่อก็ยังเป็นคุณพ่ออยู่ และดีใจที่พ่อมีความสุขในชีวิตมากขึ้น ส่วนตัวคุณพ่อ ซึ่งบัดนี้เป็นสาวสาวยผมยาม หน้าตาหมดจด ก็บอกว่า ไม่ต้องเปลี่ยนมาเรียกคุณแม่ ให้แนะนำใครๆ ว่า นี่คือพ่อ คุณเอ๋ยเล่าว่า เมื่อทำหน้าที่สามี และพ่อจนครบถ้วนแล้ว เลยคิดว่า อยากใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขอย่างแท้จริงเสียที ด้วยการแต่งหญิงและเปิดเผยกับคนรอบข้าง แชะ! แชะ!

12 comments 0 ธันวาคม 21, 2008

“The Passion” คอนเสิร์ตเปรี้ยว เก๋ เกย์ กู้ด ส่งท้ายปี

the-passion-5

น่าจะเรียกได้ว่าเป็นงานแรกที่สรรหาศิลปินและพิธีกรที่ “แรง” ได้ใจจนคนดูไม่อยากจะเช่ื่อในสิ่งที่เห็นและได้ยินตลอดเวลายาวเหยียด Non-stop กว่าห้าชั่วโมง ทั้งร้อง ทั้งเต้น เฮฮาสุดเหวี่ยงส่งท้ายปีอย่างสวยเลือกได้ที่ Santika ซอยเอกมัย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 21

ขาแดนซ์งี้เหงื่อไหลท่วมไปตามๆ กัน และเดาว่าอาการ “คัน” ก็คงมีไม่น้อย

คอนเสิร์ตชื่อยาว “The Passion: Love & Dance Party Return” เป็นงานแรกของผู้จัด “PD Creation” ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ หลายรายการ ผู้จัดบอกมาว่าตั้งใจที่สุดที่จะทำให้งานนี้พิเศษจริงๆ และอยากจะเอาใจกลุ่มมนุษย์สีรุ้งเป็นหลัก เพราะอยากจะเห็นกิจกรรมดีๆ เกิดขึ้นในรูปแบบใหม่ๆ

นอกจากกิจกรรมแดนซ์กระหน่ำตามย่านต่างๆ ทั่วเมืองไม่ว่าจะเป็น สีลม อตก. หลังสวน ลำสาลี หรือบางคนก็ชอบแว้บไปเที่ยวลุ้นในซาวน่า หรือไปนวดให้หายคัน เขาเลยตั้งคำถามในใจว่า มีอย่างอื่นอีกมั๊ยให้ทำกัน?

ออแกไนเซอร์ผู้นี้เลยอยากเห็นงานคอนเสิร์ตคุณภาพเกิดขึ้นซักงานที่สร้างชื่อให้บริษัท แล้วบอกต่อกันไป ปากต่อปาก จะเป็นไงก็เป็นกัน ถึงต้องเจ็บตัวกับงานแรก…ก็ยอม เธอเลยไปขนบรรดาศิลปินจากค่ายแกรมมี ค่าตัวรวมกันคงเหยียบล้าน โดยมีแรงขับอีกอย่างก็คือ คอนเสิร์ตต่างๆ ที่เธอเคยไปมา เวลาพูดถึงผู้ชมจำพวก “เก้ง กวาง” รู้สึกมันยัง “ไม่โดน” เอาซะเลย เลยต้องลงมือทำเอง

“คืออยากจะจัดคอนเสิร์ตที่พิธีกรพูดจาได้อย่างมีอิสระ จะพูดถึงผู้ชมกลุ่มนี้ ก็พูดคุยกันไปเลยแบบเปิดเผย ล้อเล่นเป็นกันเองได้ ตรงไปตรงมา ไม่ต้องแอบเกรงใจคุณผู้ชมผู้ชาย หรือคุณผู้ชมผู้หญิง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะไม่เข้าใจความหมาย อย่างคอนเสิร์ตอื่นๆ เราก็จะเห็นมีผู้ชาย มีผู้หญิง แล้วก็มีผู้ชมที่เป็นเกย์ซึ่งไม่ใ่ช่คนกลุ่มใหญ่ แต่งานนี้ ต้องเป็นคอนเสิร์ตที่ใช่ และทุกคนต้องชอบ”

จริงๆ ผู้จัดก็ไม่ได้ปิดกั้นคุณผู้หญิงที่อยากจะแจมหรอก แต่ประกาศชัดๆ ไปแล้วว่า อยากได้ลูกค้ากลุ่มไหน ดูในโบรชัวร์และบัตรเข้างาน เอาซี้ครับ รูปผู้ชายสองคนติดปีกเอาหน้าผากชนกัน ดูไม่รู้ ก็ให้รู้กันไป

ในคืนวันนั้น ผมประมาณคร่าวๆ ชายหญิงทั่วไปที่มาร่วมงานไม่น่าจะเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็บรรดาชรช. (ชายรักชาย) และสาวๆ ทรานเจนเดอร์ที่แต่งสวยเปรี้ยวจนผู้หญิงต้องค้อนแล้วค้อนอีก

ชรช. เลยกลายเป็นเป็นประชากรกลุ่มใหญ่อย่างแท้จริง ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบรรดาชรญ. หรือ ญรช. จะรู้สึกกันอย่างไร เมื่อไปร่วมงานที่นานๆ ทีพวกเขา “กลายเป็นประชากรกลุ่มน้อย” ซะงั้น น่าสนใจมั๊ยล่ะครับ เสียดาย ไม่ได้สัมภาษณ์ผู้ชมเก็บข้อมูลมาให้อ่านกัน แต่เท่าที่สังเกตการณ์ดู ก็เห็นสนุกสนานกันถ้วนหน้า ไม่มีใครรีบเผ่นกลับ

งานนี้ นอกจากจะได้สองพิธีกรสุดแสบ ดีเจอ๋อง (วงมะลิ) แห่งคลื่นฮ็อตเวฟ และอ้น (ศรีพรรณ) แล้ว ก็มีศิลปินที่กรองมาชัวร์แล้วว่า “gay-friendly” อย่างพี่แอม เสาวลักษณ์ ตามด้วยแขกรับเชิญ เจนนิเฟอร์ ค้ิม แคล -คลอรีน ตัวแม่ขาแดนซ์ของแท้คริสติน่า อากีล่าร์ ปิดท้ายด้วยเจ เจตริน ยังไม่พอ ไปขนนายแบบฝรั่งหุ่นล่ำบึ้กอีก 10 ชีวิตมาเดินแบบในชุดว่ายน้ำตัวจิ๋วคั่นเวลา น้ำอัดลมดื่มฟรี อาหารว่างมากจนเกินพอ แต่ที่โจษจันหลายวันหลังเลิกงานไปแล้ว ก็เห็นจะเป็นบราดาหนุ่มไทย หนุ่มตี๋หุ่นดี กล้ามสวยอีกโขยง

พวกเขาโดนเพ้นท์สี พ่นสี ติดปีกขนนกสีดำ และอีกกลุ่มก็ติดสีขาว ทำหน้าที่เป็นเหล่า Angel และ อีกฝ่าย Devil เดินเบียดเสียด กวาดขนนกพาดศรีษะแขกไปทั่วงาน แต่ไม่มีใครบ่น เพราะหนุ่มๆ กำลังทำหน้าที่บริการเสิร์ฟน้ำ เอาอกเอาใจคนไปเที่ยวอย่างใกล้ชิด ตรงนี้แหละที่ทำเอาหลายๆ คนเกิดอาการคันขึ้นมาทันที เพราะเหล่าบรรดา Angel และ Devil คัดมาอย่างดี ยิ้มแย้มใจใส อารมณ์ดีโดยรวม ทำแขกหลายคนอยากหนีบติดกลับบ้านไปด้วย
ดีเจอ๋องและอ้นทำหน้าที่พิธีกรคู่หูคู่กัด มันส์หยด ใครติดตามผลงานของดีเจอ๋องจะรู้ว่า เขาคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะตกเป็นข่าวว่า ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดานั่นเอง ช็อตหนึ่งบนเวที โดนซักเกือบจะจนมุมอยู่แล้วว่า ตกลงจะเอายังไงกันแน่ “จะเป็นหรือไม่เป็น” ? ดีเจอ๋องตอบอย่างไม่่ต้องคิด

“ไม่ปฏิเสธ และไม่ยอมรับ” พร้อมเสียงฮาชอบใจครืนใหญ่จากผู้ชม

คุณอ้นทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน มุขตลกของเธอถึงจะแรงสุดขั้ว แต่คนดูก็รับกันได้ ด้วยความเป็นมืออาชีพ เธอรู้ว่า ตรงไหนจะหยอดอะไร และหยอดเมื่อไหร่ พอหยอดทีไร เป็นหัวเราะกัน เป็นบ้าเป็นหลัง ผมชอบมุขที่เธอแอบเห็นนายแบบฝรั่งเปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนกางเกงใน แล้วก็นำไปเปรียบกับสามีวัยน้าของเธอ คุณพ่อลูกติด เอ อนันต์ บุนนาค อดีตนักร้องคนดัง

พี่แอม เสาวลักษณ์ยังคงเท่เหมือนเดิม จำไม่ได้ว่า วัันนั้นเธอร้องไปแล้วกี่เพลง แต่น่าจะเกินโหล เรียกว่า ไม่ไล่ ไม่เลิก ทั้งร้องทั้งเต้น ทั้งยิงมุข เล่าเรื่องแสบๆ เธอกลายเป็นตัวแทนของใครก็ตามที่รู้สึกหรือเคยรู้สึกว่า “เป็นผู้ใหญ่กินเด็ก” ได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน อารมณ์ขันของเธอรวมไปถึงเรื่องที่บอกว่า “สมัยนี้ ไม่อยากจะขึ้นคาน ก็อย่าเลือกมาก จะเข้ามาเพศไหนยังไง ก็เข้ามาเถอะ เอาหมดแหละ ” นี่แหละที่ทำเอาคนดูปลื้มไปตามๆ กัน

the-passion-8

เจ๊คิ้ม ยังคงเป็นขวัญใจไม่เสื่อมคลาย เธอเล่าว่า มาถึงงานก็ชักจะสงสัยว่า งานนี้ มันงานอะไรกันแน่ พอรู้แน่ๆ แล้ว เธอยิ่งชอบใจ แต่อดเสียดายไม่ได้ว่า คงไม่ได้ใครหนีบกลับบ้านอีกตามเคย

ด้วยเป็นแขกรับเชิญ เธอจึงร้องพอประมาณ หยอดมุขแนวถนัดของเธอ แล้วก็จากไป ทำให้พวกเราอยากฟังเธออีก แค่ฟัง “Talk Show” ก็คุมแล้ว

the-passion-7

น้องแคล ร้องเพลง “Beautiful” ได้เพราะเหลือหลาย แต่ดูใบหน้า และผมเผ้าเธอแล้ว คล้ายเพิ่งลุกจากที่นอน เธอยังรับอาสา ร้องเพลงประกอบช่วงนายแบบฝรั่ง 10 คน เดินอาดๆ อ่ายๆ ส่ายๆ นิดๆ บนเวที จริงๆ แล้ว ช่วงนี้ หลายคน บ่นมาได้ยินว่า อยากดูนายแบบไทยเดินมากกว่า แค่เอาบรรดาเหล่า Angel กับ Devil ไปขึ้นเวทีประกวดให้คะแนนกัน คงครึกครื้นน่าดู

ผมว่า เทรนด์ยุคนี้ นายแบบฝรั่งมีแนวโน้มตกกระป๋อง หนุ่มเอเชีย หนุ่มไทย ถ้าหุ่นดี มีกล้าม ฟิตมาเจ๋ง แรงกว่า ว่ามั๊ย?

แล้วทุกคนก็แทบจะรอเจ้าแม่แดนซ์กันไม่ไหว ใครเป็นแฟนผับเซเวนตี้บาร์ที่หลังสวนคงปลื้มไปตามๆ กันที่ได้เห็น “ตัวแม่”สวยพริ้งในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อคว้านอก จนเธอกลัวว่า มันจะหก ติ๊นาออกมาร้อง มาเต้น พร้อมสองแดนเซอร์แบบมาราธอน ม้วนเดียวจบจริงๆ งานนี้ ติ๊นา พาความเซอร์ไพรซ์ด้วยการร้องเพลงไคลีย์ มิน็อคสองสามเพลง คนดูเลยโยกกันไม่หยุด และยังคงลีลา เย้าๆ ส่งสายตพริ้มๆ ทักทาย ผมว่า ติ๊นายังครองใจคนดูได้อีกนานเลยล่ะ

มาถึงหนุ่มแร็ปโย่ ต้องสารภาพว่า ไม่เคยติดตามผลงานเจ เจตรินบนคอนเสิร์ตเลย เพราะแร็ปโย่กับดิสโก้เกย์ มันคนละแนว แต่หนุ่มเจ ได้กลายเป็นขวัญใจของเหล่าผู้ชมไปในทันทีที่เขาพูดถึงคนดูว่่า “รักกันเถิดไม่ว่าจะเป็นใคร” แล้วก็หักมุม ประกาศท้าทาย ให้ผู้ชมหันไปกอดคนข้างๆ พอรอบสองตามติดๆ เขาตะโกนบอก “ช่วยจูบให้ดูหน่อย!!”

ไม่พอ มีเล่นเกมส์แจกริสต์แบนด์สีขาวสลักชื่อเจ ด้วยเกมส์ใครเต้นเซ็กซี่ยั่วเจสุดๆ ให้ขึ้นมา เดาว่า เป็นเกม เล่นบ่อย เพราะดูถนัดซะเหลือเกิน ปรากฏสองสาวประเภทสองหุ่นเชี๊ยะก้าวขึ้นมาทีละคน แต่เซอร์ไพรซ์สุดคงเป็นหนุ่มตี๋ล่ำบึ้ก (หน้าคุ๊นคุ้น เหมือนขาประจำที่ดีเจสเตชั่น สีลมซอย 2) สามคนแข่งกันเต้นยั่วเจ ช็อตนี้แหละครับ ผมคิดว่า คุณพ่อเจได้ใจคนดูไปเต็มร้อย เพราะมีเต้นสลับไปมาเปลี่ยนคู่ เฮฮาสนุกสนาน อ้อล้อ หนุ่มตี๋ล่ำคนนั้นบอกว่าชื่อ “เก้ง” อีกตะหาก ผมว่า พอลงจากเวทีแล้ว จะมีคนขอสมัครเป็นแฟนเก้งอย่างแน่นอน คอนเฟิร์ม

คอนเสิร์ตครั้งนี้ มีหลายคนไม่เดินเข้าห้องน้ำเลย เพราะความมันส์ ติดต่อกัน ช่วงต่อเพลงก็ทำได้ดี มีสีสันในทุกๆ จะด สะดุดบ้างเล็กน้อย สียงส่วนใหญ่บอกว่า อยากให้จัดอีก ต่อๆ ไป คนดูจะเริ่มชินกับการมางานคอนเสิร์ตที่ไม่ต้องจัดกันในย่านคุ้นเคย ดูซิว่า โลกเปลี่ยนไปแค่ไหน

ผมว่า บนเวที งานนี้ ศิลิปน “out” (เปิดเผย) กันสุดๆ แต่คนดูยัง “out” ไม่พอ ลองออกมานอกบ้านบ้างนะครับ ใครจะมองยังไงก็ช่าง ก็เป็นตัวเราอย่างนี้แหละ

แชะ! แชะ! บรรดาข้อมูลที่กระจิบข่าวเก็บมาต้อนรับนายกคนใหม่ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ มีคำถามหนึ่ง ถามว่า ถ้ามี “เพศที่สาม” มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปปัตย์ จะรับไหม? เขาตอบทันทีทันใดว่า “รับ” และให้เหตุผลต่อว่า “เราคงไม่ปฏิเสธใครด้วยเหตุผลนี้หรอก” แชะ! แชะ! หรือว่าใกล้กันเกินไปเพื่อน? ไบรอัน เมย์ มือกีตาร์วงควีนบอกว่า ให้ตายเหอะ เพิ่งจะรู้ทีหลังชาวบ้านนะว่า เฟร็ดดี้ เมอคิวรี่ นักร้องนำผู้ลาลับเพื่อนซี้ของเขาเป็นเกย์ เขาเพิ่งให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับสื่อว่า เฟร็ดดี้มีแฟนผู้หญิงเยอะแยะ แล้วก็ไม่เห็นคบผู้ชายคนไหนเลย จะเป็นไปได้ยังไง? แต่พอเฟร็ดดี้บอกออกมาเอง เขาถึงเชื่อ แต่นั่นก็หลายปีหลังจากร่วมงานกัน แรกๆ ก็เคยนอนห้องเดียวกัน ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น คุณผู้อ่านครับ เรื่องนี้ ผมเช่ื่อว่านายเมย์น่าจะแค่เม้าธ์ เพราะคุณแม่หลายคนก็ยังไม่คิดว่า ลูกชายตัวเองเป็นเกย์ แม้ลูกชายบางคนจะออกสาวสุดๆ เพราะอะไร ก็ คงเป็นความเคยชินและเห็นจนชิน คุณพ่อคุณแม่เลยไม่เคยคิดจะถาม หรือไม่ก็พอรู้แล้ว แต่ก็ รอวันให้ลูกบอก? สวัสดี ปีใหม่ครับ แชะ! แชะ!

9 comments 0 ธันวาคม 28, 2008

พรปีใหม่: ชีวิตจะดี ต้องระวัง “สามหัว” ให้ดีๆ

latin2

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 3-4 ม.ค. 2009

เบื่อ “ตามหา” กันหรือยัง? หรือเบื่อคนข้างๆ จนอยากจะเลิกวันละร้อยหน? ถ้าคิดว่า เลิกแล้วชีวิตจะดีขึ้น ก็เชียร์ล่ะครับ ปิดประเด็น จบข่าวไปเลย ส่วนจะคบต่อเป็นเพื่อนหรือไม่ ก็ต้องทบทวนให้ดีก่อนว่า น่าคบมั๊ยคนๆ นี้ แล้วปีใหม่นี้ คุณจะได้เริ่มต้นใหม่อย่างเข้มแข็งขึ้น

ความจริง รัก เซ็กซ์ และความสัมพันธ์ มันไม่น่าเป็นอะไรที่ลึกลับซับซ้อน แต่พอมีปัจจัยอื่นๆ มารวมด้วย มันมักจะเละตุ้มเป๊ะซะทุกทีเลย รู้สึกอย่างงั้นมั๊ย? หรือยังไม่เคย มือใหม่หัดขับ ไม่ปรับตัว เป็นคนตัดสินใจอะไรไม่ได้ กลัวเสียหน้า กลัวการอยู่คนเดียว เสียดายจีบอยู่ตั้งนาน ลงทุนซื้อตุ๊กตาและข้าวไปตั้งเยอะ? อื่นๆ อีกมากมาย

อ้อ ลืมอีกอย่าง เป็นมนุษย์ที่ยังต้องการไม่สิ้นสุด

เราเลยมักจะตัดสินใจไม่ได้ซักทีว่า ชีวิตนี้ หรือตอนนี้ ต้องการอะไรกันแน่?

แต่ถ้าคุณลองมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะดีหรือจะร้าย การตัดสินใจอะไรๆ ไปในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของคุณ มักจะพัวพันอยู่กับ “สามหัว” อย่างที่จั่วหัวเอาไว้

หัวคิด หัวใจ และหัว…อันนั้นนั่นแหละ

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ตัวเองต้องการอะไรกันแน่ โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์สีรุ้ง ที่ผมพบเจอๆ มา มักคิดว่า ตัวเองด้อยค่ากว่ามนุษย์คนอื่นๆ อยู่เสมอ คิดว่าตัวเองกำลังชดใช้กรรมอะไรบางอย่าง สารพัดจะคิดให้รู้สึกแย่ สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกฝนกันครับ หัดคิดอะไรใหม่ๆ หมั่นสำรวจตัวเราบ่อยๆ จะได้รู้แจ้งและรู้ทันว่า เซ็กซ์ ความสัมพันธ์ และความรัก มันจะจัดการยังไง ในแบบฉบับของเราเอง ให้ลงตัว

นักจิตวิทยาบางท่านแนะนำว่า เซ็กซ์น่าจะจัดการได้ง่ายที่สุด มันดูซับซ้อนน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับความรัก และการสร้างความสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อะไรๆ ยามขึ้นเตียง มันก็ง่ายกันไปหมดนะ ถ้าอีกฝ่ายเค้าไม่เล่นด้วย มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด และถ้าเจออีกฝ่ายเค้าเล่นด้วย แต่ไม่ใช้ถุงยาง โปรดเซย์โน อย่างเดียว

ไหนลองสำรวจตัวเองคร่าวๆ ก่อนสิครับว่า ยามที่คุณต้องการมีเซ็กซ์ อะไรเป็นตัวผลักดันให้อยากมี?

pic02

เขาบอกว่า ให้ถามตัวเองง่ายๆ อย่างนี้ว่า “ฉันมีเซ็กซ์ เพื่อ…”

1. แก้เครียด เลิกกังวล ปี 2009 เศรษฐกิจทรุดลงอีก คงจะมีคนเลือกทางนี้มากขึ้น ไม่แน่ หรือเครียดจนเซ็กซ์เสื่อมไปตามๆ กัน? ภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างหลัง
2. แก้เหงา แก้เบื่อ แก้เซ็ง ยิ่งช่วงปีใหม่ วันหยุดยาวอย่างงี้แหละตัวดี ยังไม่มีใครสำรวจซักทีว่า ซาวน่า ม่านรูด มีแขกเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อยากรู้มากครับจริงๆ
3. เพิ่มพูนความมั่นใจในตัวเอง เพราะเป็นคนรักสนุกไม่ผูกพัน ข้อนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว เหมือนที่ใครๆ บอกว่า ออกไปเที่ยว ก็ไปเช็คเรตติ้ง ถ้ามันตก ก็อย่าคิดมาก วันนั้น อาจไม่ใช่วันของเรา
4. มีไปเรื่อยๆ เพราะชาตินี้เลิกคิดจะมีแฟนแล้ว มันเหนื่อยเหลือเกิน ขอฟันดะว่างั้นเหอะ
5. เติมเต็มความรู้สึกบางอย่าง เวลามีเซ็กซ์รู้สึกเป็นคนเต็มคน ไม่รู้สึกเกลียดตัวเองที่เกิดมาเป็นเกย์ มีคนมากอด ก็ชอบ
6. แสดงให้เห็นถึงอิสรภาพ และความเป็นไทของตัวเอง เซ็กซ์คือกิจกรรมที่แสดงตัวตนของเราได้อย่างน่าพึงพอใจที่สุด

คุณอาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้ และสำหรับบางคนอาจจะสับสน ไม่แน่ใจว่า มีคำตอบสุดท้าย เพียงคำตอบเดียว หรือเปล่า?

สำหรับผม ก็เคยลองถามตัวเองมาเหมือนกันและบ่อยๆ และเพิ่งจะเมื่อเร็วๆ นี้เอง เพิ่งจะรู้ชัดๆ ว่า คำตอบของตัวเองคืออะไร

ทีนี้ ถ้าคุณรู้แล้ว เซ็กซ์สำหรับคุณ มีความหมาย มีที่มาที่ไปยังไง ก็เลิกเสแสร้งซะทีว่า คุณชอบมัน หรือไม่ชอบมัน เอากรอบความคิดเดิมที่ว่า เซ็กซ์เป็นเรื่องสกปรก และทำให้คุณดูส่ำส่อนออกไปซะ ความคิดทำนองนี้ ไม่น่าจะให้คำตอบอะไรแก่คุณได้ และดูโบราณ เซ็กซ์ในยุคสมัยนี้ สำหรับคนๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับนิยามที่บุคคลในอดีตกำหนดให้

คุณควรกำหนดของตัวเอง

ไหนบอกว่า เรื่องเซ็กซ์ไม่น่าจะยาก?

pic03

คุณถึงต้องรู้จักสามหัวนี้ให้ดีไง ตอนนี้ คุณรู้จัก หัวที่สามไปแล้ว และคุณได้ตอบคำถามต่างๆ ไปแล้ว แสดงว่า หัวคิดของคุณยังใช้ได้อยู่ ยิ่งคุณเป็นโสด และกำลังมองหาใครซักคน หรือพบแล้ว แต่เขาคนนั้น ยังไม่แสดงท่าทีว่า จะรับรองตัวคุณว่า เป็นแฟนกะเค้าหรือเปล่า ตอนนี้ คุณต้องคิดให้มากๆ เข้าไว้

เรียกว่า รู้จักชั่งน้ำหนัก และตัดความรู้สึกที่เกิดจากหัวที่สามของคุณออกไปก่อน ดูซิว่า คนที่คุณคบ หรือคนที่เข้ามาหา คุณมีอะไรที่น่าจะ “ไปกันได้มั๊ย”?

อะไรที่ไปกันได้ หมายถึง คุณสนใจอะไรเหมือนๆ กันมั๊ย คุณให้คุณค่ากับสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น ทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรมที่สอดคล้องกันบ้างหรือเปล่า บางคนบอกว่า ความแตกต่างดึงดูดให้คนเข้าหากัน และเป็นแฟนกันได้ แต่ต้องบอกว่า นั่นเป็นกรณีพิเศษจริงๆ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ถ้าคุณเป็นคนนอก คุณก็ไม่มีวันรู้หรอกว่า ไอ้เพื่อนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว และไม่น่าจะเป็นแฟนกันได้ ไหงมาคบกันได้ คือจริงๆ แล้ว คุณก็เป็นแค่คนนอกอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ เค้าคงมีอะไรเหมือนๆ
กัน แต่เค้าไม่บอกเรา เหมือนตอนมันเลิกกัน มันก็ต้องบอกว่า อีกฝ่ายไม่ดี

เพื่อนบางคนถามว่า ผู้ชายกับผู้ชาย มันจะคบหาสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้กันได้ยังไง ผมคิดว่า มันก็ยาก มันถึงท้าทาย แต่ไม่ได้บอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะมีหลายๆ คู่ ที่อยู่ด้วยกันได้ แต่เราไม่ค่อยเห็นเท่านั้นแหละ จริงๆ สังคมไทย เพิ่งเปิดรับเรื่องเกย์มาไม่กี่ปีนี้เอง

ผมยังเคยคิดว่า เราอยู่ในช่วง “แสวงหา” ความเป็นตัวตนของเกย์ ภายใต้กฎระเบียบ การตีตรา และการสร้างคุณค่าวัฒนธรรมของไทย เราคงต้องค้นหาต่อไปว่า ความเป็นเกย์ในบริบทสังคมไทย มีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง เสียดาย เรื่องนี้ไม่มีใครสอน ต้องค่อยๆ เรียนรู้กัน

สำหรับผม พอจะได้คำตอบบ้างจากหลายๆ ปีที่ผ่านมา เช่น ในสังคมไทย เกย์ไทย ไม่มีคำว่า “Pride” หรือความภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ตัวเองเป็น ถ้าเทียบกับตะวันตก เพราะอะไร เพราะเกย์ไทย ไม่เคยต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความกดดันสุดขั้วของ ข้อบังคับทางศาสนา หรือกฎหมาย เราอยู่กันอย่างสบายๆ เพราะฉะนั้น เกย์ไพร์ด หรือไพร์ดพาเหรด มันไม่ได้มีพื้นฐานมาจากอะไร เกย์ไทย ไม่แคร์คำว่า Pride

อีกอย่าง การเลิกแอบ…ขัดแย้งกับคุณค่าบางอย่างในความสัมพันธ์ของผู้ปกครองและบุตร การเลิกแอบ ยังคงถูกมองว่า เป็นภาระให้บิดามารดากังวลใจ สู้เป็นเกย์ต่อไปแบบเงียบๆ อย่างนี้จะดีกว่า เพราะฉะนั้น ผมถึงกระดี๊กระด๊ามากไงครับ เวลาเจอคุณผู้อ่านที่ได้เลิกแอบแล้วอีเมล์มาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะกับทางบ้าน เรียกว่า ดีใจที่มีคนหลุดพ้นอีกคน

อีกหัวหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือ หัวใจ อารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องซับซ้อนมาก คงไม่มีสูตรใด มากำกับ หรือชี้แนะได้ว่า คุณควรทำยังไงดีกับหัวใจของคุณ

แต่ผมเชื่อว่า ถ้าคุณมีหัวคิด แยกแยะสิ่งต่างๆ ออกด้วยสติ คุณจะรู้ว่า คุณต้องการอะไรกันแน่ และในเวลานั้นๆ คุณตัดสินใจอะไรไป เพราะอะไร แต่ถ้ามันอธิบายไม่ได้ด้วยหลักเหตุผล คุณคงต้องโทษหัวใจคุณแล้วล่ะครับที่ทำให้คุณได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างนั้น

อกหัก ผิดหวัง เป็นเรื่องธรรมชาติ และธรรมดาโลก ชายหญิงทั่วไป ก็รู้สึกและพบเหมือนกัน อย่าคิดว่า เพราะตัวคุณเป็นเกย์ เลยต้องพบแต่ความผิดหวัง คิดเสียว่า ก็มันไม่ใช่ มันก็เลยไม่ใช่ แล้วยืดอก สูดหายใจลึกๆ รักตัวเองให้มากๆ และก้าวเดินต่อไป

แชะ! แชะ! ไหนว่าคณะรัฐมนตรีใหม่จะมีความแตกต่างหลากหลาย เอาเข้าจริง ทีมบริหารของบารัค โอบามา ก็ไม่มีเกย์หรือเลสเบี้ยนเลยซักคนหลังประกาศตัวครบกันหมดแล้ว ความหลากหลายไม่ใช่แค่สีผิว หรือเชื้อชาตินะคุณโอ แชะ! แชะ! แต่ที่สก็อตแลนด์น่าจะ “มีเยอะ” นายแพทริค ฮาร์วีย์ หัวหน้าพรรคกรีนระบุว่า สมาชิกรัฐสภาของสก็อตแลนด์ มีเกย์และเลสเบี้ยนอยู่หลายคนแต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว “ในประเทศนี้ คนเป็นเกย์ หรือเลสเบี้ยนประสบปัญหาความรุนแรงอยู่มากมาย ผมคิดว่า คนเป็นนักการเมืองต้องกล้าเปิดเผย เพื่อจะช่วยกันแก้ปัญหาได้ดีขึ้น”
นายแพทริคตัวเองเป็นไบเซ็กช่วล เป็นไบฯ ก็ดีงี้แหละ แชะ! แชะ! นักร้องหนุ่มคนดังแห่งเกาะอังกฤษ “วิลล์ ยัง” ได้รับเชิญไปร่วมรายการสนทนาปัญหาบ้านเมือง “Question Time” ของสถานี BBC One เพราะเหตุก่อนหน้า เขาพูดเล่นๆ ระหว่างให้สัมภาษณ์ทางวิทยุว่า อยากไปร่วมเวทีในรายการนี้ แล้ว โปรดิวเซอร์ของรายการก็โทรมาเชิญเขา วิลล์เป็นนักร้องที่เปิดเผยตัวในปี 2002 ว่าเป็นเกย์ ในการประกวดร้องเพลงระดับประเทศ Pop Idol ถึงแม้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยได้เกรด 2.2 วิชารัฐศาสตร์ แต่เขาบอก ไม่หวั่น ชั้นจะไป แชะ! แชะ! ชาวคริสต์ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์อารมณ์เสียกันยกใหญ่ เมื่อกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนจัดการแสดงละครฉลองคริสต์มาส
ด้วยการใชันักแสดงสาวประเภทสองแต่งเป็นพระแม่มารี และให้โจเซฟใส่ชุดหนังสีดำ ผู้จัดบอกว่า
ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ต้องโวย และไม่ได้ดูหมิ่นใคร จุดประสงค์คือ อยากประกาศตอกย้ำให้ชาวโลกรู้ว่า เมืองอัมสเตอร์ดัมต้อนรับคนทุกๆ เพศ อย่างแท้จริง ในข่าวไม่ได้บอกว่า นักแสดงคนนั้นถือแส้ด้วยหรือเปล่า แชะ! แชะ! แว่วว่า เรื่อง MILK ที่นายฌอน เพนน์ ทุ่มสุดตัวรับบทเป็น ฮาร์วีย์ มิลค์ นักการเมืองเกย์ที่ถูกยิงเสียชีวิตในออฟฟิศจะมาฉายบ้านเรา ราวๆ 5 กุมภาในชื่อไทยว่า ฮาร์วี่ย์ มิลค์ – ผู้ชายฉาวโลก นึกถึงหนังเรื่อง ชู้รักแชตเตอร์เลย์ ไงก็ไม่รู้ แชะ! แชะ!

7 comments 0 มกราคม 5, 2009

คืนเหงา…เคาท์ดาวน์

165j9648copy

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 10-11 ม.ค. 2009

ผ่านปีเก่าเข้าปีใหม่แล้ว แต่ความรู้สึกของ “ธันว์” ยังคงติดค้างอยู่ในปี 2008 ในคืนเหงาที่สุดของปีวันนั้น เขาไม่ได้ไปฉลองกับใคร เพื่อนๆ ต่างแยกย้ายไปก่อนหน้านี้แล้ว หลายคนกลับต่างจังหวัด

เขาไม่ได้ยินอะไร ไม่มีพลุ ไม่มีเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีต้อนรับปีใหม่ ในคืนนั้น เขานั่งเอนกายอยู่บนโซฟาที่เดิม สายตาจับจ้องไปที่เข็มนาฬิกาที่ค่อยๆ หมุนไปอย่างช้าๆ

29 ธันวาคม

ห้าโมงเย็น ใครๆ ก็พากันกลับเกือบหมดก่อนเวลาเลิกงาน เขาเริ่มเก็บข้าวของ พร้อมโบกมือทักทายเพื่อนร่วมงานที่ค่อยๆ เดินออกไป ทุกคนดูมีความสุขเต็มหน้า พวกเขาคงไปหาคนที่รัก และทำวันพักผ่อนช่วงหยุดยาวให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนเขา อยากจะรู้เหลือเกินว่า จะมีใครมั๊ยที่จะอยู่เป็นเพื่อนในคืนที่จะถึง ใครจะเป็นคนนั้น?

“มาหาตอนนี้เลยเหรอครับ? ผมอยู่ร้านเน็ต” เขาพิมพ์โต้ตอบไปอย่างเบื่อๆ

“ไม่มีรูปเหรอ บายนะ” เป็นข้อความสำหรับอีกคนที่ผ่านเข้ามา แล้วผ่านไป เขาอยู่ที่นี่มาชั่วโมงกว่าแล้ว มีคนมา “ขอแอด” ด้วยแปดคน นึกอยากจะให้รางวัลเว็บบอร์ดนี้จริงๆ ที่ส่งคนสารพัดแบบมาคุยกับเขาหลังโพสต์ข้อความไปไม่ถึงห้านาที

“เพิ่งเลิกกับแฟนวันนี้เองครับ” เป็นข้อความจากหนุ่มคนหนึ่งที่บอกว่า ทำงานอยู่แถวอโศก และตอนนี้คงไปหาไม่ได้

“อั้ม” เล่าต่อในเอ็มว่า เป็นคนบอกเลิกแฟนเอง และคืนนี้ เพื่อนๆ จะพาเขาไป “เมา” ที่ผับแห่งหนึ่ง

ธันว์ไม่สนว่า ทำไมถึงเลิกกัน เขาไม่ได้คิดอาสาจะดามอกใคร หรือแทนที่ใคร เขาแค่ต้องการใครซักคนมาอยู่เป็นเพื่อน หรือกระทั่งมีอะไรกัน เซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา เขาบอกว่า แค่ไม่อยากอยู่คนเดียวในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านแห่งปีที่แสนจะเงียบเหงาและทรมาน

ไม่นาน ทั้งสองแลกรูปกัน อั้มดูแสนจะธรรมดา แต่ธันว์ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านั้น เขาเลิกตั้งเงื่อนไขร้อยแปด หวังไปว่าต้องได้เจอคนหน้าตาดีๆ เท่านั้น มันฝืนความเป็นจริงบนโลกแห่งความเป็นจริง

หลังจากทั้งสองคุยต่อไปสักพัก อั้มบอกว่า กำลังจะเลิกงาน จะไม่ได้ใช้คอมพ์แล้ว “ขอเบอร์ได้มั๊ย”

อั้มเป็นคนที่สี่ที่ขอเบอร์จากธันว์ในวันนี้ เขาไม่ปฏิเสธ อีกไม่กี่อึดใจ ทั้งคู่ก็ได้ฟังเสียงกันและกัน และโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกดีๆ ก็ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

“เขาพูดจาสุภาพมากครับพี่ ไม่โอ้อวดว่าทำงานบริษัทใหญ่โตชื่อดัง ดูเขาก็คงพอใจผมเหมือนกัน เราคุยถูกคอกันมาก ๆ เหมือนรู้จักกันมานานแล้ว ตอนเขาไปนั่งรอเพื่อนที่เอกมัย ผมก็โทรไปคุยกับเขา กลัวเขานั่งเหงานะครับ” ธันว์เล่า

แต่คืนนั้น หลังจากแชทไปสองสามชั่วโมง ธันว์ก็กลับบ้านคนเดียว ถึงแม้เขาจะแจกเบอร์ไปแล้วหลายคนด้วยซ้ำ แต่ในใจกลับคิดถึงคนๆ เดียวอย่างบอกไม่ถูก

สายๆ ของวันรุ่งขึ้น โทรศัพท์ของเขามี missed call หนึ่งสาย

“เมาหรือเปล่าครับ โทรมาเมื่อคืนตอนตีหนึ่งครึ่งน่ะ คิดถึงผมเหรอ?” เขาล้อ

“เปล่า อั้มแค่อยากคุยด้วย ไม่รู้ว่านอนไปยัง” อั้มพูดเบาๆ

น่าแปลกนะครับคุณผู้อ่าน อะไรทำให้คนสองคนดึงดูดเข้าหากันได้ หน้าตาก็ยังไม่เคยเห็น หรือเป็นเพราะจินตนาการที่สร้างมโนภาพสวยงาม คอยมอบหวัง และคอยเย้ายวนให้เราอยากค้นหาต่อ

ธันว์ตัดสินใจเอ่ยปากบอกความต้องการของเขาทันที “เอ่อ คืนวันที่ 31 ทำอะไรเปล่าครับ ไปเที่ยวกันมั๊ย”

อั้มรับปากอย่างรวดเร็วจนธันว์คิดไม่ถึง เขารู้สึกถึงความเปิดเผยตรงไปตรงมาของคู่สนทนา ไม่ใช่สิ คู่เดทของเขา เขาเลยคิดว่า เขาก็ควรเปิดเผยตรงไปตรงมาเหมือนกัน “คืนวันที่ 31 ผมอยากมีคนอยู่ด้วยน่ะครับ มีใครซักคนไว้นอนกอดกัน”

อีกครั้ง อั้มไม่ปฏิเสธ หรือเป็นเพราะเพิ่งเลิกกับแฟน? หรือเพราะอะไรกันแน่? ธันว์ได้แต่บอกตัวเองว่า เขาโชคดีแท้ๆ ที่ได้มีคนอยู่เป็นเพื่อนในคืนเคาท์ดาวน์ในที่สุด แต่นั่น ก็ตั้งอีกสองวัน

cdfh

30 ธันวาคม

ธันว์ไม่แน่ใจว่า เขาดูดีหรือยัง เขาเดินเข้าห้องน้ำเพื่อส่องกระจกอีกครั้ง เขารอให้ถึงวันที่ 31 ไม่ไหว เขาอยากรู้เหลือเกินว่า คู่เดทที่จะร่วมเดินทางนับเวลา “ข้ามปี” ของเขา หน้าตาจะเป็นยังไง เขาเลยโทรไป และอดแปลกใจไม่ได้ที่อั้มเอ่ยปากชวนเขาไปดูหนัง

ชายหนุ่มตัวเล็ก ผิวคล้ำ สะพายกระเป๋าใบโต พร้อมรองเท้าหนังหัวแหลม ดินตรงมาที่เขา ทั้งสองแลกยิ้มให้กันและกัน อั้มดูไม่เหมือนในรูปที่โชว์ในเอ็มเลยแม้แต่น้อย ตัวจริงเขาไม่ได้หล่อ แต่ดูมีสไตล์ มีเสน่ห์ ที่สำคัญ ดูน่าทนุถนอม ธันว์อยากจะเข้าไปกอดทักทายระดมจูบคู่เดทของเขาตรงนั้นเลย
ในโรงหนัง เขาบอกว่า หนังไม่สนุกหรอก เพราะมือของอั้มสนุกกว่า ทั้งคู่เหลือบมองหน้ากัน และนิ้วมือของทั้งสองประสาน และเขี่ยกันไปมาอยู่ตลอด

“มันอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูกน่ะครับพี่ จับมือกันตลอด เหมือนเขากอดมือของผมไว้ ผมไม่รู้ว่า เขาหรือผมกันแน่ที่รู้สึกเหงา หรือเพราะเขาคิดถึงแฟนเก่า?”

คืนนั้น ธันว์ขอไปบ้านอั้ม ยังไม่ทันได้อาบน้ำ ทั้งสองก็สำรวจร่างกายอันเปลือยเปล่า
ของกันและกันแล้ว

“ไม่เค็มเหรอ น้ำก็ไม่อาบ แล้วตกลง…มันส์มั๊ย” ผมถาม

“สุดยอด” คือคำตอบสุดท้ายของธันว์

pic13

31 ธันวาคม

อั้มมาพบธันว์ตามเวลานัดหมาย ทุกอย่างดูราบรื่นดี จนกระทั่ง ก่อนจะเข้าไปในผับ อั้มพูดขึ้น “พอดีเพื่อนสนิทผมสองคนเค้าเพิ่งโทรมา เค้าชวนไปนั่งกินเหล้ากับเค้าน่ะ คืนนี้”

ไม่มีเสียงใดๆ จากคู่สนทนา “โกรธเหรอ” อั้มเพ่งสายตา

“ก็แหงล่ะ ก็เราตกลงกันแล้วไงว่า คืนนี้จะอยู่ด้วยกันนี่ครับ ทำไมอั้มถึงได้รับนัดซ้อน อั้มน่าจะบอกก่อน”

อั้มหน้าสลดลง ความเงียบเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างสองคน ธันว์ไม่อยากทำให้คืนนี้ คืนสำคัญของเขาต้องพัง “เอางี้สิครับ อั้มก็เข้าไปในผับเป็นเพื่อนผม แล้วค่อยไปอยู่กับเพื่อน แต่คืนนี้ ต้องขับรถมาหาผม มาอยู่เป็นเพื่อนผมตามที่สัญญากันไว้นะ”

“มีลิมิต กี่โมง?” อั้มถาม สีหน้ายังคงไม่สู้ดี
“กี่โมงก็ได้ ขับรถดีๆ นะครับ อย่าเมา ผมจะรอนะ” ธันว์ยิ้มให้อย่างฝืนความรู้สึกที่ปล่อยให้อั้มไปหาเพื่อน และทิ้งเขาไว้ตามลำพัง อีกครึ่งชั่วโมงก็จะเคาท์ดาวน์กันทั้งประเทศ อยู่แล้ว แล้วเขาจะเคาท์ดาวน์กับใคร แต่เอาเถอะ อย่างน้อยอั้มก็รับปากแล้วว่า จะมาอยู่เป็นเพื่อนกัน เขาควรดีใจที่ได้เจออั้มล่วงหน้าสองวันก่อนคืนวันที่โหดร้ายที่สุดจะเริ่ม และอีกอย่างทั้งสองก็มีเวลาดีๆ ร่วมกัน

1 ม.ค.

เขาไม่รู้ว่า เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว เขาส่งข้อความไปหาสองสามครั้งแล้ว โทรไปแล้วหนหนึ่ง แสงแดดอ่อนๆ เริ่มส่องเข้ามาทางหน้าต่างๆ ธันว์ยังคงนอนลืมตาอยู่อย่างนั้น และได้ยินเสียงหัวใจตัวเองกำลังร้องไห้

travolta_jeffkissแชะ! แชะ! กรมราชทัณฑ์ปิ๊งไอเดียว่า ควรจะมีคุกนำร่อง ลองให้นักโทษหญิงน่าจะใช้พื้นที่ร่วมกับนักโทษชาย เพื่อความเสมอภาคเท่าเทียมกัน กรมฯ มีบุคลากรชายไม่พอดูแลตอนค่ำคืน และอีกอย่าง “จะได้ลดปัญหารักร่วมเพศ” ในคุก ฟังแล้วงงๆ มั๊ย กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เกาหัวกันเป็นแถว แชะ! แชะ! นักรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมกัน ประเมินว่า ปี 2009 จะมีข่าวเกย์ เลสฯ กะเทย ถูกทำร้ายและถูกกระทำมากขึ้น เพราะสุนทรพจน์ช่วงคริสต์มาสที่ท่านโป๊ปเบเนดิกต์บอกว่า บุคคลเหล่านี้เป็นภัยต่อสภาวะแวดล้อมโลก อย่างนี้เค้าเรียกว่า “hate speech” หรือเปล่า ไหนว่า พระเจ้าสอนให้มนุษย์รักกันไง? แชะ! แชะ! เหตุลูกชายวัย 16 ของจอห์น ทราโวลต้าเสียชีวิตกะทันหัน ยังสงสัยกันไม่หายว่า ใครกันแน่ที่ดูแลเด็กก่อนเสียชีวิต ระหว่างตัวจอห์นเอง หรือพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นผู้ชายชื่อเจฟฟ์ ในปี 2006 ปาปารัซซี่แอบถ่ายรูปเด็ดจอห์นกำลังจูจุ๊บกับเจฟฟ์ แต่โฆษกส่วนตัวออกมาบอกว่า จอห์นก็จูบใครๆ แบบนี้อยู่แล้วไม่แปลก แชะ! แชะ!

9 comments 0 มกราคม 12, 2009

หัดหยุดคิดซะบ้าง เป็นมั๊ย?

6a00d8341bf8ea53ef010536995e63970b-600wi

Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 17-18 ม.ค. 2009

นึกว่าจะไม่ไหว แต่ก็มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว หน้าเครื่องคอมพ์ตอนตีสี่กว่าๆ เสียงไก่ขันสามบ้านแปดบ้านแทบทุกชั่วโมง หริ่งหรีดยังกรีดๆ กันอยู่ ได้ยินเสียงสายน้ำไหลซู่ๆ อยู่ไกลๆ อากาศเย็นยะเยียบ ไม่รู้ต่ำลงไปกี่องศา มือไม้แข็งไปหมด แต่ใจยังอยากจะพิมพ์

ย่างเข้าวันที่เจ็ดแล้วครับคุณผู้อ่านที่ผมมาอยู่ที่แม่ริม เชียงใหม่ หน่วยงานสำคัญแห่งหนึ่งจัดรายการศึกษา การเรียนรู้เรื่องเพศ โครงสร้างเรื่องเพศ และเพศวิถีอย่างเจาะลึกถอนรากถอนโคน ยาว 10 วันรวด

ชอบสิครับ เกิดมา ผมยังไม่เคยมาอยู่เชียงใหม่นานๆ ขนาดนี้ และมีเวลาสำรวจเรื่องนี้ร่วมกับคนอื่นอีกหลายชีวิตนานๆ

แต่วันนี้เราจะไม่พูดเรื่องเพศ หรือเพศวิถี หรือเรื่องเชียงใหม่ แต่อยากจะชวนคุณผู้อ่านทุกๆ เพศให้มา “หยุดคิด”

คนเราหาโอกาส “หยุดคิด” กันได้อยากโดยเฉพาะคนเมือง และคนที่มีภาระวุ่นวายรับผิดชอบจนตารางชีวิตเต็มเอี้ยด ผมก็คนหนึ่งละครับที่เคยคิดว่า หยุดพักผ่อนยาวๆ หรือไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ มันเยียวยาได้ แต่เอาเข้าจริงๆ พอไม่ได้ไปคนเดียว ไปเป็นก๊วน มีเรื่องวุ่นวายเยอะแยะ คนโน้นเอางี้ คนนี้เอางั้น แถมขากลับรถติดยาวเหยียด เครียดกันเข้าไปอีก

นั่งอยู่ริมชายหาด นอนฟังเสียงคลื่นคนเดียว แต่ใจยังคิดเรื่องงาน เรื่องคน เรื่อง “เค้า” คนนั้น และตั้งคำถามสารพัด เค้าคิดกะเรายังไง ทำไมเค้าทำอย่างนี้ ใจเราเลยไม่ได้พักจริงๆ

ผมเพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า “พักจริงๆ” ก็ทริปนี้แหละ

6a00d8341bf8ea53ef0105369f7f04970c-600wi

ที่นี่ คุณจะตื่นกี่โมงก็เรื่องของคุณ แต่ข้าวเช้าจะตั้งรอตอนแปดโมงถึงแปดโมงครึ่ง จากนั้นทำธุระส่วนตัว หรือจะโทรศัพท์คุยงาน คุยเล่น ก็ทำไป พอเก้าโมงครึ่งพร้อมกันทุกคนที่ห้องเรียน ซึ่งเป็น “ศาลา” มุงจาก ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีแอร์ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีโต๊ะ

นั่นคือห้องเรียน รอบๆ ศาลาเป็นร่องผัก ไร่สวน ต้นไม้ วัชพืช และแสงแดด

บนศาลา มีเสื่อ และมีเบาะรองนั่งพร้อมพนักพิงเตี้ยๆ ใครใคร่นอนเรียน นอนฟัง จงทำไป แต่อย่าหลับ ของว่างมีวางอยู่แล้ว อยากกิน อยากดื่ม หยิบเอง ชงเอง ไม่ต้องให้ใครมาเสิร์ฟ ตอนไหน จะลุกไป ก็ไม่ว่ากัน

พักอาหารกลางวันตอนเที่ยงครึ่ง เดินไปและเริ่มรับประทานพร้อมกัน ระหว่างเดินไป ตักอาหาร มานั่งกับพื้น ไม่พูดกัน ให้เคี้ยวช้าๆ อย่างมีสติทุกๆ คำ อ้อ…อาหารทุกมื้อเป็นพืชผักมาจากที่ปลูกไว้ หมู ไก่ เนื้อ และมาม่าไม่ว่ารสใด ไม่มี

เป็นคุณ อยู่ได้มั๊ย แบบนี้?

ครูและเจ้าของสถานที่ซึ่งเป็นคนเดียวกันบอกว่า กระบวนการเรียนรู้แบบนี้จะช่วยผู้เข้าร่วมได้มากให้ “ได้พัก” จริงๆ มีหลายองค์กรชวนไปทำกิจกรรมการเรียนรู้ในหลายๆ หัวข้อ จัดตามโรงแรม อย่างเช่น จัดสองวัน หนึ่งคืน คนมาฟัง 70 คน อย่างนี้ เธอบอก “ไม่เอาหรอก ไม่ได้ผล เราไม่ไป”

เห็นจะจริงอยู่นะครับ ลองคิดดู คุณผู้อ่านที่ไปสัมมนาต่างจังหวัด แล้วกะจะพักผ่อนไปด้วยในตัว เอาเข้าจริง เรียนเครียดๆ กันในห้อง ตกเย็นจับไมค์ร้องเพลง นั่งก๊งกัน บ้างก็เล่นไพ่ นอนดูละคร ดูข่าว เหมือนอยู่บ้านเปี๊ยบเลย อย่างนี้ คงไม่ได้พัก เพราะตื่นมาอีกวัน ก็เข้าห้องสัมมนา กินๆ จบกลับบ้าน ไม่มีอะไรงอกเงย หรือเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมคงเดิม เปลี่ยนแค่สถานที่

แต่ก็ขึ้นอยู่กับหัวข้อและเป้าหมายล่ะครับ ไม่ได้บอกว่า สัมมนาแบบนั้น ไม่ดี

ส่วนในแบบที่พวกเรามาร่วมเรียนรู้ ผู้จัดตั้งเป้าหมายให้หัดเปลี่ยนแปลงตัวเอง และค้นพบตัวอง มาลองอยู่อย่างเรียบๆ ง่าย ๆ ไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีทีวี ไม่มีอินเตอร์เน็ต ก็ดีไปอย่างนะครับ เลยไม่ต้องคอยห่วงว่าใครมา “hi5” กะเรา หรือจะมา “เล่นเอ็ม” ด้วยวันนี้

กิจกรรมของผมเองก็คือ ตั้งใจว่าจะตื่นตีห้า มาเขียนหนังสือ หรือมาบันทึก คุณชอบเขียน คุณต้องเขียนทุกวัน

พอหกโมงเช้า แสงแดดอุ่นๆ หน่อย ท้องฟ้าพอสว่าง เห็นทาง ก็คว้าจักรยาน ออกไปปั่นรอบๆ หมู่บ้าน คุณเอ๋ย สวรรค์ยามเช้าเลยล่ะ สองข้างทาง ปลูกผัก ทำไร่ ทำนา ยิ่งผ่านไปย่านที่มีร่องผัก ใบเขียวอ่อนๆ อยากจอดแล้วจิ้มน้ำพริกตรงนั้น สูดอากาศเย็นๆ เข้าปอด เหมือนได้ดมภูเขาที่อยู่ลิบๆ โน้น

แถวนี้มีตลาดอยู่หลายแห่ง ผมก็ตระเวณไปทั่วละครับ ปั่นจักรยานตอนเช้าทุกวันให้พอได้เหงื่อสักหนึ่งชั่วโมง กลับมาก็ออกกำลังกาย ตอนนี้เน้นซิทอัพ เพราะก่อนปีใหม่ ไม่ค่อยได้ออกกำลัง และสวาปามตามใจปาก จากไม่เคยมีพุง ตอนนี้ มันดูกลมๆ เหมือนคนท้องอ่อนๆ

แต่อาทิตย์หนึ่งไปแล้ว มันค่อยๆ ยุบอย่างอัศจรรย์ คงเป็นเพราะอาหาร ข้าวกล้อง น้ำพริก และ
บรรดาผักสวนครัวสารพัด ไม่รู้ชื่ออะไรบ้าง ทุกๆ มื้อ ก็มีแต่เมื่อคืน ตอนมื้อเย็น นึกว่าไม่รอดแล้ว กินน้ำเต้าหู้ กับผลไม้ เท่านั้น จริงๆ ไม่ได้ดอดเอาขนม หรือมาม่าซ่อนไว้

คนไม่เคยอดข้าวเย็น เห็นแล้วคงหวาด แต่ก็รอดมาได้ ไม่เห็นทรมานอะไร

ระหว่างวัน หลังเลิกศาลาตอนสี่โมงกว่าๆ เขามีโปรแกรมเล่นโยคะ อันนี้ชอบมากเพราะได้เหงื่อดี ดีกว่าปั่นจักรยานด้วยซ้ำในอากาศหนาวๆ อย่างนี้ ใช้เวลา 45 นาทีให้จิตใจ และร่างกายได้พักผ่อนไปพร้อมๆ กัน จากนั้นพักสักครู่ รับทานมื้อเย็น พักผ่อนตามใจ ยังไม่จบ ตอนสองทุ่มตรง พบกันอีกครั้ง เพื่อ “นั่งภาวนา”

ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่ายากสำหรับคนที่ไม่เคย และคนที่มีเรื่องวุ่นวาย กวนใจมาตลอด การนั่งภาวนาของที่นี่ออกแบบมาสำหรับคนทุกศาสนา คุณเป็นมุสลิม ก็นั่งภาวนาได้

จริงๆ สำหรับตัวเอง เคยฝึกหัด นั่งสมาธิมากะเค้าบ้าง นานมาแล้ว ใช้ได้ผลที่สุดก็ตอนสอบเอ็นทรานซ์ สมองโปร่งโล่งดี และไม่กังวล

คราวนี้ ไม่ต้องนั่งหลับตา ภาวนาว่า พุทโธ หรือ ยุบหนอ พองหนอ คุณจะภาวนาอะไรก็เรื่องของคุณ จะนับเลข นับแกะ นับห่าน หรือจะลุกเดินไปรอบๆ ห้อง ก็ไม่มีใครว่า หรือคุณจะนั่งหลับตา มองหลังคา มองเสื่อ มองเทียนไข หรือนั่งมองใบหน้าคนนั่งรอบๆ ห้องไปด้วย ก็ไม่ผิดกติกา

แต่ขอให้ผ่อนคลาย ไม่ให้ส่วนใดของร่างกายตึง หายใจเข้าออกให้ลึก และที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดว่ทำได้ยากมากๆ สำหรับตัวเองก็คือ หยุดคิด ปล่อยวางความคิดทั้งมวลที่เข้ามาในสมองของเรา

“เวลาเราคิด อยากจะหยุดคิด แต่เราดันคิดว่า จะหยุดคิด เรียกว่า เอาความคิด ไปหยุดคิด อย่างนี้ ใจก็ไม่ว่างแล้ว” ครูบอก

วันๆ คนเราคิดอะไรได้มากมายเรื่อยเปื่อย เรียกว่าคิดฟุ้ง ฟุ้งมากๆ มันก็ซ่าน ซ่านไปซ่านมา ไม่ได้อะไรกลับมา

แต่พอเราหยุดคิด หัดวางความคิดให้เป็น ใจมันโล่ง โปร่งสบาย ความวิตกกังวลอะไร ก็ค่อยๆ คลาย ตรงนี้แหละครับที่ช่วยได้ เพราะเมื่อจิตว่างจริงๆ จะเกิดพลังภายในอย่างที่คุณไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่ยินดี ยินร้ายกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีปัญหาเกิดขึ้น คุณจะคิดได้ทะลุ ไม่เอาอารมณ์เข้าไปจัดการแก้ปัญหา

4989224-zbigniewlisicki

ผมเองเป็นคนไม่ชอบสวดมนต์ หรือนั่งนิ่งๆ หลับตา เพราะหลับตาทีไร ก็เห็นภาพผู้ชายหล่อๆ ทั้งที่เคยได้กัน และยังไม่เคย แต่อยากได้ รวมทั้งเคยได้แล้ว อยากได้อีก เข้ามาซะทุกทีนอกจากคิดเรื่องงานที่ทำ เรื่องคนใกล้ตัว มันปนกันอีรุงตุงนังไปหมด จริงๆ พอนั่งภาวนาไป มีภาพเหล่านี้ขึ้นมา ก็ให้เห็นว่า เป็นเรื่องปกตินะครับ ค่อยๆ วางความคิดและภาพเหล่านั้น จดจ่ออยู่กับความว่างเปล่า

คุณผู้อ่านที่ไม่ได้สวดมนต์หรือฝึกสมาธิภาวนาอะไร ก็ลองหาเวลาระหว่างวัน ตอนขับรถ รอรถติดไฟแดง ตอนนั่งรถเมล์ ยืนรอรถ อยู่ในยิม ยกเวท หรืออาบน้ำ เข้าคิวทำอะไรก็แล้วแต่ ปล่อยจิตให้
ว่างๆ ลองหัดไม่คิดอะไร นับหนึ่งถึงสิบ แล้วนับหนึ่งถึงสิบอีกทีก็ได้ คุณจะรู้ว่า ความว่าง ความนิ่ง ทำให้คุณปิติ ผ่อนคลาย มีพลัง และมีความสุขขึ้น

ทำบ่อยๆ แล้วจะชิน

อาทิตย์นี้ ไม่มีเซคชั่น “แชะ! แชะ!” นะครับ เพราะไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ได้ตามข่าวในเน็ต และไม่ได้ดูทีวี

8 comments 0 มกราคม 18, 2009

“สุขภาวะทางเพศ” ของคุณ ดีปล่าว?

craig_horner_200812_10_1Hiding No More เลิกแอบเสียที วิทยา แสงอรุณ 24-25 ม.ค. 2009

ถามอะไร? งง? คุณอาจกำลังถามตัวเองแบบนี้ ส่วนผมเองก็อยากจะบอกว่า กำลังถามตัวเองด้วยคำถามนี้เหมือนกัน

แล้วสุขภาวะทางเพศของฉัน ดีปล่าว?

ที่จริงคำว่า สุขภาวะทางเพศไม่ใช่คำใหม่แกะกล่อง แต่เป็นคำที่หูคนยังไม่ค่อยคุ้น กระทั่งเจ้าหน้าที่ในระบบสาธารณสุขเองก็เถอะ อาจจะยังไม่รู้จักเลย บางคนอาจรู้แล้ว แต่ไม่เข้าใจ

ส่วนเราๆ ท่านๆ พอได้ยินคำว่า “เพศ” ทีไร ก็นึกถึงเรื่องบนเตียง จริงๆ แล้ว เรื่องบนเตียงเป็นแค่กระผีกหนึ่งของสุขภาวะทางเพศ เท่านั้นเอง สุขภาวะทางเพศจึงมีความหมายมากกว่าเรื่องบนเตียงจนคุณต้องตกเตียง ถ้ารู้

วัยรุ่นชายได้ยินเพื่อนคุยกันว่า ผู้หญิงชอบของใหญ่ และต้องอึดๆ อีกอย่างถ้ายัง “ทำไม่เป็น” จะเสียชาติเกิดเพราะฉะนั้นไม่ได้ต้อง “กรูต้องหัดทำ เดี๋ยวนี้”

หญิงสาวคนหนึ่งไปวัดกับคุณแม่ เธอกำลังก้าวเข้าไปในโบสถ์ คุณแม่ร้องห้าม “ไม่เห็นป้ายเหรอลูก เค้าเขียนว่า ผู้หญิงห้ามเข้า” คุณลูกงง แต่ก็ทำตามคุณแม่บอก

นี่นาย “เกย์ออกสาวต้องเป็นเมีย ส่วนเกย์แมนๆ ต้องเป็นผัว ใช่มั๊ย” เพื่อนคนหนึ่งถาม “แล้วที่เห็นออกสาวทั้งคู่ เป็นแฟนกัน ใครเป็นผัว ใครเป็นเมียล่ะมรึง กรูงง?”

ผู้หญิงคนหนึ่งเห็นทอมกะดี้เดินผ่านหน้าไป หล่อนกระซิบกับเพื่อนทันที “เกลียดจัง ทำไมต้องทำเดินอาดๆ ทำมาดเป็นผู้ชาย อุ๊ย อุบาทว์”

“สถานที่นี้ กะเทยห้ามเข้า” ป้ายตัวเบ้อเริ่มหน้าผับแห่งหนึ่ง

“ไม่มีรักแท้ในหมู่เกย์หรอก เชืื่อดิ” เพื่อนย้ำ

“นี่เธอ เคยเอากระจกส่องจิ๋มดูบ้างหรือเปล่า?” “ต๊าย ทะลึ่ง บ้าเหรอ ใครจะกล้า!”

“หนูไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมเจ้านายชอบแต๊ะอั๋ง พูดจา ส่งสายตาให้หนูอยู่เรื่อย หนูแต่งตัวเซ็กซี่ไปหรือเปล่า?”

คุณผู้อ่านคงเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาบ้าง ได้ยินมา คนรอบข้างพูดบ้าง แต่คงไม่ได้ตั้งคำถาม บางคนก็ปล่อยให้ผ่านๆ เลยไปเพราะเคยๆ ชิน ก็เคยได้ยินมาแบบนี้ เคยเจอแบบนี้ หรือเคยโดนแบบนี้ จะให้ทำยังไงล่ะ?

ถึงเวลาแล้วที่คนในสังคมไทยควรจะหันมาสนใจ และปฏิวัติการใช้ชีวิตด้านสุขภาวะทางเพศ หรือ Healthy Sexuality เสียที เพราะสุขภาวะทางเพศ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ส่งอิทธิพลใหญ่หลวงต่อการดำรงชีวิตของคนเรา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การตัดสินใจในแทบทุกเรื่อง ฯลฯ

และเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ในการทำงาน เพราะที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงทางเพศ ปัญหาการสื่อสารระหว่างมนุษย์ต่างๆ เพศ ปัญหาเพศในหมู่วัยรุ่น ปัญหาการติดเชื้อเอช ไอ วี ปัญหาการถูกจำกัดสิทธิทางเพศ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศทั้งสิ้น

อย่ามองแค่เรื่อง ทำยังไงให้คนใช้ถุงยางอนามัย? ทำไมนะบอกไปแล้วให้ใช้ถุงทุกครั้ง แต่เหล่าผู้หญิงก็ยังยอมให้ผู้ชายไม่ใช้ สิ่งเหล่านี้มันสะสมหมักหมม ถูกสั่งสอนให้เชื่อตาม และไม่ตั้งคำถามกันอยู่ ในหัวสมองของเราหลายๆ คน จริงๆ แล้ว เราไม่รู้หรอกว่า สุขภาวะทางเพศที่ดี คืออะไร?

pic07-1

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตจากการรากเหง้าที่เราไม่รู้เรื่อง สุขภาวะทางเพศของเราเลย!

แล้วจะมองยังไงให้เข้าใจ?

ในชีวิตคนเรา สุขภาวะทางเพศมีส่วนประกอบสามอย่างหลักๆ

อย่างแรกคือ บรรดาความคิด-ความเชื่อ-การแสดงออก-พฤติกรรมทางเพศ เรียกรวมๆ ว่า “เพศวิถี” อย่างเช่น เชื่อว่าผู้หญิงชอบของใหญ่ เกย์ กะเทย ทอม ดี้เป็นพวกโรคจิต วิปริต ผิดธรรมชาติ โลกนี้ไม่มีหรอก ความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ

ส่วนประกอบอย่างที่สองคือ ผู้ชายต้องเป็นอย่างงั้น ผู้หญิงต้องเป็นอย่างงี้ เกย์ก็ต้องเป็นแบบนี้สิ กะเทยก็เป็นอย่างโง้น หรือเรียกรวมๆ ว่า “เพศสภาวะ” ซึ่งตีกรอบให้คนเราต้องเดินอยู่ในกรอบ ซึ่งเป็นกรอบหญิง-ชาย โดยที่มีผู้ชายเป็นกุมอำนาจในแทบทุกเรื่อง ผู้ชายเป็นใหญ่ ลองมองดู สังคมนี้ควบคุมโดยใคร?

บางครั้ง เราก็มักสับสนไปอ้างว่า เป็นวัฒนธรรมไทยกำหนด ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีการอธิบายหรือรับรองว่ามันเป็นวัฒนธรรมไทยอะไรหรือเปล่า

จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวัฒนธรรมชาติใดทั้งสิ้น แต่เป็นวัฒนธรรมแห่งการหล่อหลอม สร้างความเป็นหญิง ความเป็นชายเพื่อสนับสนุนให้ “สังคมชายเป็นใหญ่” ดำรงอยู่ และ”เอื้ออำนวยให้เกิดการใช้อำนาจเหนือกว่าเพราะเกิดมาเป็นเพศชาย”

ส่วนประกอบอย่างที่สามคือ สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัว ยากจะเข้าใจ แต่จริงๆ แล้ว ก็คือ เรื่องสิทธิที่พลเมืองพึงมีพึงได้นั่นแหละ และสิทธิการ